เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 22 สิ่งที่คิดอยู่ในใจ

ตอนที่ 22 สิ่งที่คิดอยู่ในใจ

ตอนที่ 22 สิ่งที่คิดอยู่ในใจ


ตอนที่ 22 สิ่งที่คิดอยู่ในใจ

บ่ายวันต่อมามีคนคนหนึ่งขึ้นมาที่วัดร้างบนภูเขาแห่งนี้และกลับลงไปเงียบๆ

หลังจากที่มู่อี้ส่งคนคนนั้นลงเขาไปเขาก็ยิ้มขึ้นมาทันที "คิดว่าจะทนได้มากกว่านี้ ดูเหมือนคงได้แค่นี้สินะ"

มู่อี้พูดออกมาอย่างผ่อนคลายแต่สีหน้าของเขาไม่ได้ดูผ่อนคลายด้วยเลย

นอกจากการต่อสู้กับเนี่ยนหนิวเอ้อร์และมารดาของนางก่อนหน้านี้มู่อี้ก็ไม่เคยมีประสบการณ์การต่อสู้จริงๆมาก่อนเลยโดยเฉพาะการต่อสู้กับวิญญาณ สำหรับยันต์สายฟ้านั้นมู่อี้พยายามเขียนมันขึ้นมาอีกหลายครั้งแต่ก็ไม่มีครั้งไหนที่เขาประสบความสำเร็จเลย ความสำเร็จครั้งที่ผ่านมาน่าจะเป็นเพียงแค่เรื่องบังเอิญ

บางทีอาจเป็นเพราะว่าเขายกระดับการฝึกฝนทางจิตวิญญาณขึ้นมาได้จึงสามารถเขียนยันต์สายฟ้าออกมาได้สำเร็จ

แต่ด้วยยันต์สายฟ้าและตะเกียงทองแดงที่อยู่ในมือของเขาในตอนนี้ แม้ว่ามู่อี้จะไม่ได้มีประสบการณ์การต่อสู้มากนักแต่เขาก็กล้าที่จะลองใช้พวกมันดูอีกครั้ง

มู่อี้เปลี่ยนเสื้อผ้าและลงจากเขาไปเงียบๆ เสื้อผ้าที่เขาสวมใส่ก็เป็นเสื้อผ้าที่ซูจงซานมอบให้ก่อนหน้านี้เพราะว่ามู่อี้มีเพียงชุดคลุมสีขาวเพียงแค่ 2 ตัวเท่านั้นและเขาต้องสลับกันใส่ในแต่ละวัน

แม้ว่าเนื้อผ้าจะหยาบไปสักหน่อยแต่คงไม่มีใครมาสังเกตเสื้อผ้าบนร่างกายของมู่อี้อย่างแน่นอน ดังนั้นมู่อี้จึงสวมหมวกเก็บเส้นผมของเขาไปด้วยเช่นกัน

ไม่อย่างนั้นแล้วหากเขาปล่อยผมและสวมชุดของนักพรตลัทธิเต๋าออกไปอาจจะทำให้เกิดความวุ่นวายได้และอาจจะทำให้ปัญหาที่ไม่จำเป็นเกิดขึ้นมากมาย

หลังจากพวกแมนจูเข้าปกครองและก่อตั้งราชวงศ์ชิงขึ้นมาเป็นเวลานับร้อยปี นอกจากบุคคลที่พิเศษบางคนแล้วประชาชนทุกๆคนต่างก็ต้องโกนผมครึ่งหน้าของตนเองออกหากใครไม่ปฏิบัติตามต้องมีโทษถึงประหารชีวิต (ชนเผ่าแมนจูได้เข้ามายึดครองแผ่นดินจีนและได้ออกคำสั่งบังคับเรื่องทรงผมให้กับชายชาวฮั่น โดยทรงผม คือ โกนศีรษะหน้าไว้เปียหลังหรือที่มักเรียกว่า “ทรงแมนจู”)

