เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

WMR ตอนที่ 8 ถูกมองออก?

WMR ตอนที่ 8 ถูกมองออก?

WMR ตอนที่ 8 ถูกมองออก?


กำลังโหลดไฟล์

ครึ่งชั่วโมงหลังจากแอนนี่กลายเป็นฝุ่น

อีกด้านหนึ่งของท้องฟ้ายามค่ำคืน สถานการณ์ของกู้เป่ยก็ไม่ได้ดีไปกว่ากันนัก

“เจ้าเต็มใจทำร้ายเพื่อนของเจ้าเพียงเพื่อโกหกข้า?”

ไม่ใช่ว่าจู่ ๆ กู้เป่ยก็รู้สึกถึงความยุติธรรมและต้องการต่อสู้เพื่อแอนนี่อะไรเทือกนั้น  เพียงแต่เขาในตอนนี้ไม่รู้จะพูดอะไรอีกนอกจากประณามมิเชลในทางศีลธรรม

อย่างไรก็ตามเขาต้องพูดต่อไป หากหุบปากตอนนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับการนั่งรอความตาย ท้ายที่สุดแล้วเขากับมิเชลยังคงอยู่ในระหว่าง 'การเจรจา' แม้ว่าทิศทางของการเจรจาจะตรงข้ามกับที่กู้เป่ยวางไว้แต่แรกก็ตาม

ถึงกระนั้น นี่เป็นโอกาสสุดท้ายของเขาในการเอาชีวิตรอด

“ทำไม ท่านมีปัญหา?” ทัศนคติของมิเชลก็เริ่มก้าวร้าวเช่นกัน “เซอร์ลิเธอร์ สงสัยข้าคงปฏิบัติต่อท่านดีเกินไปจนทำให้ท่านคิดว่าสามารถพูดอะไรก็ได้ตามที่ท่านต้องการ”

ฉิบหายแล้วฉัน

กู้เป่ยรู้สึกกดดัน เห็นได้ชัดว่ามิเชลฉีกหน้ากากที่เสแสร้งออก และพร้อมที่จะยกเลิก ’การเจรจา’ สำหรับกู้เป่ยแล้วนี่ไม่ใช่ข่าวดี

ไม่ว่าจะเป็นเพื่อความอยู่รอดหรือเพียงเพื่อชะลอการตาย เขาจะต้องทำให้มิเชลพูดต่อไป

ดังนั้นเขาจึงพยายามทำตัวเข้มแข็ง “คุณหญิงมิเชล เจ้าต้องพึ่งข้าในการเปิดคลังสมบัติ และข้าอาจเปลี่ยนใจได้ทุกเมื่อ จงอย่าลืมไปว่าข้ามีพลังที่จะหยุดเจ้าไม่ให้ได้รับสิ่งที่เจ้าต้องการตลอดไป”

อย่างไรก็ตามคำตอบของมิเชลกลับมาเร็วกว่าที่เขาคาดไว้ “โอ้ ท่านเซอร์ที่รัก ท่านไม่ต้องรีบร้อนไป ข้าจะใช้แส้ของข้าดูแลท่านอย่างดี ข้าเชื่อว่าอีกไม่นาน ท่านจะรู้ว่าอะไรควรพูด”

“...”

กู้เป่ยต้องยอมรับคำขู่ที่พูดแบบเนิบ ๆ พวกนี้ฟังดูน่ากลัวเสียยิ่งกว่าพวกที่ใช้น้ำเสียงดุร้าย

ข้อความเบื้องหลังน้ำเสียงคือ: 'ข้าสามารถมองผ่านสิ่งที่เจ้าวางแผนได้ และไม่ว่าเจ้าจะพยายามมากแค่ไหน เจ้าก็จะไม่มีวันหลุดพ้นจากเงื้อมมือของข้า'

ดูถูก! นี่มันดูถูกกันชัด ๆ!

เมื่อเห็นกู้เป่ยไม่ตอบมิเชลก็นำแส้สีดำออกมาจากแขนเสื้อ เธอเขย่าแส้ต่อหน้ากู้เป่ย มันแวววาวราวกับผิวของน้ำมันภายใต้การอาบของแสงจันทร์

“ท่านชอบมันไหม?” เธอกล่าว

‘ชอบบ้านแม่เจ้าสิ!’ กู้เป่ยสบถในใจ

มิเชลสาวแส้ ขณะที่กู้เป่ยพยายามอย่างเต็มที่เพื่อดึงรอยยิ้มออกมา

“ร่วมมืออย่างมีความสุข!”

