- หน้าแรก
- อัจฉริยะในกระดอง
- บทที่ 280 - สรรพชีวิตขวัญผวา เหล่านักบุญสั่นสะเทือน
บทที่ 280 - สรรพชีวิตขวัญผวา เหล่านักบุญสั่นสะเทือน
บทที่ 280 - สรรพชีวิตขวัญผวา เหล่านักบุญสั่นสะเทือน
บทที่ 280 - สรรพชีวิตขวัญผวา เหล่านักบุญสั่นสะเทือน
✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿
กุยหยวนเห็นดังนั้น ก็โคจรมหาวิถีเฉียนคุนอันไร้ประมาณ ทะยานฝ่าห้วงหุนตุ้นอย่างบ้าคลั่ง บัดนี้ย่อมไม่มีผู้ใดมาขวางเขาในการช่วงชิงร่างอสูรโชคชะตาที่หลงเหลืออยู่นั่นอีกแล้ว
เขาร่อนลงสู่โลกถ้ำสวรรค์แห่งเดิม
เก็บร่างอสูรโชคชะตาที่หลงเหลือไปอย่างสบายๆ การเก็บเกี่ยวครั้งนี้ยิ่งใหญ่ไพศาล แม้จะต้องใช้ 'อิทธิฤทธิ์สามกู้ยืม' ก็ตาม
แต่พลังหุนหยวนนั้นกู้ยืมมาจากพลังของตนเอง หนี้ท่วมหัวไม่หนักใจ เมื่อเขาบรรลุหุนหยวนแล้วย่อมสามารถชดใช้ได้ทั้งหมด
แม้ว่าเขาจะต้องกู้ยืมผลมรรคาในอนาคตอันไร้สิ้นสุดของหยวนสื่อ แต่การที่เขาอาศัยผลมรรคาทำให้หยวนสื่อเทียนจุนตระหนักรู้มรรคา ไปๆ มาๆ ก็กลายเป็นการหมุนเวียนของโชคชะตาและเหตุผลกรรม
เช่นนี้กลับไม่ติดค้างเหตุผลกรรมมากมายนัก
“กฎเกณฑ์แห่งเหตุผล กฎเกณฑ์แห่งโชคชะตา ช่างลึกล้ำโดยแท้...”
กุยหยวนพึมพำกับตนเอง
บัดนี้ อิทธิฤทธิ์ประจำกาย 'เต่ามหาวิถี' ที่เขาขบคิดได้จากการเฝ้าสังเกตแม่น้ำแห่งมหาวิถี ทั่วทั้งร่างเต็มไปด้วยกฎเกณฑ์มากมายแล้ว
เช่น กฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการกำเนิดโลกอย่าง เหตุผล โชคชะตา กาลเวลา บวกกับมหาวิถีอีกเก้าสายที่เขาควบคุมอยู่เดิม
และยังรวมถึงการเก็บเกี่ยวในครั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นร่างอสูรโชคชะตาที่หลงเหลือ แก่นแท้โลหิตผานกู่ที่ถูกย่อยสลายไปแล้ว และร่างหยวนสื่อเทียนหวัง
หลังจากย่อยสลายการเก็บเกี่ยวทั้งหมดนี้แล้ว ก็น่าจะเพียงพอที่จะทำให้เมล็ดพันธุ์มรรคาบุปผาสวรรค์ ก่อเกิดเป็นผลมรรคาได้
เมื่อผลมรรยาทั้งสามเข้าที่ ก็จะก้าวเข้าสู่ขั้นปลายของหุนหยวนจินเซียนอย่างเป็นทางการ
...
