- หน้าแรก
- อัจฉริยะในกระดอง
- บทที่ 560 - หลอมรวมโลกฝานเหริน
บทที่ 560 - หลอมรวมโลกฝานเหริน
บทที่ 560 - หลอมรวมโลกฝานเหริน
บทที่ 560 - หลอมรวมโลกฝานเหริน
✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿
"ทุกท่าน ไม่เจอกันนานนะ"
หานลี่กล่าวเสียงเรียบ กระตุ้นพลังเพื่อสะกดข่มแก่นแท้และมรรคาของเจ้ามรรคาเมฆาขาวอย่างแข็งกร้าว เนื่องจากสมบัติวิเศษชิ้นนี้เป็นสมบัติวิเศษคู่กายของหานลี่ พลังที่หานลี่ต้องใช้นั้นจึงน้อยนิดยิ่งนัก
ยิ่งไปกว่านั้นภายในยังมีพลังของ [เจ้าตำหนักสังสารวัฏ] จากชาติก่อนของเขาทิ้งไว้อีกด้วย
แม้ว่าตอนนี้เขาจะยังดูดซับมันได้ยาก แต่การกระตุ้นออกมาเพื่อเพิ่มอานุภาพของขวดสวรรค์จ่างเทียนนั้นยังพอทำได้
"บ้าเอ๊ย เจ้ายังไม่ตายอีกหรือ?"
เจ้ามรรคาชื่อหรงขมวดคิ้ว นึกไม่ถึงว่าจะเป็นเจ้าตำหนักสังสารวัฏ
ต้องรู้ว่าความแข็งแกร่งของหมอนี่ในตอนนั้นไม่ได้ด้อยไปกว่าเจ้ามรรคาเลย เพียงแต่คนที่เขาท้าทายคือเจ้ามรรคาแห่งกาลเวลาที่แข็งแกร่งที่สุด
กู่ฮั่วจินคือตัวตนที่เก่าแก่ที่สุดในหมู่พวกเขา
พวกเขาต่างคาดเดากันลับ ๆ ว่าความแข็งแกร่งของกู่ฮั่วจินนั้น เกรงว่าต่อให้เจ้ามรรคาอย่างพวกเขารวมพลังกันทั้งหมดก็คงสู้ไม่ได้
ดังนั้นตอนที่เจ้าตำหนักสังสารวัฏท้าทายกู่ฮั่วจิน พวกเขาจึงเห็นเป็นเพียงเรื่องตลก และก็เป็นไปตามคาด เจ้าตำหนักสังสารวัฏพ่ายแพ้ และตามความคิดของพวกเขา
เจ้าตำหนักสังสารวัฏควรจะตกตายไปนานแล้ว
คิดไม่ถึงว่าจะยังรอดชีวิตอยู่
แถมยังกลับมาแล้วด้วย
"หนวกหู!"