“ร่วมมืออย่างมีความสุข” มิเชลพยักหน้าขณะที่เธอค่อย ๆ เก็บแส้เข้าที่เดิมอีกครั้ง

กู้เป่ยรู้สึกอับอายมาก

อันที่จริงเมื่อมองย้อนกลับไป สาเหตุที่มิเชลสามารถหลอกเขาได้หลัก ๆ เลยเป็นเพราะเขาเพิ่งถูกเทเลพอร์ตเข้ามาในโลกนี้ และไม่รู้อะไรเกี่ยวกับโลกนี้เลย เขาเป็นราวกับชาวนาที่เพิ่งเข้าเมืองที่แม้แต่เด็กสามขวบก็ยังหลอกเขาได้

ไอเทเลพอร์ตเฮงซวย ตัวเอกจากนิยายเรื่องอื่นล้วนมีความทรงจำจากเจ้าของร่างเก่า แต่ทำไมฉันถึงไม่ได้อะไรเลย?

ถ้าเขารู้ว่าไม่มีทหารไล่ตามตั้งแต่แรก ถ้าเขารู้มากกว่านี้...

ทุกอย่างจะต้องต่างออกไปอย่างแน่นอน

“คนทำความสะอาด อัศวินศักดิ์สิทธิ์ที่โบสถ์ใช้จัดการกับพวกนอกศาสนา” ทันใดนั้น ระบบก็โผล่ขึ้นมาและพูดอย่างเคร่งขรึม “การเลือกคนทำความสะอาดนั้นเข้มงวดมาก ทุกปีจะมีอัศวินศักดิ์สิทธิ์กว่า 2,000คนที่สมัคร แต่มีเพียง 2 คนเท่านั้นที่สามารถเข้าร่วมได้และกลายเป็นหนึ่งในนั้นอย่างราบรื่น ว่ากันว่าคนทำความสะอาดทุกคนจะได้รับบัพติศมา1จากสมเด็จพระสันตะปาปาทำให้มีความแข็งแกร่งที่ผิดปกติ และเมื่อรวมกันความแข็งแกร่งของพวกเขาก็จะเพิ่มขึ้นเป็นเป็นเท่าทวี”

“อะไรว่ะ! นายช่วยอย่าโผล่ออกมาทำให้ตกใจในช่วงหน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้ได้ไหม?” กู้เป่ยโกรธมากและพูดกับระบบในใจ

“นี่คือข้อมูลของคนทำความสะอาด” เห็นได้ชัดว่าระบบไม่ได้สนใจความโกรธของกู้เป่ย และยังคงพูดด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูน่ารำคาญ

“นาย…” กู้เป่ยอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ก็หยุดคิด “เดี๋ยวนะ นายเอาข้อมูลพวกนี้มาจากไหน”

“ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน จู่ ๆ มันก็โผล่มาในฐานข้อมูล” ระบบตอบ

"มีอะไรอีกไหม? ขอข้อมูลที่มีประโยชน์กับฉัน ผู้วิเศษ! ผู้วิเศษในโลกนี้เรียนรู้เวทมนตร์ใหม่กันยังไง?"

ไฟแห่งความหวังถูกจุดขึ้นมาในหัวใจของกู้เป่ยอีกครั้ง คำอธิบาย! ข้อมูล! แม้ว่าเขาจะไม่รู้ว่าระบบมีการอัพเกรดหรือมีบัคที่ทำให้ได้รับข้อมูลเหล่านี้ แต่นี่คือสิ่งที่เขาขาดแคลนมากที่สุดในตอนนี้ เนื่องจากการเทเลพอร์ตเฮงซวยตัวเขาในปัจจุบันจึงแทบไม่รู้เรื่องของโลกนี้เลย

เขาต้องการข้อมูลเกี่ยวกับผู้วิเศษ

เขาจำเป็นต้องเรียนคาถาผูกมัด เพราะมันเป็นวิธีเดียวที่เขาจะออกจากสถานการณ์นี้ได้แบบมีชีวิต