แดนบรรพกาล
ตี้จวิ้นและไท่อี้ที่เพิ่งร่อนลงสู่แผ่นดินแดนบรรพกาล กำลังจะมุ่งหน้าไปจัดการหงอวิ๋น ก็ได้เห็นฝนโลหิตอันไร้สิ้นสุดนั้น
พวกเขาทั้งสองก็สัมผัสได้ถึงความโศกเศร้าเช่นกัน มิมีข้อยกเว้น
ตี้จวิ้นและไท่อี้ค่อยๆ ได้สติกลับคืนมา
รอบกายตี้จวิ้นปรากฏคัมภีร์เหอถู-ลั่วซูออกมา กลไกสวรรค์นับไม่ถ้วนควบแน่นออกมาจากคัมภีร์เหอถู-ลั่วซู ภาพเหตุการณ์ในห้วงหุนตุ้นเมื่อครู่ปรากฏขึ้นอีกครั้งต่อหน้าตี้จวิ้นทั้งสอง
สุดท้ายพวกเขาเห็นเพียง นักบุญหยวนสื่อเมื่อเผชิญหน้ากับร่างธรรมที่กุยหยวนอัญเชิญออกมา กลับไร้ซึ่งพลังต่อต้านใดๆ
“เหตุใดนักบุญหยวนสื่อจึงไม่ต่อต้าน”
ตี้จวิ้นขมวดคิ้ว เขาเห็นเพียงกุยหยวนควบแน่นร่างธรรมอันไร้ขอบเขต หลังจากที่ร่างธรรมนั้นฟาดขวานเข้าใส่นักบุญหยวนสื่อ
นักบุญหยวนสื่อกลับยืนนิ่งราวกับตกตะลึงอยู่กับที่
ไท่อี้กลับนิ่งเงียบไปเล็กน้อย
เขาพบว่าตนเองรู้สึกพ่ายแพ้เล็กน้อย
สาเหตุของความพ่ายแพ้นั้นอยู่ที่ เขาพบว่าดูเหมือนตนเองยังอยู่ห่างไกลจากเส้นทางสู่หุนหยวนมาก มากเหลือเกิน
เขาไม่เข้าใจว่าเหตุใดนักบุญหยวนสื่อจึงนิ่งเงียบไปเมื่อเห็นขวานนั้นของกุยหยวน
เพราะไม่เข้าใจ จึงพ่ายแพ้
นี่แสดงให้เห็นว่าระหว่างเขาและกุยหยวน มี... เหวลึกสุดหยั่ง... ที่แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังไม่เข้าใจ
ทั้งช่องว่างของระดับพลัง และทั้งระดับของสายตาและจิตใจ
“ปราณหยวนสื่อ ร่างธรรมไร้สิ้นสุดที่เราเห็นในอนาคต จะมิใช่ร่างนั้นที่กุยหยวนอัญเชิญออกมาหรอกนะ”
ไท่อี้พลันเอ่ยขึ้น
คราวนี้ตี้จวิ้นกลับนิ่งเงียบไป นั่นมันเห็นได้ชัดว่าเป็นร่างธรรมของนักบุญหยวนสื่อ
หากนั่นเป็นสิ่งที่กุยหยวนควบแน่นขึ้นมาจริงๆ และยังเอาชนะนักบุญหยวนสื่อได้อีก
นั่นมิได้หมายความว่า ความเข้าใจในเส้นทางมรรคาของนักบุญหยวนสื่อของกุยหยวนนั้น ลึกล้ำยิ่งกว่าตัวนักบุญหยวนสื่อเองอีกหรือ
หากพวกเขาไม่ได้เห็นปรากฏการณ์อันน่าสะพรึงกลัวของนักบุญดับสูญ ฟ้าดินร่วมอาลัย พวกเขาก็คงไม่กล้าเชื่อว่าภาพที่เห็นตรงหน้านี้เป็นเรื่องจริง
นับตั้งแต่หงจวินบรรลุมรรคาเป็นนักบุญ
'นักบุญเบื้องล่างล้วนคือมดปลวก' ก็ได้กลายเป็นสัจธรรมแห่งมหาวิถีไปแล้ว
แต่ใครเล่าจะคาดคิด
ว่านักบุญวิถีสวรรค์ ก็มีวันที่จะถูกสังหารได้ด้วยหรือ
นี่นับเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เบิกฟ้าดิน อีกทั้งผู้ที่ตายยังเป็นนักบุญหยวนสื่ออีกด้วย
หากเป็นนักบุญจวินถีก็ยังพอว่า อย่างไรเสียสถานะนักบุญของเขาก็ไม่มั่นคงอย่างยิ่ง
แต่นักบุญหยวนสื่อ ไม่เพียงแต่เป็นสายตรงผานกู่ มรดกสืบทอดเหนือล้ำ
อีกทั้งยังมีธงผานกู่ สมบัติวิเศษเบิกฟ้าชั้นสูงสุดเช่นนี้ เหตุใดจึงจะดับสูญได้
ก่อนหน้านี้ตี้จวิ้นก็เคยใช้คัมภีร์เหอถู-ลั่วซูอ่านกลไกสวรรค์ เขาก็สัมผัสได้ถึงปราณหยวนสื่ออันไร้สิ้นสุด เห็นได้ชัดว่าโอกาสที่นักบุญหยวนสื่อจะชนะนั้นมีมากกว่า
บัดนี้ นักบุญหยวนสื่อไม่เพียงแต่พ่ายแพ้ให้กุยหยวนในวิถีหยวนสื่อ แม้แต่ยังดับสูญไปอีก
ผลลัพธ์นี้ช่างแตกต่างจากที่พวกเขาคาดการณ์ไว้อย่างสุดขั้ว สุดขั้วเหลือเกิน
“อย่ามัวแต่ยุ่งเรื่องนี้เลย รอจนกว่าพวกเราชิงปราณม่วงบรรพกาลมาได้ เมื่อนั้นย่อมจะล่วงรู้ถึงความลึกล้ำของหุนหยวนเอง”
ตี้จวิ้นกล่าว
“ดี”
...
