เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 110 ลงเขา (ฟรี)

บทที่ 110 ลงเขา (ฟรี)

บทที่ 110 ลงเขา (ฟรี)


“โฮก!”

เสียงคำรามของมังกรดังกึกก้องขึ้นอีกครา เพียงพริบตาเดียว มังกรวารีก็ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าอีกครั้ง

คราวนี้ เจียงชวนสังเกตเห็นว่า บนศีรษะของมันมีกระบี่วิเศษเล่มหนึ่งลอยอยู่ ส่องประกายเจิดจ้าเป็นพิเศษ

“นั่นคือ...”

เจียงชวนคล้ายจะจำได้ขึ้นมา

สำนักของตนมีศาสตราวุธวิญญาณประจำสำนักที่ชื่อว่ากระบี่เสวียนเทียน

แม้ว่าเจียงชวนจะไม่เคยเห็น แต่ศาสตราวิเศษประเภทกระบี่หลายเล่มในสำนักล้วนสร้างเลียนแบบรูปลักษณ์ของมัน รวมทั้งกระบี่ชลธารมรกตที่เจียงชวนเคยใช้มาก่อน

“จริงหรือนี่”

เจียงชวนเบิกตากว้าง

ร่างที่แท้จริงของศาสตราวุธวิญญาณ... นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็น!

เปรี้ยง!

ไม่รอให้เจียงชวนได้คิดมาก บนฟากฟ้าก็มีสายฟ้าขนาดเท่าขาอ่อนฟาดลงมาอีกครั้ง

ครานี้ มังกรวารีใช้กระบี่วิเศษบนศีรษะของมันรับไว้

เพียงชั่วครู่ กระบี่วิเศษนั้นก็ผ่าสายฟ้าออกเป็นสองท่อนอย่างง่ายดาย ทำให้มังกรวารีที่อยู่เบื้องล่างผ่านพ้นทัณฑ์อสนีบาตนี้ไปได้อย่างปลอดภัย

“โฮก!”

เสียงคำรามของมังกรดังขึ้นอีกครั้ง ท่ามกลางสายตาของเหล่าศิษย์สำนักสุริยันในม่านเมฆ มังกรวารีรีบเก็บกระบี่วิเศษที่บัดนี้แสงสว่างได้หม่นหมองลงไปหลังจากการผ่าสายฟ้า

มันอ้าปากกว้าง พลันมีร่มคันใหญ่คันหนึ่งบินขึ้นไปกางอยู่เหนือศีรษะ

พร้อมกันนั้น ร่างของมันก็ขดตัวอย่างรวดเร็ว ปรากฏเป็นเงาร่างมังกรสีดำทะมึนซ้อนทับอยู่ด้านนอก

ทัณฑ์สวรรค์เพื่อก่อกำเนิดหยวนอิงนั้นมีเพียงสามสาย ด้วยเหตุนี้อัตราการสูญเสียชีวิตจากทัณฑ์สวรรค์ขั้นนี้จึงค่อนข้างต่ำ

สำหรับมัน อสนีบาตสายแรกนั้นใช้ร่างกายเข้าต้านรับ ส่วนสายที่สองเป็นเพียงการสูญเสียพลังปราณไปกับการขับเคลื่อนศาสตราวิญญาณเท่านั้น

บัดนี้ เมื่อต้องเผชิญหน้ากับอสนีบาตสายสุดท้าย มันจึงเตรียมใช้สมบัติวิเศษสำหรับป้องกันชิ้นนี้ ควบคู่ไปกับเคล็ดวิชาลับของตนเพื่อเอาตัวรอด

แกร็ก...!

เพียงชั่วอึดใจ พลันปรากฏสายอัสนีบาตที่ใหญ่โตกว่าเดิมผ่าออกมาจากกลางเมฆาทัณฑ์อีกครั้ง ร่มคันมหึมาพลันสาดส่องประกายแสงลี้ลับ ต้านรับสายอัสนีบาตนั้นไว้อย่างมั่นคง

ทว่าเพียงชั่วพริบตา ท่ามกลางสายตาอันวิตกกังวลของทุกคนจากสำนักสุริยันในม่านเมฆ ร่มระดับสมบัติวิเศษชั้นเลิศคันนั้นก็พลันหลอมละลายด้วยอานุภาพของสายฟ้า

ตูม!

