เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 210 การต่อสู้ที่ทำให้ทั้งสามกระอักเลือด (ฟรี)

บทที่ 210 การต่อสู้ที่ทำให้ทั้งสามกระอักเลือด (ฟรี)

บทที่ 210 การต่อสู้ที่ทำให้ทั้งสามกระอักเลือด (ฟรี)


“อะไรนะ?” ทั้งสามคนสีหน้าเปลี่ยนไปอย่างมาก

ความเร็วของเจียงชวนนี้ทำให้ผู้คนตกตะลึงเกินไปแล้ว

เกือบจะเคลื่อนย้ายในพริบตา แต่นี่คือระยะทางหลายร้อยจั้ง!

“ป้องกัน!”

ทั้งสามประสานงานกันอย่างรวดเร็ว คนหนึ่งหยิบสมบัติวิเศษป้องกันออกมา อีกคนหนึ่งเริ่มประสานอินร่ายเวท

ส่วนผิงหยางจื่อที่ตะโกนเป็นคนแรกนั้น กำลังควบคุมจานกลมบนท้องฟ้าให้ขยายใหญ่ขึ้นแล้วลอยมาอยู่เหนือศีรษะของพวกเขา

เพียงชั่วพริบตา ลำแสงจากจานกลมก็สาดส่องลงมาห่อหุ้มร่างของทั้งสามไว้ภายในม่านพลังงาน ดูเหมือนว่าสมบัติวิเศษของเขาจะเป็นของวิเศษที่ใช้ได้ทั้งรุกและรับในตัว

บัดนี้ ขณะที่ทั้งสามคนกำลังถอยร่นเพื่อตั้งหลัก การโจมตีของเจียงชวนก็มาถึงอย่างรวดเร็วเช่นกัน

คันเบ็ดปรากฏขึ้นในมือของเขา ก่อนจะตวัดออกไปราวกับแส้เส้นยาว สายไหมดับวิญญาณพุ่งเข้าหาคนทั้งสามในทันที

เพียงพริบตาเดียว สายไหมดับวิญญาณก็ตวัดรัดรอบม่านพลังงานของทั้งสามไปถึงสองรอบ

“หึ่ง...หึ่ง...”

เสียงสั่นสะเทือนอันน่าประหลาดดังขึ้น

“อ๊า!”

พลังเวทของทั้งสามพลันหยุดชะงัก อวิ๋นหยางจื่อซึ่งกำลังร่ายเวทอยู่ถึงกับยกสองมือขึ้นกุมศีรษะ ก่อนจะกระอักโลหิตออกมาคำหนึ่ง การร่ายเวทของเขาจึงหยุดชะงักลงกลางคัน

แต่ถึงกระนั้น สายไหมดับวิญญาณของเจียงชวนก็ยังไม่อาจทะลวงผ่านการป้องกันของพวกเขาเข้าไปได้โดยตรง

สมบัติวิเศษป้องกันที่หมิงหยางจื่อหยิบออกมาพลันเปล่งประกายเจิดจ้า สร้างโล่พลังงานกลมโตขึ้นมาปกป้องพวกเขาไว้โดยอัตโนมัติ

ไม่เพียงเท่านั้น จานกลมบนท้องฟ้าของผิงหยางจื่อก็ส่งพลังเวทลงมาเสริมความแข็งแกร่งให้แก่โล่นั้นด้วย

สมบัติวิเศษระดับสามนั้นเริ่มมีจิตวิญญาณเป็นของตนเอง แม้จะยังสื่อสารกับผู้เป็นนายโดยตรงไม่ได้ แต่ก็สามารถปกป้องเจ้าของได้โดยสัญชาตญาณและตอบสนองต่อเจตจำนงของผู้ใช้ได้เป็นอย่างดี

เจียงชวนถือคันเบ็ดแน่น ก่อนที่สายไหมดับวิญญาณที่รัดพันโล่ป้องกันอยู่จะสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงอีกครั้ง

แรงสั่นสะเทือนนี้ทำให้ใบหน้าของทั้งสามคนที่อยู่ภายในซีดเผือดลงกว่าเดิม

การโจมตีทางจิตวิญญาณ! ร่มใหญ่ของหมิงหยางจื่อก็เป็นสมบัติวิเศษประเภทนี้ และบัดนี้สายไหมดับวิญญาณของเจียงชวนก็เช่นกัน

“เจ้าหนู! เจ้าเก่งมาก!”