ในห้วงหุนตุ้น
จวินถีที่เดิมทีถูกปราณกระบี่สังหารเซียนฟันจนอาภรณ์ขาดรุ่งริ่ง
แม้แต่ต้นไม้เจ็ดสมบัติวิเศษที่เรียกกันว่าไม่มีสิ่งใดไม่สามารถปัดเป่าได้ เมื่อสัมผัสกับปราณกระบี่สังหารเซียน
ก็พลันแตกสลายง่ายดายดุจแก้ว
ภายใต้ปราณกระบี่สังหารเซียน จวินถีดูอเนจอนาถอย่างยิ่ง
ในความตระหนักรู้มรรคาของตน เขาย่อมมิอาจเทียบซ่างชิงได้ อีกทั้งสมบัติวิเศษก็ยังไม่แข็งแกร่งเท่าทงเทียน
ความตระหนักรู้มรรคาเทียบไม่ได้ สมบัติวิเศษก็เทียบไม่ได้
ที่ยังประคองอยู่ได้นี่ก็เพราะศิษย์พี่ทงเทียนออมมือให้แล้ว
“ศิษย์น้องจวินถี มีเวลาว่างก็ควรฝึกบำเพ็ญเพียรให้มาก อย่ามัวแต่ออกมาแปดเปื้อนเหตุผลกรรมอยู่เลย”
ซ่างชิงเอ่ยเสียงเรียบ
จวินถีหัวเราะอย่างขมขื่น “คำสั่งสอนอันจริงใจของศิษย์พี่ทงเทียน ศิษย์น้องจดจำไว้ในใจเสมอ เพียงแต่แดนประจิมแห้งแล้ง พวกข้าถือกำเนิดในแดนประจิม ในใจย่อมผูกพันกับแดนประจิม นี่เป็นสิ่งที่มิอาจทำอะไรได้
อีกทั้งข้าบำเพ็ญเพียรกฎเกณฑ์เหตุผล การแปดเปื้อนเหตุผลกรรมย่อมคือการบำเพ็ญเพียร...”
“ปากคอเราะร้าย”
ซ่างชิงกำลังจะใช้ปราณกระบี่สังหารเซียนทำให้เจ้านี่เสียหน้าสักหน่อย
แม้ว่าหน้าของเจ้านี่จะหนาเทียบเท่าเปลือกหุ้มฟ้าดินแล้วก็ตาม แต่ก็ถือเป็นการหาความสุขเล็กๆ น้อยๆ
ในตอนนั้นเอง ซ่างชิงและจวินถีต่างก็นิ่งอึ้งไป
ทั้งสองหันไปมองยังสถานที่ปะทะกันของกุยหยวนและหยวนสื่อโดยพร้อมเพรียงกัน
“พี่รองแพ้แล้ว”
“ศิษย์พี่หยวนสื่อแพ้แล้ว”
น้ำเสียงของทั้งสองเต็มไปด้วยความตื่นตะลึง เมื่อครู่นี้เอง แหล่งกำเนิดวิถีสวรรค์ในร่างของพวกเขาส่งเสียงร่ำไห้ออกมาแวบหนึ่ง นั่นย่อมหมายความว่ามีนักบุญดับสูญ
ทั้งสี่ต่างก็รู้ทันกัน สองคนรั้งสองคน เพียงแต่ไท่ชิงและซ่างชิงเป็นฝ่ายคุมเกมอยู่เท่านั้น ส่วนตัวแปรผันหนึ่งเดียวก็อยู่ที่กุยหยวนและหยวนสื่อ
พวกเขาก็มองเห็นเช่นกันว่าโอกาสชนะของหยวนสื่อมีมากกว่า เส้นทางอนาคตที่รวมกันนับไม่ถ้วน ร่างธรรมหยวนสื่อที่กดข่มลงมาย่อมมิใช่ของปลอม
แต่หยวนสื่อกลับแพ้
ในชั่วพริบตา ซ่างชิงและจวินถีต่างหยุดมือโดยพร้อมเพรียง ปราณหุนตุ้นอันไร้สิ้นสุดพันเกี่ยวควบแน่น ปราณกระบี่ของซ่างชิงแผ่พุ่งในแนวนอน ตัดผ่านแม่น้ำแห่งกาลเวลาในบัดดล ฉกฉวยเอาภาพเหตุการณ์เมื่อครู่มาได้
