เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

WMR ตอนที่ 6 คนทำความสะอาด

WMR ตอนที่ 6 คนทำความสะอาด

WMR ตอนที่ 6 คนทำความสะอาด


กำลังโหลดไฟล์

ความเข้าใจผิดที่สำคัญในชีวิตมีอยู่หลัก ๆ ทั้งหมดสามประการ: โทรศัพท์สั่น เธอชอบฉัน... และฉันสามารถตอบโต้ได้

กู้เป่ยพบว่าตอนนี้ตัวเองตกอยู่ในความเข้าใจผิดที่สาม

จากความเชื่อมั่นต่อฟังก์ชันการวนซ้ำของระบบ เขามุ่งความสนใจไปที่คาถา และตั้งใจจะใช้คาถาผูกมัดเพื่อตอบโต้มิเชล และระบบก็ไม่ได้ทำให้เขาผิดหวัง เพราะมันย้ำเนื้อหาคาถาโดยไม่ปริปากบ่น

แต่คนที่ทำให้เขาผิดหวังไม่ใช่ใครอื่นนอกจากตัวเขาเอง

ไม่ว่าระบบจะเล่นคาถาซ้ำกี่ครั้ง ไม่ว่ากู้เป่ยจะจดจ่อกับมันมากแค่ไหน เขาก็ไม่สามารภเรียนรู้คาถานั้นได้

โดยการเพ่งสมาธิ เขาได้กลับไปยังพื้นที่ภายในจิตสำนึกของเขาอีกครั้ง ทุกอย่างภายในมิตินี้ยังคงเหมือนก่อนหน้า มันเป็นพื้นที่สีดำสนิทโดยมีอักขระสามเหลี่ยมสีฟ้าส่องแสงอยู่ไม่ไกล เสียงของระบบที่กำลังเล่นคาถาซ้ำยังคงก้องอยู่ในมิติเช่นเดียวกับคราวคาถาวอเทอร์บอล(บอลน้ำ)ที่ดังก้องกังวานซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

กู้เป่ยรู้สึกราวกับเขาขว้างก้อนหินลงไปในทะเลสาบและปรารถนาให้เกิดระลอกคลื่น แต่ทะเลสาบที่เขาขว้างก้อนหินลงไปนั้นกลับกลายเป็นน้ำแข็งไปแล้ว ทำให้ทุกสิ่งที่เขาพยายามทำไร้ประโยชน์

“การเปรียบเทียบของท่านไม่ค่อยถูกต้องเท่าไหร่นัก” ระบบขัดจังหวะขณะหยุดการวนซ้ำ “การไม่มีน้ำกระเซ็นไม่ได้หมายความว่าทะเลสาบกลายเป็นน้ำแข็ง ในกรณีของท่าน ควรจะบอกว่าน้ำในทะเลสาบมันแห้งสนิทจึงจะถูกต้องกว่า”

กู้เป่ยไม่คิดจะเล่นเกมทายคำศัพท์กับระบบ แต่หลังจากลองไตร่ตรองอยู่พักหนึ่ง เขาก็รู้สึกว่าคำพูดของระบบมีความหมายซ่อนอยู่

“นายหมายความว่าไง?”

ระบบสัมผัสได้ถึงชัยชนะ มันแสร้งทำเป็นกระแอมก่อนจะพูดออกมาอย่างช้า ๆ “พื้นผิวของทะเลสาบคือพื้นที่ภายในจิตสำนึกของท่าน ส่วนคาถาคือก้อนหิน การขว้างก้อนหินเพื่อทำลายพื้นผิวที่เยือกแข็งนั้นเปรียบเสมือนการปลดล็อกมิติแห่งจิตสำนึกของท่าน อย่างไรก็ตามการปลดล็อกมิติแห่งจิตสำนึกนั้นสามารถกระทำได้เพียงครั้งเดียว เป็นไปไม่ได้เลยที่จะใช้วิธีการเดียวกันเพื่อเรียนรู้คาถาที่สอง”

“งั้นทำยังไงฉันถึงจะเรียนรู้มันได้?”

“เมื่อเป็นเช่นนี้….” ระบบหยุดชั่วครู่และพูดต่ออย่างไร้ยางอาย “ข้าควรส่งคำถามของท่านไปให้ใคร?”

“....”