“ไม่มีอะไรอื่น นอกจากบทพูดห่วย ๆ ที่ท่านเขียนไว้ สิ่งเดียวที่อยู่ในฐานข้อมูลคือสิ่งนี้”

กู้เป่ยหงุดหงิดมาก “ฉันไม่มีทั้งเวลาและใจมาเล่นตลกกับนายตอนนี้ ให้สิ่งที่มีประโยชน์แก่ฉัน! อย่าลืมไปว่าตอนนี้เราอยู่บนเรียนลำเดียวกัน นายจะรอดได้ก็ต่อเมื่อฉันไม่ตาย หากฉันไม่สามารถใช้คาถานี้ได้ พวกเราถูกยำเละแน่”

“ไม่มีก็คือไม่มี ระบบไม่เคยพูดเล่น”

“...” กู้เป่ยไม่แน่ใจว่าเขาควรแย้งประโยคแรกหรือประโยคสุดท้ายดี

ถึงกระนั้นเขาก็ยังไม่ยอมแพ้ "พูดจริง นายไม่มีอย่างอื่นแล้วจริง ๆ?"

“ข้าไม่มีแล้วจริง ๆ”

“หืม? นายไม่มีแล้วแน่นะ?”

มีเสียงรบกวนจากระบบ จากนั้นหน้าจอดิจิตอลโปร่งแสงก็ปรากฏขึ้นตรงหน้ากู้เป่ยอีกครั้ง "หากท่านต้องการความช่วยเหลือจากมนุษย์ โปรดกดศูนย์"

“…”

ในที่สุดกู้เป่ยก็ล้มเลิกความคิดนี้ เวลานี้การพึ่งพาตัวเองดูจะมีโอกาสรอดมากกว่า

ถูกต้อง กู้เป่ยยังไม่ยอมแพ้ เมื่อสถานการณ์ถึงทางตัน หากเขาอยู่ในนิยายสักเรื่องหนึ่ง มันก็มักจะมีปาฏิหาริย์หรือไม่ก็ผู้กอบกู้จากสวรรค์ที่ช่วยเขาให้รอด แต่ชีวิตไม่ใช่นิยาย และโดยส่วนใหญ่แล้วมีแนวโน้มว่าสถานการณ์ที่สิ้นหวังไม่ได้นำมาซึ่งการก้าวกระโดดครั้งใหญ่ แต่เป็นการเข้าคิวสู่สวรรค์และการอำลาชีวิตเก่า

ยิ่งไปกว่านั้นถ้าเขาอยู่ในนิยายจริง ๆ ตัดสินจากสิ่งที่เกิดขึ้นกับเขา ผู้เขียนนิยายเรื่องนี้คงจะต้องเกลียดเขามากเป็นแน่

แต่...

จากช่วงเวลาที่ทัศนคติของมิเชลแย่ลง กู้เป่ยก็รู้สึกว่ามันมีบางอย่างแปลก ๆ เขาไม่รู้ว่าความรู้สึกนี้มาจากไหน แต่สัญชาตญาณของเขามันกรีดร้องว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง และมิเชลคงกำลังปิดบังบางสิ่งจากเขา

“มันคืออะไรกัน....”

ภายใต้แรงกดดันมหาศาลจากความตาย กู้เป่ยรู้สึกถึงโอกาสเอาชีวิตรอดอันริบหรี่ ราวกับสัมผัสได้ถึงสายลมในถ้ำที่ปิดสนิท

เขาจะตามสายลมนั่นและคว้ามันไว้

ความสนใจของเขากลับสู่ความเป็นจริงอีกครั้ง เวลานี้เขากับมิเชลยังคงซ่อนตัวอยู่ในต้นไม้ ดูเหมือนความคิดที่จะออกไปไม่ได้อยู่ในหัวเธอเลยแม้แต่น้อย ราวกับว่าเธอกลัวจะถูกพวกคนทำความสะอาดเจอตัว และต้องการรอให้พวกเขาออกไปจากบริเวณใกล้เคียงเสียก่อน

คนทำความสะอาด…

มิเชลดูเหมือนจะกลัวการมีอยู่ของพวกเขามาก และเนื่องจากระบบเพิ่งให้ข้อมูลจำนวนมากเกี่ยวกับพวกเขา บางทีเขาควรใช้สิ่งนั้นในการฝ่าฟันอุปสรรค แม้ว่าเขาจะไม่สามารถรับข้อมูลจากระบบได้มากกว่านี้ แต่อย่างน้อยที่สุดที่เขาทำได้ในเวลานี้คือทดสอบมิเชล

หลังคิดได้ดังนั้นกู้เป่ยก็พูดอีกครั้ง: “หรือแท้จริงแล้วพวกเขาไม่ได้มาหาแอนนี่ แต่เป็นเจ้า?”

