- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นฝักกระบี่ของนางเอก
- บทที่ 65 ภาคการประลอง: ชัยชนะในศึกแรก (3)
บทที่ 65 ภาคการประลอง: ชัยชนะในศึกแรก (3)
บทที่ 65 ภาคการประลอง: ชัยชนะในศึกแรก (3)
บทที่ 65 ภาคการประลอง: ชัยชนะในศึกแรก (3)
เว่ยฉือชูมองทุกคน แล้วกล่าวว่า “การแข่งขันในวันนี้สิ้นสุดลงแล้ว สำหรับผู้ที่ยังต่อสู้ไม่เสร็จ ให้ต่อสู้จนจบ ส่วนที่เหลือ สามารถกลับไปได้”
ฉางเล่อถอนหายใจโล่งอก นั่งลง ยืดเส้นยืดสาย เมื่อกำลังจะเผยรอยยิ้ม ก็เห็นสวี่อิ้งฉีกำลังมองตนเองอยู่ ฉางเล่อจึงก้มหน้าลงอย่างเงียบ ๆ
“ไปกันเถอะ” สวี่อิ้งฉีกล่าว “ข้าจะไปส่งเจ้ากลับ”
ฉางเล่อตอบรับคำหนึ่ง แล้วเดินตามไปเงียบ ๆ
นางลงมาถึงพื้นดิน บังเอิญเซียวเฮ่าเทียนก็ลงมาถึงพื้นดินเช่นกัน เขามองฉางเล่อและสวี่อิ้งฉี ราวกับจะพูดอะไรบางอย่าง เว่ยเจากวงก็ได้เดินเข้ามาหาเซียวเฮ่าเทียนแล้ว
ฉางเล่อมองคนทั้งสองที่เดินเข้าไปใกล้กัน อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว จดหมายนิรนามของนางไม่ได้ผลหรือ? ไฉนถึงไม่มีใครตามหาเซียวเฮ่าเทียนเลย?
“ศิษย์พี่เว่ย” เซียวเฮ่าเทียนเดินตามเว่ยเจากวงไปยังที่เงียบสงบ
เว่ยเจากวงหยิบเกราะป้องกันออกมาคลุมรอบบริเวณ แล้วหันไปมองเซียวเฮ่าเทียน “เฮ่าเทียน ข้าได้ข่าวมาว่าตำหนักลงทัณฑ์ได้รับจดหมายร้องเรียนนิรนาม กล่าวว่าในร่างกายเจ้ามีวิญญาณที่หลงเหลืออยู่”
เซียวเฮ่าเทียนตกตะลึง แล้วหัวเราะ “จะเป็นไปได้อย่างไร คงมีใครสักคนอิจฉาข้ากระมัง หากข้ามีวิญญาณที่หลงเหลืออยู่ในตัว จะรอดจากการทดสอบเมื่อแรกเข้าสำนักได้อย่างไร?”
เว่ยเจากวงกังวล “สิ่งที่เจ้าพูดก็มีเหตุผล แต่เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก หากเจ้า…”
“ศิษย์พี่เว่ย ท่านไม่เชื่อข้าหรือ?” เซียวเฮ่าเทียนถาม
เว่ยเจากวงส่ายศีรษะ กัดริมฝีปากล่าง “ข้าเชื่อเจ้าอย่างแน่นอน ไม่อย่างนั้นก็คงไม่บอกเรื่องนี้กับเจ้า เฮ่าเทียน ข้าไม่รู้ว่าใครกำลังใส่ร้ายเจ้าอยู่ แต่เจ้าต้องระมัดระวังให้มากนะ”
เซียวเฮ่าเทียนพยักหน้า ส่งเว่ยเจากวงไปพร้อมกับคำพูดหวาน ๆ และหลอกเอาทรัพยากรสำหรับการบำเพ็ญมาได้ไม่น้อย แล้วจึงกล่าวว่า “ผู้เฒ่าฟ่าน…”
“ข้าจะเข้าสู่การหลับใหลก่อน หากไม่ถึงเวลาคับขัน เจ้าอย่าปลุกข้า มิฉะนั้นอาจจะถูกค้นพบ” ผู้เฒ่าฟ่านครุ่นคิดอยู่นานจึงกล่าว
เซียวเฮ่าเทียนกำถุงเก็บของในมือแน่น แล้วพยักหน้าอย่างหนักแน่น “ข้าทราบแล้ว”
…
สำหรับฉางเล่อ แม้จะเป็นชัยชนะที่หวุดหวิด แต่นั่นก็คือชัยชนะ ทันทีที่ลงจากเวที สวี่อิ้งฉีก็รีบวิ่งเข้าไปเป็นคนแรก ยัดยาเม็ดใส่ปากฉางเล่อ
ยาเม็ดนั้นใหญ่มาก เมื่อกินเข้าไปในปากแล้วยังมีรสขมเล็กน้อย
ฉางเล่อสำลัก แต่เมื่อเงยหน้าขึ้นเห็นสีหน้าหม่นหมองของสวี่อิ้งฉี นางก็กลืนมันลงไปอย่างว่าง่าย พลางกะพริบตา ดูน่าสงสารยิ่งนัก
ใบหน้าของสวี่อิ้งฉีกระตุกเล็กน้อย กำลังจะพูดบางอย่าง แต่ในขณะนั้นเองคนอื่น ๆ ก็แห่กันเข้ามา
“ศิษย์พี่ฉาง! ท่านคือแบบอย่างของข้า! ท่านคือแสงสว่างของผู้บำเพ็ญสามัญชนอย่างเรา!”