เขาไม่ควรคาดหวังกับมันตั้งแต่แรก

กู้เป่ยส่ายหัว

แม้ระบบจะชอบพูดจาไร้สาระเหมือนชาแมนเฒ่า แต่เขาก็ต้องยอมรับว่าการอนุมานของมันเรื่องการปลดล็อกพื้นที่จิตสำนึกนั้นค่อนข้างสมเหตุสมผล เพราะหากเขาสามารถใช้วิธีเดิมเพื่อเรียนคาถาได้สำหรับเขาแล้วมันฟังดูไม่ค่อยสมเหตุสมผลเท่าไหร่

แต่ปัญหาคือถ้าหากวิธีนี้ใช้ไม่ได้ผล งั้นเขาต้องทำยังไง?

นี่คือข้อเสียของการเรียนรู้ด้วยตนเอง เขากลายเป็นผู้วิเศษโดยไม่มีพื้นฐานทางทฤษฎีเลยแม้แต่น้อย ปู่เหมาเคยกล่าวไว้ว่า "ทฤษฎีชี้นำปฏิบัติ" ปัจจุบันการเดินบนเส้นทางผู้วิเศษของเขานั้นไม่ต่างจากคนตาบอด เขาคงต้องเรียนรู้จากปู่เติ้งและสำรวจวิธีแก้ปัญหาด้วยตัวของเขาเอง

กู้เป่ยหงุดหงิดจนแทบทนไม่ไหว เขาอยากวิ่งไปหามิเชลและพูดกับเธอว่า “พี่สาว ท่านช่วยสอนเวทมนตร์ให้ข้าหน่อยได้ไหม?” ให้รู้แล้วรู้รอดไป

“น่าเสียดายที่ท่านไม่สามารถเรียนรู้คาถานี้ได้”

เสียงของระบบเต็มไปด้วยความสุขเพราะในที่สุดมันก็ไม่ต้องวนคาถานั้นซ้ำอีก

“ถ้าฉันไม่สามารถเรียนคาถาผูกมัดนี้ได้ เมื่อมิเชลฆ่าฉัน นายก็ต้องตายไปพร้อมกับฉันด้วย ลืมแล้วรึไง?” กู้เป่ยเตือนระบบทำให้มันเงียบไปในทันที

กู้เป่ยหยุดให้ความสนใจกับระบบหลังจากแผนการวนซ้ำล้มเหลว คราวนี้เขามุ่งตวามสนใจไปที่มิติแห่งจิตสำนึกของเขาแทน

มิติแห่งจิตสำนึกนี้เป็นที่มาของความสามารถทางเวทมนตร์ทั้งหมดของเขา หากมีสิ่งใดที่สามารถเปลี่ยนแปลงสถานการณ์และตอบข้อสงสัยมากมายเกี่ยวกับเวทมนตร์ของเขาได้ มันก็คงหนีไม่พ้นมิติที่มืดมิดแห่งนี้

มองเข้าไปในความืดก็ไม่ได้อะไร กู้เป่ยคิด ดังนั้นเขาจึงเดินไปที่อักขระสามเหลี่ยม

เขาเหยียดมือออก เล็งไปที่มัน และร่ายคาถาวอเทอร์บอล(บอลน้ำ)

ราวกับว่าอักขระกลายเป็นเครื่องดนตรีสามเหลี่ยมของจริง มันถูกเคาะเบา ๆ ด้วยแรงที่มองไม่เห็น สั่น และเปล่งเสียงดัง "ติ๊ง" ออกมา เสียงของมันคมชัดราวกับคลื่นที่เปียกชื้น แผ่กระจายไปทั่วพื้นที่จิตสำนึกในทันที

ความรู้สึกแปลก ๆ ผุดขึ้นในตัวเขา

กู้เป่ยสัมผัสได้ถึงเสียงสะท้อนจากภายในสู่ภายนอก ภายใต้เสียงนั้นความชาก็เริ่มกระจายไปทั่วร่างกายของเขา และเมื่อเขารู้สึกตัวบอลน้ำก็ลอยอยู่บนฝ่ามืออย่างเงียบ ๆ

“ว้าว น่าทึ่งมาก! ท่านสามารถสร้างบอลน้ำได้แล้ว!” จู่ ๆ เสียงกลไกก็ดังขึ้นอย่างดุดัน “บอกข้ามาเร็ว ท่านวางแผนจะรักษาความยุติธรรมด้วยบอลน้ำ และปราบมิเชลผู้ชั่วร้ายคนนี้ได้อย่างไร?”