มิเชลยังคงเย็นชาต่อเขาเช่นเดิม “ขุนนางที่พูดมากเกินไปมักจะอยู่ได้ไม่นาน”

เขาไม่รู้ว่าหลังจากพูดมากเกินไปแล้วเขาจะสามารถมีชีวิตต่อได้หรือไม่ แต่เขารู้ดีว่าหากเขาพูดน้อยเกินไปชีวิตของเขาคงไม่ได้ไปต่อ

กู้เป่ยไม่เคยต้องการเป็นคนช่างพูด แต่พระเจ้าไม่มีทางเลือกให้เขา

“คนทำความสะอาด พวกเขาคืออัศวินศักดิ์สิทธิ์ที่ศาสนจักรใช้จัดการกับคนอย่างเจ้า ปัจจุบันมีคนทำความสะอาดในโบสถ์เพียงไม่กี่คน แต่ทุกคนต่างก็เป็นอัศวินศักดิ์สิทธิ์ที่มีประสบการณ์การต่อสู้โชกโชน ทั้ง ๆ ที่พวกเขามีจำนวนน้อยแท้ ๆ แต่เจ้ากลับมีคนทำความสะอาดไล่ตามมามากกว่า 10 คน ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเจ้าคงไปเข้าตาศาสนจักรเข้า”

กู้เป่ยจงใจพูดอย่างช้า ๆ พยายามใช้ข้อมูลที่เขาเพิ่งได้รับจากระบบเพื่อทดสอบปฏิกิริยาของมิเชล

มิเชลไม่ตอบ

กู้เป่ยไม่ท้อแท้ก่อนจะพูดต่อ “เจ้าคิดจริง ๆ หรือว่าเจ้าจะสามารถเปิดคลังได้ทั้ง ๆ ที่ถูกศาสนจักรจับตาอยู่? คลังของทุกตระกูลจะได้รับการปกป้องโดยคนมากมาย แม้ว่าเจ้าจะกำจัดพวกเขาได้โดยไม่ทำให้เกิดความวุ่นวาย แต่มันก็แทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะไม่แจ้งเตือนพวกคนทำความสะอาด”

น้ำเสียงของเขาดูสงบ แต่ในใจของเขาร้อนรุ่มด้วยความวิตก

ได้โปรดเถอะ...ได้โปรด... ช่วยตอบสนองที!

เขารู้สึกเหมือนกำลังสอบการเมืองโดยกำลังพูดพล่ามเกี่ยวกับหลายสิ่งหลายอย่างที่เขาเองก็ไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่ามันคืออะไร แต่เขาหวังว่าจะต้องมีสักประโยคหนึ่งที่โดนเข้าทางตันที่ไร้รอยแยกนี้อย่างจังและงัดเปิดเป็นช่องให้เขา สมองของเขาในเวลานี้ถูกใช้จนกระทั่งน้ำในสมองเกือบแห้งเหือด

โชคดีที่ในที่สุดมิเชลก็ขยับ

เธอหันกลับมามองที่กู้เป่ย และนั่นก็นับเป็นครั้งแรกที่กู้เป่ยเห็นหน้ามิเชล ภายใต้แสงจันทร์สลัว ฮู้ดที่ค่อนข้างใหญ่ปกคลุมใบหน้าของเธอเป็นเหตุให้ใบหน้าทั้งหมดยังคงพร่ามัว แต่ดวงตาสีทองซีดนั้นส่องประกายดูสะดุดตาภายใต้ความมืดราวกับนกเค้าแมว

เมื่อถูกดวงตาที่เหมือนสัตว์ร้ายที่เฉียบแหลมปราศจากความอบอุ่นจ้องมองมันก็ทำให้กู้เป่ยถึงกับขนลุก

“เจ้าเป็นใคร?”

