- หน้าแรก
- เทพกล้ามเนื้อแห่งอุจิวะ
- บทที่ 208 เรียกว่าคณะกรรมการหมู่บ้านก็ได้
บทที่ 208 เรียกว่าคณะกรรมการหมู่บ้านก็ได้
บทที่ 208 เรียกว่าคณะกรรมการหมู่บ้านก็ได้
บทที่ 208 เรียกว่าคณะกรรมการหมู่บ้านก็ได้
เทน, เซะไค, ซูซาคุ, เกนบุ, คิริน, เซริว, นัมจู, โฮคุโดะ, ทามาเมะ
เก้าแหวน เก้าชื่อ
ืืืืืื ในหมู่พวกเขา
คาคาชิและเท็นโซนั้นอ่อนแอที่สุด หลังจากปลูกเนตรวงแหวนและเนตรสีขาว ความแข็งแกร่งของพวกเขาก็ไปถึงระดับกึ่งคาเงะแล้ว
ฟุงาคุ, ซึนาเดะ, อิทาจิ, เท็ตกะ, อากิโกะอยู่ระดับกลางๆ และชิซุยที่ยังไม่ฟื้นคืนชีพนั้น ล้วนแต่มีความแข็งแกร่งอยู่ในระดับคาเงะทั้งสิ้น
ในส่วนของอารุโตะที่แข็งแกร่งที่สุด ความแข็งแกร่งของเขานั้นได้แซงหน้าระดับคาเงะไปนานแล้ว และเขาเป็นตัวตนเพียงหนึ่งเดียว
อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากคนเก้าคนนี้แล้ว ยังมีตัวตนอิสระอีกหนึ่ง
"เปาะ"
อารุโตะดีดนิ้ว
“อ่ะ ถึงเวลาที่ผมจะปรากฏตัวแล้วหรอ?”
เมื่อมีเสียงดังขึ้น หัวของคนคนหนึ่งก็โผล่ออกมาจากหลังประตูอย่างแอบๆ มองไปที่ทุกคนในห้องประชุมอย่างร่าเริง
เขาคืออุจิวะ โทบิ ที่หายหน้าหายตาไปนาน
แม้ว่าชายผู้นี้จะมีนิสัยแปลกๆและดูเหมือนไม่ค่อยน่าเชื่อถือในบางครั้ง แต่ความแข็งแกร่งของเขานั้นเป็นระดับคาเงะอย่างแน่นอน
นอกจากนี้ยังสามารถไปรวมร่างกับคนอื่นเพื่อเพิ่มความสามารถของผู้ถูกสิงได้อีกด้วย
นอกจากนี้ เทพต่างสวรคค์ที่ชิซุยใช้กับโทบินั้นเป็นแบบถาวรและจะไม่เปลี่ยนแปลงไปแม้ว่าเขาจะตายไปแล้ว ดังนั้น โทบิจึงยังคงจงรักภักดีต่อตระกูลอุจิวะ
“แหวนของชิซุย นายช่วยใส่มันให้เขาไปก่อน”
อามาเมะหยิบแหวนที่มีเครื่องหมายว่า "ทามาเมะ" จากกล่องแล้วโยนให้โทบิ
ในระดับหนึ่ง นิสัยและความคิดของโทบิอาจจะมองได้ว่าบริสุทธิ์และเรียบง่าย เรียบง่ายถึงขนาดที่เขาสนใจแค่เรื่องอย่างเช่น "ขี้" ซึ่งตรงกับชื่อรหัสของ "ทามาเมะ" เท่านั้น
"ครับ!"
โทบิผู้มีหัวใจเป็นเด็ก ถือแหวนและเล่นกับมันเป็นเวลานาน ก่อนที่จะสวมแหวนไว้ที่นิ้วมือขวาของเขาอย่างระมัดระวัง
แล้วเขาก็ถามคำถามอีกข้อหนึ่งด้วยความอยากรู้:
“พี่อารุโตะ ชื่อองค์กรของเราคืออะไร มันคงฟังดูเท่กว่าแสงอุษาใช่ไหม!?”
