- หน้าแรก
- ย้อนเวลามาเป็นเซียนชนบท
- บทที่ 78 - ก้าวเมฆา
บทที่ 78 - ก้าวเมฆา
บทที่ 78 - ก้าวเมฆา
บทที่ 78 - ก้าวเมฆา
⚉⚉⚉⚉
ภรรยาของอาจารย์เฉินต้อนรับโจวจื่อเหวินอย่างอบอุ่น
พอได้ยินชื่อของเขา เธอก็ทั้งรินน้ำชา ทั้งเอาผลไม้แห้งมาให้ จนโจวจื่อเหวินรู้สึกเกรงใจขึ้นมา
“เสี่ยวโจว กินส้มนี่สิ เพิ่งเก็บมาสดๆ เลย หวานมากนะ”
“ขอบคุณครับซือเหนียง” โจวจื่อเหวินรับมาอย่างนอบน้อม
“หยิบไปอีกสิ ไม่ต้องเกรงใจ คิดซะว่าเป็นบ้านของตัวเอง” ภรรยาอาจารย์เฉินทั้งผลักทั้งดัน จนส้มแทบจะล้นมือโจวจื่อเหวินอยู่แล้ว
“ขอบคุณครับซือเหนียง...” โจวจื่อเหวินกล่าวขอบคุณไปพลาง หันไปขอความช่วยเหลือจากอาจารย์เฉินไปพลาง
“พอแล้วล่ะ นี่ก็เป็นครั้งแรกที่เด็กมันมาบ้านเรา เธออย่าไปทำให้เขาตกใจสิ” อาจารย์เฉินเป็นคนที่เข้าใจภรรยาของตัวเองดีที่สุด
อายุปูนนี้แล้ว โจวจื่อเหวินก็เหมือนลูกชายของเขาคนหนึ่ง แถมเจ้าหนุ่มนี่ยังหน้าตาดีอีกด้วย ภรรยาของเขาคงจะรู้สึกเอ็นดูเหมือนลูกเหมือนหลาน
“ตาทแก่อย่างคุณจะไปเข้าใจอะไร” ภรรยาอาจารย์เฉินถลึงตาใส่สามี แต่ก็ยอมสงบลงแต่โดยดี
“เสี่ยวโจว วันนี้ก็กินข้าวที่นี่เลยแล้วกันนะ เดี๋ยวฉันจะไปทำเพิ่มให้” ภรรยาอาจารย์เฉินกล่าวอย่างใจดี
“ไม่เป็นไรครับซือเหนียง ที่บ้านเขาทำรอแล้ว เดี๋ยวผมต้องกลับไปแล้วครับ” โจวจื่อเหวินรีบส่ายหน้าปฏิเสธ
“คนที่บ้านที่ว่าน่ะ แฟนเราใช่มั้ย! ทำไมไม่ชวนเขามาด้วยกันล่ะ?” ภรรยาอาจารย์เฉินบ่นอุบอิบ
“ไว้คราวหน้านะครับ คราวหน้าผมจะพาเขามาด้วยแน่นอน” โจวจื่อเหวินยิ้มเจื่อนๆ
“ก็ได้ๆ งั้นฉันก็ไม่รั้งเธอไว้แล้วล่ะ คราวหน้าต้องพาแฟนมาด้วยจริงๆ นะ!” เมื่อเห็นโจวจื่อเหวินทำท่าลำบากใจ ภรรยาอาจารย์เฉินก็เลยยอมปล่อยไป
“ไปเถอะ ฉันจะพาไปดูหมา” เมื่อเห็นว่าเวลาพอสมควรแล้ว อาจารย์เฉินก็วางกล้องยาสูบลง แล้วลุกขึ้นยืน
“ครับอาจารย์” โจวจื่อเหวินรีบลุกขึ้น แล้วเดินตามอาจารย์เฉินไป
ลูกหมาครอกนี้ของบ้านอาจารย์เฉินมีทั้งหมดห้าตัว โจวจื่อเหวินถูกใจลูกหมาสีดำตัวหนึ่ง
เจ้าหมาตัวนี้มีขนสีดำสนิททั้งตัว แต่ที่อุ้งเท้าทั้งสี่ข้างกลับเป็นสีขาว
เพียงแค่แรกเห็น โจวจื่อเหวินก็รู้สึกชอบมันขึ้นมาทันที
