เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 26 ล้มเหลว

ตอนที่ 26 ล้มเหลว

ตอนที่ 26 ล้มเหลว


ตอนที่ 26 ล้มเหลว

เมื่อฉือกุยกำลังจะหนีออกไป ทันใดนั้นแสงสีดำก็พุ่งมาจากระยะไกลเจาะทะลุร่างกายของฉือกุยอย่างรุนแรง

ฉือกุยร้องคร่ำครวญด้วยความเจ็บปวด มือขวาของเขาไร้เรี่ยวแรงทำให้เขาตกลงไปอีกฝั่งของกำแพง ไม่รู้ว่าเป็นโชคดีหรือโชคร้ายสำหรับเขาแต่ฝั่งที่เขาตกลงไปนั้นคือภายนอกกำแพงบ้านตระกูลซู

มู่อี้รีบไล่ตามไปทันที แต่เมื่อเขายืนอยู่บนกำแพงร่างของฉือกุยก็ได้หายไปแล้วทิ้งไว้เพียงคราบเลือดที่หลงเหลืออยู่บนพื้นเท่านั้น เมื่อมู่อี้มองไปที่คราบเลือดสีหน้าของเขาก็เปลี่ยนเป็นมัวหมอง

นักพรตชราเคยสอนเอาไว้ว่าถ้าตีงูต้องตีให้ตายไม่เช่นนั้นมันจะย้อนกลับมาทำร้ายเราในภายหลัง ถ้าฉือกุยรอดไปได้ในวันหน้าก็อาจเป็นเขาที่เป็นฝ่ายถูกฆ่าตายเสียเอง ดังนั้นมู่อี้จึงไม่อาจปล่อยให้อีกฝ่ายหนีรอดไปได้ แต่ตอนนี้เขาทำได้เพียงเชื่อมั่นในตัวซูจงซานในการตามจับตัวฉือกุยเท่านั้น

ในขณะที่มู่อี้กำลังคิดหาทางออก ทันใดนั้นประตูสวนหลังบ้านก็ถูกเปิดออกจากด้านนอกและซูจงซานเดินเข้ามาพร้อมกับชายอีกสองคน

หนึ่งในนั้นคือคนรับใช้ที่มู่อี้ได้พบเจอก่อนหน้านี้ เขาเป็นชายที่มีร่างกายสูงใหญ่และถือคันธนูขนาดใหญ่อยู่ในมือ เห็นได้ชัดว่าลูกธนูที่พุ่งใส่ร่างฉือกุยราวกับดาวตกที่ล่วงหล่นมาจากฟากฟ้าเป็นฝีมือของเขา

มู่อี้รู้สึกได้ถึงภัยคุกคามที่รุนแรงจากชายร่างใหญ่คนนี้

ถ้ามู่อี้ต้องต่อสู้กับเขา มู่อี้จะต้องตายอย่างแน่นอน

แต่ถ้าพูดถึงการสะกดวิญญาณดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะไม่สามารถทำได้

ในขณะที่ซูจงซานพาผู้ติดตามทั้งสองเข้ามาในสวนหลังบ้านแห่งนี้ หนิวเอ้อร์ก็กลับไปที่ป่าไผ่พร้อมกับมารดาของนางแล้ว ดังนั้นซูจงซานจึงมองเห็นเพียงเงาที่เคลื่อนตัวอยู่ในป่าไผ่เท่านั้น

เขาคิดว่าตนเองสามารถจัดการกับฉือกุยได้และไม่คิดเลยว่าฉือกุยจะใช้ธงราชันย์แห่งวิญญาณในการป้องกันการโจมตีของเขาจนธงหักครึ่งและสามารถหนีรอดไปได้ เขารู้สึกเสียใจเล็กน้อยที่ไม่สามารถฆ่าฉือกุยได้

"นักพรตเต๋าคนนั้นแข็งแกร่งมาก" ซูจงซานพูดกับมู่อี้ในขณะที่ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความผิดหวัง

จริงๆแล้วคืนก่อนหน้านี้มู่อี้และซูจงซานได้ร่วมกันวางแผนจัดตั้งกลยุทธ์ขึ้นมาสองสามกลยุทธ์ และกลยุทธ์ที่วางไว้ลำดับสุดท้ายก็คือหากการโจมตีของมู่อี้ล้มเหลวซูจงซานก็จะนำกำลังคนเข้าไปสกัดกั้น

ดังนั้นหลังจากการต่อสู้เริ่มต้นขึ้น ซูจงซานได้นำกองกำลังไปซุ่มอยู่ที่ห้องใต้หลังคาอีกจุดหนึ่งซึ่งสามารถมองสวนหลังบ้านได้อย่างชัดเจน แต่แล้วก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นทำให้ช่วงเวลาของการต่อสู้จบลงก่อนที่ซูจงซานจะนำกองกำลังไปประจำการตามแผนที่วางเอาไว้ เสียงร้องขอความช่วยเหลือของหนิวเอ้อร์ทำให้ฉือกุยตื่นตัวและทำให้พวกเขาพลาดโอกาสในการฆ่าฉือกุย

ก่อนหน้านี้หลังจากมู่อี้ปรากฏตัวออกมาและใช้ยันต์สายฟ้า จู่ๆท้องฟ้าสีครามที่เงียบสงบก็เกิดปั่นป่วนและมีสายฟ้าฟาดลงมาทำให้พวกเขารู้สึกตกใจอย่างมาก สำหรับพวกเขาเป็นเรื่องยากที่จะเชื่อว่ามนุษย์สามารถเรียกใช้พลังอันแข็งแกร่งของธรรมชาติได้

นอกจากนี้แสงสีขาวที่ออกมาจากมือของมู่อี้ได้ทำลายความรู้ความเข้าใจของพวกเขาจนหมด แม้แต่การดำรงอยู่ของเนี่ยนหนิวเอ้อร์และแม่ของนางก็ทำให้พวกเขาตกใจและไม่มีข้อสงสัยเกี่ยวกับวิญญาณอีกต่อไป

ก่อนหน้านี้เมื่อซูจงซานได้อธิบายแผนการให้ทั้งสองฟัง พวกเขาก็ไม่มั่นใจมากนัก แต่กลับกลายเป็นว่าพวกเขาคิดผิด

ในตอนนี้พวกเขามองมู่อี้ด้วยความเกรงขาม แต่พวกเขาไม่รู้เลยว่าพวกเขาสามารถฆ่ามู่อี้ในตอนนี้ได้อย่างง่ายดาย ท้ายที่สุดมู่อี้ได้ใช้ยันต์สายฟ้าที่มีอยู่เพียงแผ่นเดียวไปแล้ว แม้ว่าจะมียันต์ปราบปีศาจอยู่อีกสองสามแผ่นมู่อี้ก็ไม่สามารถล้มพวกเขาได้ด้วยยันต์เพียงแค่นี้

หากมู่อี้ต้องปะทะกับพวกเขาจริง มู่อี้จะต้องตายด้วยลูกธนูก่อนอย่างแน่นอน

"ท่านผู้อาวุโสตระกูลซู ท้ายที่สุดข้าก็ปล่อยให้ชายคนนั้นหนีไปได้" มู่อี้ส่ายหัวและพูดด้วยความเสียใจ ก่อนการต่อสู้จะเริ่มต้นขึ้นเขาคิดว่าตนเองได้วางแผนมาเป็นอย่างดีแล้ว แต่เมื่อเกิดการต่อสู้ขึ้นจริงๆดูเหมือนว่ามันยังไม่เพียงพอ อย่างไรก็ตามประสบการณ์ในครั้งนี้ทำให้มู่อี้เข้าใจว่าวิธีการต่อสู้กับการฝึกตนมีความคล้ายคลึงกัน

