- หน้าแรก
- หนึ่งทศวรรษที่ฉันรักนาย
- บทที่ 70: ก่อนเจียงเหวินซวี่จะจากมา...
บทที่ 70: ก่อนเจียงเหวินซวี่จะจากมา...
บทที่ 70: ก่อนเจียงเหวินซวี่จะจากมา...
ยิ่งอ้ายจื่ออวี้ดีกับเขามากเท่าไหร่ เหอจือซูก็ยิ่งยอมรับเขาได้ยากขึ้นเท่านั้น ในทางหนึ่ง เหอจือซูไม่อยากฉุดรั้งอีกฝ่ายไว้ แต่อีกทางหนึ่งที่สำคัญกว่าคือ... อ้ายจื่ออวี้เหมือนเจียงเหวินซวี่ในอดีตมากเกินไป
สายตาอ่อนโยนที่มองมาพร้อมรอยยิ้ม แววตาที่ตามใจ ความมุ่งมั่นและการแสดงความรักอันลึกซึ้งที่แสดงออกมาอย่างระมัดระวัง... ทุกอย่างมันคุ้นเคยจนน่าตกใจ
เหอจือซูจำได้ว่าตอนใกล้สอบเข้ามหาวิทยาลัย แม่รู้เรื่องความสัมพันธ์ของเขากับเจียงเหวินซวี่ แม่ผู้ซึ่งปกติเป็นผู้หญิงที่อ่อนโยนที่สุด คว้าไม้กวาดขึ้นมาจะฟาดตีเขา เจียงเหวินซวี่ดึงเขาเข้าไปกอดและใช้ร่างกายบังเขาไว้จนมิด
เขาพูดว่า "ความผิดผมเองครับ อย่าลงโทษเขาเลย" เขาไม่สะทกสะท้านเลยสักนิด เขาปกป้องจือซูจากความเจ็บปวดและความโกรธเกรี้ยวที่สุดของแม่
จากนั้นเขาก็โน้มตัวลงมาหาเหอจือซู และพูดประโยคที่จือซูไม่มีวันลืม "ไม่ต้องกลัวนะ ผมอยู่นี่แล้ว"
ดังนั้น เหอจือซูจึงทำได้เพียงเข้มแข็งที่จะไม่ให้อภัยเจียงเหวินซวี่ แต่เขาก็ไม่สามารถละทิ้งความทรงจำและความรักลึกซึ้งที่มีร่วมกันได้
มันไม่ยุติธรรมกับอ้ายจื่ออวี้เลยจริง ๆ
...
หนึ่งวันก่อนเดินทางกลับ เจียงเหวินซวี่ไปที่สุสานอันเซียน เขาคุกเข่าหน้าหลุมศพพ่อแม่ของเหอจือซูอยู่ครึ่งชั่วโมง และเผากระดาษเงินกระดาษทองให้พวกท่าน
เขาคลี่กระดาษเงินกระดาษทองทีละใบแล้วโยนเข้ากองไฟ นิ้วมือสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้ ดูเหมือนเจียงเหวินซวี่แก่ลงไป 10 ปีในชั่วพริบตา แก้มที่ตอบซูบและดวงตาที่เหนื่อยล้า ไม่หลงเหลือร่องรอยของความดิบเถื่อนในอดีตอีกเลย
ใบหน้าของเขาหมองคล้ำลงเพราะควันไฟ เสียงของเขาทุ้มต่ำราวกับกลัวจะรบกวนดวงวิญญาณเบื้องล่าง "ผม..."
เขาหยุดไปครู่หนึ่งเพื่อกลั้นเสียงสะอื้น "ถ้าผมรู้ว่าเรื่องจะลงเอยแบบนี้ ผมคงไม่เข้าใกล้เหอจือซูตั้งแต่แรก..."