มู่อี้แต่งกายด้วยชุดที่ไม่โดดเด่นจนเกินไป หลังจากได้เข้าไปในเมืองแล้วเขาก็เดินไปรอบๆตลาดก่อนจากนั้นก็เดินกลับมาที่ประตูด้านหลังของบ้านตระกูลซู มีใครบางคนกำลังรอคอยเขาอยู่ในตอนนี้

"ท่านชาย มาถึงแล้วหรอขอรับ" ชายคนนี้คือคนเดียวกันที่ขึ้นไปบนภูเขาก่อนหน้านี้ เมื่อได้เห็นมู่อี้เขาก็แสดงความเคารพออกมาทันที

"ขอรับ ชายคนนั้นมาที่นี่แล้วหรือยัง?" มู่อี้พยักหน้าและถามกลับไปเบาๆเพื่อไม่ให้คนนอกได้ยิน

"ชายคนนั้นและทุกๆคนกำลังรอคอยท่านอยู่ภายในสวนแล้วขอรับ" คนรับใช้คนนั้นตอบกลับมาทันที

"แล้วท่านหญิงชราเป็นอย่างไรบ้างขอรับ?" มู่อี้ยังคงถามต่อไป

"เขาได้ปลุกให้ท่านหญิงชราตื่นขึ้นมาแล้วขอรับ แต่ชายคนนั้นบอกว่าเขาจะรอจนกว่าค่ำคืนนี้จะมาถึง หลังจากวิญญาณร้ายถูกทำลายไปท่านหญิงชราก็ค่อยๆกลับมาหายดีขอรับ" คนรับใช้คนนั้นตอบกลับมาพร้อมกับนำทางเข้าไปในบ้านทันที

ตั้งแต่ต้นจนถึงเข้ามาที่นี่คนรับใช้คนนั้นก้มศีรษะลงและตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงที่สุภาพอ่อนน้อมอยู่เสมอแต่มู่อี้ก็รู้ว่าคนรับใช้ที่ดูธรรมดาและมีอายุประมาณ 30 ปีคนนี้น่าจะเป็นหนึ่งในคนที่ซูจงซานไว้ใจได้มากที่สุดและเขาเองก็วางตัวในตระกูลซูด้วยความต่ำต้อยอยู่เสมอ

ยิ่งไปกว่านั้นพลังในร่างกายของเขาไม่ได้ถือว่าต่ำเลย แม้มูยี่จะมี 3 คนหรือ 5 คนก็คงเอาชนะเขาได้ยากอย่างแน่นอน

มู่อี้แสยะยิ้มในใจทันทีเมื่อได้ยินคำตอบ ดูเหมือนว่าหมาป่าจะปรากฏตัวขึ้นมาแล้วและยังรีบมาที่นี่ภายในเวลาเพียงแค่วันเดียว เขารู้สึกกลัวขึ้นมาเล็กน้อยเพราะชายคนนั้นอาจโกรธแค้นที่เขาไปทำลายสมบัติที่กำลังจะมาอยู่ในมือ

สำหรับหญิงชรานี่ถือเป็นการฆาตกรรมโดยเจตนา หลังจากที่เขาจับเนี่ยนหนิวเอ้อร์ได้แล้วเขาอาจจะทำการรักษาให้กับหญิงชราเพราะเป้าหมายจริงๆของเขาก็คือการจับเนี่ยนหนิวเอ้อร์ไม่ใช่เพื่อฆ่าคน

คนรับใช้พามู่อี้มาที่กระท่อมเล็กๆอันเงียบสงบที่อยู่ภายในสวนหลังบ้าน ที่นี่เงียบสงบมากและปกติแล้วจะห้ามไม่ให้ใครเข้ามา

แต่ในตอนนี้มู่อี้ต้องรอต่อไป เขาต้องรอจนถึงตอนค่ำเพื่อให้ชายคนนั้นเริ่มพิธีกรรมและเมื่อถึงตอนนั้นเขาจะร่วมมือกับเนี่ยนหนิวเอ้อร์เพื่อฆ่าชายคนนั้น!

