- หน้าแรก
- ข้าคือสัตว์อสูรผู้พิทักษ์ และข้าไร้เทียมทาน
- ตอนที่ 16 ผู้เรียกความสนใจ
ตอนที่ 16 ผู้เรียกความสนใจ
ตอนที่ 16 ผู้เรียกความสนใจ
ตอนที่ 16 ผู้เรียกความสนใจ
“นี่ นี่ นี่... ท่านบรรพบุรุษ จู่ๆ ท่านทะลวงเข้าสู่ขอบเขตปรมาจารย์ยุทธ์ระดับสี่ได้อย่างไรกันขอรับ?”
เสียงของฉู่จิงเยว่ดังแหลมขึ้นด้วยความตกใจ
ไม่ใช่ว่าท่านบรรพบุรุษเพิ่งทะลวงเข้าสู่ขอบเขตขุนพลยุทธ์ระดับสามไปเมื่อไม่กี่วันก่อนหรอกหรือ?
“เจ้าไม่เข้าใจหรอก เจ้าไม่เข้าใจ ทั้งหมดนี้คือวาสนาที่ท่านเทพเจ้าอสูรประทานให้ข้า ทำให้ข้าก้าวเข้าสู่ขอบเขตนี้ได้อย่างรวดเร็ว และ...”
“และข้าก็อยู่ห่างจากขอบเขตราชันยุทธ์ระดับห้าอีกไม่ไกลแล้ว!”
ฉู่จิงเยว่ถึงกับตะลึงงันไปในทันที
อีกไม่ไกลจากราชันยุทธ์?
ราชันยุทธ์งั้นหรือ?
นั่นเป็นขอบเขตที่เขาไม่กล้าแม้แต่จะฝันถึง!
“จิงเยว่! อีกไม่นานข้าจะเข้าฌานเก็บตัว เรื่องราวในตระกูลข้าขอฝากไว้ที่เจ้า!”
“อ้อ อีกเรื่องหนึ่ง จงเลือกวันฤกษ์งามยามดีรวบรวมคนในตระกูลฉู่ทั้งหมด แล้วประกาศเรื่องของท่านเทพเจ้าอสูรให้เป็นที่ประจักษ์!”
“จำไว้ว่า นี่คือเหตุการณ์ที่สำคัญที่สุดของตระกูลฉู่เรา ต้องจัดให้ยิ่งใหญ่และสมเกียรติ ห้ามมีความผิดพลาดแม้แต่น้อย!”
“ไม่อย่างนั้น ข้าจะถือโทษเอาความกับเจ้า!”
“ขอรับ ท่านบรรพบุรุษ!”
เมื่อมองดูแผ่นหลังของท่านบรรพบุรุษที่เดินจากไป
หัวใจของฉู่จิงเยว่ก็เต้นระรัว
ท่านบรรพบุรุษกลายเป็นปรมาจารย์ยุทธ์ระดับสี่แล้วจริงๆ หรือ?
ตัวตนที่แข็งแกร่งระดับนั้น สำหรับเขาแล้วเปรียบเสมือนตำนานเลยทีเดียว!
“ท่านเทพเจ้าอสูรประทานวาสนาอันยิ่งใหญ่เพียงใดให้กับท่านบรรพบุรุษกันแน่นะ?”
......
ฉู่เทียนหยางเข้าฌานเก็บตัว
ทันทีที่เคล็ดวิชาระดับห้าเริ่มทำงาน ปราณฟ้าดินโดยรอบราวกับค้นพบหนทางที่หลงลืมไป มันพากันหลั่งไหลเข้ามาหาเขาและถูกดูดซับเข้าสู่ร่างกายอย่างง่ายดาย
“สุดยอด! สุดยอดจริงๆ!”
ฉู่เทียนหยางอุทานออกมา
นี่คือความรู้สึกของผู้ฝึกกายาระดับราชันสินะ?