ฉางเล่อ “อืม…”
แน่นอนว่ามีสหายที่นางคุ้นเคยด้วย มู่โหย่วจือยิ้มอย่างสดใสเป็นพิเศษ “ขอบใจ… ยินดีกับศิษย์พี่ฉางด้วยนะ”
ฉางเล่อ “ขะ ขอบใจ?”
มู่โหย่วจือหัวเราะร่าเริงเกินไปหรือไม่ ปกตินางจะดูสง่างาม อ่อนโยนและเก็บตัว ครั้งนี้นางดูมีความสุขมาก
เมื่อมีคนที่ดีใจอย่างมู่โหย่วจือ ย่อมมีโหวจิ่งที่หงอยเหงา นางมีน้ำตาเต็มดวงตา “ศิษย์พี่ฉาง ยะ ยินดีกับท่านด้วย”
ฉางเล่อเห็นสาวน้อยสะอึกสะอื้น อดไม่ได้ที่จะรู้สึกรักใคร่ “เป็นอะไรไปหรือ? ไม่สบายใจหรือ?”
โหวจิ่งพุ่งเข้ามา กอดคอฉางเล่อไว้ ร้องไห้โฮ “ไม่ ข้าแค่ดีใจเกินไป! ฮือ ๆ ๆ ศิษย์พี่ฉาง ท่านเก่งกาจมากจริง ๆ!! ว้าก ๆ ๆ!”
ฉางเล่อตบหลังโหวจิ่งไปพลาง มองมู่โหย่วจือไปพลาง มู่โหย่วจือตอบกลับด้วยรอยยิ้มที่ไร้เดียงสา หลังจากนี้สาวน้อยก็คงจะรู้ถึงภัยของการพนันแล้วกระมัง
มู่โหย่วจือแอบถอนหายใจ ช่างเป็นเด็กโง่จริง ๆ การพนันเป็นอันตรายนะ
สวี่อิ้งฉีเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย นางถูกเบียดไปที่ขอบเวทีโดยไม่รู้ตัว
ฉางเล่อถูกผู้คนมากมายรุมล้อม หัวเราะอย่างมีความสุข แม้ว่ารูปลักษณ์ของนางจะดูยุ่งเหยิง ร่างกายยังมีรอยเลือด แต่เมื่อยืนอยู่ตรงนั้น กลับสดใสราวกับมีแสงสว่างในตัว กดดันคนอื่น ๆ ลงไป
ย่อมดึงดูดสายตาของทุกคนโดยธรรมชาติ
สวี่อิ้งฉีมองฉางเล่ออย่างลึกซึ้ง ไม่พูดอะไร และไม่เดินเข้าไป
“เป็นอะไรไป หึงหรือ?” เสียงของฮวาหลันอินดังขึ้นกะทันหัน
สีหน้าของสวี่อิ้งฉีมืดลง หันไปมองฮวาหลันอิน “เจ้ายังไม่ไปอีกหรือ?”
ฮวาหลันอินกอดอก “ไม่เกี่ยวกับเจ้าสักหน่อย อย่างไรเสียเจ้ากระบี่ (เจ้าสำนักกระบี่) ก็บอกแล้วว่าข้าจะเดินเตร็ดเตร่ที่นี่ก็ได้ตามใจ”
สวี่อิ้งฉีจึงหันหน้าหนี ไม่สนใจฮวาหลันอินอีกต่อไป ฮวาหลันอินเข้ามาใกล้ ยิ้มกริ่ม สวี่อิ้งฉีเคยทำร้ายนางถึงสองครั้ง ตอนนี้นางเห็นสวี่อิ้งฉีจนมุมก็มีความสุข
“โอย ๆ น่าเสียดายนะ ที่ท่านอ๋องทรงมีใจ แต่เทพธิดาไร้ความรู้สึก นางไม่ชอบเจ้าสินะ ทำได้แค่เฝ้ามองจากระยะไกล ไม่ยอมแพ้อีกหรือ?”