กู้เป่ยเพิกเฉยต่อคำเยาะเย้ยของระบบ ในขณะที่ลูกบอลน้ำก่อตัวขึ้น พื้นที่นี้ก็ชัดเจนขึ้นในสายตาของเขา เฉกเช่นชายตาบอดที่เพิ่งได้รับแสงสว่าง เขารู้สึกทึ่งและปลาบปลื้มเมื่อได้สัมผัสกับเหตุการณ์ทางประสาทสัมผัสที่เขาไม่เคยมีมาก่อน

แม้จะเป็นเพียงชั่วครู่ แต่เขาก็ยังได้เห็นอะไรหลาย ๆ อย่าง

พื้นที่นี้มันเต็มไปด้วยพลังเวท

โดยปกติแล้วพลังนี้จะลอยไปมาในอากาศอย่างไร้แก่นสาร แต่เมื่อไหร่ที่เขาร่ายคาถาอักขระสามเหลี่ยมก็ปล่อยคลื่นออกมา ภายใต้อิทธิพลของคลื่นนี้พลังที่อยู่โดยรอบก็จะมารวมตัวกันราวกับลูกอ๊อดที่แย่งชิงอาหาร

ด้วยเหตุนี้บอลน้ำในมือของเขาจึงถูกสร้างขึ้น

ใช้อักขระนี้เป็นสื่อกลางในการดึงดูดพลังที่กระจัดกระจายและใช้พวกมัน!

กู้เป่ยรู้สึกว่าเขาได้ค้นพบแก่นแท้ของเวทมนตร์

แต่ไม่นานเขาก็กลับมาหดหู่อีกครั้งเพราะความรู้ใหม่ที่เขาได้มาไม่ได้ช่วยเขาเลยสักนิด อีกทั้งมันยังดับความหวังเดียวที่เขามีอีกด้วย

เหตุเพราะเขารู้สึกว่าพลังงานเหล่านี้มีคุณสมบัติอยู่

พลังงานที่เต็มไปด้วยความชุ่มชื้นและมีชีวิตชีวาพวกนี้คือ ‘น้ำ’ อย่างไม่ต้องสงสัย

และเมื่อเขาลองร่ายคาถาผูกมัดดูอีกครั้ง เขาก็สัมผัสได้ถึงความรังเกียจจากพลังงานพวกนี้

เห็นได้ชัดว่าพลังงานที่จำเป็นสำหรับการร่ายคาถาผูกมัดไม่ใช่ ‘น้ำ’

กู้เป่ยยังคงลองพยายามสัมผัสถึงพลังงานที่มีคุณสมบัติอื่นดู แต่น่าเสียดายที่พลังภายในจิตสำนึกของเขากลับกลายเป็น 'น้ำ' และ 'น้ำ' เท่านั้น เมื่อเขาออกจากพื้นที่จิตสำนึกและพยายามสัมผัสถึงพลังในโลกแห่งความเป็นจริง เขาก็รู้สึกได้เพียง ‘น้ำ’ เช่นกัน

หากให้เปรียบเทียบมันก็เหมือนกับการไปรับเด็กกลับบ้านจากโรงเรียนอนุบาลที่สามารถรับได้แค่ลูกของตัวเองเท่านั้น มันไม่มีประโยชน์ที่จะรับเด็กคนอื่นกลับเพราะพวกเขาจะไม่ตามกลับไปไม่ว่าจะเรียกดังแค่ไหนก็ตาม

ยิ่งไปกว่านั้น ‘ลูก’ ของกู้เป่ยยังซุกซนเป็นพิเศษ  ไม่ว่ากู้เป่ยจะพยายามแค่ไหน ‘น้ำ’ ก็ตอบสนองต่อเขาเพียงเล็กน้อยภายในขอบเขตที่จำกัด ดูแล้วหนทางยังอีกยาวไกลกว่าเขาจะสามารถสั่งการ ‘น้ำ’ ได้ราวกับแขนขา

“ข้าล่ะไม่อยากจะเชื่อว่าผู้เป็นปราชญ์มาทั้งชีวิตอย่างข้าจะต้องมาผูกติดกับคนไม่เต็มบาทเช่นท่าน” ระบบเริ่มคร่ำครวญด้วยความปวดร้าวเมื่อรู้เรื่องนี้ “บอกข้าที ทำไมท่านถึงควบคุมได้แค่ ‘น้ำ’? ของแค่นี้มันจะไปทำอะไรได้? แค่ล้างเท้ายังไม่พอเลยด้วยซ้ำ!”

แม้กู้เป่ยจะไม่เต็มใจ แต่เขาก็ทำได้เพียงเห็นด้วยกับระบบเท่านั้น

คาถาวอเทอร์บอล(บอลน้ำ)อันนี้ไร้ประโยชน์สิ้นดี!