มิน่าล่ะ ถึงได้มีคำกล่าวว่าความเร็วในการบำเพ็ญเพียรของพวกอัจฉริยะนั้นรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ
ช่างแตกต่างกับคนธรรมดาราวฟ้ากับเหวจริงๆ
ฉู่เทียนหยางไม่กล้าเสียเวลาแม้แต่วินาทีเดียว รีบปรับระดับพลังของตนให้เสถียรทันที
ในเวลานี้ ตระกูลฉู่กลับมาเป็นระเบียบเรียบร้อยดังเดิม ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บต่างฟื้นตัวจนหายดีด้วยโอสถวิเศษต่างๆ
ยิ่งไปกว่านั้น ทรัพย์สินทั้งหมดของตระกูลจ้าวและตระกูลหม่าในเมืองก็ถูกตระกูลฉู่ยึดครองจนหมดสิ้น
เรียกได้ว่าเมืองชิงหยางในตอนนี้ตกอยู่ภายใต้การปกครองของตระกูลฉู่แต่เพียงผู้เดียว
กลุ่มอำนาจอื่นแทบจะเหลือเพียงตัวคนเดียว ไม่สามารถรวมกลุ่มกันเป็นตระกูลได้อีกต่อไป
ในช่วงเวลานี้ ข่าวการกลับมาผงาดของตระกูลฉู่แพร่สะพัดไปทั่วเมืองชิงหยาง
ทุกคนต่างรู้ว่าตระกูลฉู่มีสัตว์พิทักษ์ผู้ทรงพลังคอยปกป้องอยู่!
“น่ากลัวมาก! ข้าได้ยินมาว่ามันคือบรรพชนปีศาจระดับสี่ เป็นงูหลามยักษ์ที่บินเหาะเหินเดินอากาศได้ ลำตัวยาวกว่าร้อยเมตร แค่คิดก็ขนลุกแล้ว!”
“บรรพชนปีศาจระดับสี่? ตระกูลฉู่ไปทำบุญด้วยอะไรมา ถึงได้มีตัวตนที่น่าสะพรึงกลัวขนาดนั้นมาเป็นสัตว์พิทักษ์ได้?”
“งูหลามยักษ์? มันจะกินคนไหม? พวกเราที่อาศัยอยู่ที่นี่จะมีอันตรายหรือไม่?”
“เจ้าคิดมากไปแล้ว ปุถุชนอย่างเจ้าไม่มีคุณสมบัติพอจะเป็นอาหารของมันหรอก ตัวตนระดับนั้นต้องกินสัตว์อสูรทรงพลังหรือผู้ฝึกยุทธ์ที่มีพลังงานเข้มข้นเท่านั้นถึงจะอิ่มท้อง!”
“แต่นอกจากเรื่องนั้น ข้ายังได้ยินมาว่าอัจฉริยะของตระกูลฉู่ ฉู่ซิ่วหราน ได้เข้าเป็นศิษย์ของผู้อาวุโสแห่งสำนักเล่ยเซียว ซึ่งเป็นสำนักระดับหกดาวด้วยนะ!”
“สำนักหกดาว? สำนักหกดาวคืออะไร?”
“ข้าก็ไม่รู้ แต่คงเป็นสำนักที่เก่งกาจมาก ว่ากันว่าแค่ดีดนิ้วเดียวก็กวาดล้างเมืองชิงหยางของเราได้ทั้งเมือง!”
“......”
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในตระกูลฉู่กลายเป็นบทสนทนาหลังอาหารค่ำของทุกคนในเมืองชิงหยาง
ทุกคนต่างเข้าใจตรงกันว่า ตระกูลฉู่กำลังจะรุ่งโรจน์!
อย่างไรก็ตาม ข่าวลือเหล่านี้ได้ยินไปถึงหูของคนกลุ่มหนึ่งจากตระกูลเฉินแห่งเมืองอู่อัน ซึ่งกำลังแวะพักผ่อนอยู่ในเมืองชิงหยาง
เมืองอู่อันและเมืองชิงหยางต่างก็เป็นเมืองเล็กๆ ใกล้เทือกเขาเก้าสวรรค์ แต่ความแข็งแกร่งของเมืองอู่อันนั้นเหนือกว่ามาก เหตุผลหลักก็เพราะมีตระกูลเฉินตั้งอยู่ที่นั่น และบรรพบุรุษของตระกูลเฉินก็เป็นยอดฝีมือที่อยู่ในขอบเขตขุนพลยุทธ์ระดับสามมานานหลายสิบปี
“พวกเจ้าได้ยินกันแล้วใช่ไหม?”