“อาจารย์ครับ ผมเอาตัวนี้” โจวจื่อเหวินชี้ไปที่ลูกหมาสีดำ
“เหอะๆ ไม่น่าเชื่อนะว่านายจะตาถึงขนาดนี้!” อาจารย์เฉินอุ้มลูกหมาออกมาจากคอก แล้วยื่นมันไปให้โจวจื่อเหวิน
เมื่อเห็นว่าอาจารย์เฉินมาอุ้มลูกของมันไป แม่หมาก็จ้องมองโจวจื่อเหวินเขม็ง ราวกับว่าต้องการจะจดจำใบหน้าของเขาไว้
“เฮะๆ หมาดำมันช่วยไล่ผีได้นี่ครับ!” โจวจื่อเหวินหัวเราะ
“คำพูดแบบนี้อย่าพูดส่งเดชไปล่ะ!” อาจารย์เฉินรีบเตือน
เรื่องการไล่ผีอะไรนั่น มันเป็นเรื่องของความเชื่องมงาย
“ครับๆ ผมรู้แล้วครับ” โจวจื่อเหวินรีบพยักหน้า
คำพูดแบบนี้ เขาก็พูดได้แค่ต่อหน้าอาจารย์เฉินเท่านั้นแหละ ถ้าเป็นที่อื่น เขาก็คงไม่พูดแบบนี้หรอก
หลังจากที่คุยกับอาจารย์เฉินอยู่พักหนึ่ง โจวจื่อเหวินก็อุ้มลูกหมากลับบ้าน
ตอนที่เขากำลังจะกลับ ภรรยาอาจารย์เฉินก็ยังดูเสียดายไม่หาย บ่นว่าทำไมเขาถึงไม่ยอมอยู่กินข้าวด้วย
โจวจื่อเหวินก็เลยต้องให้สัญญาว่า คราวหน้าจะต้องมาเยี่ยมเยียนอีกแน่นอน เธอถึงได้ยอมปล่อยเขาไป
หลังจากที่ออกมาจากบ้านของอาจารย์เฉิน โจวจื่อเหวินก็รู้สึกว่า ความสัมพันธ์บางอย่าง มันก็ต้องคอยดูแลรักษากันบ้าง
อย่างเช่นบ้านของอาจารย์เฉิน ตั้งแต่ที่เขาเรียกท่านว่าอาจารย์ เขาก็ยังไม่เคยไปมาหาสู่เลยสักครั้ง มันก็ดูจะไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไหร่
แล้วไหนจะอู๋ต้ากังอีก ตอนที่เขาไปอาศัยอยู่ที่บ้านของพวกเขา ทุกคนก็ดูแลเขาเป็นอย่างดี
ตอนที่เขาสร้างบ้าน ลุงอู๋ก็ยังมาช่วยเป็นหน้าเป็นตาให้เขาอีก
ก่อนหน้านี้ที่เขาไม่ไปมาหาสู่ ก็เป็นเพราะว่าในยุคสมัยนี้ ถ้าไม่มีธุระอะไร เขาก็ไม่ค่อยจะไปไหนมาไหนกันเท่าไหร่
ยังไงซะ บ้านของทุกคนก็ไม่ได้ร่ำรวยอะไร การที่จะไปเยี่ยมบ้านคนอื่น ก็อาจจะถูกมองว่าไปหาข้าวกินได้
แต่โจวจื่อเหวินก็คิดว่า เขาก็มีทักษะการตกปลาอยู่กับตัว อีกไม่นานเห็ดก็จะเพาะได้แล้ว ถึงตอนนั้นก็แค่ตกปลาไปให้บ้าง เอาเห็ดไปฝากบ้าง ก็ถือว่าเป็นการถ้อยทีถ้อยอาศัยกันไป
พอกลับมาถึงบ้าน โจวจื่อเหวินก็เห็นร่างระหงของใครบางคนกำลังชะเง้อมองมาทางนี้
พอเห็นว่าเป็นโจวจื่อเหวิน ร่างนั้นก็รีบวิ่งเข้ามาหาเขาทันที
“พี่จื่อเหวิน นี่เหรอคะลูกหมาที่พี่ไปเอามา?”