แผนการใช้เวทย์มนตร์เพื่อตอบโต้ล้มเหลวก่อนที่จะถูกนำไปใช้จริง จุดเริ่มของจินตนาการสลับบทบาทระหว่างผู้ล่ากับเหยื่อของเขาเริ่มต้นและจบในเวลาเพียงสิบนาที ใครเล่าจะคิดว่ามันจะกลับมาตบหน้าเขาเร็วขนาดนี้ มันเร็วถึงขนาดที่กู้เป่ยสัมผัสได้ถึงความอาฆาตพยาบาทจากโลกนี้

ตอนนี้เขาจนปัญญาแล้ว!

กู้เป่ยลืมตาออกจากมิติแห่งจิตสำนึกของเขาเพื่อกลับสู่โลกแห่งความจริง

สายลมยามเย็นยังคงพัดผ่าน ปลายยอดไม้ส่งเสียงแผ่วเบาภายใต้สายลม มิเชลยังคงนั่งนิ่งราวกับรูปปั้นอยู่กิ่งไม้ด้านข้าง ด้วยฮูดที่กำลังคลุมใบหน้าทำให้กู้เป่ยไม่สามารถอ่านสีหน้าปัจจุบันของเธอได้

อันที่จริงตั้งแต่ถูกเคลื่อนย้ายมาจนถึงตอนนี้กู้เป่ยยังไม่เคยเห็นหน้ามิเชลแบบชัด ๆ เลยสักครั้ง เธอเป็นเหมือนแม่มดผู้ชั่วร้ายและลึกลับที่สุดในหนัง ความคิดชั่วร้ายกำลังเดือดพล่านอยู่ในตัวเธอ ราวกับว่าเธอกำลังวางแผนชั่วร้ายอยู่ตลอดเวลา

กู้เป่ยจ้องเธอและพยายามหาข้อบกพร่องภายใต้เสื้อคลุมที่ดูน่าขนลุก

“โอ้ ในที่สุดท่านก็ตัดสินใจใช้ร่างกายของท่าน?” ระบบโผล่ออกมาในช่วงเวลาที่เหมาะเจาะ “ในที่สุดคุณก็คุยกับตัวเองเสร็จสักที นี่ ดูนี่สิบทความบนเวย์ปั๋วที่แชร์กันเป็นล้าน ๆ ครั้ง <ถ้าไม่อ่านจะตกเทรนด์! หนึ่งร้อยเคล็ดลับคำบอกรักจากอิตาลี่> คุณจะได้เธอง่ายเสียยิ่งกว่าปอกกล้วยเข้าปาก...”

กู้เป่ยไม่สนใจมัน

เขากำลังคิดหาทางหนีจากมิเชล แน่นอนว่ามันไม่ใช่แผนงี่เง่าที่ระบบแนะนำ เพราะถึงแม้ว่าเขาจะใช้ร่างกายเข้าแลก แต่มันก็ไม่มีอะไรมารับประกันว่าอีกฝ่ายจะสนใจ จากประสบการณ์การเดินทางนับตั้งแต่ที่เขาถูกย้ายมาที่นี่เห็นได้ชัดว่าเขาไม่ใช่พระเอกฮาเร็มที่มีสาว ๆ วิ่งเข้าหา

ดังนั้นเขาจึงวางแผนจะคุยกับมิเชล

หรือก็คือเขาต้องการริเริ่มเจรจากับมิเชลเช่นเดียวกับเมื่อตอนที่เขาถูกย้ายมาที่นี่ครั้งแรก เขาต้องการใช้ชิปทุกอย่างที่เขามีอยู่ในมือเพื่อโน้มน้าวมิเชลให้ทำข้อตกลง และปล่อยให้เขามีชีวิตอยู่

แม้จะฟังดูไร้สาระ แต่เขาก็เต็มใจที่จะลองทุกอย่างเพื่อเอาตัวรอดจากสถานการณ์นี้ แม้มันจะไม่ใช่ความคิดที่ดีนัก แต่มันจะมีอะไรเลวร้ายไปกว่าสถานการณ์ที่เขากำลังเผชิญอยู่ตอนนี้?

