เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 7 ข้อตกลง

ตอนที่ 7 ข้อตกลง

ตอนที่ 7 ข้อตกลง


ตอนที่ 7 ข้อตกลง

"ปั้ง!"

"เสียงปืน?"

เสียงที่ดังขึ้นอย่างฉับพลันทำให้มู่อี้รู้สึกตกใจอย่างมาก แต่หลังจากนั้นเขาก็ตั้งสติได้และคาดเดาว่ามันคือเสียงของปืน

มู่อี้ติดตามนักพรตเฒ่าเดินทางไปตามสถานที่ต่างๆมากมายแม้กระทั่งเคยเข้าไปทำพิธีกรรมในบ้านขุนนางชั้นสูง แต่เขาไม่เคยเห็นเลยว่าปืนมีรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร ตามที่เขาทราบมาอาวุธปืนนั้นมีเพียงกองทัพของราชวงศ์ชิงที่มีอาวุธชนิดนี้ไว้ในครอบครอง

"ทำไมถึงมีเสียงปืนดังขึ้นในป่าแห่งนี้?" มู่อี้รู้สึกสงสัย

หลังจากที่เขาตั้งรกรากอยู่ที่ภูเขาแห่งนี้ เขาคิดว่าบนภูเขาลูกนี้จะมีเขาอาศัยอยู่เพียงแค่คนเดียว แต่ในตอนนี้เหมือนมีแขกที่อันตรายมาเยือน มู่อี้ใช้เวลาครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ว่าเขาจะทำอย่างไรต่อไป

ในที่สุดมู่อี้ก็ตัดสินใจที่จะเดินตรงไปยังจุดที่เสียงปืนดังขึ้น เขาค่อยๆเดินไปอย่างช้าๆด้วยความระมัดระวัง

"เจ้าคิดเห็นอย่างไร? มันดีกว่าใช่ไหมล่ะ? ของสิ่งนี้มีอานุภาพมากกว่าอาวุธที่บรรพบุรุษของเราสร้างขึ้นมาเสียอีก" เมื่อมู่อี้เข้ามาใกล้เขาก็ได้ยินเสียงบทสนทนาที่ชัดขึ้น

"เจิ้งสือซงเจ้าลองพูดเช่นนั้นต่อหน้าท่านพ่อดูสิ" เสียงของชายอีกคนหนึ่งดังขึ้น

จากบทสนทนาระหว่างทั้งสองคนทำให้มู่อี้รู้ว่าพวกเขาเป็นลูกพี่ลูกน้องที่ไม่สนิทสนมกันมากนัก

"เฮ้ ข้ายอมรับว่าข้าเป็นคนไม่เอาไหน แต่วันนี้เจ้าแพ้แล้วอย่าลืมเดิมพันของพวกเราล่ะ" เจิ้งสือซงยิ้มและพูดอย่างภาคภูมิใจ

"หืม! ตะวันยังไม่ตกดินก็ยังไม่รู้ผลแพ้ชนะหรอก" อีกเสียงตะโกนออกมาเสียงดัง

"ดี มาตัดสินกันว่าใครจะสามารถล่าพังพอนตัวสีเหลืองได้ก่อนกัน" เจิ้งสือซงกล่าวในทันที

มู่อี้ซ่อนตัวอยู่ในความมืดและเงี่ยหูฟังบทสนทนาที่ค่อยๆดังขึ้นเรื่อยๆ ทันใดนั้นเขาก็เหลือบไปเห็นงูที่เลื้อยอยู่ใต้ใบไม้ทำให้เขาขยับตัวหนีโดยสัญชาติญาณ

การเคลื่อนไหวของเขาทำให้เกิดเสียงดังขึ้นอย่างไม่คาดคิด

ผู้ที่เดินทางเข้ามาในป่าและภูเขามักตื่นตัวอยู่ตลอดเวลาเพื่อรับรู้อันตรายรอบข้าง การขยับตัวของเขาทำให้เจิ้งสือซงและชายอีกคนรู้ตัวในทันที นอกจากนี้อีกฝ่ายมาเพื่อล่าสัตว์ พวกเขาอาจยิงไปยังจุดที่เกิดเสียงขึ้นเพราะคิดว่าเป็นสัตว์ป่าก็เป็นได้

ดังนั้นมู่อี้จึงหลบไปด้านข้างพร้อมกับทำเสียงครวญครางออกมา

"นั่นใคร?"