(ถ้า)อยู่ห่างจากเขา จือซูคงมีชีวิตที่ดีกว่านี้ คงสอบติดคณะแพทย์ดี ๆ มีแฟนสาว และเป็นหมอหลังเรียนจบ ถึงแม้เหอจือซูอาจจะไม่ได้มีความสุขที่สุด แต่อย่างน้อย... เจียงเหวินซวี่ก็จะไม่ใช่ต้นเหตุของความทุกข์นั้น
เจียงเหวินซวี่รู้ดีว่าเขาไม่คู่ควรกับเหอจือซู เขาเห็นแก่ตัว หลังจากถูกยกยอมานาน เขาคิดว่าตัวเองสมควรได้รับของใหม่ ๆ ที่หรูหราฟู่ฟ่า เขาเลยเตลิดไปใหญ่ กลายเป็นเพลย์บอยที่ไม่รู้จักทางกลับบ้าน แต่พอลองมาคิดดูตอนนี้... ถ้าไม่มีเหอจือซูอยู่เคียงข้างตั้งแต่ต้นจนจบ เขาก็ไม่ใช่ใครเลย ไม่มีค่าอะไรเลย
เมื่อเขาเอื้อมมือไปแล้วคว้าได้เพียงความว่างเปล่า เขาก็รู้ตัวว่าเผากระดาษเงินกระดาษทองจนหมดแล้ว เขาตื่นจากภวังค์และโขกศีรษะคำนับหลุมศพ "ผมรู้ว่าพวกท่านคงคิดถึงจือซู แต่ได้โปรดอย่าเพิ่งพาเขาไปเร็วขนาดนี้เลยนะครับ..." เจียงเหวินซวี่ไม่อยากให้ชีวิตสั้น ๆ ของจือซูต้องจบลงแบบนี้ ชีวิตจือซูลำบากตอนที่มีคนรัก แต่พอชีวิตเริ่มดีขึ้น กลับไม่มีใครรักเขา เขารู้ว่าชดใช้สิ่งที่จือซูสูญเสียไปไม่ได้ แต่เขาจะทำทุกอย่างที่ทำได้ ส่วนที่เหลือ... เขาจะขอชดใช้ให้ในชาติหน้า
ระยะทาง 1,200 กิโลเมตรจากหางโจวถึงปักกิ่ง... ทุกตารางนิ้ว ผมคิดถึงคุณนะจือซู
เจียงเหวินซวี่มองลงไปผ่านหน้าต่างเครื่องบิน เห็นแต่เมฆหมอก ความโดดเดี่ยวเข้าจู่โจมทันที เขาเคยคิดว่าตัวเองทรงพลังและไม่เกรงกลัวอะไร นั่นเป็นเพราะเขามีเหอจือซูอยู่ข้างกายต่างหาก
เจียงเหวินซวี่เก่งเรื่องการเสแสร้ง แกล้งทำเป็นเข้มแข็งดุดัน แต่ความจริงแล้ว เขาเติบโตช้าเกินไป เหอจือซูตามใจและอดทนกับเขามาตลอด ตั้งแต่คบกันจนถึงวันที่ตัดสินใจจากไป จือซูไม่เคยทำให้เขาลำบากใจเลย
จือซูอ่อนโยนเสมอ แม้จะผ่านค่ำคืนที่อ้างว้าง ผ่านความทุกข์ทรมานที่เจียงเหวินซวี่มอบให้ และความเจ็บปวดจากโรคร้าย เขาก็ยังมองเจียงเหวินซวี่ด้วยความรักและกอดแน่นๆ ก่อนจากไป
แต่เจียงเหวินซวี่ก็ยังปล่อยมือเขาไปก่อนอยู่ดี
หากทุกครั้งที่กำลังจะสูญเสียใครสักคนไป เราสามารถกอดเขาให้แน่นขึ้นได้ ชีวิตคงมีความเสียใจน้อยลงกว่านี้
ทุ่มครึ่ง เจียงเหวินซวี่ถึงปักกิ่ง ก้าวออกจากเครื่องบินก็สัมผัสได้ถึงความหนาวเหน็บกัดกระดูกของฤดูหนาวทางเหนือ ลมหนาวตอนกลางคืนแทงทะลุผิวหนัง
ผู้ช่วยซ่งมารับพร้อมเสื้อโค้ทอุ่น ๆ
"จิงเหวินอยู่ไหน? ฮันนีมูนเหรอ?" เจียงเหวินซวี่สวมโค้ทแล้วถาม
ผู้ช่วยซ่งนึกอยู่ครู่หนึ่ง "คุณจางยังอยู่ปักกิ่งครับ ปู่เจ้าสาวอาการแย่แล้ว"
เจียงเหวินซวี่ก้มดูนาฬิกา "ไปรอที่รถก่อน ฉันจะโทรหาจิงเหวิน"
ผู้ช่วยรับคำและลากกระเป๋าไป
เจียงเหวินซวี่พิงผนัง เขาเหนื่อยเกินกว่าจะยืนตรงๆ พักครู่หนึ่งแล้วหยิบโทรศัพท์โทรหาจิงเหวิน
"เหวินซวี่?" จางจิงเหวินรับสายเร็วมาก "แกอยู่ที่ไหน?"
เจียงเหวินซวี่ก้มหน้าบีบจมูกตัวเอง "ฉันกลับมาปักกิ่งแล้ว"
"งั้น..."
"อย่าถาม" เจียงเหวินซวี่ตัดบทเพราะไม่อยากพูดถึงความเจ็บปวด "ช่วยฉันสักเรื่องเถอะ"