- หน้าแรก
- ระบบเซียนย้อนวัยพลิกชะตา
- บทที่ 770 มารเฒ่า
บทที่ 770 มารเฒ่า
บทที่ 770 มารเฒ่า
"พวกเจ้าต้องจำไว้ว่า ในที่ราบลั่นม่อหยวนมีกฎเพียงข้อเดียว นั่นคือผู้อ่อนแอเป็นอาหารผู้แข็งแกร่ง ผู้ชนะคือราชา"
ในโรงเหล้า ชายชราผู้หนึ่งกำลังพร่ำพูดกับชายหญิงที่นั่งข้างๆ เพียงแค่มองก็รู้ว่าเป็นผู้อาวุโสสำนักเซียนพาศิษย์มาท่องเที่ยว
ความวุ่นวายก็มีข้อดีของมัน ซึ่งในที่ราบลั่นม่อหยวนซ่อนทรัพยากรมากมายที่สำนักเซียนผูกขาด แม้แต่ผู้อาวุโสและศิษย์จากสำนักเซียนใหญ่ก็ยังมาที่นี่เพื่อแสวงหาโชคลาภ และดูเหมือนชายชราผู้นี้คงเป็นคนประเภทนี้
นอกจากนี้ ผู้อาวุโสมักฉวยโอกาสพาผู้อ่อนวัยมาฝึกจิตใจ มิเช่นนั้นต้นกล้าที่ไม่เคยผ่านพายุฝนจะไม่มีทางกลายเป็นต้นไม้ใหญ่ได้ แต่คนประเภทนี้มักเป็นเป้าหมายที่ผู้บำเพ็ญเพียรสัตว์อาคมในทะเลลั่นม่อชื่นชอบที่สุด
หลี่รุ่ย หรือพูดให้ถูกคือลู่หยาง เพียงแค่แอบใช้จิตวิญญาณดักฟัง จิบชาเงียบๆ
เขาสัมผัสได้ว่า เฉพาะในโรงเหล้าแห่งนี้ มีคนไม่น้อยกว่าสี่กลุ่มที่กำลังจ้องมองคณะผู้อาวุโสและศิษย์สำนักเซียนนี้ พวกเขาคงเป็นไปไม่ได้ที่จะออกจากที่ราบลั่นม่อหยวนอย่างปลอดภัย
แน่นอน ลู่หยางไม่ใช่บุคคลศักดิ์สิทธิ์ ไม่คิดจะเข้าไปยุ่งกับเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้อง อีกทั้งตัวเขาเองก็เป็นผู้บำเพ็ญเพียรสัตว์อาคม
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ลู่หยางมาอยู่ที่ราบลั่นม่อหยวนแล้วหนึ่งเดือน ค่อยๆ คุ้นเคยกับสถานการณ์ของที่นี่ ทั้งทรัพย์ สหาย ธรรมะ สถานที่ และนี่คือรากฐานสี่ประการในการบำเพ็ญเซียน
เมื่อมาถึงจงโจวแล้ว ก็ต้องดูว่าจะหาโชคลาภได้หรือไม่ และที่ราบลั่นม่อหยวนคือสถานที่ที่เหมาะที่สุดสำหรับผู้บำเพ็ญอิสระเช่นเขา ร่างหลักของหลี่รุ่ยไม่สะดวกมา แต่ร่างแยกกลับเหมาะสมที่สุด
ตามตำนานว่ากัน ที่ราบลั่นม่อหยวนมีมารเฒ่าและจอมภูตหลายตนหลบซ่อนบำเพ็ญเพียร แม้แต่เจ้าแห่งวิถีธรรมก็ยังไม่กล้าเข้ามายุ่ง มิเช่นนั้น ต่อให้เป็นพื้นที่ที่ไม่มีใครปกครอง ก็คงถูกเจ้าแห่งวิถีธรรมจากสำนักใหญ่แห่งใดแห่งหนึ่งกวาดล้างไปนานแล้ว
ลู่หยางฟังเสียงอึกทึกในโรงเหล้าไปด้วย ขณะที่หางตามองไปยังถนนนอกหน้าต่าง เห็นว่าท่ามกลางฝูงชน ปรากฏร่างชายชุดขาวผู้หนึ่ง
