- หน้าแรก
- ระบบเซียนย้อนวัยพลิกชะตา
- บทที่ 799 ลู่หยางสิ้นชีพ!
บทที่ 799 ลู่หยางสิ้นชีพ!
บทที่ 799 ลู่หยางสิ้นชีพ!
"บรรลุขั้นหลอมรวมร่างครึ่งทาง?"
แววตาของอู่เว่ยเจินจวินเปล่งประกายแปลกพิศวงมากขึ้น ขั้นแยกจิตกับขั้นหลอมรวมร่าง เปรียบเสมือนความแตกต่างระหว่างมนุษย์กับเซียน
มนุษย์ธรรมดา ไม่ว่าจะแข็งแกร่งเพียงใด ก็ไม่อาจต้านทานกลวิธีของเซียนได้ ยกเว้นว่ามนุษย์ผู้นั้นจะได้สัมผัสอาณาเขตของเซียนแล้วเท่านั้น
ผู้บำเพ็ญเพียรที่ชื่อลู่หยางนี้ มีเมล็ดวิถีที่หยั่งรากงอกงามรวดเร็วกว่าที่เขาคาดคิดไว้มาก และทั้งหมดนี้ อาศัยพลังของเมล็ดวิถีเป็นหลัก
ลู่หยางจึงสามารถต่อต้านเทวฤทธิ์ของเมล็ดวิถีของเขาได้ และหากปล่อยให้เมล็ดวิถีหลอมรวมต่อไป ก็อาจมีพลังสู้รบได้จริงๆ
ประกายสังหารในดวงตาของอู่เว่ยเจินจวินเข้มข้นยิ่งขึ้น "เจ้าเด็กคนนี้ไม่อาจไว้ชีวิต!"
เพื่อกำจัดความไม่แน่นอนให้สิ้น อู่เว่ยเจินจวินไม่คิดจะรอให้ลู่หยางหลอมรวมร่างสมบูรณ์แล้วค่อยลงมือ แต่ต้องการสังหารทันที ไม่ให้เหลือความไม่แน่นอนใดๆ
เจตนาสังหารเข้มข้นยิ่งขึ้น แต่ในขณะที่เขากำลังจะลงมือหลอมละลาย เพื่อสกัดวิถีเซียนแท้จากร่างของลู่หยางนั้น
บนภูเขาซานชิง นักพรตชราคนหนึ่งหยิบกระจกเล็กๆ บนโต๊ะขึ้นมา แล้วใช้นิ้วดุจดั่งกระบี่ลูบผ่านกระจก
แกร๊ก--- กระจกแตกสลาย พร้อมกันนั้น สิ่งที่แตกสลายไปด้วย คือหัวใจแห่งวิถีของอู่เว่ยเจินจวิน
จิ้งจกจับแมลงไม่รู้ว่าจิ้งจกจะถูกนกเหยี่ยวจับ!
"เสวียนกวงเจ้าแห่งวิถีธรรม?!" อู่เว่ยเจินจวินเบิกตากว้าง รู้สึกว่าอกอึดอัดขึ้นมาในทันที มองดูเข้าไปในร่างตนเอง เห็นว่าเมล็ดวิถีกำลังสลายอย่างเห็นได้ชัด
ทันใดนั้นเขาก็เข้าใจว่า ผู้คนของสำนักซานชิงได้ลงมือแล้ว และวิธีการเช่นนี้ ได้แสดงให้เห็นมาก่อนหน้านี้แล้ว
เสวียนกวงเจ้าแห่งวิถีธรรม มองดูอู่เว่ยเจินจวินที่ดิ้นรนเหมือนปลาติดเบ็ดในกระจก แล้วหัวเราะเบาๆ "ข้าว่าแล้วเชียว มีปลาอะไรกันที่กล้าแหวกว่ายเข้ามาในสระของสำนักซานชิง ที่แท้ก็หวงหลงนี่เอง"