พอได้ยินเสียงของมู่อี้อีกฝ่ายก็ถามเสียงดังทันที

"มีงู มีงูอยู่ที่นี่" มู่อี้ตะโกนและยืนขึ้นอย่างช้าๆเพื่อแสดงตัวให้อีกฝ่ายมองเห็นเขา

หลังจากยืนขึ้นมู่อี้ก็รู้สึกดีใจที่ตนเองตัดสินใจเช่นนี้

ไม่ไกลจากจุดที่เขาซ่อนตัว ไม่ได้มีเพียงคนเพียง 3 คนเท่านั้นแต่มีกันทั้งหมด 5 คน มีลูกชายของขุนนาง 2 คน หญิงสาวที่ปลอมตัวมา ชายร่างสูงใหญ่ซึ่งดูเหมือนเป็นองครักษ์ และเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ

ในตอนนี้ลูกชายขุนนางขึ้นลำปืนและอีกคนหนึ่งง้างคันธนูเล็งไปที่ร่างของมู่อี้ แม้แต่ชายร่างใหญ่ก็ดึงดาบที่เหน็บอยู่ที่เอวออกมา ถ้าหากมู่อี้ไม่ได้แสดงตัวออกมาผลที่ตามมาอาจเป็นหายนะของเขา

"เจ้าเป็นใคร?"

เมื่อเห็นมู่อี้แสดงตัวออกมาพวกเขาต่างก็รู้สึกโล่งใจ มีเพียงชายร่างใหญ่ที่รีบวิ่งมาหามู่อี้อย่างเร่งรีบและชี้ปลายดาบแหลมไปที่เขา

"ข้าอาศัยอยู่ในหุบเขาฟูเนียวแห่งนี้ วันนี้ข้ามาที่นี่เพื่อล่าสัตว์และบังเอิญเดินผ่านมาทางที่พวกท่านอยู่พอดี" ในขณะที่มู่อี้พูดเขาก็หยิบขวานที่เหน็บไว้ที่เอวขึ้นมาแล้วโยนลงไปบนพื้น เขาต้องการพิสูจน์ว่าตนเองมาที่นี่เพื่อล่าสัตว์จริงๆและไม่ได้มีพิษภัยต่อพวกเขา

เมื่อได้ยินคำพูดของมู่อี้และเห็นเขาทิ้งขวาน ชายร่างใหญ่ก็พยักหน้าเล็กน้อยและมีสีหน้าที่ดูผ่อนคลายขึ้น

สิ่งที่เป็นกุญแจสำคัญก็คือทรงผมและอายุของมู่อี้ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาหากคนธรรมดาไม่โกนผมพวกเขาจะถูกตัดหัว แต่นักบวชลัทธิเต๋าได้รับการยกเว้น เมื่อพวกเขาเห็นทรงผมของมู่อี้จึงรู้ได้ทันทีว่าเขาเป็นนักพรตเต๋า

นอกจากนี้มู่อี้อายุยังน้อยทำให้ดูไม่มีพิษภัยสำหรับพวกเขา

มู่อี้เดินตามชายผู้ถือดาบไปที่ฝูงชนด้วยใบหน้าที่สงบนิ่ง

"ฮ่าฮ่า นักพรตลัทธิเต๋าออกล่าสัตว์อย่างนั้นหรือ? นี่เป็นเรื่องที่ตลกสุดเท่าที่ข้าได้ยินในปีนี้" เจิ้งสือซงหัวเราะขบขัน