รอบกายกุยหยวนรวมรวบสามพันมหาวิถี แม้ว่ามหาวิถีที่โดดเด่นของแต่ละโลกจะแตกต่างกัน อย่างโลกต้าเชียนอมตะที่แข็งแกร่งที่สุดคือมรรคาโชคชะตา โลกบรรพกาลที่แข็งแกร่งที่สุดคือมหาวิถีแห่งพลัง
แต่โดยเนื้อแท้แล้วมหาวิถีทั้งสองชนิดนี้ล้วนเกิดจากการถักทอของมหาวิถีอื่น ๆ จึงสามารถกลายเป็นที่สุดได้
และโลกฝานเหรินก็มีมหาวิถีรวมศูนย์ของตนเอง นั่นคือมรรคาโกลาหล
สามพันมหาวิถีหลอมรวมกัน ก็คือมรรคาโกลาหล
เหล่าเจ้ามรรคาเมื่อเห็นกุยหยวนก็ลงมือทันที ในขณะเดียวกัน
ก็กระตุ้นกฎเกณฑ์แห่งมรรคาเพื่อเตรียมลงมือ
แต่วินาทีถัดมาแสงแห่งความโกลาหลสายแล้วสายเล่าก็พ่นออกมา มรรคาของเจ้ามรรคาที่เหลือถูกทำลายล้างในพริบตา พวกเขามองดูแสงแห่งความโกลาหลเหล่านี้ทะลวงร่างด้วยความหวาดกลัว
หานลี่ตามมาติด ๆ ใช้ขวดสวรรค์จ่างเทียนเก็บกวาดพวกเขาทีละคน จนสุดท้ายถึงกับต้องนั่งขัดสมาธิอยู่กลางหาว ใช้พลังเวททั่วร่างสะกดข่มขวดสวรรค์จ่างเทียนที่สั่นไหวไม่หยุด
ในขณะเดียวกัน
เขาก็เริ่มใช้ขวดสวรรค์จ่างเทียนหลอมละลายกฎเกณฑ์แห่งมรรคาและจิตวิญญาณที่แท้จริงของเหล่าเจ้ามรรคาภายในนั้น ดูเหมือนว่าแรงกดดันนี้จะมากเกินไป แก่นแท้กฎเกณฑ์แห่งกาลเวลาของชาติก่อนที่ตกค้างอยู่ในขวดสวรรค์จ่างเทียนจึงเริ่มไหลเวียน
ตกลงสู่ร่างของหานลี่ กฎเกณฑ์แห่งกาลเวลาอันไร้ที่สิ้นสุดปกคลุมร่างของหานลี่ ชั่วพริบตาคือพันปี นี่คือความลึกลับของกาลเวลา
กุยหยวนเห็นดังนั้น ก็เก็บมือกลับมา สายตามองไปยังนอกฟ้า นั่นคือตำแหน่งที่ร่างจริงของกู่ฮั่วจินดำรงอยู่ กู่ฮั่วจินนับว่าเป็นผู้ที่เดินบนเส้นทางเจ้ามรรคาได้ลึกซึ้งที่สุด
แต่เขายังต้องการแทนที่วิถีสวรรค์ กลายเป็นเจ้ามรรคาโกลาหล เบิกฟ้าดินใหม่อีกครั้ง
โดยเนื้อแท้แล้วก็แค่ต้องการบรรลุเป็นหุนหยวนต้าหลัวจินเซียนอย่างสมบูรณ์แบบ แต่จนใจที่เขาถูกวิถีสวรรค์ผูกมัดไว้มากเกินไป
ผ่านไปเนิ่นนานถึงเพียงนี้
ก็ยังไม่อาจทะลวงผ่านกำแพงของวิถีสวรรค์ได้ นี่คือจุดจบของหกนักบุญวิถีสวรรค์ในเส้นเวลาเดิมของโลกบรรพกาลเช่นกัน กุยหยวนก้าวเท้าออกไป ปรากฏตัวขึ้นเบื้องหน้ากู่ฮั่วจินในพริบตา
กู่ฮั่วจินไม่ได้หนี หรือจะกล่าวว่าเขาไม่มีทางหนีได้เลย
"เจ้าเป็นใครกันแน่" เพียงแค่เผชิญหน้ากับกุยหยวน กู่ฮั่วจินก็รู้สึกว่ากฎเกณฑ์แห่งมรรคาและผลมรรคาของตนกำลังสั่นสะท้าน เจ้านี่เป็นใครกัน
โผล่มาจากไหน
ในช่วงเวลานี้ เขาพลิกดูอดีตย้อนหลังไปนับไม่ถ้วนปี เป็นไปไม่ได้เลยที่จะมีตัวตนที่แข็งแกร่งขนาดนี้ปรากฏตัวขึ้นอย่างเงียบเชียบ
"กุยหยวน"
กุยหยวนเอ่ยเสียงเรียบ เพียงชั่วพริบตา แม่น้ำแห่งกาลเวลาอันกว้างใหญ่ไพศาลก็ปรากฏขึ้น กลายเป็นพลังอันน่าหวาดหวั่นไร้ขอบเขตปกคลุมร่างของกู่ฮั่วจิน เขากำลังเพ้อฝันว่าจะข้ามเวลากลับไปในอดีต
เขาต้องการเลียนแบบเจ้าตำหนักสังสารวัฏ เขาไม่เชื่อว่าในอดีตจะมีตัวตนที่แข็งแกร่งเช่นนี้ดำรงอยู่ ขอเพียงเขากลับไปสู่อดีตได้...
