- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นฝักกระบี่ของนางเอก
- บทที่ 100 พานพบโดยบังเอิญ ณ ภูเขาหิมะ (2)
บทที่ 100 พานพบโดยบังเอิญ ณ ภูเขาหิมะ (2)
บทที่ 100 พานพบโดยบังเอิญ ณ ภูเขาหิมะ (2)
บทที่ 100 พานพบโดยบังเอิญ ณ ภูเขาหิมะ (2)
ทุกคนก็กระโดดผึงขึ้นมาทันที ถืออาวุธของตน มองไปยังทิศทางที่กงเซี่ยงหมิงแทงไป
กระบี่บินที่พุ่งออกไปชะงักค้าง เห็นเพียงในอากาศที่ว่างเปล่าพลันเกิดระลอกคลื่นดั่งผิวน้ำ นิ้วเรียวงามสองนิ้วคีบกระบี่บินไว้
เสียงหัวเราะของสตรีดังแว่วมา "สำนักกระบี่เขากูซาน ยังคงยากจนข้นแค้นเช่นเคย"
ระหว่างพูดคุย สตรีผู้หนึ่งก็ก้าวออกมาจากความว่างเปล่า ยืนอยู่กลางอากาศ
นางสวมอาภรณ์หรูหรา หน้าอกประดับด้วยสร้อยคอโมรา ตกแต่งด้วยทองและหยก ไม่ต้องพูดถึงอาภรณ์นั้นที่ตัดเย็บจากผ้าไหมเงือก วาดลวดลายด้วยด้ายทองคำดำ และภายใต้ลวดลายยังซ่อนค่ายกลนานาชนิด
ปิ่นทองรูปหงส์ข้างขมับสั่นไหวน้อยๆ ภายใต้แสงอาทิตย์ ดวงตาของหงส์ตัวนั้นเป็นประกายระยับ ราวกับว่าวินาทีถัดไปหงส์ตัวนั้นจะโผบินขึ้นฟ้า
ช่างทำให้คนตาลายจนเวียนหัว แม้แต่เว่ยเจากวงยังพึมพำกับตัวเอง บีบคั้นให้ทายาทผู้บำเพ็ญรุ่นที่สองผู้มั่งคั่งต้องเปล่งเสียงแห่งความเกลียดชังคนรวยออกมา "นี่ นี่ต้องใช้เงินเท่าไหร่กันเนี่ย?"
กงเซี่ยงหมิงแค่นเสียงเย็น นิ้วมือดึงกลับ กระบี่บินสั่นไหวเล็กน้อย สตรีผู้นั้นคลายนิ้ว กระบี่บินก็พุ่งกลับมาหาเจ้าของ ตกลงในฝักกระบี่ของกงเซี่ยงหมิง
"สำนักชิงฝูของพวกเจ้าก็ยังคงโอ้อวดเช่นนี้ ระวังผ่านทางจะโดนปล้นจนหมดตัว"
ฉางเล่อในวันนี้มิใช่คนโง่เขลาในอดีตอีกแล้ว นางขลุกอยู่ในหอคัมภีร์ยามว่าง ย่อมรู้ว่าสำนักชิงฝูนี้เป็นสำนักที่ร่ำรวยที่สุดในบรรดาเผ่าพันธุ์มนุษย์ยุคปัจจุบัน
ชิงฝู เดิมเป็นชื่อแมลง อีกนัยหนึ่งหมายถึงเหรียญทองแดง สำนักชิงฝู ย่อมเกี่ยวข้องกับเงิน ได้ยินว่าผู้ก่อตั้งเคยกล่าวไว้ว่า "เงินไม่มีแบ่งแยกขนาด แม้ชิงฝูจะเป็นเหรียญทองแดง แต่ทองหยกเต็มคลัง ก็สั่งสมมาจากเหรียญทองแดงทีละเหรียญ"
ดังนั้นเมื่อก่อตั้งสำนักจึงตั้งชื่อว่าชิงฝู หมายความว่าเงินแดงเดียวก็คือเงิน เงินแดงเดียวก็ต้องหา
แตกต่างจากนักกระบี่ที่เข้าสู่มรรคาด้วยการต่อสู้ คนสำนักชิงฝูส่วนใหญ่เป็นพ่อค้า บำเพ็ญในวิถีแห่งการค้าขาย
ขอบเขตธุรกิจของพวกเขาครอบคลุมทุกอย่าง ภายใต้สำนักยังมีสำนักย่อยด้านการหลอมสร้างอาวุธพึ่งพิงพวกเขาอีกมากมาย ที่มีชื่อเสียงที่สุด คือป้ายสื่อสารที่ร่วมมือกับสำนักศาสตรา ผลิตออกมา เรียกได้ว่าในโลกผู้บำเพ็ญปัจจุบัน มีกันคนละอัน ก็ไม่รู้ว่าสองสำนักนี้กอบโกยหินวิญญาณไปได้เท่าไหร่
