- หน้าแรก
- ลูกน้อยของข้าคือบุตรแห่งโชคชะตาหรือนี่
- บทที่ 16 เรื่องราวก่อนหน้า (2)
บทที่ 16 เรื่องราวก่อนหน้า (2)
บทที่ 16 เรื่องราวก่อนหน้า (2)
บทที่ 16 เรื่องราวก่อนหน้า (2)
สำหรับนางแล้ว จิงอ้าวเสวี่ยคือความรับผิดชอบที่ต้องแบกรับมาตั้งแต่เกิด นางจะทำดีกับเขา แต่ก็มิได้หวังว่าอีกฝ่ายจะตอบแทน
เดิมทีนางคิดว่าชีวิตนี้จะต้องดำเนินไปตามความคิดของตน ทว่าเมื่อหลายวันก่อนจิงอ้าวเสวี่ยกลับถูกทุบตีจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด พอตื่นขึ้นมา นิสัยของเขาก็เปลี่ยนไปจนนางคาดเดาไม่ได้
ยกตัวอย่างเช่นเมื่อครู่ อีกฝ่ายถอดเสื้อผ้าต่อหน้านางอย่างไม่กะพริบตา
หากเป็นเมื่อก่อน เป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอน เพราะจิงอ้าวเสวี่ยคิดมาตลอดว่านางมีเจตนาร้าย จึงระมัดระวังเป็นพิเศษในเรื่องนี้ เกรงว่าจะเกิดเรื่องแบบเดิมอีกจนมีบุตรอีกคน
ดังนั้นนอกจากครั้งแรกแล้ว พวกเขาก็ไม่เคยมีความใกล้ชิดกันอีกเลย
การถอดเสื้อผ้าต่อหน้านางเช่นนี้ ช่างราวกับเปลี่ยนเป็นคนละคน
เสิ่นลวี่ม่านคิดไม่ตก นางขมวดคิ้วมองจิงอ้าวเสวี่ยที่นั่งอยู่ในอ่างอาบน้ำ แม้ว่าน้ำในอ่างจะเป็นสีเขียวอ่อน แต่นางก็ยังมองเห็นภาพส่วนหน้าอกของอีกฝ่ายรางๆ
นางไม่กล้าที่จะมองมากไปกว่านี้ เพียงรู้สึกอึดอัดไปทั่วร่าง หมุนตัวหมายจะจากไป
ทว่าจิงอ้าวเสวี่ยกลับเอ่ยปากขึ้นกะทันหันว่า “ข้าจะนั่งสมาธิเพื่อฟื้นฟูร่างกายในอ่างนี้ หลังจากนี้จะต้องเติมน้ำร้อนลงในอ่างอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ได้ผลในการรักษา ข้ารบกวนเจ้า...”
นางยังพูดไม่ทันจบ เสิ่นลวี่ม่านก็เข้าใจความหมายของนางแล้ว กล่าวว่า “ได้ ข้าจะเติมน้ำร้อนให้ท่านทุกๆ หนึ่งเค่อ”
จิงอ้าวเสวี่ยเหลือบมองนาง เห็นว่าแก้มของอีกฝ่ายแดงก่ำอย่างผิดปกติ คิดว่าเป็นเพราะไอร้อนอบอ้าว ทว่ากลับไม่คาดคิดว่าเป็นการที่ตนเองทำตัวเปิดเผยเกินไปจนทำให้อีกฝ่ายตกใจ
เรื่องนี้จะโทษนางก็ไม่ได้ นางไม่เคยรู้สึกว่าตนเป็นกึ่งมนุษย์เลย ในสายตาของนาง ตนกับเสิ่นลวี่ม่านไม่ได้มีความแตกต่างทางกายภาพ ภายนอกดูเป็นสตรีเหมือนกัน
การที่สตรีมองเห็นร่างกายของสตรีด้วยกันก็มิใช่เรื่องใหญ่อะไร หลังจากยุควันสิ้นโลก พลังพิเศษของนางเพิ่มขึ้นช้า ในช่วงหลายปีแรก นางต้องอาศัยรวมกับผู้มีพลังพิเศษหญิงคนอื่นๆ เมื่ออาบน้ำ ก็เป็นเรื่องปกติที่จะเห็นร่างกายกันและกัน
นางมิได้คิดมาก กล่าวขอบคุณ จากนั้นก็หลับตาลง เริ่มนำทางพลังพิเศษธาตุไม้ ค่อยๆ ซ่อมแซมเส้นลมปราณที่เสียหายภายในร่างกาย