ตามคำที่ท่านปู่ได้บอกเขาเอาไว้อยู่เสมอ ไม่ว่าจะทำอะไรหรือไม่ทำอะไรก็ตามอย่าทำให้ตนเองต้องมีปัญหาภายหลัง

เมื่อตัดสินใจเป็นศัตรูกันแล้วก็ต้องถอนรากถอนโคนทั้งหมด มู่อี้ยึดถือในความคิดนี้อยู่เสมอและไม่คิดว่ามันผิดปกติ แม้ว่าก่อนหน้านี้เจิ้งสือซงอาจจะคิดร้ายต่อเขาแต่ก็ยังไม่ได้ลงมือ ดังนั้นเขาจึงกลั่นแกล้งเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

ถ้าไม่ใช่เพราะการเกลี้ยกล่อมของซูหยิงหยิง มู่อี้คงไม่ปล่อยเรื่องนี้ไปง่ายๆ แน่นอนว่ามันเป็นเพราะเจิ้งสือซงไม่ได้ทำอะไรเขาด้วยเช่นกันไม่อย่างนั้นแล้วแม้ว่าจะเป็นซูหยิงหยิงเขาก็คงไม่ไว้หน้าอย่างแน่นอน

เมื่อถึงตอนเย็นก็มีคนนำอาหารมาให้เขาและจากนั้นก็เป็นซูจงซานที่ตามมาขอโทษที่ไม่ได้ออกมาต้อนรับเพราะไม่อยากแหวกหญ้าให้งูตื่นและหวังว่ามู่อี้จะเข้าใจเรื่องนี้

ในเรื่องนี้มู่อี้รู้สึกเพียงว่าซูจงซานมีจิตใจที่มั่นคงและไม่เพิกเฉยต่อเรื่องนี้ ยิ่งไปกว่านั้นเขายังไม่สนใจเรื่องอื่นๆตราบใดที่มันทำให้เป้าหมายของเขาสำเร็จได้

ในเวลาเดียวกันนั้นเจิ้งสือซงก็เดินออกมาจากห้องด้วยความโกรธ

เจิ้งสือซงไม่ใช่คนโง่ ในทางกลับกันเขารู้ดีเรื่องความชั่วร้ายของจิตใจมนุษย์ยิ่งกว่าใครและเขายังพอคาดเดาได้ว่าใจของแต่ละคนนั้นเป็นอย่างไร แน่นอนว่าคนอย่างเขาย่อมสามารถปรับตัวไปตามสถานการณ์ได้อย่างดีเพื่อหลอกให้คนอื่นๆตายใจ

ถ้าหากว่ามู่อี้สามารถรักษาท่านย่าของเขาได้จริงๆ เช่นนั้นแล้วชายหนุ่มคนนี้จะกลายเป็นผู้มีบุญคุณของท่านปู่ของเขาและตระกูลซู เขาย่อมไม่อาจทำให้มู่อี้ต้องขุ่นเคืองใจได้ แม้ว่ามู่อี้จะกลายเป็นผู้มีบุญคุณของท่านปู่แต่ในใจของเขาก็ยังคงรู้สึกว่ามู่อี้คือพวกนักต้มตุ๋นอยู่ดี

เพราะไม่ว่ามู่อี้จะรักษาท่านย่าของเขาอย่างไร เขาก็ได้รู้จากปากของซูหยิงหยิงและไม่ได้เห็นด้วยตาของตัวเองเลย มู่อี้เก่งกาจมากเพียงใดนั้นเขาไม่มีทางรู้ได้เลย สิ่งเดียวที่เขารู้ก็คือมู่อี้ล้มเหลวในการรักษาไม่แตกต่างอะไรจากพวกนักบวชที่มาหลอกลวงก่อนหน้านี้