สตรีผู้นั้นได้ยินดังนั้น ก็หัวเราะเบาๆ มือที่ทาเล็บสีแดงชาดปิดปาก หัวเราะจนกิ่งไม้สั่นไหว "นั่นก็ต้องดูว่าคนพวกนั้นมีความสามารถพอหรือไม่ ข้ามีผู้ช่วยคุ้มกันมาด้วยนะ"
พูดจบ นางก็ตบมือ
อากาศรอบกายเกิดแรงสั่นสะเทือนเป็นระลอก ก่อให้เกิดคลื่นน้ำกระเพื่อม ไม่นาน เรือหอที่ประดับประดาด้วยทองและหยกก็แล่นออกมาจากเมฆดำ
เรือหอลำนี้สูงถึงห้าชั้น ธงทิวปลิวไสว ด้านหนึ่งปักว่า "ชิงฝูโบยบิน" อีกด้านหนึ่งคือ "ทองหยกเต็มโถง" ล้วนเป็นคำมงคลเกี่ยวกับเงินทอง
เรือเหาะที่กงเซี่ยงหมิงขับดูราวกับโลมาที่น่าสงสารข้างกายวาฬยักษ์ ดูเล็กจ้อยไปถนัดตา
กงเซี่ยงหมิงหน้าตาบูดบึ้ง
และที่สองข้างเรือ มีผู้บำเพ็ญสวมชุดสีทองอร่ามถือกระบี่ยาว ยืนเรียงแถวอยู่สองแถว พวกเขามองลงมา โบกมือให้กงเซี่ยงหมิง
"เจ้ายอดเขากง!"
"ท่านอาจารย์อา!"
และบนเรือเหาะของศิษย์สำนักกระบี่ก็มีเสียงอุทานดังขึ้นหลายเสียง
"ศิษย์พี่? ชุดนั้นช่างโอ่อ่าจริงๆ"
"ศิษย์พี่หญิง??"
ฉางเล่อมองด้านบน แล้วมองดูพวกตน เข้าใจในทันที
ที่แท้ผู้ช่วยที่สตรีผู้นี้พูดถึงล้วนเป็นศิษย์สำนักกระบี่ น่าจะเป็นศิษย์พี่ศิษย์น้องที่รับภารกิจ หรือไม่ก็ขาดเงินหาเงิน... อ้อ ไม่สิ ตอนนี้ล้วนเป็นศิษย์หลานของนางทั้งนั้น
กงเซี่ยงหมิงหน้าตายิ่งบูดบึ้งกว่าเดิม
"จินหม่านถัง! ที่ว่างของสำนักที่เข้าร่วมทัศนาจรมีจำกัด เรือหอใหญ่โตขนาดนี้ ขนคนมาตั้งเยอะขนาดนี้ อย่าบอกนะว่าจะมาเข้าร่วมทัศนาจรกันหมด?"
จินหม่านถังเชิดคางขึ้นเล็กน้อย "ศิษย์ในสำนักข้า ก็ต้องมีคนคอยปรนนิบัตินะ"
ระหว่างพูดคุย ด้านบนเรือหอก็ปรากฏศิษย์หนุ่มสาวที่สวมชุดหรูหราเช่นกันหลายคน
พวกเขาจับราวระเบียง มองลงมา หัวเราะว่า "ดูสิ พวกเขาแต่งตัวเหมือนหมีเลย"
ฉางเล่อหรี่ตา นางเห็นศิษย์ที่เป็นผู้นำเป็นสตรี ผิวพรรณดั่งหยกขาว หน้าตาดูเป็นมิตร ในมือถือลูกคิดทองคำบริสุทธิ์ สวมห่วงคอทองคำ ห้อยตัวล็อกอายุยืนหยกขาว
นางไม่ได้หัวเราะเยาะเหมือนคนอื่น เพียงแต่ก้มหน้า มองมาทางฉางเล่อ
ทันใดนั้น นางก็เผยรอยยิ้ม กล่าวว่า "ค่ายกลลดกระหน่ำแล้วเจ้าค่ะ กันลมกันหนาว พกพาสะดวก จากนี้ไม่ต้องกังวลเรื่องเสื้อคลุมหนักอึ้ง เผยความโดดเด่นเหนือใครของศิษย์สำนักกระบี่ ท่วงท่าองอาจผึ่งผาย ไม่ต้องจ่ายเก้าเก้าแปด จ่ายเพียงแปดแปดแปดหินวิญญาณ ศิษย์พี่ศิษย์น้องทุกท่าน สนใจหรือไม่? หากหินวิญญาณไม่พอ ข้ามีระบบผ่อนชำระ ศิษย์สำนักกระบี่ เครดิตดีเยี่ยม ไม่ต้องวางมัดจำ!"