เจิ้งสือซงเป็นชายในวัยยี่สิบปี เขามีใบหน้าอ่อนหวานคล้ายผู้หญิงและกำลังถือปืนอยู่ในมือ เขาสวมเครื่องแต่งกายแบบชาวตะวันตกและไว้ผมเปีย แม้ว่าเขากำลังแสดงออกถึงอารมณ์ขันซึ่งแตกต่างจากคนอื่นๆ แต่ในสายตาของมู่อี้กลับไม่เห็นเป็นเช่นนั้นและพูดออกมาเบาๆว่า "นักพรตลัทธิเต๋าก็เป็นมนุษย์เหมือนพวกท่านที่ต้องกินเพื่ออยู่รอด ข้าไม่ได้ขโมยหรือทำให้ใครเดือดร้อนจึงไม่คิดว่ามันเป็นเรื่องที่น่าขันตรงไหน"

"พูดได้ดี การพึ่งพาตัวเองไม่งอมืองอเท้าไม่ใช่เรื่องที่น่าละอายและดีกว่าคนบางคนเสียอีก" ชายหนุ่มที่ดูเหมือนจะไม่ลงรอยกันกับเจิ้งสือซงตะโกนออกมาเสียงดัง

"จินหลุน ข้าไม่คิดว่าสิ่งที่นักพรตเต๋าพูดจะเป็นความจริงทั้งหมด เขาอาจจะซ่อนตัวและแอบฟังการสนทนาของเราอยู่ก็ได้ ข้าว่าควรให้ซ่งเหว่ยจับตัวเขาเอาไว้เพื่อซักถามจะดีกว่า" สีหน้าของเจิ้งสือซงดูย่ำแย่และมีจิตสังหารในแววตาของเขา

ในสายตาของเขามู่อี้ไม่แตกต่างไปจากขอทานริมถนน ขอทานที่กล้าโต้เถียงและทำให้เขาเสียหน้ามันก็เท่ากับรนหาที่ตาย นอกจากนี้ในป่าเขาเช่นนี้การฆ่าใครบางคนเป็นเรื่องที่ทำได้ง่ายดาย หากเขาไม่กังวลเกี่ยวกับภาพลักษณ์ที่ไม่ดีต่อหน้าลูกพี่ลูกน้องเขาคงทำไปแล้ว

"เจิ้งสือซงเจ้าพูดเกินไปแล้ว เขาเป็นแค่นักพรตเต๋าอายุน้อยคนหนึ่ง" ซูจินหลุนขมวดคิ้วในขณะที่พูด แต่เห็นได้ชัดว่าเขาไม่ได้รับรู้ถึงจิตสังหารในสายตาของเจิ้งสือซงเลย เขาเพียงแค่คิดว่าเจิ้งสือซงต้องการสั่งสอนมู่อี้เท่านั้น

"ถ้าลูกพี่ลูกน้องของข้าพูดเช่นนั้น ข้าก็ไม่มีปัญหาอะไรอีก เร็วเข้าพวกเรามาตัดสินกันต่อก่อนที่ตะวันจะตกดิน" เจิ้งสือซงยิ้มเล็กน้อยราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น

อย่างไรก็ตามมู่อี้คอยสังเกตท่าทีของเขาอยู่ตลอดเวลาและรับรู้ถึงจิตใจที่คับแคบของอีกฝ่าย มู่อี้รู้ดีว่าเพียงคำพูดไม่กี่คำของคนอื่นไม่สามารถทำให้เขาเปลี่ยนใจอย่างแน่นอนและมู่อี้เห็นแววตาที่อาฆาตแค้นของอีกฝ่ายอย่างชัดเจน

แม้ว่ามู่อี้จะยังไม่สามารถทำจิตใจให้สงบ แต่กระแสจิตของเขาก็แข็งแกร่งกว่าเดิมมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคนอื่นมีจิตมุ่งร้ายต่อเขา ไม่ว่าจะเป็นความตั้งใจดีหรือเป็นอันตรายก็สามารถแยกแยะได้ชัดเจน

เมื่อได้ยินเจิ้งสือซงพูดเช่นนั้นออกมา ซูจินหลุนเห็นก็รู้สึกโล่งอกเพราะเขาไม่ต้องเสียเวลากับเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้อีก