คนอื่นอาจจำไม่ได้ แต่ลู่หยางรู้---เจียงหลินเซียน ถูกต้อง เจียงหลินเซียนได้ปลอมตัวมาที่ที่ราบลั่นม่อหยวน
จริงๆ แล้ว ตอนแรกลู่หยางไม่ได้ตั้งใจมาที่ราบลั่นม่อหยวน แต่เมื่อเที่ยวชมที่ชายแดนราชอาณาจักรเซียนเสินซวีก็บังเอิญพบเจอเข้าพอดี
เจียงหลินเซียนเป็นผู้อยู่ห่างจากเจ้าแห่งวิถีธรรมเพียงครึ่งก้าว วิธีการซ่อนตัวตนของเขาย่อมเป็นเลิศ แต่ลู่หยางสามารถจำได้ทันที ก็เพราะแก่นแท้สวรรค์เซียนในจื้อฟู่
ฐานะของแก่นแท้สวรรค์เซียนสูงส่งมาก อยู่เหนือพลังของผู้บำเพ็ญเซียน ภายใต้พลังนี้ ย่อมไม่มีใครซ่อนตัวได้ นับแต่เจียงหลินเซียนทิ้งหลี่รุ่ยและตู๋ฉางเซิงไว้ในเมืองเสินซวี ก็ไม่เห็นร่องรอยอีกเลย
ลู่หยางแน่นอนอยากรู้ว่าเจียงหลินเซียนกำลังทำอะไรอยู่ ดังนั้น เขาจึงตามมาถึงที่ราบลั่นม่อหยวน
ช่วงนี้ เจียงหลินเซียนพักอยู่ในเมืองนี้ ออกแต่เช้า กลับค่ำ แต่ลู่หยางไม่กล้าตามใกล้จนเกินไป ซึ่งวิชาของเจินจวิน จะเป็นสิ่งที่เขาคาดเดาได้หรือ?
ที่สำคัญตอนนี้เขาคือลู่หยาง ไม่ใช่หลี่รุ่ย หากถูกเจียงหลินเซียนพบและฟันด้วยกระบี่ ตอนนั้นจะร้องไห้ก็ไม่รู้จะร้องที่ไหน
หนึ่งลมปราณแบ่งเป็นสามบริสุทธิ์นั้นล้ำลึกยิ่ง ร่างแยกจะไม่ส่งผลกระทบต่อร่างหลัก
แต่ร่างแยกเปรียบเสมือนร่างเวียนว่ายตายเกิด ตายแล้วก็ตายจริงๆ หากต้องการสร้างร่างแยกใหม่ จะต้องใช้เวลาอย่างน้อยร้อยปีจึงจะสะสมพลังวิถีได้เพียงพอ ดังนั้นไม่อาจประมาทเกินไป จึงได้แต่แอบมองจากโรงเหล้า
เห็นเจียงหลินเซียนหายไปที่ปลายถนน ลู่หยางก็ลุกขึ้นยืน แต่ในขณะที่เขาเพิ่งจะลงจากชั้นบน พลังอันทรงพลังหลายสายก็ปรากฏรอบตัว ล้อมเขาไว้
เห็นสถานการณ์ดาบชักธนูขึงเช่นนี้ บรรดาผู้บำเพ็ญเพียรที่พักผ่อนอยู่ชั้นสองของโรงเหล้าต่างกระโดดลงจากชั้นสอง ไม่มีใครคิดจะยุ่งเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกับตัวเอง
ล้อเล่นหรือ? ที่นี่คือทะเลลั่นม่อ ใจอ่อนเกินไปอาจถึงตายได้ ไม่มีความตกใจ ลู่หยางเพียงมองคนตรงหน้าอย่างเย็นชา
จากนั้น เห็นชายหน้าตาเหี้ยมเกรียมที่ดูเหมือนเป็นหัวหน้าเดินออกมา "สหายร่วมวิถีเคยไปภูเขาเล็กๆ แปดร้อยลี้นอกเมืองเสินซวีหรือไม่?"