ข้าเชื่อว่าถ้าข้าพบเหตุการณ์แบบนี้อีกครั้งในครั้งต่อไป มันจะดีกว่าคราวนี้อย่างแน่นอน

"ท่านนักพรตเต๋าโปรดวางใจ ก่อนหน้านี้ชายผู้ชั่วร้ายถูกลูกธนูยิงเข้าเต็มๆ แม้เขาจะโชคดีที่รอดไปได้แต่ก็คงหนีไปได้ไม่ไกลนัก และข้าได้สั่งให้คนของตระกูลซูปิดล้อมเมืองทั้งเมืองไว้หมดแล้วไม่ว่าเขาจะหนีไปทางไหนก็ไม่มีทางรอดพ้นไปได้" ซูจงซานพูดด้วยความมั่นใจ

ถึงแม้ซูจงซานจะไม่สามารถสะกดวิญญาณได้ แต่เขารู้วิธีรับมือและจัดการกับมนุษย์ด้วยกันเองเป็นอย่างดี และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือฉือกุยได้รับบาดเจ็บสาหัส ทำให้การจัดการกับเขาเป็นเรื่องที่ง่ายมากและคนที่ซูจงซานส่งไปค้นหานั้นบางคนถูกยืมตัวมาจากที่อื่นซึ่งพวกเขาต่างก็เป็นทหารที่ผ่านการสู้รบมาอย่างโชกโชน

แม้ว่าโลกจะตกอยู่ในความวุ่นวายและราชสํานักตกอยู่ในความโกลาหล แต่ผู้ที่มีอำนาจในมือของพวกเขาก็จะสามารถปกป้องตัวเองและพวกพ้องได้ ในช่วงเวลาวิกฤตมีเพียงผู้ที่แข็งแกร่งเท่านั้นที่สามารถอยู่รอดได้

ตระกูลซูเจริญรุ่งเรืองมานานหลายปีแม้ว่าจะอยู่ในเมืองเล็กๆ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะไม่มีพลังอำนาจที่ซ่อนเร้นเอาไว้

"ข้าก็หวังให้เป็นเช่นนั้นขอรับ" มู่อี้พยักหน้า แต่ในความเป็นจริงเขาไม่รู้สึกมั่นใจเหมือนซูจงซาน เขาไม่รู้ว่ามันเป็นเพราะอะไรแต่สัญชาตญาณของเขาบอกว่าฉือกุยคงไม่ถูกจับตัวง่ายๆอย่างแน่นอนและถ้าหากเขาปล่อยให้ฉือกุยหนีไปได้ปัญหาต่างๆจะตามมาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

แต่ตามที่ซูจงซานพูดมาก็มีเหตุผล อีกฝ่ายได้รับบาดเจ็บสาหัส นอกจากนี้ยังมีการปิดล้อมทั้งเมืองเพื่อทำการค้นหาบางทีเขาอาจจะกังวลมากไปและแม้ว่าอีกฝ่ายจะหลบหนีออกไปได้และรอให้ร่างกายฟื้นตัวจากอาการบาดเจ็บเพื่อกลับมาแก้แค้น แต่เมื่อถึงตอนนั้นบางทีมู่อี้อาจแข็งแกร่งขึ้นและสามารถเอาชนะอีกฝ่ายได้

หลังจากคิดเช่นนั้นมู่อี้ก็อดไม่ได้ที่จะมองไปยังธงเล็กๆที่ตั้งอยู่บนพื้น

เมื่อธงถูกหักครึ่งไปแล้วมันก็กลับสู่สภาพเดิมซึ่งมีขนาดเท่ากับฝ่ามือเท่านั้นและตอนนี้มันถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วน นั่นคือส่วนเสาธงและส่วนผืนธง