สำนักซานชิงคือผู้มีอำนาจเด็ดขาดเหนือมณฑลซานชิง แม้ว่าหวงหลงเจ้าแห่งวิถีธรรมจะใช้วิชาหนึ่งลมปราณแบ่งเป็นสามบริสุทธิ์ได้อย่างแนบเนียน แต่ก็ยังคงถูกเจ้าแห่งวิถีธรรมของสำนักซานชิงสัมผัสได้ถึงความผิดปกติเล็กน้อย
หากเป็นหวงหลงเจ้าแห่งวิถีธรรม ร่างจริง อาจเปรียบได้กับมังกร แต่อู่เว่ยเจินจวินผู้นี้ ไม่ต่างจากกระเบนตัวใหญ่ขึ้นมาหน่อย ที่สามารถบีบตายได้ด้วยมือเดียว
เสวียนกวงเจ้าแห่งวิถีธรรมมองดูลู่หยางด้วยสายตาพึงพอใจยิ่งขึ้น แล้วกล่าวชมเชยในใจ
"ดินแดนเซียนเล็กนี้ช่างเป็นแหล่งกำเนิดอัจฉริยะเสียจริง ก่อนหน้านี้มีหลี่รุ่ย เกาเทียนเซีย บัดนี้ยังมีลู่หยาง เมื่อก่อนข้าน่าจะพูดโน้มน้าวพวกผู้อาวุโสเหล่านั้นให้ยื่นมือเข้าไปจัดการตั้งแต่แรก"
สำนักซานชิงเชื่อเรื่องชะตากรรม ในเมื่อตอนแรกไม่ได้คิดจะดูแลดินแดนนี้ ก็แสดงว่าไม่มีวาสนาต่อกัน ไร้วาสนาก็ไม่ควรบังคับ มิเช่นนั้นก็จะขัดกับหัวใจแห่งวิถี ภายหลังย่อมยากจะขึ้นเป็นเซียน
ดวงตาของเสวียนกวงเจ้าแห่งวิถีธรรมพลันเปล่งประกายวาบ มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย "ในที่สุด ข้าก็ล่อให้เจ้าแสดงตัวได้แล้ว"
เสวียนกวงเจ้าแห่งวิถีธรรมใช้มือลากผ่านกระจกเบื้องหน้า
แกร๊ก --- กระจกแตกกระจายทันที
พลังอันน่าสะพรึงกลัวสองสายใช้ร่างของอู่เว่ยเจินจวินเป็นสนามรบ เสวียนกวงเจ้าแห่งวิถีธรรมกับหวงหลงเจ้าแห่งวิถีธรรมยื่นมือโจมตีจากระยะไกล!
โครม--- เสียงระเบิดเงียบงัน
อู่เว่ยเจินจวินผู้เดียว ที่ไหนเลยจะต้านรับพลังของเจ้าแห่งวิถีธรรมสองคนได้ ร่างกายพลันแตกสลาย ในเมื่อเป็นเพียงร่างแยก ย่อมไม่มีโอกาสได้วัฏสงสารเวียนว่ายอีก ต้องตายทั้งกายและวิถีทันที
อย่างไรก็ตาม พลังนั้นยังคงไม่มีท่าทีว่าจะสงบลง มันเริ่มแผ่ขยายมาทางร่างแยกของหลี่รุ่ย นั่นก็คือ ลู่หยาง
พูดช้าแต่เกิดเร็ว เทวฤทธิ์ 'สถิตไร้การ' ของอู่เว่ยเจินจวินยังไม่สลายไป ลู่หยางไม่สามารถขยับเขยื้อนได้ จึงถูกพลังที่เจ้าแห่งวิถีธรรมทั้งสองปล่อยออกมาทำร้าย
ร่างกายพลันแตกสลายในชั่วพริบตา
นั่นคือพลังของเจ้าแห่งวิถีธรรม ตัวแทนของธรรมชาติบนโลกมนุษย์ มนุษย์ธรรมดาจะรับมือได้อย่างไร?
ไม่มีความผิดพลาดแม้แต่น้อย ร่างแยกของหลี่รุ่ยสลายเป็นผุยผง
ลู่หยางสิ้นชีพ!