เขาไม่คิดจะยอมแพ้อยู่แค่นี้

ดังนั้นเขาจึงปรับอารมณ์ของเขาและเริ่มพูด “คุณหญิงมิเชล ตอนนี้เจ้ากำลังอยู่ในสถานการณ์ที่อันตรายมาก”

พื้นฐานการต่อรองที่สำคัญประการแรกคือการเพิ่มจุดยืน สองคือบลัฟ (หลอกลวง) และสุดท้ายคือทำให้ตื่นตระหนกด้วยคำพูดเชิงข่มขู่ นี่เป็นเหตุผลเดียวกับที่พวกหมอดูชอบทักคนว่าระหว่างคิ้วของพวกเขาเป็นสีดำ และพวกเขาจะต้องประสบกับโศกนาฏกรรมนองเลือดในอนาคต กล่าวโดยสรุปทุกอย่างที่กล่าวมาล้วนเกี่ยวข้องกับการเล่นกับความกลัวทั้งนั้น

แน่นอน เขารู้ว่าแค่ประโยคนี้เพียงประโยคเดียวไม่สามารถทำให้มิเชลหวาดกลัวได้ และนั่นจึงเป็นเหตุผลที่เขามีแผนสำรอง

ต่อจากนี้จะเป็นบทสนทนาที่กู้เป่ยจินตนาการไว้:

“คุณหญิงมิเชล ตอนนี้เจ้ากำลังอยู่ในสถานการณ์ที่อันตรายมาก”

มิเชลล์เย้ยหยัน “เจ้ากำลังพูดอะไรไร้สาระ”

กู้เป่ยยิ้มอย่างเย็นชา ยยิ้มอย่างเย้สนทนาที่ก๔ร“เจ้าคงกำลังคิดว่าการสังเวยแอนนี่จะช่วยชะลอกองทหารที่ตามอยู่ข้างหลังเราได้สินะ แต่น่าเสียดายที่ตระกูลของข้านั้นรู้อยู่แล้วว่าเป้าหมายของเจ้าคือคลังสมบัติ! ฮะฮ่า เวลานี้พวกเขาคงกำลังรอดักซุ่มโจมตีเจ้าอยู่ที่นั่น!”

มิเชลตกตะลึง “ปะ เป็นไปไม่ได้! คนพวกนั้นรู้ได้ยังไง?!”

กู้เป่ยเงยหน้าและหัวเราะเสียงดัง “ฮ่าฮ่าฮ่า ทำไมนะหรือ? มันเป็นเพราะข้าทิ้งเบาะแสเอาไว้หน่ะสิ เจ้าคงคิดไม่ถึงเลยใช่ไหมเล่า? หึหึหึ! ยอมรับความพ่ายแพ้แต่โดยดีเถอะมิเชล เพราะข้านั้นฉลาดกว่าเจ้าหลายขุม!”

มิเชลสูญเสียความใจเย็น หน้าของเธอซีดปราศจากเลือดราวกับถูกฟ้าผ่า “ไม่นะ ข้าควรทำยังไงดี? นี่ข้ากำลังจะตายงั้นเหรอ? จะ เจ้าต้องรู้วิธีช่วยข้าแน่!บอกข้าที เร็วเข้า ข้าจะทำทุกอย่างที่เจ้าต้องการ”

จากนั้นกู้เป่ยก็ทำข้อตกลงกับมิเชลได้สำเร็จ โดยสัญญาว่าหลังจากกลับถึงตระกูลได้อย่างปลอดภัยแล้ว เขาจะหาทางช่วยมิเชลให้ได้สมบัติที่เธอต้องการ มิเชลร้องไห้ด้วยความซาบซึ้งและพาเขากลับไปหาครอบครัว หลังจากนี้ไม่ว่าเขาจะช่วยมิเชลหรือไม่มันก็ไม่สำคัญแล้ว เพราะเขาไม่จำเป็นต้องทำตามสัญญาที่ว่างเปล่าเมื่อเขาปลอดภัย!

ด้วยวิธีนี้เขาจึงสามารถหนีไปได้อย่างปลอดภัย ส่วนมิเชลก็จะสูญเสียทั้งตัวประกันและสมบัติ

เรียบง่าย... แต่สมบูรณ์แบบ!