โทบิเตือนทุกคนว่าองค์กรที่เพิ่งก่อตั้งนี้ยังขาดชื่อ
เนื่องจากระบบเป็นไปตามแบบแผนของแสงอุษา จึงจำเป็นต้องเลือกชื่อที่คล้ายกับแสงอุษาด้วย
หากพวกเขาต้องการชื่อที่มีอำนาจเหนือกว่าหรือเท่กว่าแสงอุษา ทุกคนสามารถคิดชื่อได้หลายชื่อ เช่น "คิวฮัตสึโดะคามิ(เก้าเทพ)" "เทงโคะคุโนะบันโจ(อุบัติเก้าวัฐจักร)" "เทนโกะคุโนะโคเทย์(ศาลสวรรค์)" และอื่นๆ
แต่สำหรับเรื่องแบบนี้คงต้องให้อารุโตะตัดสินใจดีกว่า
เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ ทุกคนต่างก็มองไปที่อารุโตะด้วยสายตาที่มีความคาดหวังแตกต่างกันออกไป
หลังจากคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็พูดอย่างไม่ใส่ใจว่า:
“ในเมื่ออุจิวะได้ก่อตั้งหมู่บ้านของตัวเองแล้ว เรียกองกรณ์นี้ว่าคณะกรรมการหมู่บ้านแล้วกัน”
คณะกรรมการหมู่บ้าน คือ คณะกรรมการหมู่บ้าน
เมื่อได้ยินชื่อที่เรียบง่ายนี้ ทุกคนก็ตกตะลึงอย่างเห็นได้ชัด
ในที่สุดฟุงาคุก็ได้สติขึ้นมาก่อนเป็นคนแรก แล้วพยักหน้าเห็นด้วยพร้อมแสดงความชื่นชม:
"อย่างที่คาดไว้จากนาย ทำได้ดีมาก!"
"คณะกรรมการหมู่บ้านมีหน้าที่แก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่หมู่บ้านประสบอยู่ เพื่อให้ชาวบ้านทุกคนสามารถใช้ชีวิตอยู่ได้อย่างปลอดภัยภายใต้ดวงอาทิตย์ สร้างความยุติธรรมและขจัดความอยุติธรรม ปกป้องความสงบสุขและความปลอดภัย"
"ในความเห็นของฉัน เมื่อเทียบกับแสงอุษา ชื่อคณะกรรมการหมู่บ้านอาจไม่ดูเวอร์วังเท่า แต่เต็มไปด้วยจิตวิญญาณที่เป็นของจริงและทำได้จริง"
"จิตวิญญาณแบบนี้คือสิ่งที่ตระกูลอุจิวะเราต้องการอย่างแท้จริงในตอนนี้"
เมื่อฟุงาคุพูดแบบนี้ คนอื่นๆ ก็คิดว่ามันสมเหตุสมผล และพวกเขาทั้งหมดก็พยักหน้าเพื่อแสดงว่าพวกเขาไม่ได้มีข้อโต้แย้งใดๆ
อารุโตะเหลือบมองพี่เขยของเขาอย่างรวดเร็ว และคิดว่าสมกับเป็นหัวหน้าตระกูลจริงๆ แค่เปิดปากก็โน้มน้าวได้ทุกคน
เมื่อไม่มีใครคัดค้านชื่อองค์กรจึงได้รับการตั้งขึ้นแบบนี้
สิ่งแรกที่คณะกรรมการหมู่บ้านทำหลังจากจัดตั้งคือการหารือเกี่ยวกับการแผนการรบกับกองทัพนินจาพันธมิตร
“ถ้าพวกนายมีข้อเสนอแนะอะไรก็พูดออกมาได้เลย ไม่ต้องเกรงใจ” เมื่อฟูงาคุพูดแบบนี้
ทุกคนก็เริ่มแสดงความเห็นของตนเอง
หลังจากหารือกันสักพัก ผู้เข้าร่วมประชุมทั้ง 10 คน รวมทั้งซามุย ทุกคนต่างเห็นพ้องต้องกันว่า ก่อนที่สงครามจะเริ่มขึ้น ยังคงมีความจำเป็นที่ต้องสืบหาความเคลื่อนไหวของกองทัพพันธมิตรนินจา และรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับศัตรูให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
คณะกรรมการหมู่บ้านตัดสินใจอย่างรวดเร็วในการส่งกลุ่ม “สวรรค์พิภพ” และ “มังกรกิเลน” เพื่อทำภารกิจนี้แยกกัน
เท็ตกะและอากิโกะไม่ค่อยคุ้นเคยกันมาก่อน และพวกเขาก็แทบจะไม่ได้พูดโต้ตอบกันเลย ตอนนี้พวกเขากับกลายเป็นคู่กันแล้ว คงต้องใช้เวลาในการปรับตัวกันอย่างแน่นอน
ส่วนคาคาชิและเท็นโซต่างก็เป็นอันบุเก่าของโคโนฮะ และมีประสบการณ์ในการทำสิ่งต่างๆ การส่งพวกเขาไปสอดส่องข่าวกรองจึงเป็นเรื่องเหมาะสม
“โทบิ นายไปกับพวกคาคาชิด้วยแล้วกัน จำไว้ว่าอย่าสร้างปัญหา”
อารุโตะตบไหล่โทบิแล้วสั่งเขา
สุนัขตัวนี้เป็นสุนัขที่กระตือรือร้นและมีพลังงานโดยธรรมชาติ เช่นเดียวกับไซบีเรียนฮัสกี้ มันไม่สามารถอยู่บนเกาะได้เฉยๆอยู่แล้ว ดังนั้นควรปล่อยให้มันออกไปทำกิจกรรมข้างนอกจะดีกว่า
ยิ่งไปกว่านั้น คาคาชิและเท็นโซยังอ่อนแอกว่าเมื่อเทียบกัน ด้วยความช่วยเหลือของโทบิ ก็จะสามารถชดเชยการขาดความแข็งแกร่งของพวกเขาได้
"รับทราบครับหัวหน้า!"