หลังจากนี้เป็นเวลาสามวัน นางใช้เวลาครึ่งวันในแต่ละวันเพื่อทำซ้ำขั้นตอนเดิม นั่นคือปรุงยาและแช่น้ำ
ส่วนอีกครึ่งวันก็จะนอนพักผ่อนเพื่อฟื้นฟูพลังงาน
ด้วยวิธีนี้ เส้นลมปราณที่ถูกเผาไหม้ภายในร่างกายของนางก็ฟื้นฟูไปได้กว่าครึ่ง ทั้งยังได้รับโชคดีโดยไม่คาดคิด เส้นลมปราณภายในร่างกายขยายกว้างขึ้น พลังพิเศษธาตุไม้ก็เพิ่มขึ้น ตอนนี้พลังพิเศษของนางกลับคืนสู่ระดับสองแล้ว
ภัยคุกคามร้ายแรงที่แขวนอยู่บนศีรษะได้หายไป อีกทั้งยังเกิดเรื่องดีอย่างต่อเนื่อง จิงอ้าวเสวี่ยจึงอารมณ์ดีเป็นพิเศษ ในวันนี้หลังจากตื่นนอนและชำระล้างร่างกายแล้ว ก็ตั้งใจจะพาเสิ่นลวี่ม่านและจิงหลิวเอ๋อร์ไปรับประทานอาหารมื้อใหญ่ที่ภัตตาคาร
ระหว่างทาง นางซื้อขนมถังหูลู่สามไม้ แบ่งให้เสิ่นลวี่ม่านกับหลิวเอ๋อร์คนละไม้ ส่วนตนเองก็ถือไม้หนึ่งกินอย่างเพลิดเพลินใจ
เสิ่นลวี่ม่านเห็นดังนั้นก็ถอนหายใจ รู้สึกว่าอีกฝ่ายช่างเหมือนเด็กเหลือเกิน
นางถือขนมถังหูลู่ไว้ กินไปเพียงลูกเดียวแล้วก็หยุด ตั้งใจจะเก็บไว้ให้หลิวเอ๋อร์กิน
จิงอ้าวเสวี่ยเหลือบมองนาง กำลังจะเอ่ยถามว่านางชอบสิ่งใด เพื่อจะซื้อมาขอบคุณที่นางช่วยเหลือในช่วงหลายวันนี้ ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงคุ้นหูจากด้านหลัง กล่าวอย่างประหลาดใจว่า “กึ่งมนุษย์จิง ไม่ได้พบกันเสียนานเลยนะขอรับ”
จิงอ้าวเสวี่ยตะลึงไปครู่หนึ่ง จึงตระหนักได้ว่าอีกฝ่ายกำลังเรียกตนเอง
นางหันหลังกลับ มองไปยังทิศทางของเสียง ก็เห็นชายวัยกลางคนอายุราวสี่สิบถึงห้าสิบปี กำลังยิ้มแย้มทักทายนางอยู่
ชายวัยกลางคนผู้นี้มีรูปร่างอ้วนท้วม มีหนวดเคราสองข้างที่เป็นเอกลักษณ์ ขณะนี้ใบหน้าของเขามีรอยยิ้มที่ดูซื่อสัตย์ซื่อตรง ดูราวกับคนดีที่เรียบง่ายและซื่อสัตย์
ทว่าในใจของจิงอ้าวเสวี่ยกลับเยาะเย้ย ชายผู้นี้หากเป็นคนซื่อสัตย์แล้ว เช่นนั้นเจ้าของร่างเดิมก็สมควรถูกเรียกว่านักบุญแล้ว
บุรุษผู้นี้มีนามว่าเหลียงเซิงหรง เป็นสหายที่สนิทสนมที่สุดของเจ้าของร่างเดิม เรื่องราวไร้สาระส่วนใหญ่ที่เจ้าของร่างเดิมทำ ล้วนมาจากคำยุยงของผู้นี้
เมื่อหลายปีก่อน เจ้าของร่างเดิมเพิ่งมาถึงเมืองนี้ เนื่องจากไม่คุ้นเคยกับสถานที่ จึงได้หาคนในท้องถิ่นเพื่อสอบถามเกี่ยวกับสถานการณ์ของที่นี่
คนที่นางเลือกในเวลานั้นก็คือเหลียงเซิงหรง ขณะนั้นเหลียงเซิงหรงยังยากจนข้นแค้น อาศัยรอยยิ้มที่ซื่อสัตย์และนิสัยที่รู้จักพลิกแพลงตามสถานการณ์ ก็สามารถสร้างฐานะที่มั่นคงต่อหน้าเจ้าของร่างเดิมได้อย่างรวดเร็ว จนได้รับความไว้วางใจจากนาง