กู้เป่ยลูบคาง และอดชมตัวเองไม่ได้

อย่างไรก็ตาม เช่นเดียวกับที่ทุกคนคิด ความเป็นจริงมันมักไม่ได้เป็นอย่างที่หวังเสมอไป

มิเชลไม่สนใจเขา

กู้เป่ยไม่ได้ตื่นตระหนก เขารู้ดีว่าสิ่งต่าง ๆ จะไม่ราบรื่นอย่างที่เขาหวัง แต่ถึงแม้ถนนจะคดเคี้ยว อนาคตของเขาก็ยังสดใส ไม่มีทางเลยที่ความผิดพลาดเล็ก ๆ น้อย ๆ นี่จะมาหยุดเขาได้

ด้วยความคิดนี้เขาจึงยังคงพูดต่อไป “ข้าไม่ได้หลอกเจ้า เจ้ากำลังตกอยู่ในอันตรายอย่างที่ข้าว่าจริง ๆ มิเชล นี่เจ้าไม่เชื่อข้างั้นเหรอ?”

ในที่สุด มิเชลก็ตอบเขา "ท่านพูดถูก ข้าเชื่อท่าน"

กู้เป่ยพูดไม่ออก เขารู้สึกเหมือนมีบางอย่างไม่ถูกต้อง

มิเชลในตอนนี้สงบพอ ๆ กับขันทีในซ่องโสเภณี “ระหว่างที่เราเดินทางท่านได้ทิ้งเบาะแสเอาไว้ให้ทหารที่ตามอยู่ข้างหลัง แต่น่าเสียดายที่ต้องบอกว่าพวกเขารู้อยู่นานแล้วว่าเป้าหมายของข้าคือคลัง ดังนั้นพวกเขาจึงดักรออยู่ที่นั่นเพื่อซุ่มโจมตีและจับข้า”

"..."

กู้เป่ยเงียบ

ระบบพูดด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเกลียดชัง “ข้าเกลียดคนจำพวกนี้เป็นที่สุด! พวกเขามักไม่ทำตามบท แถมยังมาขโมยบทพูดจากคนอื่นอีก แล้วแบบนี้คนที่พวกเขาคุยด้วยจะตอบสนองยังไง!”

แม้จะเปรียบเทียบได้ไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก แต่กู้เป่ยก็อยากหารูมุดเข้าไปอยู่ให้รู้แล้วรู้รอดไป

แม้ว่าเขาจะมองไม่เห็นหน้าของมิเชลที่ซ่อนอยู่ใต้เสื้อคลุม แต่เขาก็ยังสัมผัสได้ถึงการเยาะเย้ยและสติปัญญาที่เหนือกว่า เดิมทีเขาเคยรู้สึกขอบคุณที่มิเชลมองข้ามเบาะแสที่เขาทิ้งไว้ แต่.....

ในเมื่อพูดออกไปแล้วเขาจึงถอยไม่ได้ ดังนั้นกู้เป่ยจึงทำได้เพียงกัดฟันและพูดต่อ “เอ่อ... แม้ว่าเจ้าจะสังเกตเห็นเบาะแสที่ข้าทิ้งไว้ แต่ข้าพนันได้เลยว่าเจ้าลบพวกมันไม่หมด”

มิเชลกล่าว “ไม่ ท่านผิดแล้ว ข้ายังไม่ได้ลบมัน เบาะแสที่ท่านทิ้งไว้ยังอยู่ที่เดิม”

เมื่อได้ยินสิ่งนี้ กู้เป่ยก็รู้สึกประหลาดใจ

หากไม่ได้ลบพวกมันงั้นก็แสดงว่าพวกทหารจากตระกูลลิเธอร์สามารถตามรอยพวกเขามาได้ ดังนั้นกู้เป่ยจะมีอำนาจในการต่อรอง นี่มันเหมือนกับแผนที่เขาคิดไว้เป๊ะเลย!

งั้นทำไม? ทำไมมิเชลถึงต้องทุ่มหินใส่เท้าตัวเองด้วย?

กู้เป่ยเริ่มสงสัย “ทำไมกัน? เจ้าก็น่าจะรู้ดีว่าสิ่งนี้จะย้อนกลับมาทำร้ายเจ้า?”

เสียงหัวเราะเย็น ๆ ดังจากภายใต้เสื้อคลุม

อย่างไรก็ตามขณะที่กู้เป่ยคิดว่าเธอกำลังจะอธิบายทุกอย่างจู่ ๆ ก็มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น มิเชลหยิบกริชออกมาจากที่ไหนสักแห่งและนำมาทาบไว้ที่คอของเขา

“ถ้ายังเห็นค่าของชีวิตตัวเองอยู่ก็เงียบซะ!”

ความเย็นจากกริชที่แนบสนิทกับลำคอทำให้กู้เป่ยถึงกับเสียวสันหลัง

อะไรวะ! ผู้หญิงคนนี้กำลังทำบ้าอะไร?