บัดนี้ ปากและจมูกของอวิ๋นหยางจื่ออาบไปด้วยโลหิตจนดูราวกับปีศาจร้าย เขากำลังจ้องเขม็งมายังเจียงชวนก่อนจะยกมือขึ้นเริ่มประสานอินร่ายเวทอีกครั้ง แต่ครานี้หาใช่มนตราป้องกันไม่

เจียงชวนเงยหน้าขึ้นมอง

เมฆทะมึนเริ่มก่อตัวขึ้นบนขอบฟ้าอย่างรวดเร็ว

วิชาอัสนี!

“หึ! คิดว่าหลบอยู่ในกระดองเต่าแล้วจะรอดรึ?”

สิ้นเสียงเย้ยหยัน เจียงชวนพลันอ้าปาก ปล่อยให้กระจกบานเล็กบานหนึ่งลอยออกมาจากตำหนักม่วงของเขา

ในยามนี้เองที่เจียงชวนตระหนักได้อย่างถ่องแท้ถึงจุดอ่อนของตนเองในเรื่องสมบัติวิเศษ

ยอดฝีมือระดับนี้ล้วนมีสมบัติวิเศษระดับสามครบครันทั้งรุกและรับ แต่ตัวเขากลับมีเพียงสายไหมดับวิญญาณที่ใช้เสริมการโจมตีได้เท่านั้น

หากไม่ใช้ศาสตราวิญญาณ ลำพังแค่สายไหมเส้นนี้กับวิชาเวทคงยากจะทำลายเกราะป้องกันของพวกมันได้

แม้ตนจะเป็นผู้บำเพ็ญกาย และตอนนี้สามารถอาศัยปรากฏการณ์สวรรค์ผสมผสานกับวิชาเคลื่อนวารีจนเกิดเป็นความเร็วที่เกือบจะเทียบเท่าการเคลื่อนย้ายในพริบตาได้ แต่ด้วยขอบเขตกายาทองคำขั้นที่หนึ่ง การจะใช้เพียงร่างกายทลายการป้องกันของสมบัติวิเศษระดับสามนั้นก็ดูจะเป็นการฝันกลางวัน

ในเมื่อการยืดเยื้อต่อไปไร้ประโยชน์ ก็ถึงเวลาต้องใช้ไพ่ตายเสียที!

กระจกเสวียนซวีถูกส่องไปยังพวกเขา และในบัดดล ร่างเงาสายหนึ่งก็พลันลอยออกมาจากกระจก

“อะไรกัน!?”

ผิงหยางจื่อที่กำลังจะสั่งให้ใบมีดบินเข้าโจมตีเจียงชวนอีกครั้งถึงกับเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง เพราะร่างเงาแรกที่เจียงชวนจำลองออกมาก็คือตัวเขาเอง!

จานกลมอีกใบทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ก่อนจะสาดลำแสงสายหนึ่งไปยังวงป้องกันของทั้งสามคนที่บัดนี้เคลื่อนไหวเชื่องช้าลงอย่างเห็นได้ชัด

เพียงชั่วพริบตา ทั้งสามคนที่เดิมทีก็เคลื่อนไหวช้าอยู่แล้วก็พลันหยุดนิ่งลงทันที

ยิ่งไปกว่านั้น แสงเร้นลับที่ห่อหุ้มวงป้องกันของพวกเขาบัดนี้กลับเริ่มละลายหายไปราวกับเกล็ดหิมะที่ต้องแสงแดด

“ไอ้สารเลว!” ผิงหยางจื่อสบถออกมาอย่างหัวเสีย

แน่นอนว่าเจียงชวนหาได้ใส่ใจไม่

“อีกครั้ง!”

สิ้นเสียงตะโกน ร่างเงาอีกสายหนึ่งก็ก้าวออกมาจากกระจก

เพียงชั่วครู่ วงป้องกันแบบเดียวกันก็ปรากฏขึ้นรอบกายของเจียงชวน

ในขณะเดียวกัน วิชาอัสนีบนท้องฟ้าก็ก่อตัวขึ้นสมบูรณ์ สายฟ้าฟาดผ่าลงมาเป็นสายๆ

แต่ทั้งหมดนั้นกลับถูกสกัดกั้นไว้ได้ด้วยสมบัติวิเศษป้องกันที่ร่างปลอมของหมิงหยางจื่อใช้ออกมา

อวิ๋นหยางจื่อที่อยู่ฝั่งตรงข้ามถึงกับแทบกระอักเลือด ส่วนหมิงหยางจื่อก็รู้สึกอึดอัดจนอดไม่ได้ที่จะพ่นคำสบถ

“ให้ตายสิ...”