เมื่อโทบิได้ยินว่าเขาสามารถออกไปเล่นได้ เขาก็ทำท่าตะเบะรับคำสั่งทันที
แล้วเขาก็วิ่งไปหาคาคาชิกับและเท็นโซ ยกก้นขึ้นโค้งคำนับ พร้อมกับพูดเสียงดังว่า:
"รุ่นพี่คาคาชิ รุ่นพี่เท็นโซ ผมชื่ออุจิวะ โทบิ จากนี้ไปช่วยแนะนำผมด้วยน่ะครับ!"
คาคาชิและเทนโซมองหน้ากันหลังจากได้ยินคำพูดแบบนี้
แต่เนื่องจากเป็นคำสั่งของอารุโตะ พวกเขาจึงได้แต่ยอมรับชายแปลกหน้าตรงหน้าพวกเขามาเข้าร่วมด้วย
อย่างน้อยอึกฝ่ายยังดูทรงพลังมาก
แล้ว
พวกเขาก็เดินออกจากห้องประชุมมาที่ท่าเรือ มองส่งทีม “สวรรค์พิภพ” และ “มังกรกิเลน” ขึ้นเรือและล่องเรือออกไปสู่ทะเล
“ฉันเหนื่อยนิดหน่อย ขอกลับไปพักผ่อนก่อน”
ซึนาเดะหาวด้วยความเหนื่อยล้า บ่นแล้วเดินจากไป
ในสองสัปดาห์ที่ผ่านมา เธอและลูกศิษย์ชิซึเนะได้ทำการผ่าตัดปลูกถ่ายติดต่อกันมากกว่าร้อยครั้ง และมือของเธอแทบจะเป็นตะคริวแล้ว
จะต้องพักผ่อนให้เพียงพออย่างแน่นอน
"อะ เดี๋ยวก่อนค่ะท่านซึนาเดะ"
เมื่อเห็นแบบนี้ ซามุยก็รีบเดินตามเธอไปและเดินเคียงข้างซึนาเดะ “บอสสอนเทคนิคการนวดบางอย่างให้ฉัน ซึ่งสามารถช่วยคลายกล้ามเนื้อและบรรเทาความเมื่อยล้าได้ ไปที่ห้องพยาบาลด้วยกันแล้วให้ฉันนวดให้ท่านน่ะค่ะ”
นวด?
เมื่อซึนาเดะได้ยินว่านั่นคือเทคนิคที่ถูกสอนให้ซามุย เธอก็อดสงสัยไม่ได้ว่านี่มันเรื่องจริงหรือเปล่านะ?