“ฮะ?” กู้เป่ยชะงักไปครู่หนึ่ง

“เจ้าไม่ใช่แกรนท์ ลิเธอร์ เจ้าเป็นใครกัน? เจ้าสลับตัวกับเขาตอนไหน? เจ้าเอาเขาไปไว้ที่ไหน?” เพียงพริบตา มิเชลก็หยิบกริชออกมาก่อนจะนำมาทาบลงบนคอของกู้เป่ย แม้แต่น้ำเสียงของเธอก็กลายเป็นแข็งกร้าว

หัวใจของกู้เป่ยเต้นผิดจังหวะ ลางสังหรณ์ไม่ดีเริ่มปรากฏขึ้นในใจของเขา

“ข้าไม่เข้าใจว่าเจ้ากำลังพูดถึงอะไร”

นัยน์ตาของมิเชลดุร้ายและเย็นชาดุจดั่งเสือดาว “เลิกแกล้งโง่สักที พวกคนทำความสะอาดมักเคลื่อนไหวด้วยจำนวน 14 คนเสมอ แต่เจ้ากลับทำเป็นไม่รู้ นี่ยังไม่นับเรื่องที่เจ้าบอกว่ามีผู้คุ้มกันมากมายปกป้องคลัง ตระกูลลิเธอร์นั้นภูมิใจในความลับของที่ตั้งคลังสมบัติและวิธีการเปิดที่ซับซ้อน ดังนั้นพวกเขาจึงไม่เคยส่งใครมาปกป้องคลัง แต่เจ้ากลับบอกว่ามีคนคอยปกป้องอยู่ด้านนอก ในฐานะสมาชิกคนหนึ่งของตระกูลลิเธอร์ เป็นไปไม่ได้ที่เจ้าจะไม่รู้เรื่องนี้”

หลังจากหยุดครู่หนึ่ง เธอก็เพิ่มน้ำเสียงของเธอ: "เจ้าเป็นใครกันแน่?"

ฝ่ามือของกู้เป่ยเต็มไปด้วยเหงื่อเย็น

เขาเดินทางมาไกลเกินกว่าจะกลับมิหนำซ้ำมันยังออกนอกเส้นทางอีกด้วย เมื่อลองคิดดูแล้วสอบการเมืองยังดีกว่านี้เยอะ เพราะอย่างน้อยมันก็ไม่มีบทลงโทษสำหรับการพูดผิด

ตั้งแต่แรกเขานั้นไม่เคยเป็นแกรนท์ ลิเธอร์ เขาเป็นเพียงกู้เป่ยนักเดินทางข้ามโลกผู้อับโชค เขาไม่รู้ว่าตระกูลลิเธอร์คืออะไร นับประสาอะไรกับวิธีการเปิดคลัง ดังนั้นจะบอกว่าเขาเป็นแค่คนที่อยู่ผิดที่ผิดทางที่ไม่รู้ห่าอะไรเลยก็ไม่ผิด

แต่หากมิเชลรู้เรื่องนี้ เขาก็คงหมดประโยชน์และถูกเธอฆ่าทิ้งทันที

"สุดยอดระบบปัญญาประดิษฐ์อัจฉริยะสุดล้ำที่ไม่มีใครเทียบได้ ช่วยฉันด้วย!" กู้เป่ยตะโกนในใจ

“กำลังปิดเครื่อง บี๊บ-บี๊บ-บี๊บ-บี๊บ”

“เวรเอ๊ย!”

ในโลกความจริง ความคิดของกู้เป่ยยังไม่ถูกเปิดเผย อันเนื่องมาจากการเคลื่อนไหวของมิเชลที่กะทันหันเกินไปจนทำให้กู้เป่ยรู้สึกหวาดกลัวมากจนตอบสนองไม่ทันส่งผลให้เขาไม่ได้เคลื่อนไหว ดังนั้นเขาจึงทำหน้าตายและแสร้งทำเป็นสงบ “ข้าคือแกรนท์ ลิเธอร์”

เวลานี้ดวงตาของมิเชลเสมือนมีดผ่าตัด รอคอยที่จะผ่ากู้เป่ย และนำอวัยวะออกมาตรวจดูเซลล์ของเขา

ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิตและความตายนี้ กู้เป่ยบังคับตัวเองให้นิ่งขณะที่สบตากับมิเชล

เขารู้สึกราวกับว่าตัวเขากลับไปในช่วงสมัยเรียนชั้นประถม เมื่อครูประจำชั้นจ้องเขาอย่างดุดันก่อนจะถาม “นี่เธอไม่ได้ทำการบ้านงั้นเหรอ?” เขาตอบ “ผมทำแล้ว แต่แค่ลืมเอามาโรงเรียน” ครูถามเขาอีกครั้ง “นี่เธอโกหกครู?” แน่นอนว่าเขาตอบว่า “ไม่ ผมไม่ได้โกหก!”

โชคดีที่เขาไม่ได้ทำการบ้านบ่อยนัก และผลจากการฝึกนั้นทำให้เขาสามารถยืนหยัดภายใต้สายตาอันน่าสะพรึงของมิเชลได้

ราวกับว่าเวลาผ่านไปชั่วชีวิต แม้แต่กู้เป่ยก็เริ่มรู้สึกหิวเล็กน้อย

ทันใดนั้นมิเชลก็ถอนกริชออกพร้อมกับเก็บบรรยากาศข่มขู่ทั้งหมดกลับไป ก่อนจะกลับไปนั่งบนกิ่งไม้และกลายเป็นรูปปั้นอีกครั้ง

เกิดอะไรขึ้น? กู้เป่ยยังคงหมกมุ่นอยู่กับ “ผมลืมเอาการบ้านมา” ที่สมบูรณ์แบบของเขา และไม่ได้ตอบสนอง

เขาสับสนเล็กน้อย

“ยอมแพ้ซะ ข้าไม่หลงกลอุบายของเจ้าหรอก” มิเชลบอกเขา

บ้าอะไรวะ... กู้เป่ยรู้สึกเหมือนเขาอ่านข้ามบทไปโดยไม่รู้ตัวขณะกำลังอ่านนิยายทำให้ไม่สามารถตามเนื้อเรื่องได้ ยอมแพ้? ไม่หลงกล? นี่ฉันทำบ้าอะไรลงไป ทำไมขนาดฉันเองก็ยังไม่รู้?

เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะตอบโต้อย่างไร

แน่นอนว่าเบื้องหน้าเขาไม่มีวันแสดงความสับสนของเขาออกไปเด็ดขาด หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็คิดวิธีทดสอบที่ค่อนข้างปลอดภัยซึ่งจะไม่เปิดเผยข้อบกพร่อง นั่นคือทำซ้ำสิ่งที่เขาพูดเมื่อกี้ แล้วดูปฏิกิริยาของมิเชลเพื่อตัดสินสถานการณ์

“ข้าคือแกรนท์ ลิเธอร์”

มิเชลดูเหมือนจะเริ่มรำคาญ “หุบปาก! หยุดพ่นเรื่องไร้สาระของเจ้าซะ!”

กู้เป่ยจ้องไปยังร่างที่ไม่ขยับเขยื้อนของมิเชลและนึกถึงทุกรายละเอียดเมื่อครู่ ทัศนคติที่แปลกประหลาดของมิเชล ความหวังอันไร้เหตุผลในความสิ้นหวัง... ความรู้สึกแปลก ๆ ของบางสิ่งที่ถูกปกปิดอยู่เด่นชัดพอ ๆ กับผมหงอกท่ามกลางหัวที่มีแต่ผมสีดำรอวันให้เขาถอนออก

ทันใดนั้นก็มีแสงสว่างวาบขึ้นในใจของเขา

“เจ้าพูดถูก ข้าไม่ใช่แกรนท์ ลิเธอร์”

.....

บัพติศมาหรืออีกชื่อคือ ศีลล้างบาป เป็นพิธีศักดิ์สิทธิ์ในศาสนาคริสต์ทำขึ้นเพื่อรับ "ผู้ที่เพิ่งรับเชื่อ" เข้าเป็นสมาชิกใหม่ของคริสตจักร

จบบทที่ WMR ตอนที่ 8 ถูกมองออก?

คัดลอกลิงก์แล้ว