- หน้าแรก
- ระบบเซียนย้อนวัยพลิกชะตา
- บทที่ 690 อัจฉริยะ เป็นเพียงแค่พื้นฐานของข้า
บทที่ 690 อัจฉริยะ เป็นเพียงแค่พื้นฐานของข้า
บทที่ 690 อัจฉริยะ เป็นเพียงแค่พื้นฐานของข้า
"ได้ยินว่าชูค่งกับหวังหยวนลงจากเขาไปช่วยคฤหาสน์ปี่อวี๋แล้ว เจ้าพวกลูกมารจากสำนักชิ่วโม่เหล่านั้นช่างมีใจโจรไม่รู้จักตาย"
บนเขาฉางชิง เยี่ยเคิงพลางจิบชาพลางเอ่ย
หลี่รุ่ย "ดูเหมือนสถานการณ์ศึกด้านหน้าจะโหดร้ายทารุณจริงๆ"
สำหรับคำพูดของเยี่ยเคิง เขาก็ได้ยินมานานแล้ว วังหยกขาวกับวัดเสวียนอินเร่งส่งกำลังช่วย ส่วนวังแห่งล้านวิถีและสำนักชิ่วโม่ก็เลยถือโอกาสโจมตีสองสำนักฝ่ายธรรมะไปพร้อมกัน
พูดง่ายๆ มณฑลไท่ฮวาวุ่นวายเหมือนหม้อต้มเผ็ดจริงๆ!
ไม่ใช่ทุกคนที่จะเป็นเหมือนหลี่รุ่ยที่เป็นผู้สืบทอด สามารถบำเพ็ญเพียรอย่างสงบในวังหยกขาว ลองดูชูค่งกับหวังหยวนสิ แม้จะอยู่ในอันดับต้นๆ ของศิษย์หลักวังหยกขาวแล้ว แต่ก็ยังต้องออกไปทำงานเพื่อสำนัก
การเข้าร่วมสำนักเซียน จะได้รับแต่ผลประโยชน์โดยไม่ต้องออกแรงนั้นเป็นไปไม่ได้ มีแค่เขา หลิวชิง และเยี่ยเคิงที่ยังสามารถอยู่นอกเรื่องราวได้
"อีกอย่าง เจ้าหลิวชิงปิดด่านแล้ว ไม่รู้ว่าจะรวมตัวจิตวิญญาณแท้แบบไหนออกมา จะไม่ใช่จิตวิญญาณแท้เสวียนเทียนจริงๆ ใช่หรือไม่?"
เยี่ยเคิงทำเสียง จุ๊ ปากสองที ซึ่งเขากับหลิวชิง คนหนึ่งเป็นศิษย์หลักอันดับหนึ่งของวังหยกขาว อีกคนเป็นอันดับสอง แน่นอนว่าพวกเขาย่อมแข่งขันกันอยู่ในที
จิตวิญญาณแท้เสวียนเทียน หรือพูดอีกอย่างก็คือ ศักยภาพระดับเจ้าแห่งวิถีธรรม
หากหลิวชิงสามารถหล่อหลอมจิตวิญญาณแท้เสวียนเทียนได้จริง... "ไม่ได้ ข้าก็ต้องไปปิดด่านเช่นกัน!"