ท้ายที่สุดแล้ว เธอก็คิดว่ายิวยิตสูนั้นเป็นเพียงวิชากระบวนท่าประเภทหนึ่งเท่านั้น
นอกจากนี้เธอยังได้เรียนรู้ว่านอกเหนือจากท่าต่างๆ เช่น กิโยติน รัดคอ และท่าคิมูระล็อคแล้ว อารุโตะและซามุยยังได้นำยิวยิตสูไปประยุกต์ใช้ในสาขาใหม่ๆ และพัฒนาสิ่งใหม่ๆ มากมาย
อย่างไรก็ตาม เมื่อเห็นว่าซามุยมีท่าทีกระตือรือร้นมาก และอีกฝ่ายก็เป็นผู้หญิงเหมือนกับเธอ การป้องกันของซึนาเดะจึงไม่แข็งแกร่งนัก
"ถ้าอย่างนั้นก็ขอบคุณมากนะ"
เธอพยักหน้าและตกลงตามคำเชิญของซามุย ดังนั้นทั้งสองจึงเดินไปที่ห้องพยาบาลพร้อมกัน
ฟุงาคุเองก็เหนื่อยมากเช่นกัน แต่เนื่องจากเขาเป็นหัวหน้าตระกูลอุจิวะ เขาจึงยังพักผ่อนไม่ได้
ครั้งนี้ นินจาทั้งตระกูลได้ปลูกถ่ายเซลล์ฮาชิรามะ และมีคนตายไปมากกว่า 50 คน ฟุงาคุต้องจัดงานศพให้พวกเขา และไปแสดงความเสียใจต่อครอบครัวของผู้เสียชีวิต
“ท่านพ่อครับ ผมจะไปกับพ่อด้วย”
อิทาจิพูดขึ้น
ตอนนี้ เขาค่อยๆ เข้าใจความยากลำบากของพ่อของเขาแล้ว และมักจะริเริ่มช่วยเหลือฟุงาคุในเรื่องของตระกูล
ช่องว่างระหว่างพ่อกับลูกค่อยๆ ลดลง
ส่วนอารุโตะก็เหมือนเช่นเคย เขากลายเป็นคนขี้เกียจเพียงคนเดียว ไม่สนใจสิ่งใดเลย
เขามีจุดมุ่งหมายเพียงอย่างเดียวคือการแข็งแกร่งขึ้น
อารุโตะเดินเที่ยวไปรอบๆ เกาะสวรรค์ และหลังจากสำรวจไปสักพัก เขาก็พบกับสิ่งที่น่าประหลาดใจ
บางทีอาจเป็นเพราะอยู่ห่างไกลจากโลก พลังงานธรรมชาติบนเกาะนี้จึงอุดมสมบูรณ์มาก แม้ว่าจะไม่ดีเท่ากับดินแดนศักดิ์สิทธิ์ทั้งสามแห่งในตำนาน แต่ก็ยังดีกว่าที่อื่นๆ ในโลกนินจามากเช่นกัน
สถานที่แห่งนี้เหมาะมากสำหรับการทำความเข้าใจพลังงานธรรมชาติและฝึกฝนโหมดเซียนอย่างต่อเนื่อง
ดังนั้น
ในเวลาต่อมา
ในแต่ละวันเขาจะเดินเตร็ดเตร่ไปตามสถานที่ต่างๆ บนเกาะ เดิน นั่ง นอน และรับรู้ธรรมชาติด้วยหัวใจ
เมื่อเขามีเวลาว่างตอนกลางคืน เขาก็จะไปฝึกยิวยิตสูกับสมุยเพื่อผ่อนคลายร่างกายและจิตใจ
อารุโตะไม่รู้สึกถึงแรงกดดันใดๆ เลย เหมือนกับว่าสงครามที่กำลังจะเกิดขึ้นไม่ส่งผลใดๆ กับเขา
นี่คือความสงบของผู้แข็งแกร่ง
-
กองทัพพันธมิตรนินจาออกเดินทางจากโคโนฮะและมุ่งหน้ามาทางทิศใต้อย่างยิ่งใหญ่
ภายหลังผ่านไปครึ่งเดือน พวกเขาก็มาถึงชายฝั่งตอนใต้ของแคว้นไฟและมาถึงเมืองชายทะเลในที่สุด
เมื่อทราบว่าตระกูลอุจิวะเคยอยู่ที่นี่ กองทัพพันธมิตรจึงจับกุมเจ้าเมืองและบุคคลที่เกี่ยวข้องอื่นๆ โดยไม่พูดอะไร และดำเนินการสืบสวนและสอบสวน
ในช่วงเวลานี้ ความมั่นใจของสี่หมู่บ้านนินจาใหญ่แทบจะพุ่งสูงทะลุฟ้า
นับตั้งแต่เริ่มต้นของสงครามโลกนินจาครั้งที่สี่ แม้ว่าหมู่บ้านนินจาใหญ่ทั้งสี่จะประสบกับอุปสรรคเล็กๆ น้อยๆ แต่โดยรวมแล้วก็ดำเนินไปได้อย่างราบรื่น