"ฟ้าดินจงสงบนิ่ง"
สามพันมหาวิถีอันกว้างใหญ่ไพศาลปรากฏขึ้น สะกดข่มแม่น้ำแห่งกาลเวลาที่ปรากฏออกมาในทันที ท่ามกลางแววตาที่หวาดกลัวของกู่ฮั่วจิน แสงแห่งความโกลาหลทะลวงผ่านระหว่างคิ้วของกู่ฮั่วจิน
วินาทีถัดมา
สติสัมปชัญญะสุดท้ายของเขาเห็นเพียงขวดใบหนึ่งที่คุ้นตาอย่างยิ่ง
......
เวลาล่วงเลยไปอย่างรวดเร็ว
เวลาหลายสิบปีผ่านไปในชั่วพริบตา
เพียงแค่ไม่กี่สิบปี แม้แต่สำหรับปุถุชนที่มีอายุขัยไม่เกินร้อยปี ก็เหมือนช่วงเวลาที่ผ่านไปในชั่วพริบตา
สำหรับผู้บำเพ็ญเซียน เวลาหลายสิบปี เพียงแค่นั่งสมาธิสักนิด ก็ผ่านไปแล้ว
และสำหรับเซียนในแดนเซียน ในแนวคิดของพวกเขา บางทีอาจไม่มีแนวคิดเรื่องเวลาเป็นหน่วยวันอีกแล้ว
เวลาพื้นฐานของเซียน ล้วนเริ่มต้นที่ร้อยปี
หลายสิบปีสำหรับพวกเขา เป็นเพียงเรื่องชั่วพริบตา
และสำหรับโลกที่สมบูรณ์ใบหนึ่ง หลายสิบปีเปรียบดั่งเม็ดทราย ย่อมไม่ดึงดูดความสนใจใด ๆ
ทว่า ในช่วงเวลาสั้น ๆ เพียงหลายสิบปีนี้เอง
พวกเขากลับพบว่า หลังสงครามสะท้านโลกในครั้งนั้น หลังจากเหล่าเจ้ามรรคาหายสาบสูญไป ราชสำนักสวรรค์กลับไม่ล่มสลาย แต่ยังคงมั่นคงต่อไป
ตำหนักสังสารวัฏปรากฏขึ้นอีกครั้งเพื่อสะกดข่มราชสำนักสวรรค์
ในขณะที่เหล่าต้าหลัวคิดว่าจะสามารถตั้งตนเป็นเจ้าครองถิ่นได้ หานเทียนจุน หานลี่ ก็ปรากฏตัวขึ้นอย่างผ่าเผย
ลงมือด้วยตบะระดับเจ้ามรรคา
ในเวลาหลายสิบปีนี้ หานเทียนจุนหานลี่ ได้สยบแดนมนุษย์และแดนวิญญาณติดต่อกัน
จากนั้นในแดนเซียน ก็ได้ทำการ 'สื่อสารอย่างฉันมิตร' กับขุมกำลังยักษ์ใหญ่ต่าง ๆ
ผู้ที่ไม่ยอมรับก็ถูกสะกดข่มโดยตรง
ผู้ที่ดื้อดึงไม่ยอมสวามิภักดิ์ ก็ถูกสังหารทิ้ง ให้ร่างสลายมรรคาดับสูญ
ไม่มีตัวตนใด สามารถขัดขวางก้าวย่างของเขาได้
แดนเซียน แดนวิญญาณ แดนมนุษย์ สามโลกเกิดการเปลี่ยนแปลงแบบพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินพร้อมกัน
สามภพรวมเป็นหนึ่ง
......
