- หน้าแรก
- ลูกน้อยของข้าคือบุตรแห่งโชคชะตาหรือนี่
- บทที่ 24 พูดติดอ่าง (2)
บทที่ 24 พูดติดอ่าง (2)
บทที่ 24 พูดติดอ่าง (2)
บทที่ 24 พูดติดอ่าง (2)
นางมองดูที่อยู่บนโฉนดบ้าน เทียบกับความทรงจำในหมู่บ้านตัวเป่า แล้วพบว่าบ้านหลังนี้คือกระท่อมมุงจากที่ตั้งอยู่เชิงเขา ที่นางเคยเดินผ่านตอนขึ้นเขาไปดูดซับปัจจัยธาตุไม้เมื่อหลายวันก่อน
เรือนหลังนั้นทรุดโทรมยิ่งนัก มองดูคล้ายถูกทิ้งร้างมาหลายปีแล้ว ไม่ได้มีราคาค่างวดอะไรเลย
จิงอ้าวเสวี่ยแค่นหัวเราะ นางไม่คาดคิดเลยว่าท่านเฒ่าแซ่หานผู้นั้นจะไร้ความสัตย์ถึงเพียงนี้ กล้าใช้บ้านที่ผุพังไม่น่าอยู่มาลูบคมนาง
นางจึงนำโฉนดที่ดินออกมาดูอย่างละเอียดอีกครั้ง และพบว่าที่ดินนั้นเป็นที่นาดี ไม่เช่นนั้นนางคงต้องไปหาเรื่องที่บ้านสกุลหานแล้ว!
นางต้องใช้สมุนไพรจำนวนมากในการบำเพ็ญเพียร เดิมทีก็คิดจะปลูกเองอยู่แล้ว ที่นาดีผืนนี้จึงนับว่าพอเหมาะพอเจาะ
อีกทั้งที่นาดีนี้ยังตั้งอยู่ใกล้กระท่อมมุงจากเชิงเขา ซึ่งเป็นบริเวณที่มีปัจจัยธาตุไม้คึกคักที่สุดของหมู่บ้านตัวเป่าทั้งหมด
ก่อนหน้านี้จิงอ้าวเสวี่ยก็คิดจะย้ายไปอยู่เชิงเขาอยู่แล้ว สาเหตุที่นางยังไม่ให้เสิ่นลวี่ม่านเก็บของก็เพราะความตั้งใจนี้เอง
บัดนี้ทั้งนาและบ้านเรือนก็มีพร้อมอยู่แล้ว ถึงแม้จะทรุดโทรมไปบ้าง แต่โครงสร้างหลักยังอยู่ครบ สามารถปรับปรุงเล็กน้อยก็เข้าอยู่ได้
ในเมื่อเป็นเช่นนี้ จิงอ้าวเสวี่ยจึงตัดสินใจว่า พรุ่งนี้นางจะไปสำรวจพื้นที่เชิงเขาอย่างละเอียดสักครา
ตอนกินอาหารเย็น นางได้เอ่ยถึงเรื่องนี้กับเสิ่นลวี่ม่าน อีกฝ่ายก็ไม่แสดงความเห็นคัดค้านใด ๆ เพียงกล่าวว่าแล้วแต่ให้นางเป็นคนตัดสินใจ
จิงอ้าวเสวี่ยเกาหัว แม้เสิ่นลวี่ม่านจะไร้อารมณ์ แต่จิงอ้าวเสวี่ยก็ยังรู้สึกว่าอีกฝ่ายยังคงถือโทษโกรธเคืองที่นางตำหนิบนรถม้า
นางรู้สึกผิดและไม่รู้จะทำเช่นไรให้อีกฝ่ายหายโกรธ จึงตัดสินใจกล่าวออกไปว่า “คืนนี้เจ้าไม่ต้องนอน ข้าจะต้มน้ำให้เจ้าแช่ยาอาบ”
เสิ่นลวี่ม่านได้ยินดังนั้น จึงเงยหน้าขึ้นมองนางอย่างเชื่องช้า ใบหน้ามีแววประหลาดอยู่หลายส่วน