“น่ารักจังเลย! ขอลดาอุ้มหน่อยสิคะ”
เมื่อเห็นลูกหมาขนสีดำสนิท แต่กลับมีดวงตาสีดำขลับที่กลอกไปมาอย่างมีชีวิตชีวา เฉินเฉี่ยวอีก็รู้สึกชอบมันขึ้นมาทันที
เจ้าหมาน้อยตัวนี้ดูเหมือนจะเข้าใจภาษามนุษย์ ตั้งแต่ที่ถูกโจวจื่อเหวินอุ้มมา มันก็ไม่ส่งเสียงร้องหรือโวยวายอะไรเลย ทำตัวน่ารักมาก
แม้ว่าจะถูกเปลี่ยนมือมาอยู่ในอ้อมกอดของเฉินเฉี่ยวอี มันก็ยังคงทำตัวน่ารักเหมือนเดิม
“เป็นไงล่ะ? น่ารักใช่มั้ย! นี่ฉันเป็นคนเลือกกับตาเลยนะ” โจวจื่อเหวินยิ้มอย่างภูมิใจ
“น่ารักมากเลยค่ะ จริงสิ พี่จื่อเหวิน มันมีชื่อรึยังคะ?” เฉินเฉี่ยวอีประคองลูกหมาไว้ในอ้อมแขนอย่างระมัดระวัง กลัวว่ามันจะเจ็บ
“ยังไม่มีเลย หรือว่าเธอจะช่วยตั้งให้มันหน่อยสิ!” โจวจื่อเหวินเป็นพวกที่ไม่มีหัวด้านการตั้งชื่อ ก็เลยขี้เกียจที่จะคิด
“ได้เหรอคะ! ได้เลยๆ งั้นขอลดาคิดหน่อยนะ...”
พอได้ยินว่าจะได้เป็นคนตั้งชื่อลูกหมา เฉินเฉี่ยวอีก็ตื่นเต้นขึ้นมาทันที
“ดูสิ ที่อุ้งเท้าทั้งสี่ข้างของมันเป็นสีขาว เหมือนกับว่ามันกำลังเหยียบอยู่บนก้อนเมฆเลย หรือว่าเราจะเรียกมันว่า ‘ก้าวเมฆา’ ดีมั้ยคะ!”
เฉินเฉี่ยวอีครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง ในที่สุดเธอก็คิดชื่อที่พอใจออกมาได้
“ก้าวเมฆาเหรอ? ก็ดีนะ งั้นต่อไปก็เรียกมันว่าก้าวเมฆาแล้วกัน!”
โจวจื่อเหวินก็รู้สึกว่าชื่อนี้ก็ไม่เลวเหมือนกัน ถ้าเป็นเขาตั้งล่ะก็ คงได้ชื่อประมาณว่า ไข่ดำ หรือ เจ้าถ่าน อะไรทำนองนั้น
“ก้าวเมฆา คิกๆ ก้าวเมฆา ได้ยินมั้ย ต่อไปนี้นายชื่อก้าวเมฆาแล้วนะ” เมื่อเห็นว่าชื่อที่ตัวเองตั้งได้รับการยอมรับ เฉินเฉี่ยวอีก็ดีใจจนตาหยีเป็นพระจันทร์เสี้ยว
เธอใช้มือลูบจมูกของลูกหมาไปพลาง พลางเรียกชื่อของมันไปด้วย
“พี่จื่อเหวิน ฉันขอพาก้าวเมฆาไปเดินเล่นแป๊บนึงนะคะ” เฉินเฉี่ยวอีเงยหน้าขึ้นมามองโจวจื่อเหวิน
“เหอะๆ ไปสิ!”