ก่อนอื่นพวกเขายึดโคโนฮะ เปลี่ยนหมู่บ้านนินจาอันดับหนึ่งเดิมเป็นอาณานิคม และแบ่งแคว้นไฟออกเป็นหลายส่วน
จากนั้นได้อาศัยสถานการณ์ให้เป็นประโยชน์และผนวกแคว้นเล็กๆ อื่นๆ และหมู่บ้านนินจาในโลกนินจา รวมถึงอาเมะและแสงอุษาซึ่งก็ถูกทำลายโดยหมู่บ้านนินจาใหญ่ทั้งสี่เช่นกัน
หมู่บ้านนินจาใหญ่ทั้งสี่นั้นแข็งแกร่งมากจนแทบจะเอาชนะไม่ได้
ดังนั้นจึงไม่มีใครสงสัยว่าภารกิจกวาดล้างตระกูลอุจิวะครั้งนี้จะล้มเหลวหรือไม่
นอกจากนี้
ครั้งนี้โคโนฮะซึ่งเป็นกำลังหลักในการทำลายตระกูลอุจิวะ ก็ยังส่งผู้คนออกมาจำนวนมากที่สุดอีกด้วย
เมื่อถึงเวลา ให้นินจาโคโนฮะบุกเข้าไปต่อสู้กับอุจิวะก่อน สี่หมู่บ้านนินจาใหญ่จะนั่งรอและดูจากด้านหลัง และเมื่อถึงเวลา พวกเขาก็จะสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้
ตระกูลอุจิวะคือปัจจัยที่ไม่มั่นคงสุดท้ายในโลกนินจา
เมื่อตระกูลนี้ถูกกวาดล้าง สี่หมู่บ้านนินจาใหญ่และดันโซ โฮคาเงะแห่งโคโนฮะก็จะไม่มีความกังวลใจอีกต่อไป
เมื่อถึงเวลานั้น โลกนินจาจะถูกสร้างขึ้นใหม่และมั่นคงยิ่งขึ้น นำไปสู่ช่วงเวลาแห่งความสงบที่ยาวนาน
ดังนั้นสงครามเพื่อกำจัดตระกูลอุจิวะครั้งนี้อาจกล่าวได้ว่าเป็นการต่อสู้ครั้งสุดท้ายของสงครามโลกนินจาครั้งที่ 4 อีกด้วย
แต่ตอนนี้มีปัญหาอยู่
เพื่อจะออกทะเลไปต่อสู้กับตระกูลอุจิวะ กองทัพพันธมิตรนั้นกับขาดแคลนเรืออย่างหนัก จึงจำเป็นต้องสร้างเรือขึ้นมาชั่วคราว อย่างไรก็ตาม เรือที่มีอยู่ในปัจจุบันมีจำนวนมากกว่า 20,000 ลำ
แม้ว่านินจาจะสามารถเดินบนน้ำได้ แต่เป็นไปไม่ได้เลยที่จะเดินไปบนท้องทะเลอันกว้างใหญ่เป็นเวลานานโดยไม่มีเรือ
ดังนั้น
หลังจากที่ได้มีการหารือกันโดยเจ้าหน้าที่ระดับสูงของหมู่บ้านนินจาใหญ่ทั้งห้าแล้ว ก็ได้ตัดสินใจว่าในระหว่างที่กำลังสร้างเรือ พวกเขาจะส่งกองทัพแนวหน้าเข้าไปบนเรือที่มีอยู่และออกทะเลไปเพื่อค้นหาร่องรอยของตระกูลอุจิวะ
จำนวนคนที่แต่ละหมู่บ้านที่ส่งไปมีตั้งแต่ไม่กี่ร้อยคนไปจนถึงมากกว่าหนึ่งพันคน และโคโนฮะก็ส่งคนไป 3,000 คนในคราวเดียวภายใต้คำสั่งของดันโซ โฮคาเงะรุ่นที่ห้า
แต่
แม้ว่ากองทัพพันธมิตรจะมีการแบ่งปันข้อมูลภายใน แต่ในความเป็นจริงแล้ว แต่ละหมู่บ้านก็มีความคิดของตนเอง
ในบรรดากองหน้าที่กำลังออกทะเล คิริงาคุเระเป็นคนเร็วที่สุด และทิ้งหมู่บ้านนินจาอื่นๆ ไว้เบื้องหลังอย่างรวดเร็ว
นี้เป็นเพราะว่า
นินจาคิริงาคุเระมีความสามารถในด้านคาถน้ำดีที่สุด และเนื่องจากพวกเขาอาศัยอยู่ในดินแดนแห่งน้ำตลอดทั้งปี พวกเขาจึงสามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมทางทะเลได้ดีกว่าคนจากหมู่บ้านนินจาอื่นๆ
แค่จุดประสงค์ในการเดินทางของคิริงาคุเระไม่ได้มุ่งเป้าไปที่ตระกูลอุจิวะเท่านั้นเอง...