จิงอ้าวเสวี่ยคิดว่าอีกฝ่ายไม่เต็มใจ จึงอธิบายโน้มน้าวว่า “เมื่อหลายวันก่อนตอนที่ข้าบำเพ็ญเพียร บังเอิญได้รับบาดเจ็บสาหัส ตอนนั้นยังคิดว่าตนเองคงมีชีวิตอยู่ได้ไม่นาน แต่ข้ากลัวตายและไม่ต้องการตาย หัวของข้าจึงคิดวนเวียนไปมาหลายตลบ ด้านหนึ่งเสียใจที่ช่วงหลายปีมานี้ได้ทำเรื่องโง่เขลา ทำให้เจ้าและหลิวเอ๋อร์ต้องผิดหวัง อีกด้านหนึ่งก็ค้นหาความทรงจำในโลกเซียน เพื่อหาหนทางให้ตนเองรอดชีวิต”
น้ำเสียงของนางจริงใจ เสิ่นลวี่ม่านวางตะเกียบลงอย่างไม่รู้ตัวแล้วเม้มริมฝีปาก
นางคิดในใจว่า: หากเป็นเช่นนี้จริง การเปลี่ยนแปลงทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับจิงอ้าวเสวี่ยก็ล้วนมีเหตุผลแล้ว
ในโลกบำเพ็ญเพียร หากผู้บำเพ็ญประสบวิกฤตถึงแก่ชีวิต ย่อมมีโอกาสสูงที่จะสำนึกและเข้าใจแจ้ง ทำให้ก้าวข้ามอุปสรรคในการบำเพ็ญ และนิสัยใจคอก็จะเปลี่ยนไปจากเดิมด้วย
เรื่องเช่นนี้เป็นเรื่องปกติในโลกเซียน เพราะการฝึกฝนจิตใจก็เป็นส่วนหนึ่งของการบำเพ็ญเพียร เสิ่นลวี่ม่านจึงเชื่อคำกล่าวของนางโดยง่าย
จิงอ้าวเสวี่ยเห็นดังนั้น จึงกล่าวต่อไปว่า “ต้องนับว่าข้าโชคดี ก่อนหน้านี้ตอนไปฝึกฝนในเขตลับ ข้าบังเอิญได้แผ่นหยกของผู้ปรุงยาผู้หนึ่ง บนนั้นบันทึกอาการป่วยและตำรับยารักษามากมาย หนึ่งในนั้นมีตัวอย่างที่คล้ายคลึงกับสถานการณ์ของข้าในตอนนั้น ข้าคิดว่าตายเป็นตาย ลองเสี่ยงดูก็ไม่เสียหาย จึงซื้อสมุนไพรกลับมา แล้วใช้วิธีโง่ ๆ ของโลกมนุษย์ต้มเป็นยาลูกกลอนและยาสำหรับอาบ แล้วลองทานดูด้วยความไม่แน่ใจ ไม่คิดเลยว่าร่างกายจะดีขึ้นจริง ๆ อีกทั้งเพียงสองสามวันก็หายสนิท”
นางพูดเช่นนั้นพลางทำท่าทางถอนหายใจอย่างเสแสร้ง
หลิวเอ๋อร์ถูกน้ำเสียงราวกับกำลังเล่านิทานของนางดึงดูด เมื่อได้ยินถึงตรงนี้จึงรีบถามว่า “แล้ว... แล้วเป็นอย่างไรต่อเจ้าคะ?”
จิงอ้าวเสวี่ยใช้ตะเกียบคีบเนื้อชิ้นหนึ่งใส่ในชามของนาง แล้วกล่าวว่า “ข้าคาดว่าผู้ปรุงยาผู้นั้นน่าจะมีพลังบำเพ็ญอย่างน้อยก็ขอบเขตแก่นทองคำ ตำรับยานั้นมีอานุภาพวิเศษ ไม่เพียงแต่ฟื้นฟูเส้นลมปราณภายในที่เสียหายของข้าเท่านั้น แต่ยังซ่อมแซมรากปราณธาตุไม้ของข้าไปบ้างเล็กน้อยด้วย นับว่าเป็นโชคดีในโชคร้าย”
เสิ่นลวี่ม่านได้ยินดังนั้น ก็รีบถามทันทีว่า “แล้วตอนนี้รากปราณของท่านเป็นอย่างไรบ้าง?”