ไม่ต้องบอกเขาก็รู้ว่า สาวน้อยคนนี้คงอยากจะไปอวดเพื่อนซี้ของเธอว่าได้ลูกหมามาใหม่
“ต้องเตรียมบ้านให้ลูกหมาด้วยรึเปล่านะ?”
โจวจื่อเหวินครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก็รู้สึกว่ายังไม่จำเป็น
ยังไงซะ ตอนนี้อากาศมันก็ยังไม่หนาว ไม่ต้องกลัวว่ามันจะเป็นอะไรมาก อย่างมากก็แค่เอาฟางข้าวมาปูเป็นรังนอนง่ายๆ ให้มันมีที่ซุกหัวนอนไปก่อน
ส่วนตัวเขาเอง วันนี้ก็ยังมีเรื่องที่ต้องไปทำอีก!
ที่บ้านไม่มีของคาวตกถึงท้องมาหลายวันแล้ว เขาก็ต้องไปหาเนื้อมาเพิ่มบ้าง
หลังจากที่เก็บกวาดเล็กน้อย เขาก็หยิบอุปกรณ์ตกปลาเดินไปที่ริมแม่น้ำ เพื่อเริ่มภารกิจตกปลาที่ยิ่งใหญ่ของเขา
ทักษะการตกปลาระดับสอง เทียบเท่ากับผู้ที่เพิ่งจะเริ่มเข้าใจ ในเรื่องของการตกปลาแล้ว เขาก็ถือว่าเป็นมือเก๋าคนหนึ่งเลยทีเดียว
ระหว่างที่ตกปลา โจวจื่อเหวินก็เหลือบมองแผงควบคุมการปล่อยทักษะของเขาไปด้วย
[หมัดแปดขั้ว LV5(383/500)]
[ตกปลา LV2(45/200)]
[ช่างสกัดหิน LV1(76/100)]
[ทักษะเพาะเห็ด LV3(2/300)]
[ทักษะทำอาหาร LV4(6/400)]
[ทักษะการเลี้ยง LV0(5/50)]
ตั้งแต่ที่ทักษะการเพาะเห็ดเลื่อนขึ้นไประดับสาม เขาก็ไม่ได้ใส่ใจกับมันมากเท่าไหร่แล้ว
สำหรับการใช้งานแผงควบคุมการปล่อยทักษะ เขาก็ได้ปรับเปลี่ยนมันเล็กน้อย
ช่องปล่อยทักษะที่หนึ่งยังคงเป็นหมัดแปดขั้ว อันนี้ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง
แต่ในเวลาที่เขาไปทำงาน เขาก็จะตั้งค่าให้มันปล่อยทักษะช่างสกัดหิน พอเลิกงาน เขาก็จะตั้งค่าให้มันปล่อยทักษะการตกปลา ตกกลางคืน เขาก็จะตั้งค่าให้มันปล่อยทักษะการเพาะเห็ด
เวลาในช่องปล่อยทักษะที่สอง ถูกแบ่งให้กับสามทักษะ
การปล่อยทักษะแบบนี้ถึงแม้ว่ามันจะช้าไปหน่อย แต่มันก็เป็นการเฉลี่ยกันไป และเขาก็ไม่ได้รีบร้อนที่จะอัปเกรดทักษะเหล่านี้มากนัก
อย่างเช่นทักษะการเพาะเห็ด ทักษะระดับสาม สำหรับเขาในตอนนี้มันก็เพียงพอแล้ว
ในแผนการของเขา เขากะว่าจะรอให้ช่องปล่อยทักษะที่สามเปิดออกก่อน ถึงตอนนั้นเขาถึงจะคิดตั้งค่าให้มันปล่อยทักษะการเพาะเห็ดแบบถาวร
ยังไงซะ ในอนาคตเขาก็ต้องใช้ทักษะนี้ในการทำมาหากินอยู่แล้ว มันก็ต้องมีความสำคัญมากกว่าทักษะอื่นเป็นธรรมดา
⚉⚉⚉⚉
[จบแล้ว]