พวกเขาทั้งหมดตกอยู่ในอาการมึนงง

สถานการณ์บัดนี้ได้พลิกผันไปจนเกินกว่าที่พวกเขาจะคาดคิดและควบคุมได้แล้ว

เดิมทีพวกเขาคิดว่าแม้เจียงชวนจะบำเพ็ญเพียรทั้งกายและเวท แต่พวกเขาก็มีกันถึงสามคน แถมยังอยู่ในขอบเขตแก่นทองคำขั้นสมบูรณ์ และยังมาจากดินแดนชั้นในอีกด้วย

วิชาเวทและสมบัติวิเศษที่พวกเขาใช้นั้นย่อมเหนือชั้นกว่าคนบ้านนอกในดินแดนชั้นนอกอย่างเทียบกันไม่ติด

แต่บัดนี้...

ศาสตราวิญญาณ!

ใช่แล้ว!

แม้ว่าตอนนี้อู๋หยาจื่อจะยังไม่ปรากฏกายออกมาจากกระจกเสวียนซวี แต่พวกเขาก็ยังจดจำได้ว่านี่คือศาสตราวิญญาณ

เพราะสมบัติวิเศษระดับสามนั้นไม่อาจสร้างปรากฏการณ์เช่นนี้ได้

มีเพียงศาสตราวิญญาณอันแสนพิสดารเหล่านั้นเท่านั้นที่จะมีพลังอำนาจถึงเพียงนี้!

ชั่วขณะหนึ่ง

การต่อสู้ก็เริ่มขึ้นอีกครั้ง

ข้างกายเจียงชวน ร่างปลอมของอวิ๋นหยางจื่อก็กำลังร่ายเวทอยู่เช่นกัน วิชาอัสนีแบบเดียวกันถูกส่งออกไปโจมตีใส่หน้าอย่างบ้าคลั่ง ส่วนผิงหยางจื่ออีกคนก็ควบคุมจานกลมเพื่อลดการป้องกันของอีกฝ่าย ขณะเดียวกันก็สั่งให้ใบมีดบินเข้าโจมตีอย่างต่อเนื่อง

“สหายเต๋า! หยุดเพียงเท่านี้ได้หรือไม่! ข้าจะยอมมอบหินวิญญาณระดับสูงให้ท่าน!”

ผิงหยางจื่อที่อยู่ฝั่งตรงข้ามร้องต่อรองออกมา

สถานการณ์บัดนี้ย่ำแย่เกินกว่าจะรับไหว สายไหมดับวิญญาณของเจียงชวนยังคงรัดพันพวกเขาอยู่ แถมยังสั่นสะเทือนเป็นระยะๆ อย่างน่ารำคาญ

และตอนนี้ ข้างกายเจียงชวนยังมี “พวกเขา” อีกสามคน

ไม่ว่าจะเป็นสมบัติวิเศษหรือวิชาเวทก็มีครบครัน

อาจกล่าวได้ว่า ตอนนี้หัวใจของพวกเขาเย็นเยียบไปจนถึงขั้วแล้ว

“เหอะเหอะ!”

เจียงชวนหัวเราะขึ้นมา แต่เขาก็เพียงแค่หัวเราะและไม่ได้เอ่ยอะไรตอบกลับไป

ฝันหวานอะไรอยู่!

หากพวกเขายอมมอบหินวิญญาณให้แต่โดยดีก่อนที่จะลงมือ เรื่องก็คงจะจบลงได้ง่ายๆ

แต่บัดนี้...

เจียงชวนโบกมือครั้งหนึ่ง ทันใดนั้น ร่างสีทองอร่ามก็ปรากฏขึ้นข้างๆ กายของเขา

ปลาอ๋าวหนวดทองก็ถูกเรียกออกมาด้วยเช่นกัน!

“โจมตีพวกมัน! ทำลายกระดองเต่าของพวกมันซะ!”

“นายท่าน! ข้ามาช่วยด้วยขอรับ!”

เต่าเฒ่าซึ่งรออยู่ที่ปากถ้ำมาตลอด เมื่อเห็นสถานการณ์เช่นนี้ก็รีบส่งเสียงในใจขณะที่ร่างเต่าของมันเหินข้ามผืนน้ำทะเลเข้ามาอย่างรวดเร็ว

“ดี!”

เจียงชวนตอบรับ

ชั่วขณะหนึ่ง สีหน้าของทั้งสามคนที่อยู่ฝั่งตรงข้ามก็ยิ่งดูน่าเกลียดขึ้นไปอีก

“สหายเต๋า! ท่านต้องการให้ปลาตายตาข่ายขาดจริงๆ หรือ! พวกเราสามคนก็ใช่ว่าจะไม่มีไพ่ตาย!”