จิงอ้าวเสวี่ยยิ้มเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า “เจ้าก็รู้ว่าก่อนหน้านี้รากปราณของข้าพังทลายไปแล้ว แถมเมื่อไม่นานมานี้ก็เพิ่งเฉียดตายมา ข้าไม่ปรารถนาที่จะฝึกฝนต่อไปแล้ว ขอแค่ร่างกายแข็งแรงก็พอ”
นางกล่าวเช่นนั้นพลางก้มหน้าลงด้วยสีหน้าหม่นหมอง แต่ในใจกลับบ่นว่า: ถุย! ล้วนเป็นเรื่องเหลวไหลทั้งสิ้น ตอนนี้นางยังไม่เข้าใจว่ารากปราณคืออะไร อีกทั้งยังไม่ได้รับผลกระทบอันเจ็บปวดจากการที่รากปราณของเจ้าของร่างเดิมถูกทำลายอย่างรุนแรง
สำหรับนางแล้ว ยาที่พัฒนาวิจัยขึ้นในยุควันสิ้นโลกเป็นเพียงวิธีการช่วยเสริมพลังธาตุไม้เท่านั้น
ส่วนเรื่องว่าจะสามารถซ่อมแซมรากปราณได้หรือไม่ นางก็ไม่ได้คิดมากนัก และไม่ได้พูดจนเต็มปาก
หลิวเอ๋อร์ตบหลังมือของนางอย่างปลอบโยน แล้วโน้มตัวกระซิบอย่างอ่อนโยนว่า “มะ มารดา ไม่...ไม่เป็นไร ท่าน... ท่านจะหาย... หายดี”
จิงอ้าวเสวี่ยเหลือบตามองลูกสาว เห็นแววตาของนางใสซื่อบริสุทธิ์ ใบหน้าอิ่มเอิบเต็มไปด้วยความจริงจังและความห่วงใย นางรู้สึกอบอุ่นในใจ คิดว่าลูกสาวคนนี้ช่างเป็นสิ่งมีชีวิตตัวน้อยที่น่ารักจริง ๆ
สีหน้าของเสิ่นลวี่ม่านดูหนักอึ้ง ดูท่าทางนางจะได้รับผลกระทบไม่น้อยที่รู้ว่านางอาจไม่สามารถบำเพ็ญต่อได้ ทำเอาจิงอ้าวเสวี่ยยิ่งไม่เข้าใจเข้าไปใหญ่ แต่เมื่อนางค่อย ๆ ชินกับนิสัยของอีกฝ่ายแล้ว จึงไม่ได้ถามอะไรมาก
นางยิ้มแล้วกล่าวว่า “หลังจากข้าได้ลองใช้เองแล้ว รู้สึกว่าตำรับยานี้ไม่เลว จึงพลิกดูตำรับยาอื่น ๆ ที่คล้ายกันในแผ่นหยกนั้น แล้วไปซื้อสมุนไพรจากไป๋เฉ่าถังมาให้เพียงพอ ตั้งใจจะต้มออกมาเพื่อให้พวกเจ้าสองแม่ลูกได้ลองใช้ด้วย”
คำพูดของนางสิ้นสุดลง นางก็มองเสิ่นลวี่ม่านด้วยสายตาคาดหวัง
เสิ่นลวี่ม่านลังเลเล็กน้อย แล้วกล่าวว่า “จะกรุณาเขียนตำรับยาออกมาให้ข้าดูได้หรือไม่?”
นางกลัวว่าจิงอ้าวเสวี่ยจะคิดมาก จึงก้มหน้าพูดเสียงเบาว่า “แม้ข้าจะมีคุณสมบัติรากปราณห้าธาตุและพลังบำเพ็ญไม่สูงนัก แต่ก็มีความสนใจในการปรุงยาอยู่บ้าง จึงได้ซื้อแผ่นหยกมาดูในยามว่าง สมุนไพรในโลกมนุษย์นั้นมีสรรพคุณไม่มาก แต่หากนำหลายชนิดมาผสมกัน ก็อาจกลายเป็นยาพิษร้ายแรงได้ ข้าขอวิเคราะห์ดูสักหน่อย จะได้หรือไม่...”
จิงอ้าวเสวี่ยพยักหน้าแล้วกล่าวว่า “ดีแล้ว เจ้าเป็นผู้บำเพ็ญ และตำรับยานี้ก็ใช้กับพวกเราเอง ย่อมต้องระมัดระวังให้ถี่ถ้วน”
เสิ่นลวี่ม่านไม่คาดคิดว่านางจะพูดง่ายเช่นนี้ เมื่อก่อนจิงอ้าวเสวี่ยมีแต่จะรังเกียจและด่าว่านาง แต่วันนี้นางกลับมีท่าทีอ่อนโยนถึงเพียงนี้ ทำให้นางอดไม่ได้ที่จะถอนใจว่าการเข้าใจแจ้งของผู้บำเพ็ญช่างไม่ธรรมดาจริง ๆ
นางไม่คุ้นชินกับจิงอ้าวเสวี่ยเช่นนี้ จึงมองสำรวจอีกฝ่ายอย่างไม่ตั้งใจ ก็เห็นเพียงรอยยิ้มที่ดูจริงใจแต่แฝงความเจ้าเล่ห์อยู่บ้างของนาง
นางมองไปยังหลิวเอ๋อร์ เห็นว่าหลิวเอ๋อร์ย้ายไปนั่งข้างจิงอ้าวเสวี่ยตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ พวกนางทั้งคู่หน้าตาคล้ายกันถึงเจ็ดส่วน ทั้งคนหนึ่งที่โตแล้วกับอีกคนตัวเล็กต่างก็จ้องมองนางอยู่
แววตาของหลิวเอ๋อร์เต็มไปด้วยความไร้เดียงสาตามประสาเด็ก ในปากกำลังเคี้ยวอาหารแก้มตุ่ย พลางมีเม็ดข้าวติดอยู่ข้างปากเม็ดหนึ่ง
นางยื่นมือไปช่วยเช็ดมุมปากของหลิวเอ๋อร์ คิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า “เช่นนั้นก็ดี คืนนี้ข้าจะต้มน้ำลองดู”