บนท้องทะเลอันกว้างใหญ่ไร้ขอบเขต
เรือขนาดใหญ่ซึ่งมีธงหมู่บ้านคิริงาคุเระกำลังแล่นลงไปทางทิศใต้ด้วยความเร็วสูงสุด
บนดาดฟ้า โจนินกำลังรวมตัวกัน
ยกเว้นมิซึคาเงะยางุระกับเทรุมิ เมย์ที่กำลังนั่งอยู่ในฐานทัพแล้ว ยังมีเหล่าผู้ทรงพลังจากคิริงาคุเระคนอื่นๆ เช่น อาโอ, ซาบุสะ, มันเง็ตสึ, ริงโกะและรวมไปถึงร่างสถิตหกหางอูทาคาตะทั้งหมดก็อยู่ที่นี่ในครั้งนี้ด้วย
และที่น่าทึ่งคือคนเหล่านี้เกือบทั้งหมดได้รับการปลูกถ่ายเนตรสีขาว และพวกมันทั้งหมดล้วนเป็นบรรณาการจากตระกูลฮิวงะ
นอกจากนี้ หมู่บ้านคิริงาคุเระยังได้ค้นพบวิชาคาถานินจาธาตุน้ำจำนวนมากที่ได้รับการปรับปรุงและพัฒนาโดยโฮคาเงะรุ่นที่สองเซ็นจู โทบิรามะจากห้องสมุดวิชานินจาของโคโนฮะอีกด้วย
หลังจากบีบโคโนฮะแล้ว ความแข็งแกร่งโดยรวมของคิริงาคุเระก็อาจกล่าวได้ว่าพัฒนาขึ้นมากเมื่อเทียบกับก่อน
อาโอหยิบแผนที่ออกมาเปรียบเทียบด้วยสีหน้าบูดบึ้งและพูดด้วยเสียงทุ้มลึกว่า:
“ด้วยความเร็วเท่านี้ เราจะสามารถไปถึงเกาะเสี้ยวจันทราได้ในเร็วๆ นี้”
ถูกต้องแล้ว เป้าหมายของคิริในครั้งนี้คือแคว้นจันทราและหมู่บ้านซึคิบนเกาะเสี้ยวจันทรา
แม้ว่าแคว้นจันทราจะก่อตั้งได้เพียงไม่กี่ปี แต่ก็เป็นแคว้นเล็กๆ ที่ร่ำรวยมาก ซึ่งจะดึงดูดความสนใจของหมู่บ้านใหญ่ได้โดยธรรมชาติ
ด้วยการใช้ประโยชน์จากการรณรงค์ต่อต้านอุจิวะครั้งนี้ คิริงาคุเระวางแผนที่จะเกณฑ์เกาะเสี้ยวจันทรามาเป็นฐานทัพแนวหน้า
แล้วถ้าอีกฝ่ายไม่เห็นด้วยจะเกิดอะไรขึ้น?
ดีกว่านั้น ก็แค่ล้มล้างหมู่บ้านนินจาซึคิและยึดครองแคว้นจันทรา
สองวันต่อมา
กองทัพของหมู่บ้านคิริงาคุเระก็เดินทางมาถึงเกาะเสี้ยวจันทราได้อย่างราบรื่น
เมื่อมองจากระยะไกลจะพบเกาะรูปพระจันทร์เสี้ยวที่สวยงามตั้งอยู่มนทะเล ด้วยการมีพื้นที่เว้าขนาดใหญ่ไปตามทะเล จึงเป็นสถานที่ปลอดภัยตามธรรมชาติ เหมาะแก่การจอดเรือจำนวนมาก
บนเกาะมีอาคารและคนเดินมากมาย และดูมีชีวิตชีวามาก
ขณะที่เรือคิริงาคุเระเข้าฝั่ง ก็มีเสียงโกลาหลเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน
ชายอ้วนที่แต่งกายงดงามปรากฏตัวขึ้นต่อหน้าทุกคนในคิริงาคุเระอย่างช้า ๆ โดยมีคนรับใช้รายล้อมอยู่เป็นกลุ่ม เขาคือเจ้าชายมิจิรุแห่งแคว้นจันทรา
“พวกนายมาทำอะไรที่นี่?”