ผิงหยางจื่อกัดฟันกรอดพลางจ้องเขม็งมายังเจียงชวนแล้วตะโกน

แต่สิ่งที่ตอบกลับเขามามีเพียงเสียงสั่นสะเทือนของสายไหมดับวิญญาณและ...

“ไปไกลๆ ส้นตีนข้าเลย! ต่อให้พวกเจ้าตายห่ากันหมด ท่านปู่มังกรของข้าก็ยังไม่ตายโว้ย!” ปลาอ๋าวหนวดทองคำรามลั่น

“เจ้าบังคับข้าเองนะ!”

ฉับพลันนั้น อวิ๋นหยางจื่อก็คลุ้มคลั่งขึ้นมาทันที

เขาพลันกระอักโลหิตออกมาอีกคำโต

“ศิษย์น้องอวิ๋น!”

“ศิษย์น้อง!”

อีกสองคนร้องเรียกอย่างร้อนรน

ดูเหมือนว่าเขากำลังจะใช้วิชาลับต้องห้ามบางอย่างออกมาแล้ว

ดวงตาทั้งสองข้างของเขาแดงก่ำราวกับเลือด กลิ่นอายสีแดงดำแผ่ซ่านออกมาจากทั่วร่าง ในยามนี้ เขาไม่ต่างอะไรจากสัตว์ป่าที่กำลังหอบหายใจอย่างหนักหน่วง สายตาจับจ้องไปยังเจียงชวนราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ ก่อนจะยกมือขึ้นปรากฏเป็นดาบยาวสีโลหิตสด

“วันนี้ ทั้งเจ้าและปลาของเจ้าต้องตาย!”

สิ้นเสียง ร่างของเขาก็วูบหายไปจากวงป้องกันในบัดดล

แต่แล้วเรื่องที่ทำให้เขาต้องตกตะลึงก็บังเกิดขึ้น

ข้างกายของเจียงชวน ร่างจำแลงของอวิ๋นหยางจื่อซึ่งกำลังร่ายเวทโจมตีวงป้องกันของอีกฝ่ายอยู่ ก็พลันกระอักโลหิตคำโตออกมาเช่นเดียวกัน

จากนั้น ภายใต้สายตาที่แทบไม่เชื่อของเขา ร่างจำแลงของอวิ๋นหยางจื่อก็ร่ายวิชาต้องห้ามสำเร็จเช่นกัน!

และมันก็พลิกฝ่ามือสร้างดาบยาวที่เหมือนกับในมือของเขาออกมาเล่มหนึ่ง

“ข้าว่าเจ้าคงจะลืมอะไรไปบางอย่างกระมัง?”

เสียงของเจียงชวนดังขึ้นอย่างแผ่วเบา

ฉับพลันนั้น อวิ๋นหยางจื่อที่อยู่ฝั่งตรงข้ามก็ถึงกับคลุ้มคลั่งขึ้นมาทันที

“เป็นไปไม่ได้!”

เขาชูดาบยาวในมือขึ้นแล้วตะโกนลั่น

คมดาบสีแดงเลือดสูงร้อยจั้ง (ประมาณ 333 เมตร) ทะยานขึ้นสู่ฟ้า รายล้อมไปด้วยไอสีดำอันน่าสะพรึงกลัว

“ข้าไม่เชื่อว่าร่างจำแลงของเจ้าจะลอกเลียนได้ทุกอย่างจริงๆ!”

ดาบยาวที่ทะยานฟ้าฟันลงมาทางเจียงชวนอย่างรุนแรง

แต่ในชั่วพริบตา คมดาบอีกสายที่เหมือนกันทุกประการก็ฟันสวนขึ้นมาจากเบื้องล่าง

“ศิษย์น้อง!”

“ระวัง!”

ทั้งสองคนที่อยู่ในวงป้องกันร้องอุทานออกมาพร้อมกัน

แต่ยังไม่ทันสิ้นเสียงร้องของพวกเขา คมดาบทั้งสองสายก็ปะทะกันเข้าอย่างจังแล้ว

“ตูม!”

เบื้องหน้าเจียงชวน ร่างจำแลงของอวิ๋นหยางจื่อถอยร่นไปอย่างรวดเร็ว ก่อนจะระเบิดสลายกลายเป็นธุลีกลางอากาศ ด้วยความที่มิใช่ร่างเนื้อแท้จริง เมื่อได้รับบาดเจ็บสาหัสจึงสลายไปในบัดดล

แน่นอนว่า อวิ๋นหยางจื่อที่อยู่ฝั่งตรงข้ามก็อาการสาหัสไม่แพ้กัน ร่างของเขาก็ถอยร่นไปอย่างรวดเร็วเช่นกัน เจียงชวนเห็นเพียงละอองโลหิตโปรยปรายลงมาจากจุดที่เขาเคยยืนอยู่

“ศิษย์น้อง!”