เมื่อเยี่ยเคิงนึกถึงความเป็นไปได้ที่ชาตินี้อาจไม่มีวันพลิกสถานการณ์ได้ต่อหน้าหลิวชิงอีก ทันใดนั้นความกระตือรือร้นก็ยิ่งเพิ่มขึ้น
หลี่รุ่ยมองดูเยี่ยเคิงจากไป เขาหัวเราะเบาๆ สองคนนี้อยู่ในขั้นผู้กลมกลืนกับฟ้าดินช่วงปลายมานานแล้ว เหลือเพียงการรวมตัวของจิตวิญญาณแท้ ในขณะที่เขาไม่จำเป็นต้องกังวลเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ มุ่งเน้นที่การยกระดับร่างธรรมก็พอ
พูดถึง ช่วงนี้เขาหลอมลมปราณหุนตุนได้อีกเส้นที่สอง นับเป็นข่าวดีอย่างยิ่ง
"ท่านอาจารย์ ทางศิษย์พี่ส่งข่าวมาว่า เปลวเพลิงสงครามยังไม่ได้ส่งผลกระทบต่อราชอาณาจักรเซียนยวี" เยี่ยเคิงเพิ่งจากไป หวังเจ้าก็เดินเข้ามา
"ดี ข้าทราบแล้ว" หลี่รุ่ยพยักหน้า
หลังจากที่เปิดเขาฉางชิงไม่นาน เขาก็พาหวังเจ้าและหลิวเถียจู้มาอยู่ด้วย และจัดการให้ศิษย์ทั้งสองมีตำแหน่งเป็นศิษย์ธรรมดา
ความจริงหากเขาต้องการจะจัดการให้ทั้งคู่เป็นศิษย์หลัก ก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ แต่หวังเจ้าและหลิวเถียจู้เพิ่งอยู่ในขั้นเมี่ยวเสวียนเท่านั้น…บุญไม่ถึงตำแหน่ง
การบังคับให้พวกเขามีตำแหน่งศิษย์หลักไม่ใช่การช่วยเหลือพวกเขา ตรงกันข้าม กลับเป็นการทำร้ายพวกเขาเสียมากกว่า
หลี่รุ่ยกลับเข้าไปในถ้ำพำนักบนยอดเขา
ภายในถ้ำพำนัก ผนังหินฝังไปด้วยก้อนหินใสระยิบระยับที่เปล่งแสงเจ็ดสี และนั่นคือหินพลัง
แน่นอนว่าหลี่รุ่ยไม่ได้มีนิสัยชอบฝังทองและเงินไว้ในผนังเพื่อแสดงความมั่งคั่งเหมือนคนรวยสามัญ ซึ่งหินพลังเหล่านี้เกิดจากพลังวิญญาณที่ก่อตัวขึ้นเองตามธรรมชาติ
ถ้ำพำนักแห่งนี้ครอบครองพลังวิญญาณเกือบแปดส่วนของเขาฉางชิงทั้งหมด และแน่นอนว่าเป็นสิ่งที่น่ากลัวอย่างยิ่ง แม้กระทั่งได้ถึงระดับที่พลังวิญญาณกลายเป็นหิน ซึ่งการบำเพ็ญเพียรในที่นี้ หนึ่งวันสามารถเทียบเท่ากับยี่สิบวันภายนอก
ในวังหยกขาว ยกเว้นคนส่วนน้อย นี่เป็นสิทธิพิเศษเฉพาะของบรรพบุรุษขั้นแยกจิตเท่านั้น แต่เพราะหลี่รุ่ยได้เป็นผู้สืบทอด มิเช่นนั้นจะไม่มีทางได้รับการปฏิบัติเช่นนี้อย่างแน่นอน
มองเข้าไปในร่างกายของตนเอง ในขณะนี้ร่างธรรมรูปคนเล็กๆ เกิดการเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง
แต่เดิมจากลักษณะของเด็กเล็กๆ ค่อยๆ เติบโตขึ้น ตอนนี้มีลักษณะไม่ต่างจากรูปลักษณ์ของหลี่รุ่ยในปัจจุบัน แต่หลังจากฝึกวิชาพินิจแผนภาพมหาวิถีแห่งหุนตุน กลับย้อนกลับไปเป็นเด็กเล็กอีกครั้ง
กลับคืนสู่ขั้นก่อนฟ้าอย่างนั้นหรือ? มองดูปรากฏการณ์แปลกประหลาดในร่างกาย หลี่รุ่ยกะพริบตา
ตอนนี้รากฐานของร่างธรรมช่างแข็งแกร่งมั่นคง แข็งแกร่งกว่าแต่ก่อนเป็นเท่าตัวไม่น้อย เห็นได้ชัดว่านี่เป็นเรื่องดี เพียงรอให้ร่างธรรมสมบูรณ์ เขาก็สามารถบุกทะลวงสู่ขั้นจิตวิญญาณแท้ได้
อย่างน้อยก็จะได้จิตวิญญาณแท้เสวียนเทียน และหากเรื่องนี้เป็นที่รู้แก่หลิวชิงและเยี่ยเคิง ไม่รู้ว่าพวกเขาจะมีความรู้สึกอย่างไร
…..