ร่างของมังกรวารีถูกฟาดกระแทกลงสู่เบื้องล่างจนจมหายไปใต้พื้นดินอีกครา เมฆาทัณฑ์บนฟากฟ้าสลายตัวไปอย่างรวดเร็ว

ขณะเดียวกันนั้นเอง ปราณวิญญาณทั่วทั้งฟ้าดินก็เกิดการสั่นไหว ก่อนจะไหลมารวมตัวกัน ณ จุดๆ หนึ่งอย่างหนาแน่นจนเห็นได้ชัด

เจียงชวนย่อมรู้ดีว่า นี่คือสัญญาณของการข้ามผ่านทัณฑ์สวรรค์ได้สำเร็จแล้ว

“เฮ้อ อิจฉาจัง!”

ยามนี้ เต่าเฒ่าถึงกับอดรำพึงออกมามิได้ แม้จะรู้สึกว่าอนาคตของตนนั้นสดใสเพียงใด แต่บัดนี้มังกรวารีกลับก้าวล้ำหน้าไปสู่ขอบเขตที่มันเฝ้าใฝ่ฝันมาตลอดได้ก่อนตนเสียแล้ว

“ไว้มีโอกาสเมื่อใด ข้าจะพาเจ้าไปทำความรู้จักกับผู้อาวุโสท่านนี้เอง ตอนนี้เจ้ากลับไปก่อนเถิด เมื่อการข้ามทัณฑ์สิ้นสุดลงแล้ว ข้าก็ต้องลงจากเขาเสียที”

เจียงชวนยื่นมือออกไป พลางนึกในใจเพียงครั้งเดียว ก็สามารถนำร่างของเต่าเฒ่ากลับเข้าสู่มิติส่วนตัวของเขาได้อีกครา

......

“เถ้าแก่เนี้ย อย่ามัวยืนอยู่เฉยเลย เปิดร้านค้าขายเถิด!”

ในตลาดที่เคยคึกคักแต่บัดนี้กลับรกร้างว่างเปล่า เจียงชวนพลันปรากฏกายขึ้นเบื้องหน้าหอร้อยสมบัติในชั่วพริบตา

สภาพของที่นี่ในยามนี้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง ตลาดทั้งหมดได้กลายสภาพเป็นซากปรักหักพัง ถนนหนทางเดิมก็พังทลายจนสิ้น

ทว่ายังมีสิ่งปลูกสร้างบางส่วนที่ยังคงสภาพดีอยู่ได้ ด้วยเพราะมีค่ายกลคอยเสริมความแข็งแกร่งเอาไว้

เจียงชวนต้องใช้เวลาค้นหาอยู่ครู่ใหญ่จึงจะพบหอร้อยสมบัติ

“เอ๊ะ ท่านเซียนกลับมาแล้วหรือเจ้าคะ”

เถ้าแก่เนี้ยเมื่อเห็นว่าเป็นเจียงชวนก็ตกตะลึงไปชั่วขณะ ก่อนจะรีบแย้มยิ้มทักทาย

แน่นอนว่านางย่อมจดจำเจียงชวนได้มิลืมเลือน ต่อให้ลืมผู้ใดไป ก็มิอาจลืมบุรุษผู้นี้ได้!

บุรุษท่านนี้เคยใช้เพียงกระดาษขาวแผ่นหนึ่งมาแลกเปลี่ยนสมบัติวิเศษจากร้านของนางไป

“อืม ข้าเพิ่งกลับมาได้ไม่นาน เจ้าคงได้ยินข่าวแล้วว่าพวกข้ากำลังจะลงจากเขา พอดีว่าเรือเหาะของข้าได้สูญหายไปในแดนลับ ไม่ทราบว่าที่นี่พอจะมีขายหรือไม่”

“มีเจ้าค่ะ แต่ที่มีอยู่มิใช่เรือเหาะแบบมาตรฐาน!”

เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ เถ้าแก่เนี้ยก็มีสีหน้าหนักใจขึ้นเล็กน้อย ทั้งยังมองเจียงชวนด้วยแววตาระแวดระวัง

นางหวาดกลัวอย่างแท้จริงว่าเจียงชวนจะนำกระดาษขาวมาแลกเปลี่ยนอีกครั้ง

แม้ว่าเรื่องนั้นจะไม่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อนางมากนัก แต่ในฐานะผู้ดูแลร้าน หากของล้ำค่าถูกแลกไปด้วยกระดาษเปล่า นางก็เกรงว่าจะถูกตำหนิในภายภาคหน้าได้

ท้ายที่สุดแล้ว คนที่อนุญาตให้เจียงชวนใช้กระดาษขาวแลกของได้ ก็หาใช่เจ้าสำนักตัวจริงไม่

“ข้าเข้าใจแล้ว นำทางไปเถิด ข้าจะเข้าไปเลือกดูสักลำ นอกเหนือจากนั้น ข้ายังต้องการยันต์วิเศษอีกจำนวนหนึ่งด้วย”

เจียงชวนย่อมมองเห็นความหวาดระแวงของนาง ทว่าบัดนี้เขามิได้เป็นเช่นในอดีตอีกต่อไปแล้ว

ก่อนที่จะเข้าสู่แดนลับ เขายากจนข้นแค้นอย่างแท้จริง แต่บัดนี้ ความยากจนได้กลายเป็นเพียงเรื่องในอดีตสำหรับเขา

มิต้องกล่าวถึงสมุนไพรวิญญาณและของล้ำค่าอื่นๆ ที่อยู่ในถุงเก็บของของเขา เพียงแค่หินวิญญาณอย่างเดียว เจียงชวนก็มีอยู่กว่าสองพันก้อนแล้ว

ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะบรรดาผู้คนที่อยู่ในแดนลับต่างเต็มใจมอบถุงเก็บของให้แก่เขาอยู่บ่อยครั้ง อีกทั้งซือเหยายังมักจะนำถุงเก็บของกลับมาฝากยามที่นางออกไปล่าอสูรเป็นครั้งคราว หินวิญญาณทั้งหมดที่อยู่ในถุงเหล่านั้นจึงตกเป็นของเจียงชวนโดยปริยาย เรียกได้ว่าเจียงชวนในยามนี้ได้กลายเป็นเศรษฐีหน้าใหม่ไปแล้วโดยสมบูรณ์

ใช้เวลาไม่นาน เจียงชวนก็เลือกของที่ต้องการจนเสร็จสิ้น

เรือเหาะลำนี้มีราคาหินวิญญาณสูงถึงหกร้อยก้อน แม้จะไม่นับว่าเป็นของชั้นเลิศสุดยอด แต่เมื่อเทียบกับเรือเหาะลำเดิมของเจียงชวนแล้ว ก็มีความเร็วเพิ่มขึ้นกว่าเดิมอย่างน้อยสามถึงสี่ส่วน

นอกเหนือจากนี้ เจียงชวนยังได้ซื้อยันต์ส่งวิญญาณจำนวนห้าร้อยแผ่น ยันต์ฟื้นฟูระดับหนึ่งขั้นกลางอีกสองร้อยแผ่น และยันต์พละกำลังระดับหนึ่งขั้นกลางอีกสองร้อยแผ่น

ในการเดินทางลงเขาครานี้ เจียงชวนคาดการณ์ว่าในโลกมนุษย์อาจมีความต้องการยันต์วิเศษทั้งสามชนิดนี้

ยันต์ส่งวิญญาณนั้นใช้สำหรับประกอบพิธีส่งดวงวิญญาณ ยันต์ฟื้นฟูใช้สำหรับรักษาอาการบาดเจ็บ ส่วนยันต์พละกำลังนั้น เจียงชวนเตรียมจะนำไปแจกจ่ายให้แก่ชาวบ้านบางส่วน เพื่อให้พวกเขามีกำลังวังชาในการสร้างบ้านเรือนของตนเองขึ้นมาใหม่

“ไว้โอกาสหน้าเชิญท่านเซียนมาอุดหนุนใหม่นะเจ้าคะ!”

เถ้าแก่เนี้ยส่งยิ้มอย่างเบิกบานอยู่ที่หน้าประตู ท่าทีของนางแตกต่างจากตอนแรกที่ได้ยินว่าเจียงชวนจะมาซื้อของอย่างสิ้นเชิง

ก็ช่วยมิได้ เมื่ออยู่ต่อหน้าหินวิญญาณมากมายถึงเพียงนั้น ใครเล่าจะอดชื่นบานใจได้

ในเวลาไม่นาน เจียงชวนก็บังคับเรือเหาะลำใหม่ฝ่าม่านฝนที่โหมกระหน่ำ มุ่งหน้ากลับไปยังยอดเขาลิบโลก