มิจิรุถามอย่างขี้เกียจและหาวเมื่อเขาพูดเสร็จ
เจ้าชายองค์นี้ขึ้นชื่อว่าขี้เกียจและไม่ต้องการที่จะก้าวหน้า
อย่างไรก็ตาม เมื่อเขารู้ถึงจุดประสงค์ของนินจาคิริงาคุเระ เขาก็เริ่มระมัดระวังทันทีและบอกอีกฝ่ายอย่างจริงจังว่า
เขาไม่เห็นด้วยกับการกลายเป็นฐานทัพหน้าของคิริงาคุเระ
“งั้นก็ไม่มีทางเลือก”
มันเง็ตสึยิ้มกว้างเผยให้เห็นฟันอันแหลมคม จากนั้นจึงหยิบคุไนสองคมออกมาจากกระเป๋านินจา
“นายจะทำอะไร?” เจ้าชายมิจิรุตกใจและถอยหลังไปหนึ่งก้าว กลุ่มทหารองครักษ์รีบวิ่งเข้ามาขวางหน้าเจ้าชาย
ทันใดนั้น แสงเย็นก็ฉายแวบขึ้นมา
"อึกอึก"
หลังจากกรีดร้องไปหลายครั้ง ทหารองครักษ์หลายนายก็ล้มลงโดยกุมคอตัวเอง และเลือดก็พุ่งออกมาจากบาดแผล จนพื้นเปื้อนเป็นสีแดงในทันใด
ฆ่าคนบนถนน
ความโหดเหี้ยมคือตัวแทนของหมู่บ้านหมอกโลหิต มันได้นำความตกตะลึงเล็กๆ น้อยๆ มาสู่เกาะเสี้ยวจันทรา
เมื่อเห็นภาพนี้ เจ้าชายมิจิรุก็หน้าซีดด้วยความตกใจ ทรุดตัวนั่งลงกับพื้น และพูดด้วยความสั่นเทิ้มว่า:
“หะ หยุดน่ะ... ฉันฟังพวกนายแล้ว ฉันสัญญาว่าจะปล่อยให้นินจาคิริงาคุเระเข้ามาตั้งฐานทัพ”
"มันสายไปแล้ว นายมีโอกาสในการรอดชีวิตเพียงครั้งเดียว เป็นเรื่องน่าเสียดายที่นายไม่ได้รักษามันเอาไว้"
มันเง็ตสึเลียริมฝีปากอีกครั้ง รีบวิ่งไปหาเจ้าชายในพริบตา และฆ่าเจ้าชายอย่างไร้ปรานี
“เจ้าชายสิ้นพระชนม์แล้ว!”
เกาะเสี้ยวจันทราโกหลขึ้นอย่างกะทันหัน
“ถ้านายไม่ฆ่าเขา มันจะง่ายกว่านี้ เจ้าชายที่โง่เขลาและขี้ขลาดคนนี้สามารถเป็นหุ่นเชิดที่ดีได้”
อาโอขมวดคิ้ว และอดไม่ได้ที่จะตำหนิมันเง็ตสึ
การกระทำอย่างหุนหันพลันแล่นมีแต่จะทำให้เกิดการต่อต้านจากเหล่านินจาในหมู่บ้านซึคิและนำปัญหาบางอย่างมาสู่คิริงาคุเระเท่านั้น
ในเรื่องนี้ไม่ว่าคิดยังไง ก็ไม่ใช่เรื่องดี มันเอง็ตสึจึงไม่สามารถหาเหตุผลมาแก้ตัวให้กับการกระทำของตัวเองได้:
“รุ่นพี่อาโอ ฉันคิดว่าในระยะยาว การทำลายหมู่บ้านนินจาซึคิให้สิ้นซากเป็นทางเลือกที่ดีกว่า คุณคิดว่าไง”
ทันทีที่เขาพูดจบ ก่อนที่อาโอจะตอบ เขาก็เคลื่อนไหวไปแล้วและรีบมุ่งหน้าไปยังพระราชวังของแคว้นจันทรา
อาโอถอนหายใจ ส่ายหัว และสั่งทันที:
“ลงมือเถอะ”
การต่อสู้ก็เกิดขึ้น
ดังที่อาโอพูดไว้ การต่อต้านของหมู่บ้านซึคิงาคุเระทำให้คิริงาคุเระต้องสูญเสียชีวิตโดยไม่จำเป็น
แต่ก็แค่นั้น
ในเวลาไม่กี่ชั่วโมงนินจาคิริงาคุเระได้กวาดล้างศัตรูส่วนใหญ่และยึดครองเกาะเสี้ยวจันทราได้ทั้งหมด
แคว้นจันทราที่ร่ำรวยถูกทำลายลงในเวลาเพียงครึ่งวัน
ชะตากรรมของแคว้นเล็กๆ ก็เป็นแบบนี้ เมื่อไม่มีใครจากหมู่บ้านใหญ่สังเกตเห็น พวกเขาก็จะสามารถใช้ชีวิตอย่างสงบสุข และถึงกับอาศัยข้อได้เปรียบบางประการเพื่อใช้ชีวิตที่ดีกว่าหมู่บ้านใหญ่ได้
แต่เมื่อถูกเห็นแล้ว ในสายตาของหมู่บ้านนินจาใหญ่อย่างคิริงาคุเระ มันก็เป็นเพียงต้นหอมที่โตเต็มที่