คำพูดของฮวาหลันอินยังไม่ทันจบ สวี่อิ้งฉีก็ก้าวเท้าออกไป แหวกฝูงชนเข้ามาถึงข้างกายฉางเล่อ แล้วดึงโหวจิ่งที่เกาะแน่นออกไป
โหวจิ่งตกตะลึง ยังอยากจะเกาะฉางเล่อไว้ แต่รู้สึกได้ถึงวัตถุแข็งบางอย่างกำลังดันตนเองอย่างเงียบ ๆ แยกตนเองออกไป
นางก้มหน้าลง เห็นด้ามกระบี่ของสวี่อิ้งฉีที่มีชื่อเสียงโด่งดัง
ใบหน้าของโหวจิ่งซีดเผือด รีบถอยออกไปหลายก้าว ตบหน้าอกของตนด้วยความหวาดกลัว โชคดีที่เป็นด้ามกระบี่ หากเป็นตัวกระบี่ จะไม่ถูกแทงทะลุหรือ?
มู่โหย่วจือมองดูอย่างขบขัน กดไหล่โหวจิ่งไว้ แล้วกล่าวเสียงเบา “ไม่มีไหวพริบเอาเสียเลย”
เห็นศิษย์พี่สวี่มาแล้ว ไฉนยังไม่ถอยอีก
ฉางเล่อรู้สึกว่าท่าทางที่สวี่อิ้งฉีดึงโหวจิ่งออกไปนั้นดูคุ้นเคยเล็กน้อย สวี่อิ้งฉีหันมาหานาง ถามว่า “ได้เวลากลับแล้ว”
ฉางเล่อพยักหน้า
การถูกผู้คนรุมล้อมให้ความรู้สึกเหมือนตนเองมีความสำคัญ แต่ก็รู้สึกอึดอัดเล็กน้อย นางกระโดดขึ้นบนกระบี่ของสวี่อิ้งฉีอย่างคุ้นเคย โบกมือให้ทุกคน “พรุ่งนี้เจอกัน!”
สวี่อิ้งฉีใช้มือข้างหนึ่งกดมือของฉางเล่อที่โอบรอบเอวของตนไว้ แล้วหันข้างมองรอยยิ้มเต็มใบหน้าของฉางเล่อ จากนั้นจึงควบคุมกระบี่เหาะจากไป
การเคลื่อนไหวของสวี่อิ้งฉีรวดเร็วมาก ทั้งสองก็กลับมาถึงบ้านของฉางเล่ออย่างรวดเร็ว
เสี่ยวไป๋ถูกฝากเลี้ยงไว้ที่สวี่อิ้งฉี ไม่ได้เห็นเงาร่างเล็ก ๆ ที่กระตือรือร้น ทำให้ฉางเล่อรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย แต่ทันทีที่ลงจากกระบี่ ตัวกระบี่ก็กระตือรือร้นราวกับสุนัขตัวเล็ก ๆ ทำให้ความรู้สึกผิดหวังของฉางเล่อหายไป
“เจ้าน่ารักจริง ๆ นะ”
ฉางเล่อลูบตัวกระบี่ มองดูกระบี่หมุนไปมาด้วยความสุข อดไม่ได้ที่จะหัวเราะ
สวี่อิ้งฉียกมือขึ้น ปิดหูที่กำลังร้อนผ่าวของตนไว้ จากนั้นก็ไอเบา ๆ
ฉางเล่อหันกลับไป เมื่อเผชิญหน้ากับสวี่อิ้งฉี นางก็เก็บความสบายใจที่แสดงออกต่อกระบี่ไว้ แล้วแสดงความเกรงใจเล็กน้อย
ศิษย์พี่สวี่เป็นคนดีมาก ทั้งแข็งแกร่งและอ่อนโยน แม้จะไม่เก่งกาจในการพูด แต่ทุกครั้งที่ทำอะไรก็ทำอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการสั่งสอนของสวี่อิ้งฉีในช่วงสามเดือนนี้ ทำให้ฉางเล่อรู้สึกถึงความยำเกรงที่ลูกศิษย์มีต่ออาจารย์ที่เก่งกาจ และความเคารพที่ลูกศิษย์มีต่อครูบาอาจารย์
เมื่อเห็นท่าทางของฉางเล่อเช่นนี้ คิ้วของสวี่อิ้งฉีก็ขมวดเล็กน้อย นางคิดอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ได้แต่แสดงความอิจฉาเล็กน้อย มองกระบี่ที่กำลังแกว่งไกวอยู่ข้าง ๆ
“ศิษย์พี่สวี่?”