- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นฝักกระบี่ของนางเอก
- บทที่ 105 ผ่านด่าน (1)
บทที่ 105 ผ่านด่าน (1)
บทที่ 105 ผ่านด่าน (1)
บทที่ 105 ผ่านด่าน (1)
จิตสัมผัสชักนำ แผ่ขยายปกคลุมทั่วลานกว้าง ความเจ็บปวดแผ่วเบาส่งมาจากส่วนลึกของจิตสัมผัส
อาวุธนับไม่ถ้วนส่งเสียงครางหึ่งๆ แผ่วเบา แต่ก็เบาบางจนแทบไม่ดึงดูดความสนใจของผู้คนส่วนใหญ่
ฉางเล่อขมวดคิ้ว เป็นไปตามคาด เพียงอาศัยจิตสัมผัสชักจูงยังไม่ค่อยได้ผล สู้กระดูกกระบี่ของฉี่หลิงไม่ได้ ที่เรียกปุ๊บมาปั๊บ
เป็นเพราะปัญหาเรื่องกายเนื้อของนางจริงๆ หรือ? ฝักกระบี่คือสิ่งมีรูปร่าง รับได้เพียงกระบี่?
แผนการก่อนหน้านี้ใช้ไม่ได้ แต่โชคดีที่อาจเป็นเพราะวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในศึกชิงมหาโชคชะตาครั้งก่อนคือเทพกระบี่ชิงเหลียน แม้ในโลกผู้บำเพ็ญจะมีอาวุธหลากหลาย แต่อาวุธที่ใช้มากที่สุดก็ยังคงเป็นกระบี่
นางยังมีแผนสำรอง
ฉางเล่อตะโกน "ฉี่หลิง!"
"ฮ่าๆๆ สุดท้ายก็ต้องพึ่งข้าสินะ!"
ฉี่หลิงตบกล่องกระบี่ นางชอบกระบี่ ชอบกระบี่ที่มีชื่อเสียง และชอบกระบี่ที่งดงาม เห็นว่านักกระบี่ไม่ควรมีกระบี่เพียงเล่มเดียว
ดังนั้นซ่งหวยเอินจึงทุ่มเทแรงกายแรงใจสร้างกล่องกระบี่ให้นาง ภายในมีมิติ เก็บกระบี่ได้มากมาย บนกล่องกระบี่ยังฝังศิลาสมุทร ซึ่งสามารถขยายขอบเขตจิตสัมผัสของผู้ใช้ได้
นางเรียกล่องกระบี่ออกมา โบกมือวูบหนึ่ง กระบี่นับไม่ถ้วนก็ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าโดยไม่อาจควบคุมได้
ฉากนี้ยิ่งใหญ่อลังการกว่าตอนประลองสายนอกมาก มีกระบี่นับร้อยเล่ม ฉางเล่อหันไปมองฉี่หลิง เห็นหน้าผากของนางเต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อ แต่ดวงตาคู่นั้นกลับยิ่งเป็นประกายสดใส มุมปากฉีกยิ้มอวดดี
ฉางเล่อแหงนหน้าหรี่ตามองท้องฟ้า
นางเห็นอาวุธที่ไม่ใช่กระบี่หลายชิ้นปะปนอยู่ ฉี่หลิงยิ้มให้นาง "บรรพจารย์อา ข้าทำสำเร็จแล้ว"
"เอามาซะพวกเจ้า!!"
อาวุธกระบี่นับไม่ถ้วนพุ่งลงสู่กล่องกระบี่ เรียกเสียงอุทานด้วยความตกใจดังระงม
เพียงแต่นี่ก็เกินขีดจำกัดความจุจิตสัมผัสของฉี่หลิง ร่างของนางเซวูบ ฉางเล่อคว้ามือของนางไว้ทัน พยุงนางให้พิงไหล่ตนเอง
"ทำได้ดีมาก ที่เหลือปล่อยให้เป็นหน้าที่ข้า" ฉางเล่อพูดพลางส่งฉี่หลิงให้เว่ยเจากวง
"ดูแลนางให้ดี ศิษย์พี่เว่ย"
เว่ยเจากวงพยักหน้า "วางใจเถิด บรรพจารย์อา"
ฉางเล่อมองประกายในดวงตาของเว่ยเจากวง หัวเราะเบาๆ คว้ากล่องกระบี่ของฉี่หลิงมาสะพายหลัง
จากนั้น หันหลังขี่กระบี่พุ่งทะยานออกไป
"เจ้าเล่ห์นัก!!"