หากกริชเข้ามาใกล้อีกแม้เพียงมิลลิเมตรเดียว ป่าแห่งนี้คงได้อาบน้ำพุเลือด

ในช่วงสั้น ๆ กู้เป่ยพบว่าตัวเองมีเหงื่อเย็นไหลออกมา

แม้ว่าเขาจะตกใจและสัมผัสได้ถึงเมฆแห่งความตายที่กำลังใกล้เข้ามา แต่เขาก็บังคับตัวเองให้ใจเย็น

ไม่ว่ามิเชลจะบ้าขนาดไหน ยังไงเธอก็ยังต้องการเขา ดังนั้นเธอจะไม่ฆ่าเขาโดยไม่มีเหตุผลแน่ ในเมื่อเธอบอกให้เขาเงียบ นั่นก็แปลว่ามีบางอย่างเกิดขึ้น ดังนั้นในเวลานี้เขาควรเฝ้าสังเกตอยู่เงียบ ๆ ไปสักพัก.....

ทันใดนั้นในป่าอันไกลโพ้นก็ได้เกิดความโกลาหลขึ้น

กู้เป่ยกลั้นหายใจตามสัญชาตญาณ

เขาเห็นกลุ่มอัศวินที่ดูน่าเกรงขามค่อย ๆ เคลื่อนตัวออกมาจากความมืดมุ่งหน้ามาทางเขา

กลุ่มของพวกเขามีประมาณสิบคน และแม้ว่าพวกเขาจะขี่ม้ากันหมด แต่รูปแบบของพวกเขาก็เป็นระเบียบราวกับรูปทรงเรขาคณิตจากสมการคณิตศาสตร์ ทุกคนถูกหุ้มด้วยชุดเกราะอย่างแน่นหนา เกราะของพวกเขาสลักด้วยลวดลายที่ดูวิจิตรบรรจงซึ่งงดงาม แต่ยังคงไว้ซึ่งความน่าเกรงขาม

ที่น่าแปลกใจไปกว่านั้นคือถึงแม้จะเป็นในป่าที่มืดมิดแห่งนี้ แต่เกราะเหล่านั้นก็เปล่งแสงสีทองอ่อนออกมา ภายใต้แสงศักดิ์สิทธิ์ เหล่าอัศวินจึงดูเหมือนเทพเจ้าที่ลงมาจากสวรรค์ ดึงดูดให้ผู้คนปรารถนาที่จะบูชาโดยไม่รู้ตัว

พวกเขาเดินหน้าด้วยความกดดันราวกับกองทัพทั้ง ๆ ที่มีเพียงแค่สิบคน

ทันทีที่กลุ่มอัศวินปรากฏตัว กู้เป่ยก็สัมผัสได้อย่างชัดเจนถึงความตึงเครียดที่ออกมาจากมิเชล

นั้นจึงทำให้กู้เป่ยอดสนใจไม่ได้

อัศวินพวกนี้เป็นใครกัน? จากรูปการณ์แล้วพวกเขาเกี่ยวข้องกับมิเชลรึไม่? ทำไมมิเชลถึงรู้สึกประหม่า? เว้นเสียแต่ว่า…. พวกเขาเป็นกองกำลังจากตระกูลลิเธอร์?

แน่นอนว่ากู้เป่ยไม่ได้โง่ถึงขนาดขอความช่วยเหลือจากพวกเขาทั้ง ๆ ที่ยังมีกริชจ่ออยู่ที่คอ การร้องขอความช่วยเหลือมีแต่จะทำให้เขาตายเร็วขึ้นเท่านั้น

อัศวินไม่ได้สังเกตเห็นมิเชลและกู้เป่ยซึ่งซ่อนตัวอยู่บนต้นไม้ ขณะเดินทัพผ่านและหายไปจากสายตาของกู้เป่ยอย่างรวดเร็ว เมื่อกลุ่มอัศวินออกไปจากบริเวณใกล้เคียง กู้เป่ยก็รู้สึกว่ามิเชลผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด

ไม่นานมิเชลก็ถอนกริชออก

กู้เป่ยสัมผัสคอของเขา ความเยือกเย็นของโลหะยังคงติดค้างอยู่ เขาอดสั่นไม่ได้เมื่อนึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่

มิเชลพยายามทำอะไรกันแน่? อัศวินพวกนั้นเป็นใครกัน? และ.... คำถามที่ยังไม่ได้รับคำตอบ ทำไมมิเชลถึงไม่ลบเบาะแสที่เขาทิ้งไว้?