ซูจินหลุนและซูหยิงหยิงก็ไม่ได้พูดอะไรในคืนนั้น สีหน้าของทั้งสองคนดูเป็นกังวลแม้ว่าจะอยู่ในสวนหลังบ้านด้วยกันแต่ทั้งสองคนก็บอกว่าเรื่องที่เกิดขึ้นนั้นพวกเขาเองก็ไม่ทราบแน่ชัดว่ามันคืออะไร

เมื่อเป็นแบบนี้เจิ้งสือซงก็คิดว่ามู่อี้ต้องเป็นพวกนักต้มตุ๋นอย่างแน่นอน

ดังนั้นหลังจากได้เห็นท่านนักพรตอีกคนที่เข้ามาในตระกูลวันนี้และสามารถทำให้ท่านย่าของเขาตื่นขึ้นมาได้ทันที เจิ้งสือซงก็รู้สึกว่าชายคนนี้จะต้องเป็นนักพรตเต๋าที่เก่งกาจอย่างแท้จริงแน่นอนและถามคำถามที่อยู่ในใจของเขาออกไป

หลังจากได้ยินชายคนนั้นบอกว่าการใช้เลือดของลูกหลานของหญิงชรามาเป็นหมึกในการเขียนยันต์เป็นแค่เรื่องตลกเท่านั้น เจิ้งสือซงก็รู้ทันทีว่ามู่อี้จะต้องตั้งใจกลั่นแกล้งเขาอย่างแน่นอนแต่เขาก็ไม่ได้เชื่อคำพูดของชายคนนี้เสียทั้งหมด

แต่เมื่อเข้ามาในห้องที่มู่อี้ใช้ความพิธีกรรมก่อนหน้านี้เจิ้งสือซงก็เห็นคราบเลือดที่เปื้อนอยู่บริเวณกระถางดอกไม้ เขาก็เข้าใจได้ทันทีว่ามู่อี้จงใจกลั่นแกล้งเขาจริงๆและอีกฝ่ายไม่จำเป็นต้องใช้เลือดของเขาด้วยซ้ำแต่ตั้งใจทำให้เขาต้องเจ็บปวด

หลังจากได้รู้เรื่องนี้สายตาของเขาก็แสดงความโกรธออกมาทันที เขาอยากจะไปฆ่ามู่อี้ตั้งแต่ตอนนี้เลยด้วยซ้ำ

แต่ในตอนนี้เขาต้องยับยั้งความโกรธของตนเองเอาไว้ก่อน ไม่ใช่เพราะว่าเขามีความเมตตาแต่เขารู้ว่านี่คือช่วงเวลาที่สำคัญของตระกูลและมันไม่เหมาะสมที่เขาจะลงมือในตอนนี้ ร่างกายของเขาก็ยังคงอ่อนแอและยังต้องพักผ่อนอีกสัก 2-3 วัน หลังจากผ่านช่วงเวลานี้ไปแล้วและท่านย่าของเขากลับมาหายเป็นปกติ เมื่อถึงตอนนั้นคงไม่มีใครสนใจมู่อี้อีกต่อไปและนั่นคือเวลาแก้แค้นของเขา

ไม่ว่าเจิ้งสือซงจะคิดอะไรอยู่แต่มู่อี้ก็ไม่สนใจ สิ่งที่เขาต้องกลัวมีเพียงตระกูลซูเท่านั้นไม่ได้หวาดกลัวเจิ้งสือซงเลยแม้แต่น้อย ไม่ว่าตะกูลของเจิ้งสือซงจะยิ่งใหญ่มากแค่ไหนแต่ถ้าหากมอบเวลาให้มู่อี้มากพอแม้แต่ตระกูลซูเขาก็ไม่รู้สึกหวาดกลัวอีกต่อไป

จบบทที่ ตอนที่ 22 สิ่งที่คิดอยู่ในใจ

คัดลอกลิงก์แล้ว