"คืนกระบี่ข้ามา!!"
ผู้คนเดิมทีตั้งใจมุ่งหน้าสู่กระท่อมไม้ต่างตะโกนลั่น เปลี่ยนทิศทาง ไล่กวดฉางเล่อมา
ฉางเล่อหันกลับไปหัวเราะเสียงดัง "อยากได้กระบี่ ก็ตามมาสิ!"
พูดจบ ฉางเล่อก็เร่งความเร็วกระบี่จู๋อวี่ถึงขีดสุด กระบี่ที่ฉี่หลิงดูดมายังไม่พอ
ฉางเล่ออาศัยความเร็วของกระบี่จู๋อวี่ ทั้งยังแปะยันต์เร่งความเร็วบนตัวอีกหลายแผ่น
ขอบคุณความป๋าของสำนักชิงฝู นางราวกับเข้าสู่ดินแดนไร้ผู้คน ไปถึงที่ใด ฝ่ามือชักนำ ก็พากระบี่ติดตามมาเป็นพรวน ดึงดูดผู้คนให้ตามมามากขึ้น
ในข่ายอักษรมีเสียงราบเรียบของชุยเหมี่ยวหรันดังขึ้น "อีกสามลมหายใจยันต์ตรึงร่างจะล็อกเป้าท่าน"
กระบี่จู๋อวี่สั่นไหวเล็กน้อย เลี้ยวโค้งกะทันหันไปอยู่เหนือศีรษะคนของนิกายสัตว์อสูร
ฉางเล่อตวาด "ดั่งขึ้นหอสูงรับลมวสันต์!"
ผู้คนพากันตาลาย ฝีเท้าที่วิ่งไล่มาชะงักกึก ฉางเล่อได้มุดเข้าไปในกลุ่มนิกายสัตว์อสูรแล้ว กระบี่จู๋อวี่ราวกับสายฟ้าแลบ เคลื่อนไหวซิกแซกไปมา ทำให้จังหวะการไล่ตามของคนอื่นรวนไปหมด
นิกายสัตว์อสูรวิ่งเร็ว และไม่ใช้กระบี่ ฉางเล่อต้องการลากพวกเขาเข้าสู่ความโกลาหลด้วยเช่นกัน
"ด้านหลังท่านมีสัตว์อสูรโฮ่วจะโจมตีในอีกสองลมหายใจ"
ฉางเล่อเลี้ยวหลบได้ทันท่วงที การโจมตีของสัตว์อสูรโฮ่วตัวนั้นจึงไปตกใส่พวกเดียวกัน ขบวนทัพของนิกายสัตว์อสูรแตกฮือทันที ฉางเล่อโยนกล่องกระบี่ขึ้นฟ้า ฝนกระบี่โปรยปราย ตกลงสู่นิกายสัตว์อสูร
และในเวลานี้ ผู้คนด้านหลังก็ส่งเสียงโห่ร้องไล่ตามมาทัน ราวกับฝูงหมาป่าหิวโหยตะครุบเหยื่อ
ฉางเล่อเห็นขบวนใหญ่ชะงักไปเล็กน้อย พวกเขาได้ทิ้งระยะห่างออกมาพอสมควรแล้ว "สหายรากวิญญาณน้ำแข็งปูพื้น ชะลอนิกายสัตว์อสูร ผู้ใช้ค่ายกลวางจุดเชื่อมต่อ รักษาความได้เปรียบเริ่มแรกของเราไว้"
บนแท่นสูง กงเซี่ยงหมิงรู้สึกว่าสายตาที่จับจ้องมาที่ตนเองแหลมคมขึ้นเรื่อยๆ แฝงไว้ด้วยคำตำหนิ
กงเซี่ยงหมิงกำกระบี่ในมือแน่น กระแอมไอ ยืดคอกล่าวว่า "พวกท่านมองข้าทำไม? ตกลงกันแล้วว่าต่างคนต่างแสดงฝีมือ นี่ไม่ใช่ออกมาพิสูจน์แล้วหรือว่าคนของสำนักกระบี่ข้าไม่กลัวอันตราย เอาตัวเป็นเหยื่อล่อ น่าเคารพน่ายกย่องยิ่งนัก?"