อีกด้านหนึ่ง ในคฤหาสน์โซ่วอี้
"ตายแล้วหรือ?" ฝ่าหรันใบหน้าไม่สู้ดีนัก
เบื้องหน้า ผู้อาวุโสของวังหยกขาวกำลังกล่าวว่า "หวังหยวนถูกกลืนสังหารโดยสัตว์วิเศษยิ่งใหญ่จากป่าหมื่นวิเศษ ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใด วังแห่งล้านวิถีและสำนักชิ่วโม่กลับร่วมมือกับป่าหมื่นวิเศษ คนของเราที่ส่งออกไปถูกล้อมโจมตี ไม่มีใครรอดชีวิต"
"ป่าหมื่นวิเศษ" ฝ่าหรันหรี่ตาลงเล็กน้อย
หวังหยวนตายแล้ว อัจฉริยะศิษย์หลักที่มีอันดับสูงมากตายในสนามรบ นี่เป็นความสูญเสียไม่น้อยสำหรับวังหยกขาว แต่เดิมวังหยกขาวได้ให้การคุ้มครองเขาอย่างมาก จึงส่งเขามาที่คฤหาสน์โซ่วอี้ที่มีฝ่าหรันคอยดูแล
แต่ไม่เคยคิดเลยว่า ปฏิบัติการปราบมารธรรมดาที่ไม่อาจธรรมดาไปกว่านี้ กลับเพราะการลงมือกะทันหันของป่าหมื่นวิเศษ ทำให้หวังหยวนต้องตายอย่างอนาถ
ฝ่าหรันรู้สึกเหมือนใบหน้าของตนเองถูกตบป้าบๆๆ อย่างไม่ยั้ง
เขาแค่นเสียงเย็น "เจ้าพวกสัตว์ป่าหมื่นวิเศษเหล่านี้วางแผนจะขึ้นฝั่งจากทะเลอันไร้ขอบเขตมานานแล้ว คราวนี้คงคิดว่าได้โอกาส"
พูดจบ ฝ่าหรันก็พลันลุกขึ้นยืน แล้วเดินตรงไปยังนอกคฤหาสน์
ผู้อาวุโสของวังหยกขาวผู้นั้นตกใจ รีบถาม "บรรพบุรุษ ท่านจะไปทำอะไร?"
ได้ยินเพียงประโยคหนึ่งลอยมา "ฆ่าคน!"
…..
"หวังหยวนตายแล้ว" หลี่รุ่ยขมวดคิ้ว เพราะการลงมือของป่าหมื่นวิเศษ ทำให้อัจฉริยะของวังหยกขาวผู้นี้ต้องตายก่อนวัยอันควร
การบ่มเพาะอัจฉริยะก็เป็นเช่นนี้ ไม่ให้ออกไปผจญภัย จิตใจก็ไม่มั่นคง เหมือนเช่นร่างเดิมขั้นเซียนเทียนของตระกูลจี๋ แต่หากออกไป ก็มีความเสี่ยงที่จะตายก่อนวัยอันควร
การเข้าร่วมของป่าหมื่นวิเศษทำให้ทิศทางของสงครามธรรมะกับอธรรมในครั้งนี้กลับซับซ้อนยิ่งขึ้น
"ท่านผู้อาวุโสฝ่าหรันช่างดุดันจริงๆ" หลี่รุ่ยอ่านรายงานสงครามจากด้านหน้า อดไม่ได้ที่จะยิ้มกว้าง
หวังหยวนบังเอิญตายในสนามรบที่อยู่ภายใต้การดูแลของฝ่าหรัน และบางทีอาจเพราะรู้สึกว่าศิษย์หลักที่มีอันดับสูงตายไปจริงๆ ทำให้เสียหน้า ดังนั้นผู้อาวุโสจึงบุกตรงเข้าไปในใจกลางป่าหมื่นวิเศษ ตีเข้าตีออกถึงเจ็ดครั้ง