เก็บมันด้วยการลงมือเพียงครั้งเดียว
ขณะที่คิริงาคุเระปล้นสะดมเกาะเสี้ยวจันทรา ทุกคนบนเกาะไม่รู้เลยว่าอันตรายกำลังมาเยือน
สองร่างเดินไปมาบนเกาะแห่งนี้อย่างเงียบๆ
พวกเขาเป็นชายและหญิง ดูเหมือนคู่รัก สวมเสื้อผ้าแบบเดียวกับคนท้องถิ่น และพักอยู่ในโรงแรม
คือ เท็ตกะและอากิโกะ
ตอนเย็นจะมีลมหนาวพัดมา
พระอาทิตย์ตกสีแดงเลือดทำให้ท้องฟ้ากลายเป็นสีแดงเกือบทั้งเกาะ และดูเหมือนว่าเกาะจันทร์เสี้ยวทั้งหมดจะอาบไปด้วยเลือด
ในความเป็นจริง เกาะแห่งนี้เต็มไปด้วยกลิ่นเลือดที่แรงและฉุน และสามารถเห็นศพนินจาได้ทุกที่
ในห้องพักชั้นสองของโรงแรม
เท็ตกะและอากิโกะยืนอยู่ที่หน้าต่าง มองดูนินจาคิริงาคุเระที่กำลังเดินตรวจตราถนนด้านนอกผ่านช่องว่างของม่าน
แผนเดิมของทั้งสองคือใช้เกาะเสี้ยวจันทราเป็นฐานที่มั่นก่อนที่จะลงมือขั้นต่อไป
โดยไม่คาดคิด เมื่อพวกเขามาที่นี่ พวกเขาก็พบกับสนามรบนองเลือดบนเกาะเสี้ยวจันมราที่ก่อขึ้นจากหมู่บ้านคิริงาคุเระ
"ดูเหมือนว่ากองทัพพันธมิตรนินจาจะเริ่มเคลื่อนไหวแล้ว"
เท็ตกะจ้องมองนินจาคิริที่อยู่บนถนนด้วยประกายในดวงตา
"อืม"
อากิโกะก้มหัวลง พูดคำหนึ่งแล้วก็เงียบไป เงียบยิ่งกว่าเท็ตกะเสียอีก
เท็ตกะก็เคยชินกับมันเช่นกัน
เขาเป็นคนเงียบขรึม โดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่เก่งด้านการสื่อสารกับผู้หญิง และดูเหมือนว่าอากิโกะจะเป็นโรคกลัวการเข้าสังคม ดังนั้นทั้งสองคนจึงไม่มีอะไรจะพูดในเวลาส่วนใหญ่
หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง
“ลงมือกันเถอะ หาทางจับโจนินคิริสักสองสามคน แล้วล้วงความลับของพวกมันโดยใช้ภาพลวงตาจากเนตรวงแหวน เราอาจจะได้ข้อมูลมีค่าอะไรมาบ้าง”
เท็ตกะพูดอีกครั้งและเสนอแนะ
"อืม"
อากิโกะตอบกลับคำเดียวอีกครั้ง
แต่คำถามก็คือจะจับใครดีล่ะ? เท็ตกะขมวดคิ้ว
ในเวลานี้เอง
ตึกๆๆ
นินจาจำนวนหนึ่งจากหมู่บ้านนินจาซึคิวิ่งมาตามถนนด้วยความตื่นตระหนก
ด้านหลังพวกเขามีนินจาคิริสองคนเดินตามมาอย่างช้าๆ และไม่เร่งรีบ เหมือนกับนักล่าที่กำลังสนุกสนานกับการล่าสัตว์
ฮึ่ม
ดวงตาของเท็ตกะหรี่ลง และเขาจำได้ว่าทั้งสองคนคือเจ็ดดาบนินจารุ่นสองจากหมู่บ้านคิริงาคุเระ
โฮซึกิ มันเง็ตสึและอาเมะยูริ ริงโกะ
"เอาเป็นพวกเขาสองคนแล้วกัน"
"อืม"
หลังจากสนทนากันสั้นๆ ทั้งสองก็ออกจากห้องพักขิงโรงแรมและสะกดรอยตามพวกเขาไปอย่างเงียบๆ
ตั๊กแตนจับจั๊กจั่น นกขมิ้นอยู่ข้างหลัง
กลุ่มนินจาหมู่บ้านซึคิหลบหนีอย่างสิ้นหวัง รีบออกจากตัวเมือง และเข้าไปในป่าบนเกาะ
“เราสลัดพวกมันได้แล้วใช่ไหม?”
คนหนึ่งหันกลับไปมองพร้อมแสดงสีหน้ามีความสุข
ตราบใดที่พวกเขาผ่านป่านี้ไปได้และไปถึงอีกด้านหนึ่งของเกาะ พวกเขาจะสามารถนั่งเรือที่จอดอยู่ริมทะเลและหลบหนีจากเกาะเสี้ยวจันทราได้