ซ่างชิงเห็นกุยหยวนใช้วิชามหาปณิธานอัญเชิญอนาคต ควบคุมพลังหุนหยวน จากนั้นก็เหวี่ยงหมัดนั้นออกมา และทวนอันไร้สิ้นสุดเล่มนั้น
พลันดวงตาของเขาก็หรี่ลงเล็กน้อย ในใจสั่นสะท้าน
เขาถึงกับสัมผัสได้ถึงพลังแห่งมรรคา 'ฉกฉวย' ของเขาบนนั้น
แม้ว่า 'ปริมาณ' จะน้อยกว่าของเขามาก แต่ 'คุณภาพ' กลับดูเหมือนจะเหนือล้ำกว่ามรรคา 'ฉกฉวย' ของเขาเสียอีก
ในไม่ช้า เขาก็ได้ยินคำพูดของพี่รอง
นั่นหมายความว่าพี่รองก็สัมผัสได้เช่นกัน
‘ หรือนี่จะเป็นสาเหตุที่พี่รองพ่ายแพ้!’
แต่ในชั่วพริบตา แม้ว่ามรรคาที่กุยหยวนควบคุมจะยิ่งใหญ่กว่า แต่ 'ปริมาณ' ก็ยังห่างไกลเกินไป หากกุยหยวนไม่มีไม้ตายอื่นอีก
กุยหยวนย่อมต้องแพ้
จวินถีกลับมองด้วยใจที่สั่นสะท้าน เขารู้ดีว่าตนเองไม่แข็งแกร่งเท่าหยวนสื่อ แต่ขนาดหยวนสื่อยังมิอาจต้านทานทวนนั้นได้โดยสมบูรณ์
หากเป็นเขามาแทน ก็คงมิอาจต้านทานได้แน่
แต่ร่างธรรมหยวนสื่อเทียนหวังที่ปรากฏขึ้นในภายหลัง ทำให้ทั้งทงเทียนและจวินถีอดอุทานออกมามิได้
“ท่านเทพผานกู่”
“ท่านพ่อผานกู่”
“ไม่สิ มิใช่ท่านพ่อผานกู่” ทงเทียนจ้องมองมหาวิถีที่หยวนสื่อเทียนหวังแสดงออกมาอย่างเหม่อลอย มันกว้างไกลไร้ขอบเขต ราวกับจุดกำเนิดของสรรพสิ่ง
คล้ายกับการเบิกฟ้าดินของท่านพ่อผานกู่
กลิ่นอายนี้ไม่ค่อยเหมือนท่านพ่อ
กลับเหมือนพี่รองมากกว่า
พลันเขาก็นึกถึงความเป็นไปได้หนึ่งขึ้นมา
จะไม่ใช่ว่ากุยหยวนก็คล้ายกับที่เขาควบคุมมหาวิถีที่อยู่เหนือกว่ามรรคา 'ฉกฉวย' ของเขา เขาก็ควบคุมมหาวิถีที่อยู่เหนือกว่ามรรคา 'แจกแจง' ของพี่รองได้ด้วยหรอกนะ
สายตาของจวินถีย่อมมองออกเช่นกัน อดมิได้ที่จะถาม “ศิษย์พี่ทงเทียน ท่านแน่ใจหรือว่ากุยหยวนมิใช่ท่านเทพผานกู่กลับชาติมาเกิด”
ทงเทียนยิ่งนิ่งเงียบไปอีก เขาก็เริ่มสงสัยแล้วเช่นกัน
ทำไมกุยหยวนถึงดูเหมือนจะเข้าใจพวกเขาสามพี่น้องเป็นอย่างดี
และมิใช่แค่เข้าใจธรรมดา กระทั่งยังควบคุมวิถีสามผู้บริสุทธิ์ที่ลึกล้ำยิ่งกว่าของพวกเขาเสียอีก
จะบอกว่ามิใช่ผานกู่กลับชาติมาเกิด ก็คงไม่มีใครเชื่อแล้วกระมัง
“ข้ากลับไปจะลองถามดู...”
คราวนี้ทำเอาทงเทียนถึงกับไม่แน่ใจขึ้นมาเลยทีเดียว
[จบแล้ว]