ชายหนุ่มผู้เป็นหัวหน้ากลุ่มเอ่ยถามคนข้างกาย
เขาสวมชุดคลุมยาวหรูหรา ถือกระบี่ยาวที่ฝักประดับด้วยอัญมณีระยิบระยับหลายเม็ด!
ราวกับต้องการประกาศให้โลกรู้ว่ากระบี่ในมือข้านี้คือกระบี่ล้ำค่า!
“นายน้อย พวกเราได้ยินกันหมดแล้วขอรับ!”
คนอื่นๆ ตอบกลับด้วยเสียงแผ่วเบา
คนเหล่านี้สวมชุดรัดกุมสีดำ เห็นได้ชัดว่าเป็นผู้คุ้มกัน
“พวกเจ้าคิดเห็นอย่างไร?”
เฉินเส้าหัวถามพลางจิบชา
“นายน้อย ข้าคิดว่าเรื่องนี้ควรรายงานให้ท่านประมุขทราบ มีเรื่องราวเกิดขึ้นกับตระกูลฉู่มากมายกะทันหันเช่นนี้ มันดูน่าสงสัยชอบกล ข้าคิดว่ามีความเป็นไปได้สูงที่พวกเขาจะได้รับวาสนาวิเศษบางอย่าง จนทำให้ความแข็งแกร่งของตระกูลพุ่งทะยานขึ้น!”
“ส่วนเรื่องสัตว์พิทักษ์หรือคนในตระกูลได้เข้าสำนักใหญ่นั่น น่าจะเป็นเพียงฉากหน้าเอาไว้ขู่คนเท่านั้น!”
หัวหน้าผู้คุ้มกันกล่าววิเคราะห์
ก่อนหน้านี้คนที่แข็งแกร่งที่สุดในตระกูลฉู่เป็นเพียงแค่นักรบระดับสอง
จะมีบรรพชนปีศาจระดับสี่มาคอยปกป้องได้อย่างไร?
แล้วเรื่องเข้าสำนักล่ะ? มีใครเห็นกับตาตัวเองบ้าง?
เรื่องพรรค์นี้ใครจะพูดอย่างไรก็ได้ ยังไงก็ไม่มีใครตรวจสอบได้อยู่แล้ว!
เฉินเส้าหัวพยักหน้าเห็นด้วย
ตระกูลฉู่ต้องได้พบเจวาสนาบางอย่างแน่ ถึงได้กลายมาเป็นเจ้าถิ่นในเมืองชิงหยางได้!
“วาสนาที่ทำให้ตระกูลฉู่ผงาดขึ้นมาได้ในชั่วข้ามคืน ย่อมไม่ใช่วาสนาเล็กๆ แน่นอน!”
“ของดีๆ ก็ควรแบ่งปันกันไม่ใช่หรือ?”
“ฮ่าฮ่าฮ่า นายน้อยพูดถูกที่สุดขอรับ!”
คนกลุ่มนั้นรีบเดินทางกลับเมืองอู่อันทันที เพื่อแจ้งข่าวนี้แก่ตระกูลของตน!
......
“ท่านพ่อ มีธุระอันใดกับข้าหรือขอรับ?”
ฉู่เหยียนเข้ามาในห้องหนังสือของบิดา ฉู่จิงเยว่
“ท่านบรรพบุรุษสั่งให้ข้ามอบของสิ่งหนึ่งให้แก่เจ้า!”
“ของสิ่งใดหรือ?”
ฉู่จิงเยว่หยิบเคล็ดวิชาเมฆาคราม ซึ่งเป็นเคล็ดวิชาระดับห้าออกมา
“นี่มัน... ตระกูลฉู่ของเรามีเคล็ดวิชาระดับสูงขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?”
ฉู่เหยียนมองดูเคล็ดวิชาเมฆาครามด้วยความประหลาดใจ
“นี่คือเคล็ดวิชาที่ท่านเทพเจ้าอสูรประทานให้แก่ท่านบรรพบุรุษ!”
“ปัจจุบันมีเพียงข้าและท่านบรรพบุรุษเท่านั้นที่ฝึกฝนมัน!”
