- หน้าแรก
- สวรรค์ไม่ยุติธรรม เขาเป็นเพียงพรานปลาแต่กำลังข้ามผ่านด่านเคราะห์เซียน
- บทที่ 110 ลงเขา (ฟรี)
บทที่ 110 ลงเขา (ฟรี)
บทที่ 110 ลงเขา (ฟรี)
“โฮก!”
เสียงคำรามของมังกรดังกึกก้องขึ้นอีกครา เพียงพริบตาเดียว มังกรวารีก็ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าอีกครั้ง
คราวนี้ เจียงชวนสังเกตเห็นว่า บนศีรษะของมันมีกระบี่วิเศษเล่มหนึ่งลอยอยู่ ส่องประกายเจิดจ้าเป็นพิเศษ
“นั่นคือ...”
เจียงชวนคล้ายจะจำได้ขึ้นมา
สำนักของตนมีศาสตราวุธวิญญาณประจำสำนักที่ชื่อว่ากระบี่เสวียนเทียน
แม้ว่าเจียงชวนจะไม่เคยเห็น แต่ศาสตราวิเศษประเภทกระบี่หลายเล่มในสำนักล้วนสร้างเลียนแบบรูปลักษณ์ของมัน รวมทั้งกระบี่ชลธารมรกตที่เจียงชวนเคยใช้มาก่อน
“จริงหรือนี่”
เจียงชวนเบิกตากว้าง
ร่างที่แท้จริงของศาสตราวุธวิญญาณ... นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็น!
เปรี้ยง!
ไม่รอให้เจียงชวนได้คิดมาก บนฟากฟ้าก็มีสายฟ้าขนาดเท่าขาอ่อนฟาดลงมาอีกครั้ง
ครานี้ มังกรวารีใช้กระบี่วิเศษบนศีรษะของมันรับไว้
เพียงชั่วครู่ กระบี่วิเศษนั้นก็ผ่าสายฟ้าออกเป็นสองท่อนอย่างง่ายดาย ทำให้มังกรวารีที่อยู่เบื้องล่างผ่านพ้นทัณฑ์อสนีบาตนี้ไปได้อย่างปลอดภัย
“โฮก!”
เสียงคำรามของมังกรดังขึ้นอีกครั้ง ท่ามกลางสายตาของเหล่าศิษย์สำนักสุริยันในม่านเมฆ มังกรวารีรีบเก็บกระบี่วิเศษที่บัดนี้แสงสว่างได้หม่นหมองลงไปหลังจากการผ่าสายฟ้า
มันอ้าปากกว้าง พลันมีร่มคันใหญ่คันหนึ่งบินขึ้นไปกางอยู่เหนือศีรษะ
พร้อมกันนั้น ร่างของมันก็ขดตัวอย่างรวดเร็ว ปรากฏเป็นเงาร่างมังกรสีดำทะมึนซ้อนทับอยู่ด้านนอก
ทัณฑ์สวรรค์เพื่อก่อกำเนิดหยวนอิงนั้นมีเพียงสามสาย ด้วยเหตุนี้อัตราการสูญเสียชีวิตจากทัณฑ์สวรรค์ขั้นนี้จึงค่อนข้างต่ำ
สำหรับมัน อสนีบาตสายแรกนั้นใช้ร่างกายเข้าต้านรับ ส่วนสายที่สองเป็นเพียงการสูญเสียพลังปราณไปกับการขับเคลื่อนศาสตราวิญญาณเท่านั้น
บัดนี้ เมื่อต้องเผชิญหน้ากับอสนีบาตสายสุดท้าย มันจึงเตรียมใช้สมบัติวิเศษสำหรับป้องกันชิ้นนี้ ควบคู่ไปกับเคล็ดวิชาลับของตนเพื่อเอาตัวรอด
แกร็ก...!
เพียงชั่วอึดใจ พลันปรากฏสายอัสนีบาตที่ใหญ่โตกว่าเดิมผ่าออกมาจากกลางเมฆาทัณฑ์อีกครั้ง ร่มคันมหึมาพลันสาดส่องประกายแสงลี้ลับ ต้านรับสายอัสนีบาตนั้นไว้อย่างมั่นคง
ทว่าเพียงชั่วพริบตา ท่ามกลางสายตาอันวิตกกังวลของทุกคนจากสำนักสุริยันในม่านเมฆ ร่มระดับสมบัติวิเศษชั้นเลิศคันนั้นก็พลันหลอมละลายด้วยอานุภาพของสายฟ้า
ตูม!