การจะลงจากเขานั้น จำต้องรอรับคำสั่งจากท่านอาจารย์เสียก่อน

ทว่าเรื่องบังเอิญก็เกิดขึ้น เจียงชวนเพิ่งจะกลับมาถึงยอดเขาลิบโลก ก็พลันเห็นซือเหยาเหินกายมาดุจสายรุ้งจากทิศทางของยอดเขาหลัก

ซือเหยามิได้มุ่งหน้าไปยังตำหนักถ้ำของนาง แต่กลับร่อนลง ณ ลานประลองยุทธ์ที่พังทลาย ซึ่งตั้งอยู่เบื้องหน้าเรือนพักของเหล่าศิษย์เช่นเจียงชวน

“ท่านอาจารย์!”

เจียงชวนลงจากเรือเหาะแล้วจึงโค้งกายคารวะ

ซือเหยาพยักหน้ารับ พอดีกับที่ศิษย์อีกสามคนรีบวิ่งตามมาสมทบจากอีกทางหนึ่ง

“เฉิงเฟิง ของใช้ของหัวเฟิงและเสี่ยวหลาน เจ้าจัดการเรียบร้อยแล้วหรือไม่”

ซือเหยารอจนกระทั่งศิษย์คนโตมาถึงจึงเอ่ยถามขึ้นทันที

“เรียนท่านอาจารย์ จัดการเรียบร้อยแล้วขอรับ”

ซือเหยาพยักหน้าอย่างเงียบงัน ก่อนจะกล่าวต่อไปว่า “ช่วงนี้สถานการณ์วุ่นวาย อาจารย์เองก็มิอาจปลีกตัวมาได้ ให้นำของดูต่างหน้าของพวกเขาส่วนหนึ่งไปทำสุสานเสื้อผ้าไว้ที่ตีนเขา ส่วนของใช้จำเป็นอื่นๆ พวกเจ้าก็นำไปแบ่งกันเสีย”

“อีกอย่างหนึ่ง ข้ามีโอสถสองขวดนี้ซึ่งสามารถยืดอายุขัยให้แก่คนธรรมดาได้ เจ้าจงช่วยข้านำไปมอบให้บิดามารดาของพวกเขาทั้งสองด้วย”

ซือเหยาพลิกฝ่ามือ เผยให้เห็นขวดกระเบื้องเล็กๆ สองขวด ซ่งเฉิงเฟิงจึงรับไปอย่างเงียบเชียบ

“เอาล่ะ พวกเจ้าทั้งสามคนเตรียมตัวให้พร้อมแล้วก็ลงเขาไปได้เลย เฉิงเฟิง เจ้านำโอสถและของดูต่างหน้าไปที่บ้านของหัวเฟิงและเสี่ยวหลานก่อน”

“ท่านอาจารย์ ในส่วนของเสี่ยวหลานนั้น ข้าขอเป็นผู้ไปเองขอรับ”

ในยามนั้นเอง ศิษย์พี่สี่ซึ่งเพิ่งมาถึงและมีท่าทีเหม่อลอยก็เอ่ยขึ้น

ซือเหยาทอดมองเขา สุดท้ายก็ทำเพียงพยักหน้าเบาๆ

“ได้”

นางมิได้กล่าวสิ่งใดมากไปกว่านั้น ส่วนใหญ่เป็นเพราะนางเองก็ไม่รู้ว่าจะปลอบโยนศิษย์ผู้นี้ได้อย่างไร

ด้วยเรื่องราวระหว่างเขากับเสี่ยวหลานนั้น ในฐานะอาจารย์ นางย่อมรับรู้ดีอยู่แล้ว

ในเวลาไม่นาน ทั้งสามคนก็หมุนกายจากไป

ซือเหยาซึ่งยืนอยู่ ณ ที่นั้นจึงหันมามองเจียงชวน

“นี่คือเรือเหาะที่เจ้าเพิ่งซื้อมาใหม่หรือ”

“ขอรับ ลำเดิมของศิษย์ได้สูญหายไปในแดนลับแล้ว”

“อืม... การลงเขาครานี้มีขึ้นเพื่อช่วยเหลือราษฎร ห้ามเจ้าแอบไปตกปลาอีกเป็นอันขาด!”

“...”