ในสำนักซานชิง รอยยิ้มบนใบหน้าของเสวียนกวงเจ้าแห่งวิถีธรรมกลับยิ่งกว้างขึ้น โชคดีซ้อนโชคดี
หวงหลงเจ้าแห่งวิถีธรรมกับเขามีวิถีร่างธรรมที่เหมือนกัน ทั้งคู่เดินในเส้นทางที่ประหลาด เมื่อเส้นทางเหมือนกัน เขาย่อมไม่มีเหตุผลที่จะไว้มือ ไม่เพียงแต่ทำลายร่างแยกจากวิชาหนึ่งลมปราณแบ่งเป็นสามบริสุทธิ์เท่านั้น แต่ยังทิ้งบาดแผลวิถีธรรมแก่หวงหลงเจ้าแห่งวิถีธรรมอีกด้วย
ยิ่งไปกว่านั้น เจ้าเด็กหนุ่มลู่หยางก็กลับสู่วัฏสงสารแล้ว เมื่อครู่นี้ เขาตั้งใจยั้งมือ ให้เวลาลู่หยางสามลมหายใจ
เวลานี้สำหรับคนธรรมดาอาจเพียงชั่วพริบตา แต่สำหรับผู้บำเพ็ญเพียรแล้ว มันช่างเหลือเฟือเหลือเกิน…คงเข้าสู่วัฏสงสารไปแล้ว
สำนักซานชิงนั้นเชื่อเรื่องวาสนา ชาตินี้ลู่หยางไม่มีวาสนากับสำนักซานชิงก็ช่างเถิด แต่ไม่เป็นไร ท่านปรมาจารย์ย่อมสามารถช่วยเหลือเจ้าได้
วิธีช่วยเหลือก็แสนง่ายดาย ให้ตายไปเสียก่อน แล้วค่อยไปจุติสัมพันธ์ให้ เช่นนี้ พอพบกันก็ได้รู้จักท่านปรมาจารย์ทันที ยังจะกล่าวได้อีกหรือว่าไร้วาสนา?
เสวียนกวงเจ้าแห่งวิถีธรรมย่อมมองออก ที่แท้นี่คือแผนการของลู่หยาง หลายเดือนก่อน เมื่อเขาทำนายดวงชะตาของลู่หยางก็รับรู้ถึงความผิดปกติ ถึงกับทำนายได้ถึงความเป็นมาของหวงหลงเจ้าแห่งวิถีธรรม แต่เจ้าแห่งวิถีธรรมอื่นๆ ของสำนักซานชิงกลับทำนายไม่ได้
เสวียนกวงเจ้าแห่งวิถีธรรมไม่เชื่อว่าเป็นเพราะฝีมือตนยอดเยี่ยม นั่นย่อมหมายความว่าลู่หยางตั้งใจส่งข่าวสารบางอย่าง
สังหารหวงหลงเจ้าแห่งวิถีธรรม! ดังนั้นเขาจึงลงมือ
"เจ้าเด็กแซ่ลู่ผู้นี้รู้ว่าชาตินี้ไม่อาจบรรลุเป็นเจ้าแห่งวิถีธรรมได้ จึงตั้งใจทิ้งไมตรีไว้ให้ท่านปรมาจารย์ เพื่อเข้าร่วมสำนักซานชิงของเรา หวังบรรลุเป็นเจ้าแห่งวิถีธรรมในชาติหน้า ไม่เลว ไม่เลว เด็กน้อยนับว่ามีแววตาดี"
ในฐานะบรรพบุรุษของสำนักซานชิง สิ่งที่เขารังเกียจที่สุดคือคนที่มีสายตาสั้น โดยเฉพาะพวกที่คิดจะบรรลุเป็นเจ้าแห่งวิถีธรรมในชาติเดียว
ช่างตื้นเขินนัก…หากไม่สำเร็จในชาตินี้ ทำไมไม่วางแผนในหลายชาติ? ซึ่งโลกแห่งการบำเพ็ญเซียนดำรงอยู่มานานปานนี้ ที่ไหนจะมีใครบรรลุในชาติเดียวกันเล่า
ด้วยหลักการนี้ สำนักซานชิงจึงฝักใฝ่เรื่องการกลับชาติมาเกิดมากที่สุด และเมื่อเห็นคนรุ่นหลังที่เข้าใจหลักการและรู้จักวางแผนสำหรับชาติหน้าเช่นนี้ ทำไมเขาจะไม่ยินดี
"วางใจเถิด ชาติหน้า ท่านปรมาจารย์จะมาช่วยเหลือเจ้าด้วยตนเอง!"