"ช้าก่อน"

ขณะที่ซูจินหลุนกำลังจะหันหลังกลับก็มีเสียงดังขึ้นข้างๆเขา มันเป็นเสียงของผู้หญิงที่ปลอมตัวมาซึ่งเธอยืนเงียบมาโดยตลอดและแต่งตัวเป็นผู้ชาย

"เสี่ยวหยิงเกิดอะไรขึ้น?" ซูจินหลุนมองน้องสาวของเขาอย่างงุนงง

ผู้หญิงที่ปลอมตัวมาไม่สนใจเขา มองไปที่มู่อี้โดยตรงและถามว่า "นักพรตเต๋าน้อยท่านอาศัยอยู่บนภูเขาฟูเนียวแห่งนี้ใช่หรือไม่?"

"ใช่ขอรับ" มู่อี้พยักหน้า

"ถ้างั้นท่านก็สามารถสะกดวิญญาณได้สินะ?" ผู้หญิงที่ปลอมตัวมาถาม

"ข้าเคยสะกดวิญญาณมาหนึ่งหรือสองครั้ง" มูอี้ตอบหลังจากหยุดคิดครู่หนึ่ง ด้วยความสามารถในปัจจุบันของเขาถ้าพบวิญญาณทั่วๆไปก็สามารถจัดการได้ แต่เขายังไม่แข็งแกร่งพอที่จะสะกดวิญญาณที่ทรงพลัง

แม้ชายชราเคยสอนเขาว่า เหล่าขุนนางและชนชั้นสูงส่วนใหญ่ล้วนเป็นคนที่หยิ่งยโสและจองหอง และมู่อี้เองก็ไม่ได้ต้องการยุ่งเกี่ยวกับพวกเขามากนัก แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับเขาตอนนี้คือการมีชีวิตอยู่ เดิมเขาคิดว่าตนเองสามารถล่าสัตว์เพื่อประทังชีวิตให้อยู่รอดได้ แต่ตอนนี้เห็นได้ชัดว่ามันไม่ง่ายอย่างที่เขาคิดและสิ่งที่เขาต้องการตอนนี้คือโอกาสในการหาเงิน

"อย่าปล่อยให้มันหลอกสิ ดูมันสิ คิดว่ามันจะสะกดวิญญาณได้อย่างไรกัน? นอกจากนี้วิญญาณก็ไม่มีอยู่จริง มันก็เป็นแค่นักต้มตุ๋นเท่านั้นแหละ" เจิ้งสือซงพูดพร้อมกับหัวเราะ

"นักพรตเต๋าน้อยท่านต้องคิดให้รอบคอบ ถ้าท่านโกหกข้าก็จะไม่สามารถอยู่บนภูเขาฟูเนียวได้อีกต่อไป" ผู้หญิงที่ปลอมตัวมาไม่สนใจคำพูดของเจิ้งสือซง เธอเริ่มพูดกับมูอี้ต่อไป

สิ่งนี้ทำให้ความเกลียดชังของเจิ้งสือซงที่มีต่อมู่อี้รุนแรงขึ้น

"ทุกท่านไม่ต้องกังวลไป ให้ข้าได้ลองดูก่อน" มู่อี้ตอบกลับอย่างระมัดระวัง

"เอาล่ะ หลังจากนี้สามวันให้ท่านลงมาจากภูเขาและไปพบข้าที่บ้านตระกูลซูและชื่อของข้าคือ ซูหยิงหยิง" เธอบอกกับเขาก่อนที่จะเดินจากเขาไป

"ท่านนักพรตเต๋า เห็นแก่หน้าหยิงหยิงข้าจะปล่อยท่านไป หลังจากนี้สามวันข้าอยากจะเห็นจริงๆว่าสีหน้าของท่านจะเป็นอย่างไร"

มูอี้มองดูพวกเขากำลังแยกเดินจากไป

สามวันสินะ ท่านซูหยิงหยิง…

จบบทที่ ตอนที่ 7 ข้อตกลง

คัดลอกลิงก์แล้ว