ฉางเล่อ "..."
นางหันไป กดมือของโจวเฮ่อที่กำลังขยับยุบยิบ "จะ... เจ้าสนใจขนาดนั้นเชียว?"
โจวเฮ่อ "...ข้าก็ไม่อยากห่อตัวเป็นหมี... แถมนางยังให้ผ่อนได้ด้วย ไม่ต้องวางมัดจำอีก!"
ฉางเล่อมองคนอื่นอีกครั้ง เห็นพวกเขาพยักหน้าเงียบๆ กันหมด
ฉางเล่อ "...กับดักทางการเงิน อย่าไปหลงกลนะ!!"
กงเซี่ยงหมิงมองฉางเล่อ "ยังเป็นบรรพจารย์อาที่เข้าใจถ่องแท้"
กงเซี่ยงหมิงเอ่ยปากขึ้นมา ดึงดูดความสนใจของจินหม่านถัง "ที่แท้ก็เป็นเจ้า"
ฉางเล่อเงยหน้า ประสานมือ "ฉางเล่อแห่งสำนักกระบี่เขากูซาน"
จินหม่านถังหัวเราะ ย่อกายคารวะเล็กน้อย กล่าวว่า "สำนักชิงฝู ผู้อาวุโสเงินท่วมดาวเหนือ จินหม่านถัง คารวะศิษย์เทพกระบี่"
เวลานี้กงเซี่ยงหมิงแค่นเสียง "ก็แค่ผู้อาวุโสคุมคลังสมบัติ ตั้งชื่อเสียเพราะพริ้ง"
จินหม่านถังปิดปากหัวเราะ แต่สายตายังคงจับจ้องที่ฉางเล่อ กล่าวว่า "ชิงฝูของข้าอย่างอื่นไม่ได้เรื่อง มีดีแค่เงินเยอะ เรือน้อยลำจ้อยของสำนักกระบี่ นั่งไม่สบายหรอก มิสู้ขึ้นมาบนเรือหอของข้า ข้าจะไปส่งทุกท่านเอง?"
กงเซี่ยงหมิงหน้าขรึมลง "ไม่จำเป็น ข้าไปส่งเองได้"
จินหม่านถังถอนหายใจ "สำนักเราสอง เป็นหนึ่งในสองสำนักหนึ่งสถาบันของเผ่าพันธุ์มนุษย์ ร่วมแรงร่วมใจกัน ไฉนต้องทำตัวห่างเหินเช่นนี้?"
นางพูดพลาง มือขยับเล็กน้อย เบื้องหลังราวกับมีภูเขาทองคำลอยตัว ถาโถมเข้าหากงเซี่ยงหมิง "ข้าเห็นเรือเหาะลำนี้ก็ไม่ได้มีค่าเท่าไหร่ มิสู้ขายถูกๆ ให้ข้าเถอะ"
สิ้นเสียง เรือเหาะก็สั่นสะเทือนทันที เคลื่อนที่ไปทางเรือหออย่างควบคุมไม่ได้
นี่คือหนึ่งในวิชาของสำนักชิงฝู เรียกว่า "บังคับซื้อบังคับขาย" เป็นกระบวนท่าระดับแก่นทองคำ ขอเพียงผู้ร่ายวิชาเห็นว่าการแลกเปลี่ยนเป็นไปได้ ก็สามารถใช้ "มูลค่า" ที่ผู้ร่ายวิชากำหนดแลกเปลี่ยน นำของที่หมายตามาเป็นของตน
ฉางเล่อเคยเห็นในบันทึกประสบการณ์ศิษย์หอคัมภีร์หลายครั้ง เคยทำให้ศิษย์สำนักกระบี่ที่อ่อนต่อโลกหลงกลมาไม่น้อย
กงเซี่ยงหมิงตั้งกระบี่ขึ้น ตวาดว่า "อย่ามาพูดพล่อยๆ การค้านี้ ข้าไม่ทำ!"