ก่อนหน้านี้มู่อี้ได้เห็นพลังของธงเล็กๆผืนนี้มาแล้ว แม้แต่เนี่ยนหนิวเอ้อร์ที่แข็งแกร่ง มันก็สามารถตรึงร่างนางเอาไว้ได้ แม้ว่าธงผืนนี้จะถูกทำลายโดยพลังของยันต์สายฟ้าก็ตาม แต่มันจะต้องทำมาจากวัสดุชั้นดีอย่างแน่นอน

โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับมู่อี้ที่ตอนนี้ยากจนข้นแค้นเป็นอย่างยิ่ง เขาไม่มีทางปล่อยมันทิ้งไว้ที่นี่อย่างแน่นอน

เขาไม่สนใจซูจงซานที่ยืนอยู่ด้านข้างและเดินเข้าไปหยิบธงใส่ลงในกระเป๋าของตนเองทันที

เมื่อซูจงซานเห็นมู่อี้กำลังเก็บธงใส่กระเป๋าเขาก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา เขาคิดว่ามันสมควรเป็นของมู่อี้อยู่แล้วและแม้ว่าจะทิ้งมันไว้ที่นี่ก็ไม่มีประโยชน์อะไรสำหรับเขาเลย ตอนนี้เขากำลังกังวลเกี่ยวกับวิญญาณแม่ลูกที่อยู่ในป่าไผ่มากกว่า

ซูจงซานไม่เคยรู้เรื่องที่เกิดขึ้นที่นี่มาก่อน เมื่อพวกนางตายจากไปเขาก็รู้สึกเศร้าเสียใจเป็นอย่างยิ่งจึงออกคำสั่งให้ปิดผนึกที่แห่งนี้เอาไว้และไม่ได้เข้ามาใกล้ที่นี่อีกเลย เขาไม่คิดเลยว่าลูกสาวและหลานสาวของเขาจะกลายเป็นวิญญาณมาสิงสถิตอยู่ที่นี่

ในตอนนี้ซูจงซานรู้สึกผิดและเศร้าเสียใจมาก ถ้าหากก่อนหน้านี้เขารู้เรื่องนี้คงไม่ปล่อยให้วิญญาณทั้งสองอยู่ที่นี่ตามลำพังมาอย่างยาวนานถึง 13 ปี เขาคงจะมาที่นี่ทุกๆวันเพื่อเยี่ยมเยียนพวกนาง ถึงแม้ว่าทั้งสองจะกลายเป็นวิญญาณไปแล้วก็ตามแต่ไม่ว่ายังไงพวกนางก็ยังคงเป็นครอบครัวของเขาอยู่ดี

"ท่านนักพรต ข้ามีเรื่องบางอย่างที่จะขอร้องท่าน" ซูจงซานมองมู่อี้และพูดด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม

"ท่านต้องการพบเนี่ยนหนิวเอ้อร์และแม่ของนางใช่ไหมขอรับ?" มู่อี้เข้าใจความรู้สึกของซูจงซานเป็นอย่างดี ดังนั้นแม้ว่าซูจงซานจะไม่ได้กล่าวถึงจุดประสงค์ของตนเองออกมามู่อี้ก็พอคาดเดาได้

"ใช่แล้ว ท่านนักพรตได้โปรดช่วยข้าด้วย" ซูจงซานพูดกับมู่อี้พร้อมกับจ้องมองด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความหวัง

"เอาล่ะ ท่านรออยู่ที่นี่ก่อนนะขอรับ ข้าไม่สามารถรับปากได้เพราะมันขึ้นอยู่กับทั้งสองคนว่าอยากจะพบท่านหรือไม่" มู่อี้คิดอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อเห็นว่าซูจงซานพูดด้วยความจริงใจเขาจึงตัดสินใจเข้าไปในป่าไผ่เพื่อพูดคุยกับเนี่ยนหนิวเอ้อร์ ในขณะที่เดินเข้าไปในป่าไผ่นั้นเขาก็อยากรู้เรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับป่าไผ่แห่งนี้

จบบทที่ ตอนที่ 26 ล้มเหลว

คัดลอกลิงก์แล้ว