“ก่อนเข้าฌาน ท่านบรรพบุรุษกำชับไว้เป็นพิเศษว่า ในเมื่อพรสวรรค์ของเจ้าฟื้นคืนแล้ว เจ้าก็สามารถฝึกเคล็ดวิชาระดับห้านี้ได้!”
“แบบนี้เจ้าจะยิ่งเติบโตได้เร็วขึ้น!”
“เดี๋ยวนะ เจ้าทะลวงระดับเป็นนักรบขั้นสองแล้วรึ?”
เสียงของฉู่จิงเยว่ดังขึ้นด้วยความตกใจ เขามองฉู่เหยียนผู้เป็นบุตรชายด้วยสายตาเหลือเชื่อ
ผ่านไปไม่นาน เขาก็ทะลวงระดับได้อีกแล้วหรือ?
ฉู่เหยียนพยักหน้าและกล่าวว่า “อืม อาจเป็นเพราะถูกกดทับมานานเกินไป พอพรสวรรค์ฟื้นคืน ความเร็วในการบำเพ็ญเพียรเลยรวดเร็วขึ้นมากขอรับ!”
แต่ในความเป็นจริง สาเหตุที่เขาบำเพ็ญเพียรได้รวดเร็วขนาดนี้ เป็นเพราะเคล็ดวิชาระดับแปดที่ผู้เฒ่าเย่ามอบให้ต่างหาก!
“ดี! ดี! ดีมาก!”
ฉู่จิงเยว่ตบไหล่บุตรชายด้วยความพึงพอใจ นัยน์ตาเอ่อล้นด้วยหยาดน้ำตา!
มีเพียงเขาผู้เป็นพ่อเท่านั้นที่รู้ดีว่าลูกชายต้องทนทุกข์ทรมานมากเพียงใดตลอดสามปีที่ผ่านมา
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เจ้าก็ยิ่งมีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะฝึกเคล็ดวิชาระดับห้านี้!”
“พ่อเชื่อว่าด้วยความช่วยเหลือของเคล็ดวิชานี้ เจ้าจะยิ่งก้าวหน้าเร็วขึ้นไปอีก!”
ฉู่เหยียนเม้มริมฝีปาก สุดท้ายก็แสร้งทำเป็นตื่นเต้นและรับมันมาเก็บไว้
น่าเสียดายที่เคล็ดวิชาระดับแปดของเขาเป็นของที่ผู้เฒ่าเย่ามอบให้ มิเช่นนั้นเขาคงมอบให้ตระกูลไปแล้ว
เสียงของผู้เฒ่าเย่าดังขึ้นในหัวของฉู่เหยียน “ทำแบบนี้ก็เพื่อผลดีของตระกูลเจ้า เคล็ดวิชาระดับแปดถือเป็นสมบัติล้ำค่าที่สุดไม่ว่าจะอยู่ที่ใดในแดนมนุษย์ หากข่าวรั่วไหลออกไป แม้แต่พวกตาแก่ยอดฝีมือที่เร้นกายอยู่ก็คงจะออกมาแย่งชิง!”
“ลองนึกภาพดูเถิด ด้วยความแข็งแกร่งของตระกูลฉู่ในตอนนี้ จะต้านทานยอดฝีมือเหล่านั้นได้หรือ?”
นี่ไม่ใช่เคล็ดวิชาระดับห้า
เคล็ดวิชาระดับห้าอาจไม่สลักสำคัญอะไรสำหรับขุมอำนาจใหญ่ๆ แต่เคล็ดวิชาระดับแปดนั้นต่างออกไป
เคล็ดวิชาระดับแปด หรือที่เรียกอีกอย่างว่าเคล็ดวิชาระดับนักบุญ ถือเป็นรากฐานสำคัญแม้แต่ในขุมอำนาจใหญ่เหล่านั้น
หากข่าวรั่วไหล ผลที่ตามมาย่อมเป็นสิ่งที่ฉู่เหยียนในตอนนี้ไม่อาจแบกรับไหว
ฉู่เหยียนพยักหน้าเงียบๆ ในใจ เอาไว้เขาแข็งแกร่งขึ้นกว่านี้ค่อยว่ากันอีกที!
“จริงสิ เจ้าอยากไปพบท่านเทพเจ้าอสูรไหม?”
จู่ๆ ฉู่จิงเยว่ก็เอ่ยถามขึ้น