…..
หนึ่งปีต่อมา
ณ ที่แห่งหนึ่งในวังหยกขาว มีคนกว่าสิบคนรวมตัวกัน
"ต่อเนื่องจากเรื่องเดิม ยอดมารลู่หยางแสดงอิทธิฤทธิ์มารในมิติลับแท่นขึ้นสวรรค์ แย่งชิงวัตถุแห่งชัยชนะจากมือเจินจวินสิบคนของราชอาณาจักรเซียนเสินซวี ยังตัดขาดวิถีธรรมของอ๋องจินเสวียน ศึกครั้งนี้นับว่าสร้างชื่อในโลกแห่งการบำเพ็ญเซียน ถึงได้ขึ้นอันดับหนึ่งในบันทึกความลับสวรรค์"
"แต่ฟ้าลิขิต กรรมไม่เว้น ยอดมารผู้นั้นในขณะที่กำลังจะบรรลุขั้นหลอมรวมร่าง กลับดึงเจ้าแห่งวิถีธรรมมาช่วย สุดท้ายโลหิตแต้มเขาหลัวอู ยอดฝีมือมารวิถีแห่งยุคจึงจบชีวิตลง"
เด็กหนุ่มผู้หนึ่งพ่นน้ำลายกระเด็น กำลังบรรยายถึงความเสียใจ ความอาลัย และความโหดร้ายของยอดมารผู้นั้นในวาระสุดท้าย
เล่าได้ดี ด้านล่าง ศิษย์วังหยกขาวต่างฟังอย่างเพลิดเพลิน บ้างถอนใจ บ้างตื่นเต้น แต่คนส่วนใหญ่รู้สึกเสียดายแทนยอดมารลู่หยาง เพราะส่วนหนึ่งนี้ก็ด้วยความรู้สึกเห็นอกเห็นใจในชะตากรรมเดียวกัน
ปัจจุบันในมณฑลไท่ฮวา วังหยกขาวถูกประณามให้เป็นสำนักมารอันดับหนึ่ง เมื่อพวกเขาเดินทางไปยังมณฑลไท่ฮวา ก็ถูกไล่ล่าราวกับเป็นปีศาจร้ายไม่ต่างกัน
"เส้นทางเซียนช่างยากลำเค็ญยิ่งนัก" หลิวเถียจู้และหวังเจ้ายืนฟังอยู่ไม่ไกลนัก ชั่วขณะนั้นต่างก็แอบเป็นห่วงอาจารย์หลี่รุ่ยอยู่ในใจ
อันดับหนึ่งในเล่มโลกยังเป็นเช่นนี้ แล้วอาจารย์ของพวกเขาหากจะบรรลุขั้นหลอมรวมร่าง ย่อมเผชิญอันตรายรอบด้านเช่นกัน
เมื่อฟังเรื่องจบ หลิวเถียจู้และหวังเจ้าก็ขึ้นเขาไป และเมื่อไปถึงยอดเขาฉางชิง ก็เห็นหลี่รุ่ยกำลังนอนเอกเขนกอยู่บนเก้าอี้พักผ่อนอย่างสบายอารมณ์
"ท่านอาจารย์" หลิวเถียจู้และหวังเจ้าคำนับพร้อมกัน
"แยกย้ายกันไปฝึกวิชาเถิด" หลี่รุ่ยโบกมือ เขามองดูศิษย์ทั้งสองจากไป จากนั้น จึงหันสายตากลับไปที่ดินแดนเซียนนี่หวันกงอีกครั้ง
เมล็ดพันธุ์หนึ่งในนั้น กำลังแตกหน่อยอดอ่อนแล้ว
—------------
ปล. ร้องไห้…ลู่หยางได้จากเราไปเสียแล้ว (ಥ﹏ಥ) แต่เอาเถอะเจ้าค่ะ รู้สึกพักนี้ท่านลุงหลี่ของเราจะสบายเกินไปแล้ว ท่านลุงได้โปรดลุกขึ้นไปทำงานได้แล้วเจ้าค่ะ