แต่พูดยังไม่ทันจบ สีหน้าของชายหน้าตาเหี้ยมเกรียมก็เปลี่ยนไปทันที
กลิ่นอายสังหาร…กลิ่นอายสังหารที่เข้มข้นถึงที่สุด
เขาในฐานะผู้บำเพ็ญเพียรสัตว์อาคม ฆ่าคนมามากมายเท่าไรไม่อาจทราบได้ แต่ภายใต้กลิ่นอายสังหารของอีกฝ่าย เขากลับรู้สึกราวกับตกลงในหลุมน้ำแข็ง แม้แต่จิตวิญญาณยังสั่นสะท้าน
ต้องฆ่าคนมามากแค่ไหนกัน!
ชายหน้าตาเหี้ยมเกรียมไม่สงสัยเลยว่า ชายหนุ่มตรงหน้านี้หากไม่พอใจก็จะฆ่าคนในเมืองทะเลม่อนี้ทันที แม้แต่เซี่ยถิงซวนยังกล้าฆ่า คนเช่นนี้จะมีอะไรที่ไม่กล้าทำอีกเล่า?
ชายหน้าตาเหี้ยมเกรียมรีบเอ่ยปาก "พวกข้าไม่มีเจตนาร้าย เพียงแต่อยากเชิญสหายร่วมวิถีไปที่อื่น บรรพบุรุษของข้าต้องการพูดคุยกับสหายร่วมวิถี"
"บรรพบุรุษหรือ?" ลู่หยางหรี่ตาลงเล็กน้อย
จริงๆ แล้ว เขาพบว่าคนพวกนี้ติดตามมานานแล้ว หากชายตรงหน้าไม่พูดเช่นนี้ วันนี้คงต้องตายแน่
ตอนนี้เขาเป็นผู้บำเพ็ญเพียรสัตว์อาคม ผู้บำเพ็ญเพียรสัตว์อาคมก็ต้องมีวิถีของผู้บำเพ็ญเพียรสัตว์อาคม แน่นอน แม้จะพูดเช่นนั้น เขาก็ไม่อาจตามไปอย่างว่าง่าย
ลู่หยาง "ให้บรรพบุรุษของเจ้ามาพบข้า"
ได้ยินเช่นนั้น มุมปากของชายหน้าตาเหี้ยมเกรียมก็กระตุกทันที บรรพบุรุษของเขาเป็นเจินจวิน แต่กลับถูกผู้น้อยขั้นแยกจิตเรียกใช้ไปมา ที่ไหนมีเหตุผลเช่นนี้กันเล่า?
''หากพบคนผู้นั้น อย่าก่อความขัดแย้ง'' แต่เมื่อคิดถึงคำกำชับของบรรพบุรุษ ชายหน้าตาเหี้ยมเกรียมจำต้องหยิบป้ายส่งเสียงออกมา
ที่พวกเขาพบผู้บำเพ็ญเพียรสัตว์อาคมหนุ่มที่ฆ่าเซี่ยถิงซวนได้ ก็เพราะเมื่อไม่กี่วันก่อน กลุ่มผู้บำเพ็ญเพียรสัตว์อาคมที่สร้างความเดือดร้อนที่ชายแดนราชอาณาจักรเซียนเสินซวีถูกฆ่ายกครัว
ใช่แล้ว…เป็นฝีมือของผู้บำเพ็ญเพียรสัตว์อาคมหนุ่มตรงหน้านี้
จากการสืบสวน สาเหตุที่กลุ่มผู้บำเพ็ญเพียรสัตว์อาคมถูกฆ่ายกครัว เป็นเพราะเสียงดังเกินไปขณะเดินทาง รวมถึงบรรพบุรุษขั้นแยกจิตหนึ่งคนด้วย ซึ่งพฤติกรรมเช่นนี้ช่างเหมือนผู้บำเพ็ญเพียรสัตว์อาคมจริงๆ กล้าอุกอาจถึงเพียงนี้ กลับทำให้เขาคาดเดาไม่ถูก
ตอนนี้ทั้งสองฝ่ายกำลังเผชิญหน้ากัน ผู้บำเพ็ญเพียรชั้นล่างต่างพูดคุยวิจารณ์กันไม่หยุดปาก
ผ่านไปประมาณหนึ่งธูป ลู่หยางก็ได้ยินเสียงวุ่นวายดังขึ้นข้างหู แล้วก็เห็นชายชราชุดดำที่แขนเสื้อปักลายโบราณเดินขึ้นมาชั้นบน
''เจินจวิน!''