คนอื่นๆ: ...เจ้ากล้าพูดออกมาได้ยังไง?
จินหม่านถังกล่าว "พูดได้ดี ศึกชิงมหาโชคชะตาใกล้เข้ามาแล้ว ต้องสามัคคีทุกคนที่สามารถสามัคคีได้ คนเก่งแบบนี้แหละที่เผ่าพันธุ์มนุษย์เราต้องการ"
คนอื่นๆ: อย่าคิดว่าพวกเราไม่รู้ว่าพวกเจ้าสมคบคิดกัน!
และในขณะนี้ จี้สวินชุนได้หิ้วคอเสื้อเวินหรูอวี้กลิ้งเข้าไปในกระท่อมไม้แล้ว นางวางพู่กันและหมึกตรงหน้าเวินหรูอวี้ แล้วกวาดข้อสอบทั้งหมดใส่อกเสื้อ วิ่งถลันออกไปนอกประตู วิ่งไปพลางตะโกนไปพลางว่า "สหายเวิน ฝากด้วยนะ"
ใบหน้าของเวินหรูอวี้ในตอนนี้เต็มไปด้วยเหงื่อเย็น เขาต้องประคองข่ายอักษร จัดการการแลกเปลี่ยนข้อมูลของคนจำนวนมาก แล้วยังต้องออกแรงทำข้อสอบอีก
เริ่มเสียใจนิดๆ ที่ร่วมมือกับสำนักกระบี่เขากูซาน บ้าบิ่นเกินไปแล้ว นี่มันไม่เหลือทางรอดให้คนอื่นเลย
เวินหรูอวี้ล้วงยาออกมา ยัดใส่ปากไปกำมือหนึ่ง แล้วรวบรวมสมาธิ มองดูหัวข้อตรงหน้า พยายามทำข้อสอบสุดชีวิต
"สำนักกระบี่เขากูซานน่ารังเกียจ รอข้าจับพวกเจ้าสับเป็นหมื่นชิ้นก่อนเถอะ!!"
มีคนตะโกนลั่นในฝูงชน เขาได้อาวุธคืนแล้ว อารมณ์กำลังพลุ่งพล่าน ลับมีดเตรียมจะล้างแค้นสำนักกระบี่
เห็นเพียงเงาร่างหนึ่งวูบผ่าน อาวุธของเขาก็หลุดมือหายไปอย่างงงงวยอีกครั้ง และฉางเล่อที่อยู่ไม่ไกลก็เอาดาบแปะบนตัวอย่างใจเย็น อาศัยความเร็วและการซ่อนเร้นของวิชาขี่พายุ มุดกลับเข้าไปในฝูงชน
"กระบี่ข้าล่ะ? กระบี่ข้าล่ะ? ใครเอากระบี่ข้าไป??"