ฆ่าผู้บำเพ็ญเพียรขั้นผู้กลมกลืนกับฟ้าดินไปหลายคน ทำให้ผู้บำเพ็ญเพียรขั้นแยกจิตคนหนึ่งพิการ…ดุดันอย่างยิ่ง
ฝ่าหรันดูเหมือนจะมีนิสัยต่ำต้อย แต่ขั้นของเขาเป็นขั้นแยกจิตช่วงปลายอย่างแท้จริง และยังเข้าใจมหาวิถีแห่งกาลเวลาอีกด้วย หากไม่ใช่เพราะไม่สามารถเข้าใจกลิ่นอายเซียน ก็คงได้เป็นเจินจวินไปนานแล้ว และในบรรดาผู้อยู่ในขั้นแยกจิต เขาเกือบจะเป็นผู้ที่แข็งแกร่งที่สุด
ต้องรู้ว่า โลกแห่งการบำเพ็ญเซียนโดยทั่วไปเข้าใจว่า เจินจวินและเจ้าแห่งวิถีธรรมจะไม่แทรกแซงสงครามของผู้บำเพ็ญเซียน เพราะพลังของพวกเขานั้นน่ากลัวเกินไป
พูดง่ายๆ เพียงเป่าลมหายใจเบาๆ ผู้บำเพ็ญเพียรมากมายก็ต้องตาย และเพราะเหตุนี้ ตราบใดที่เจินจวินไม่ลงมือ ฝ่าหรันก็จะเป็นผู้มีพลังเกือบถึงขั้นไร้เทียมทาน และนี่คือความมั่นใจในความโอหัง
''ยังคงต้องเพิ่มพูนพลังเป็นสิ่งสำคัญที่สุด''
…..
หน้าซากปรักหักพังแห่งหนึ่ง
"ท่านทายาท พวกเรายังไม่ควรไปก่อกวนเฒ่าฝ่าหรันคนนั้นเลยจะดีกว่า" สิ่งมีชีวิตประหลาดที่มีหัวเป็นหมาป่า ร่างเป็นมนุษย์กล่าว
และผู้ที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขา เป็นชายหนุ่มรูปงามที่มีใบหน้าขาวเหมือนหยก แลดูมีเสน่ห์ชวนพิศวง
ชายผู้นั้นที่ถูกเรียกว่าทายาท หรี่ตาที่เหมือนนกเฟิ่งหวงลง ในดวงตาเปล่งประกายความตื่นเต้น "มณฑลไท่ฮวานี้ช่างน่าสนใจเหลือเกิน"
เขาสูดหายใจลึกๆ พลางสูดกลิ่นพลังมหาวิถีแห่งกาลเวลาที่ยังคงอวลอยู่ในอากาศ ซึ่งความจริงแล้ว อัจฉริยะของวังหยกขาวที่ชื่อหวังหยวนถูกเขาฆ่า เพียงเพราะมหาวิถีที่เขาบำเพ็ญเพียรมีนามว่าล่ากิเลน
กิเลน มักใช้อุปมาถึงบุคคลที่มีพรสวรรค์ยิ่ง ความหมายของการล่ากิเลน ก็คือการสังหารอัจฉริยะเพื่อเพิ่มพลังให้ตนเอง ดังนั้นเขาจึงมาที่มณฑลไท่ฮวา
ทายาทสัตว์อาคมผู้นั้นมุมปากยกขึ้นเล็กน้อย ดูเหมือนจะตื่นเต้นเมื่อเลียริมฝีปากของตน "ได้ยินว่าวังหยกขาวมีผู้สืบทอดคนใหม่ชื่อหลี่รุ่ย กินแล้วคงจะรสชาติอร่อยมาก"
—--------------
ปล. เอ้า…มาตั้งโต๊ะเสี่ยงทายกันดีกว่าเจ้าค่ะ ว่าใครจะโดนกินก่อนกัน (¬‿¬ )