เสียงกระบี่ครางหึ่ง เรือเหาะก็ค่อยๆ หยุดสั่นตามเสียงนั้น
จินหม่านถังหรี่ตา ในดวงตาไร้รอยยิ้ม แต่มุมปากยกยิ้ม "อย่าพูดเช่นนั้นสิ มีเงินใช้ผีโม่แป้งได้นะ"
ฉางเล่อมองดูทั้งสองประลองวิชา ฝ่ามือเกาะกราบเรือแน่น ทรงตัวท่ามกลางการโคลงเคลงของเรือเหาะ
ขณะกำลังตึงเครียด จู่ๆ เสียงพิณอันไพเราะก็ดังมาจากที่ไกลๆ กดข่มโทสะที่คุกรุ่นขึ้นเรื่อยๆ ของทั้งสองฝ่าย
ฉางเล่อเงยหน้ามองไป เห็นเพียงเรือลำน้อยค่อยๆ ลอยมา หัวเรือมีบัณฑิตวัยกลางคนผู้หนึ่งกำลังดีดพิณ
"สหายร่วมบำเพ็ญทุกท่าน ความปรองดองคือวิถีแห่งใต้หล้า ความปรองดองล้ำค่าที่สุด อย่าได้ก่อสงครามเลย" บัณฑิตอุ้มพิณลุกขึ้น ประสานมือคารวะทุกคน
เบื้องหลังเขา บัณฑิตชุดขาวผู้หนึ่งค่อยๆ เดินออกมา รูปร่างหน้าตาสง่างามดุจต้นไม้หยก ราวกับหยกขาวไร้ตำหนิ เขาเงยหน้าขึ้น มองฉางเล่อแวบหนึ่ง แล้วกวาดตามองทุกคน ก็ละสายตากลับ หลุบตาลงไม่เอ่ยวาจา
"พวกนักปราชญ์จนกรอบแห่งสำนักศึกษาไป๋ลู่"
กงเซี่ยงหมิงเอ่ยเสียงเบา
จินหม่านถังก็ขมวดคิ้ว เอ่ยเสียงเบาประโยคหนึ่ง "ซวยชะมัด"
จินหม่านถังหันหลัง ปลายเท้าชี้ไปข้างหน้า พริบตาถัดมาก็ไปปรากฏตัวบนเรือหอ นางตะโกนเสียงดัง "ข้าเป็นเพียงแม่ค้า ไม่เข้าใจวิถีปราชญ์ ไปก่อนล่ะ"
กงเซี่ยงหมิงก็กล่าวว่า "สำนักกระบี่ข้าล้วนเป็นคนหยาบ ไม่สันทัดเรื่องอักษร..."
บัณฑิตผู้นั้นยิ้ม "หอคัมภีร์สำนักกระบี่มีคัมภีร์นับหมื่น อย่าได้พูดเหลวไหล"
กงเซี่ยงหมิงเชิดคาง "ข้าพูดเหลวไหลที่ไหน ศิษย์สำนักกระบี่ข้าลายมือไก่เขี่ยกันทั้งนั้น อย่าว่าแต่เรื่องอ่านหนังสือเลย"
ฉางเล่อมองกงเซี่ยงหมิงเงียบๆ ข้าสงสัยอย่างยิ่งว่าท่านกำลังว่าข้า
บัณฑิตผู้นั้นชะงัก คาดว่าคงคิดไม่ถึงว่ากงเซี่ยงหมิงจะพูดเช่นนี้
กงเซี่ยงหมิงอาศัยจังหวะนี้ ขับเรือเหาะหนีไปอย่างรวดเร็ว
เขาขับเรือเหาะจนเกิดภาพติดตา หันไปบอกพวกศิษย์ว่า "ถอดเสื้อคลุมออกให้หมด แพ้คนไม่แพ้ท่า! จะถึงหอเทียนจีแล้ว งัดความฮึกเหิมออกมาให้ข้าดูหน่อย!"
ฉางเล่อเก็บเสื้อผ้าอย่างเงียบเชียบ นางมองภูเขาหิมะที่ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ในใจเกิดความอยากรู้อยากเห็นและความคาดหวังขึ้นมาเล็กน้อย