เจียงชวนถึงกับไร้คำจะกล่าว

“ท่านอาจารย์ ศิษย์เองก็เป็นกังวลถึงสถานการณ์ที่บ้านเกิดเช่นกัน ยิ่งไปกว่านั้น การช่วยเหลือราษฎรย่อมเป็นหน้าที่ของผู้บำเพ็ญเพียรเช่นพวกเรา ศิษย์ย่อมแยกแยะได้ว่าเรื่องใดสำคัญกว่าเรื่องใดขอรับ”

“เจ้ารู้ตัวก็ดีแล้ว”

ซือเหยาหาได้วางใจไม่ ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะเจียงชวนเคยสร้างเรื่องให้นางต้องกังวลมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน

ครั้งหนึ่งเขาเคยบอกว่าจะกลับไปดูแลบ้าน แต่สุดท้ายกลับไปตกปลาที่บ้านเกิด

ครั้นบอกว่าจะออกไปฝึกฝนเคล็ดวิชาลับ ก็กลับแอบไปตกปลาตั้งแต่เพิ่งจะก้าวเท้าออกจากสำนัก

แม้กระทั่งตอนที่อยู่ในแดนลับ เมื่อนางพบเจอเขา เขาก็กำลังตกปลาอยู่

บางครั้งนางก็รู้สึกจนปัญญาจะกล่าววาจาใดๆ กับเขาจริงๆ

“ครานี้พวกเราชิงไข่มุกมังกรปฐพีกลับมาได้สำเร็จ แม้รางวัลจากสำนักจะยังมิได้ข้อสรุปที่แน่ชัด แต่สำนักย่อมไม่ลืมความดีความชอบของพวกเราเป็นแน่ ดังนั้นเจ้าอย่าได้คิดกังวลไปเลย กลับไปเยี่ยมบ้านเจ้าเสียก่อน จากนั้นจงเดินทางไปยังที่ต่างๆ การได้ช่วยเหลือผู้คนแม้เพียงหนึ่งคน ก็นับเป็นบุญกุศลอันยิ่งใหญ่ พวกเราต้องพยายามให้ถึงที่สุด เข้าใจหรือไม่”

“ศิษย์น้อมรับคำสอนของท่านอาจารย์”

“ไปเถิด”

“ขอรับ”

เจียงชวนขานรับพร้อมกับโค้งคำนับ จากนั้นจึงหันกายไปยังเรือเหาะซึ่งเมื่อครู่เขามิได้เก็บกลับเข้าไป

......

แนะนำนิยาย!

เซียนพยากรณ์แห่งถงฝู

(สถานะ: จบแล้ว)

ฮั่วอิ่น คือบุรุษหนุ่มจากยุคปัจจุบัน ผู้ซึ่งถูกกระแสธารแห่งห้วงมิติพัดพาข้ามภพมายังโลกอันเป็นศูนย์รวมของเรื่องราวในนิยายยุทธภพ โดยเขาได้พลัดตกลงมายังเมืองเจ็ดวีรบุรุษ และได้เข้าพำนักอาศัยอยู่ ณ โรงเตี๊ยมถงฝู

นับแต่นั้น เขาจึงได้กลายเป็นนักพยากรณ์ผู้หนึ่ง ซึ่งมีคำขวัญประจำตัวอันเลื่องชื่อว่า 'ปากเหล็กฟันธง ไม่แม่นยำ ไม่คิดเงิน!'

ทุกครั้งที่เขาทำการทำนายทายทักลิขิตชะตาเพื่อแลกกับเงินค่าครูนั้น ฮั่วอิ่นจะสามารถแปรเปลี่ยน 'ค่าครู' เหล่านั้นให้กลายเป็น 'แต้มโชคชะตา' ได้ จากนั้นจึงนำแต้มโชคชะตาที่ได้มา ไปใช้แลกเปลี่ยนเป็นหีบสมบัติจากระบบ เพื่อรับเอารางวัลอันล้ำค่าเหนือความคาดหมายต่างๆ

นับแต่บัดนั้นเป็นต้นมา ฮั่วอิ่นจึงได้เริ่มต้นก้าวเดินบนเส้นทางแห่งการทำนายลักขณาชะตา เปลี่ยนแปลงเคราะห์กรรมของผู้คน และท้าทายอำนาจสวรรค์เพื่อพลิกผันลิขิตฟ้า!

คลิกเพื่ออ่านที่นี่

จบบทที่ บทที่ 110 ลงเขา (ฟรี)

คัดลอกลิงก์แล้ว