ในเวลานี้คำถามที่เขาสงสัยมีมากเกินไป

ก่อนที่เขาจะได้ถาม มิเชลก็พูด “เซอร์ลิเธอร์ โปรดยกโทษให้กับความหยาบคายของข้าด้วย ที่ข้าทำไปก็เพื่อความปลอดภัยของพวกเรา ใจเย็น ๆ ตอนนี้ข้าสามารถตอบคำถามก่อนหน้านี้ของท่านได้แล้ว”

มิเชลเช็ดกริชด้วยแขนเสื้อและเก็บกลับเข้าที่เดิม จากนั้นเธอก็มองไปทางอัศวินที่เพิ่งจากไปก่อนกล่าว “เกี่ยวกับเบาะแสที่ท่านทิ้งไว้ เสียใจด้วยแต่ข้าไม่จำเป็นต้องลบมัน”

กู้เป่ยทั้งประหลาดใจและงุนงง “เจ้าหมายความว่าอย่างไร?”

มิเชลเงียบไปครู่หนึ่ง ราวกับกำลังคิดคบคิดบางอย่าง แล้วพูดประชดประชันว่า “ท่านคิดว่าจะมีคนมาช่วยท่านจริง ๆ หรือ? น่าเสียดายที่ทั้งท่านและแอนนี่ถูกหลอก มันไม่มีกองกำลังจากตระกูลลิเธอร์ตั้งแต่แรก พวกเดียวที่ตามเรามาคือกลุ่มอัศวินที่เพิ่งผ่านไปเมื่อครู่”

ไม่มีทหาร?

กู้เป่ยตกตะลึง

มันเป็นไปได้อย่างไร? หรือเขาจะถูกตระกูลทอดทิ้ง? ตั้งแต่แรกก็เป็นมิเชลที่คอยย้ำอยู่ตลอดว่ามีกองกำลังจากตระกูลลิเธอร์ไล่ตามมา แม้แต่แอนนี่ก็ยังเชื่อว่าเป็นแบบนั้น! นี่จะบอกว่าทุกอย่างเป็นเรื่องโกหก?

นี่มันเชี่ยอะไรกันวะ!

ผู้หญิงคนนี้วางแผนหลอกทุกคนมาตั้งแต่ต้น แม้แต่ ‘น้องสาว’ ของเธอ เธอก็ยังไม่เว้น! ดังนั้นจึงเป็นธรรมดาที่กู้เป่ยผู้ซึ่งถูกเคลื่อนย้ายมาสด ๆ ร้อน ๆ จะหลงกลเธอเข้า เขาเสียเวลาทั้งคืนเพื่อคิดแผนหลบหนีโดยใช้ ‘กองกำลัง’ ที่ไม่มีอยู่จริงเป็นแกนหลัก! แค่คำว่า ‘ไอเชี่ย’ ยังน้อยไปหากนำมาอธิบายอารมณ์ของเขาในขณะนี้

หากไม่มีคนมาช่วย งั้นเขาก็คงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากตาย!

“เดี๋ยวนะ... งั้นพวกเขาเป็นใครกัน?”

กู้เป่ยถามขณะพยายามบังคับตัวเองให้สงบจากความตกใจและหวาดกลัวต่อความตาย หลังจากคิดดู เขาชี้ไปทางที่อัศวินจากไปและถาม กลุ่มอัศวินได้สร้างความประทับใจอย่างลึกซึ้งให้กับเขา

สัญชาตญาณบอกเขาว่าอัศวินพวกนี้เป็นความหวังสุดท้ายของเขา

อย่างไรก็ตามน้ำเสียงของมิเชลกลับดูแปลกไป “พวกเขา... พวกเขาคือ 'คนทำความสะอาด' จากศาสนจักร”

“คนทำความสะอาด? ทำความสะอาดอะไร?”

เมื่อได้ยินคำถาม มิเชลก็เงียบไปครู่หนึ่ง และจู่ ๆ เธอก็หัวเราะโดยไม่มีเหตุผล เสียงของเธอแหบแห้งราวกับดาบสนิมเขรอะเสียดสีกัน เธอจ้องมองไปยังทางที่อัศวินมา และพูดด้วยความรังเกียจแฝงด้วยการดูถูกตนเองเล็กน้อย

นี่คือคำตอบของเธอ "พวกเขามาที่นี่เพื่อทำความสะอาดแอนนี่"

จบบทที่ WMR ตอนที่ 6 คนทำความสะอาด

คัดลอกลิงก์แล้ว