ผิงหยางจื่อรีบใช้มือพลังปราณรับตัวเขาไว้แล้วนำกลับเข้ามายังวงป้องกัน

“พรวด...”

อวิ๋นหยางจื่อพยายามจะเอ่ยบางอย่าง แต่บัดนี้กลับทำได้เพียงพ่นละอองโลหิตออกมา

“แย่แล้ว! บาดเจ็บสาหัสเกินไป แถมผลของวิชาต้องห้ามยังตีกลับเข้าตัวอีก!” หมิงหยางจื่อในตอนนี้ก็ร้อนใจเช่นกัน

เขามองไปยังเจียงชวนด้วยใบหน้าที่บิดเบี้ยวน่าเกลียดอย่างหาที่เปรียบมิได้

“สหายเต๋า จะทำเช่นไรท่านถึงจะยอมหยุดมือ!”

เขาผู้ซึ่งมีนิสัยใจร้อนที่สุดในสามคน บัดนี้กลับถูกซัดจนสิ้นฤทธิ์ หรือจะพูดให้ถูกก็คือ ถูก “ตัวเอง” ซัดจนสิ้นฤทธิ์นั่นเอง

ศาสตราวิญญาณของเจียงชวนนั้นไร้เทียมทานเกินไป มันสามารถลอกเลียนได้ทุกสิ่งทุกอย่าง แล้วเช่นนี้จะสู้ต่อไปได้อย่างไร?

ชะตากรรมของอวิ๋นหยางจื่อเป็นเช่นนี้แล้ว หากพวกเขายังดันทุรังสู้อย่างเอาเป็นเอาตาย ผลลัพธ์จะดีไปกว่านี้ได้หรือ?

แน่นอนว่าไม่! หยางติ่งเทียนผู้นี้เพียงแค่ยืนดูอยู่ข้างๆ ก็จะได้เห็นพวกเขาและร่างจำแลงของตนเองดับสิ้นไปพร้อมกัน!

.....

แนะนำนิยาย!

ผู้อัญเชิญสายล้มละลาย

"คุณเจียงเฉิน ในฐานะผู้อัญเชิญระดับ S ที่อายุน้อยที่สุดของสหพันธรัฐ มีเคล็ดลับอะไรที่สามารถถ่ายทอดให้ผู้อัญเชิญคนอื่น ๆ ได้ไหม?"

เจียงเฉินหรี่ตามอง ก่อนจะยิ้มมุมปากอย่างเจ้าเล่ห์ "อืม... พยายามทำสัญญากับอสูรให้น้อยหน่อยล่ะกัน~"

ผู้สัมภาษณ์ขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความสงสัย "หมายความว่าคุณแนะนำให้พวกเขาทุ่มทรัพยากรทั้งหมดให้กับอสูรตัวเดียว เพื่อฝึกฝนให้เชี่ยวชาญงั้นหรือ?"

เจียงเฉินหัวเราะเบา ๆ พร้อมส่ายหน้า

"ไม่หรอก เพราะถ้าทำสัญญากับอสูรมากเกินไป มันจะล้มละลายเอาง่าย ๆ"

"คุณช่างล้อเล่นเก่งจริง ๆ" ผู้สัมภาษณ์กล่าวพร้อมรอยยิ้ม

เจียงเฉินไม่ตอบกลับ เพียงแค่หันไปมองฝูงอสูรของตัวเองที่กำลังหิวโหยและจ้องมองอาหารด้วยสายตาเป็นประกาย พลันตกอยู่ในภวังค์ความคิด

ก็เป็นผู้อัญเชิญระดับ S เหมือนกันแท้ ๆ... แต่ทำไมยิ่งแข็งแกร่งขึ้น เขากลับยิ่งจนลงเรื่อย ๆ กันนะ...

ภาพของอสูรที่ล้อมรอบด้วยความหิวโหยนั้น ช่างเป็นภาพที่สะท้อนถึงชีวิตผู้อัญเชิญได้อย่างชัดเจน ความแข็งแกร่งที่แลกมาด้วยความสิ้นเปลือง ทรัพยากรที่ร่อยหรอไปกับการเลี้ยงดูพวกมันไม่รู้จบ...

>คลิกอ่านที่นี่<

จบบทที่ บทที่ 210 การต่อสู้ที่ทำให้ทั้งสามกระอักเลือด (ฟรี)

คัดลอกลิงก์แล้ว