ทว่าความจริงแล้วเขาเป็นผู้มีจิตใจชั่วร้ายอำมหิต มิช้านานก็ล่อลวงถ้อยคำจากปากของเจ้าของร่างเดิมผู้ไม่ประสีประสา แล้วเมื่อได้รู้สถานการณ์คร่าวๆ ของอีกฝ่าย ก็บังเกิดความโลภในเงินก้อนใหญ่ของเจ้าของร่างเดิมขึ้นมา
ภายนอกเขาดูเป็นคนมีน้ำใจเต็มเปี่ยม คอยวิ่งเต้นช่วยเจ้าของร่างเดิม จัดซื้อจัดหาที่ดินและบ้านในหมู่บ้านตัวเป่า
แต่แท้จริงแล้วกลับวางแผนการร้ายไว้หลายชั้น ประการแรกคือล่อลวงให้เจ้าของร่างเดิมซื้ออสังหาริมทรัพย์ในราคาที่สูงกว่าราคาตลาดหลายเท่า
จากนั้นก็ยุยงให้เจ้าของร่างเดิมซื้อที่ดินร้อยหมู่ในราคาหมู่ละยี่สิบตำลึง
ที่ดินเหล่านั้นล้วนเป็นที่รกร้าง ซึ่งตามจริงแล้วราคาเพียงหมู่ละห้าตำลึงเท่านั้น เงินส่วนเกินที่เหลือก็ตกอยู่ในมือของเหลียงเซิงหรงไปโดยปริยาย
แรกเริ่มเดิมทีเจ้าของร่างเดิมไม่รู้เรื่องนี้เลย จนกระทั่งเสิ่นลวี่ม่านมากระซิบกระซาบเรื่องราคาข้าวของอยู่ข้างหู ทำให้ในใจของนางเริ่มเกิดความกังขา
นางตำหนิเสิ่นลวี่ม่านไปชุดหนึ่ง ครั้นพอวันรุ่งขึ้นก็ไปเผชิญหน้ากับเหลียงเซิงหรง แต่กลับถูกอีกฝ่ายหว่านล้อมด้วยคำพูดและท่าทีที่น่าสงสาร ไม่เพียงแต่ยกโทษให้เขาเท่านั้น ยังเกิดความไม่พอใจในตัวเสิ่นลวี่ม่านขึ้นอีกด้วย
เรื่องนั้นก็แล้วไปเถิด แต่ทว่าทางราชสำนักกลับมีกฎหมายกำหนดไว้ว่า ประชาชนห้ามครอบครองที่ดินโดยไม่ทำการเพาะปลูก หากภายในครึ่งปีไม่มีผลผลิต จะถูกโบยสิบครั้งต่อหนึ่งหมู่ หากเป็นสิบหมู่โทษจะเพิ่มขึ้นอีกขั้น และถ้าเกินห้าสิบหมู่ จะถูกคุมขังในเรือนจำเป็นเวลาหนึ่งปี
นั่นหมายความว่า หากซื้อที่นาแล้วไม่เพาะปลูก นอกจากจะถูกลงโทษด้วยการโบยจากทางการแล้ว ยังจะถูกจำคุกอีกด้วย
แผนการนี้ช่างอำมหิตยิ่งนัก เหลียงเซิงหรงผู้มีเจตนาร้าย รอจนใกล้ครบกำหนดครึ่งปีจึงได้เปิดเผยความจริงออกมา
เจ้าของร่างเดิมมิได้เป็นคนที่จะตั้งหน้าตั้งตาทำไร่ไถนาอยู่แล้ว ที่ดินเหล่านี้เมื่อซื้อมาก็ถูกปล่อยทิ้งร้างโดยสิ้นเชิง มีเพียงเสิ่นลวี่ม่านที่พยายามปลูกพืชผักอยู่สองสามหมู่ แต่ลำพังนางคนเดียว ทั้งยังต้องดูแลบุตรที่เพิ่งเกิด จะมีเรี่ยวแรงมากมายได้อย่างไร
เจ้าของร่างเดิมตกใจกลัวต่อบทลงโทษของทางการ สิ่งแรกที่คิดได้คือการโยนเผือกที่กำลังร้อนนี้ทิ้งไป
ในตอนนี้ เหลียงเซิงหรงก็ทำเป็นมีน้ำใจเข้ามาช่วยเหลืออีกครั้ง กล่าวว่าสัญญาเช่าที่ดินกำลังจะหมดลง การจัดการจะเป็นเรื่องยุ่งยาก หากต้องการขายออกไปอย่างรวดเร็วก็ทำได้เพียงขายถูกให้กับผู้อื่นเท่านั้น
เจ้าของร่างเดิมใจสั่นพรั่นพรึง คิดอะไรไม่ถูก จึงมอบหมายให้เหลียงเซิงหรงจัดการเรื่องนี้ทั้งหมด
ผลลัพธ์สุดท้ายก็คือ ที่ดินที่ซื้อมาในราคาสูงยี่สิบตำลึง กลับถูกขายออกไปในราคาต่ำเพียงสองตำลึง