ชายชราผู้นี้มีกลิ่นอายล้ำลึกประเมินไม่ถูก เป็นเจินจวินขั้นผสานวิถีธรรมจริงๆ ซึ่งเจินจวินนานๆ จะออกมาให้เห็น ผู้บำเพ็ญเพียรชั้นล่างตกใจก็เป็นเรื่องปกติ
ชายชรายืนนิ่ง พิจารณาลู่หยางอยู่นาน แล้วจึงเอ่ยปาก "สหายน้อย ไม่ทราบว่าผู้อาวุโสของท่านเป็นผู้ใด?"
ในความคิดของชายชรา การฆ่าเซี่ยถิงซวนได้ เบื้องหลังต้องมีผู้อาวุโสระดับเจ้าแห่งวิถีธรรมคุ้มครองแน่นอน
ลู่หยาง "ทำไมต้องบอกท่าน?"
คำพูดนี้ ทำให้ชายหน้าตาเหี้ยมเกรียมที่อยู่ข้างๆ ตาโตทันที
แต่รอยยิ้มบนใบหน้าของชายชรากลับยิ่งกว้างขึ้น "ก็ถูก สหายน้อยไม่จำเป็นต้องบอกข้า ไม่ทราบว่าสหายน้อยมีฉายาว่าอย่างไร?"
"มารเฒ่าแห่งทิศใต้ ลู่หยาง"
''มารเฒ่า'' ชายชราครุ่นคิดในใจ แม้จะไม่รู้ว่าทำไมชายหนุ่มผู้นี้ถึงเรียกตัวเองว่ามารเฒ่า แต่ลักษณะการกระทำก็เข้ากับแนวทางของสำนักมาร
ชายชราพูดอย่างอ่อนโยน "สำนักของเราขาดแขกกิตติมศักดิ์ใหญ่คนหนึ่ง ไม่ทราบว่าสหายน้อยสนใจหรือไม่?"
แขกกิตติมศักดิ์ใหญ่?!
ได้ยินสามคำนี้ ชายหน้าตาเหี้ยมเกรียมตกใจจนอ้าปากค้าง แขกกิตติมศักดิ์ก็คือแขกกิตติมศักดิ์ แต่เมื่อเติมคำว่า "ใหญ่" เข้าไปก็แตกต่างอย่างสิ้นเชิง หรือพูดง่ายๆ ผู้ที่เป็นแขกกิตติมศักดิ์ใหญ่ได้ ล้วนเป็นเจินจวินขั้นหลอมรวมร่าง
ลู่หยาง "ข้าจะได้ประโยชน์อะไร?"
ชายชราหัวเราะ "หนึ่งส่วนสิบของผลประโยชน์"
ลู่หยาง "เพิ่มอีกครึ่งส่วน"
ชายชราตอบรับอย่างรวดเร็ว "ดี งั้นก็หนึ่งส่วนสิบห้า!"
—----------------
ปล. ชอบการฆ่ายกครัว เพราะเสียงดังเกินไป…นิสัยช่างผิดกับร่างหลักเลยนะเจ้าคะ (⁀ᗢ⁀)