ฟ้าบรรพกาล
กุยหยวนพยักหน้า โลกฝานเหรินใบนี้ก็นับว่าไม่เลวทีเดียว ช่วยให้ระบบวิถีเซียนเดิมสมบูรณ์ยิ่งขึ้น เพราะถึงอย่างไรวิถีเซียนของโลกบรรพกาลก็เป็นเพียงสิ่งที่หงจวินสร้างขึ้น
ตามตรงแล้ว ก็ไม่แน่ว่าจะสมบูรณ์แบบแค่ไหน
การหลอมรวมโลกฝานเหรินสำหรับเขาแล้วแทบไม่ได้ช่วยยกระดับอะไรมากนัก เพียงแต่ถือโอกาสช่วยเหลือเพื่อนร่วมกลุ่มไปด้วย
OAA มองไปที่กุยหยวน
"กลิ่นอายของเจ้า ดูเหมือนจะพัฒนาขึ้นอีกแล้ว"
เสียงของ OAA ราบเรียบไร้อารมณ์มาโดยตลอด แต่ดูเหมือนหลังจากมาที่ฟ้าบรรพกาล พระองค์กลับแสดงออกเหมือนมนุษย์มากขึ้น แทนที่จะเป็นเพียงกลุ่มก้อนกฎเกณฑ์
พระองค์เองก็แปลกใจเล็กน้อย
เพราะด้วยตบะของพระองค์ในตอนนี้ เรียกได้ว่าสามารถครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของฟ้าบรรพกาลได้โดยไม่รบกวนผู้ใด ดังนั้นเผ่าพันธุ์มากมายในฟ้าบรรพกาล แม้แต่การพัฒนาของราชวงศ์มนุษย์ พระองค์ล้วนมองเห็นอยู่ในสายตา
ระบบการบ่มเพาะของฟ้าบรรพกาล ย่อมเหนือกว่าโลกที่พระองค์สร้างขึ้นเองแน่นอน
สรรพชีวิตสามารถเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้ตนเองได้ทีละก้าว ไม่เหมือนภายในร่างของพระองค์ ที่พลังล้วนเป็นการสืบทอด
หรือจะเรียกว่าดวง
เฉกเช่นวิธีการได้รับพลังของพระองค์มาโดยตลอด อาศัยความน่าจะเป็นในความว่างเปล่า ตามคำเรียกของฟ้าบรรพกาลควรเรียกว่าวาสนา
แต่ระบบนี้มีข้อเสียที่นับว่าไม่ใช่ข้อเสียอยู่อย่างหนึ่ง นั่นคือช้า
ต่อให้ก้าวไปถึงระดับสูง ก็ต้องใช้เวลาเนิ่นนาน
และพระองค์ได้รับรู้ประสบการณ์ของกุยหยวนแล้ว จากตัวตนที่เทียบไม่ได้แม้แต่กับตุลาการชีวิต ก้าวเดินมาทีละก้าว จนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะเมื่อครู่นี้ที่เพิ่งทะลวงระดับจนเกือบจะเทียบเท่าพระองค์แล้ว
เพียงชั่วพริบตาก็สามารถสงบกลิ่นอายของตนลงได้
"อืม"
กุยหยวนพยักหน้า
และในเวลานั้น
เทพธิดานางหนึ่งก้าวเข้ามา กุยหยวนมองผู้มาเยือนแล้วอดเลิกคิ้วไม่ได้ "เตรียมจะออกเดินทางแล้วหรือ?"
[จบแล้ว]