"ผู้ตอบข้อสอบหลักเข้าประจำที่แล้ว ผู้ตอบข้อสอบชุดแรกมารับข้อสอบที่ข้า คนที่เหลือแบ่งกลุ่มสนับสนุนบรรพจารย์อา เหมี่ยวหรัน รบกวนดูค่ายกล"
ชุยเหมี่ยวหรันพยักหน้า "รับทราบ"
นิ้วมือนางขยับ ฉับพลันใต้ฝ่าเท้าปรากฏกลุ่มดาว สอดคล้องกับหมู่ดาวบนท้องฟ้า ชุยเหมี่ยวหรันขยับนิ้วเล็กน้อย น้ำเสียงราบเรียบ
"ด้านหน้ามีกลุ่มคนซ่อนตัวมา จะถึงกระท่อมไม้ในสิบห้าลมหายใจ ใช้วิชาสายฟ้าทำลายอาคมได้"
"จางต้งแห่งนิกายสัตว์อสูรจะใช้วิชาน้ำแข็งขนาดใหญ่ มีเวลาเตรียมตัวสิบลมหายใจ ทำลายได้จะชะลอเวลาได้ครึ่งเค่อ"
ฉางเล่อกล่าว "ข้าไปเอง ข้าจะหาวิธีบีบให้เขาเปลี่ยนทิศทาง"
เว่ยเจากวง "ข้าไปกับบรรพจารย์อา"
หลังจากส่งฉี่หลิงกลับไป เว่ยเจากวงก็รีบกลับมาทันที คอยติดตามข้างกายฉางเล่อตลอด
ในข่ายอักษรมีเสียงแสดงความกังวลหลายเสียงดังขึ้น
ฉางเล่อสะบัดหน้า "วางใจเถอะ ค่าความเกลียดชังที่ข้ามีค่อนข้างสูง เหมาะสมพอดี"
"ในเสบียงที่ข้าให้เจ้ามีระฆังทองคำอยู่ สามารถกันได้ชั่วครู่" เสียงของจงจ้วนอวี้ดังขึ้น
"ค่ายกลจุดเชื่อมต่อซ้ายขวาเตรียมพร้อมแล้ว อีกหนึ่งเค่อเตรียมการเสร็จสิ้น ค่ายกลป้องกันเปิดใช้งาน"
ชุยเหมี่ยวหรันกล่าว "อีกเจ็ดลมหายใจ นิกายคีตาจะถึงด้านหน้า บทเพลงรวมจิตเริ่มบรรเลงแล้ว อีกสิบห้าลมหายใจ อีกสามนิกายจะเข้าสู่พื้นที่ตะลุมบอนด้านหน้า"
จงจ้วนอวี้กล่าว "แย่แล้ว สี่นิกายช้าก็จริง แต่ตอแยยากมาก กลุ่มก่อกวนขึ้นหน้า"
ท่ามกลางแสงวิญญาณวูบไหว กลุ่มคนขี่อาวุธพุ่งออกมา บนตัวมียันต์นับไม่ถ้วนโยนลงมา ทั้งยังมีเสียงรบกวนดังก้องลานกว้าง ทำให้นิกายคีตาที่หูไวทนไม่ไหวต้องปิดหู
"ผู้ตอบข้อสอบชุดแรกใกล้จะเสร็จเจ็ดส่วนแล้ว เตรียมสับเปลี่ยนเวรสนับสนุน"
ผู้บำเพ็ญที่แย่งชิงเข้ากระท่อมไม้เบื้องหน้าอาจคิดไม่ทัน แต่ผู้บำเพ็ญบนแท่นสูงกลับเห็นชัดเจน หลังมองหน้ากันไปมา มีคนลังเลกล่าวว่า "พวกเขาแย่งข้อสอบออกมาทำข้างนอกหรือ?"
จินหม่านถังหัวเราะ "ยังไงซะผู้เฒ่าเทียนจีก็ไม่ได้บอกว่าต้องทำข้อสอบในกระท่อมไม้เท่านั้น และก็ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่า ต้องส่งข้อสอบเสร็จก่อนถึงจะออกจากกระท่อมไม้ได้หรือไม่"
มีคนขมวดคิ้วกล่าวว่า "พวกเขาเขียนเร็วมาก! ต้องโกงแน่ๆ"
กงเซี่ยงหมิงยิ้มอย่างเบิกบานใจเป็นพิเศษ "ใครบอกกัน? พวกเขาไม่ได้ซุบซิบปรึกษากัน ไม่ถือว่าโกง"