ร่างของมังกรวารีถูกฟาดกระแทกลงสู่เบื้องล่างจนจมหายไปใต้พื้นดินอีกครา เมฆาทัณฑ์บนฟากฟ้าสลายตัวไปอย่างรวดเร็ว
ขณะเดียวกันนั้นเอง ปราณวิญญาณทั่วทั้งฟ้าดินก็เกิดการสั่นไหว ก่อนจะไหลมารวมตัวกัน ณ จุดๆ หนึ่งอย่างหนาแน่นจนเห็นได้ชัด
เจียงชวนย่อมรู้ดีว่า นี่คือสัญญาณของการข้ามผ่านทัณฑ์สวรรค์ได้สำเร็จแล้ว
“เฮ้อ อิจฉาจัง!”
ยามนี้ เต่าเฒ่าถึงกับอดรำพึงออกมามิได้ แม้จะรู้สึกว่าอนาคตของตนนั้นสดใสเพียงใด แต่บัดนี้มังกรวารีกลับก้าวล้ำหน้าไปสู่ขอบเขตที่มันเฝ้าใฝ่ฝันมาตลอดได้ก่อนตนเสียแล้ว
“ไว้มีโอกาสเมื่อใด ข้าจะพาเจ้าไปทำความรู้จักกับผู้อาวุโสท่านนี้เอง ตอนนี้เจ้ากลับไปก่อนเถิด เมื่อการข้ามทัณฑ์สิ้นสุดลงแล้ว ข้าก็ต้องลงจากเขาเสียที”
เจียงชวนยื่นมือออกไป พลางนึกในใจเพียงครั้งเดียว ก็สามารถนำร่างของเต่าเฒ่ากลับเข้าสู่มิติส่วนตัวของเขาได้อีกครา
......
“เถ้าแก่เนี้ย อย่ามัวยืนอยู่เฉยเลย เปิดร้านค้าขายเถิด!”
ในตลาดที่เคยคึกคักแต่บัดนี้กลับรกร้างว่างเปล่า เจียงชวนพลันปรากฏกายขึ้นเบื้องหน้าหอร้อยสมบัติในชั่วพริบตา
สภาพของที่นี่ในยามนี้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง ตลาดทั้งหมดได้กลายสภาพเป็นซากปรักหักพัง ถนนหนทางเดิมก็พังทลายจนสิ้น
ทว่ายังมีสิ่งปลูกสร้างบางส่วนที่ยังคงสภาพดีอยู่ได้ ด้วยเพราะมีค่ายกลคอยเสริมความแข็งแกร่งเอาไว้
เจียงชวนต้องใช้เวลาค้นหาอยู่ครู่ใหญ่จึงจะพบหอร้อยสมบัติ
“เอ๊ะ ท่านเซียนกลับมาแล้วหรือเจ้าคะ”
เถ้าแก่เนี้ยเมื่อเห็นว่าเป็นเจียงชวนก็ตกตะลึงไปชั่วขณะ ก่อนจะรีบแย้มยิ้มทักทาย
แน่นอนว่านางย่อมจดจำเจียงชวนได้มิลืมเลือน ต่อให้ลืมผู้ใดไป ก็มิอาจลืมบุรุษผู้นี้ได้!
บุรุษท่านนี้เคยใช้เพียงกระดาษขาวแผ่นหนึ่งมาแลกเปลี่ยนสมบัติวิเศษจากร้านของนางไป
“อืม ข้าเพิ่งกลับมาได้ไม่นาน เจ้าคงได้ยินข่าวแล้วว่าพวกข้ากำลังจะลงจากเขา พอดีว่าเรือเหาะของข้าได้สูญหายไปในแดนลับ ไม่ทราบว่าที่นี่พอจะมีขายหรือไม่”
“มีเจ้าค่ะ แต่ที่มีอยู่มิใช่เรือเหาะแบบมาตรฐาน!”
เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ เถ้าแก่เนี้ยก็มีสีหน้าหนักใจขึ้นเล็กน้อย ทั้งยังมองเจียงชวนด้วยแววตาระแวดระวัง
นางหวาดกลัวอย่างแท้จริงว่าเจียงชวนจะนำกระดาษขาวมาแลกเปลี่ยนอีกครั้ง
แม้ว่าเรื่องนั้นจะไม่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อนางมากนัก แต่ในฐานะผู้ดูแลร้าน หากของล้ำค่าถูกแลกไปด้วยกระดาษเปล่า นางก็เกรงว่าจะถูกตำหนิในภายภาคหน้าได้
ท้ายที่สุดแล้ว คนที่อนุญาตให้เจียงชวนใช้กระดาษขาวแลกของได้ ก็หาใช่เจ้าสำนักตัวจริงไม่
“ข้าเข้าใจแล้ว นำทางไปเถิด ข้าจะเข้าไปเลือกดูสักลำ นอกเหนือจากนั้น ข้ายังต้องการยันต์วิเศษอีกจำนวนหนึ่งด้วย”
เจียงชวนย่อมมองเห็นความหวาดระแวงของนาง ทว่าบัดนี้เขามิได้เป็นเช่นในอดีตอีกต่อไปแล้ว
ก่อนที่จะเข้าสู่แดนลับ เขายากจนข้นแค้นอย่างแท้จริง แต่บัดนี้ ความยากจนได้กลายเป็นเพียงเรื่องในอดีตสำหรับเขา
มิต้องกล่าวถึงสมุนไพรวิญญาณและของล้ำค่าอื่นๆ ที่อยู่ในถุงเก็บของของเขา เพียงแค่หินวิญญาณอย่างเดียว เจียงชวนก็มีอยู่กว่าสองพันก้อนแล้ว
ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะบรรดาผู้คนที่อยู่ในแดนลับต่างเต็มใจมอบถุงเก็บของให้แก่เขาอยู่บ่อยครั้ง อีกทั้งซือเหยายังมักจะนำถุงเก็บของกลับมาฝากยามที่นางออกไปล่าอสูรเป็นครั้งคราว หินวิญญาณทั้งหมดที่อยู่ในถุงเหล่านั้นจึงตกเป็นของเจียงชวนโดยปริยาย เรียกได้ว่าเจียงชวนในยามนี้ได้กลายเป็นเศรษฐีหน้าใหม่ไปแล้วโดยสมบูรณ์
ใช้เวลาไม่นาน เจียงชวนก็เลือกของที่ต้องการจนเสร็จสิ้น
เรือเหาะลำนี้มีราคาหินวิญญาณสูงถึงหกร้อยก้อน แม้จะไม่นับว่าเป็นของชั้นเลิศสุดยอด แต่เมื่อเทียบกับเรือเหาะลำเดิมของเจียงชวนแล้ว ก็มีความเร็วเพิ่มขึ้นกว่าเดิมอย่างน้อยสามถึงสี่ส่วน
นอกเหนือจากนี้ เจียงชวนยังได้ซื้อยันต์ส่งวิญญาณจำนวนห้าร้อยแผ่น ยันต์ฟื้นฟูระดับหนึ่งขั้นกลางอีกสองร้อยแผ่น และยันต์พละกำลังระดับหนึ่งขั้นกลางอีกสองร้อยแผ่น
ในการเดินทางลงเขาครานี้ เจียงชวนคาดการณ์ว่าในโลกมนุษย์อาจมีความต้องการยันต์วิเศษทั้งสามชนิดนี้
ยันต์ส่งวิญญาณนั้นใช้สำหรับประกอบพิธีส่งดวงวิญญาณ ยันต์ฟื้นฟูใช้สำหรับรักษาอาการบาดเจ็บ ส่วนยันต์พละกำลังนั้น เจียงชวนเตรียมจะนำไปแจกจ่ายให้แก่ชาวบ้านบางส่วน เพื่อให้พวกเขามีกำลังวังชาในการสร้างบ้านเรือนของตนเองขึ้นมาใหม่
“ไว้โอกาสหน้าเชิญท่านเซียนมาอุดหนุนใหม่นะเจ้าคะ!”
เถ้าแก่เนี้ยส่งยิ้มอย่างเบิกบานอยู่ที่หน้าประตู ท่าทีของนางแตกต่างจากตอนแรกที่ได้ยินว่าเจียงชวนจะมาซื้อของอย่างสิ้นเชิง
ก็ช่วยมิได้ เมื่ออยู่ต่อหน้าหินวิญญาณมากมายถึงเพียงนั้น ใครเล่าจะอดชื่นบานใจได้
ในเวลาไม่นาน เจียงชวนก็บังคับเรือเหาะลำใหม่ฝ่าม่านฝนที่โหมกระหน่ำ มุ่งหน้ากลับไปยังยอดเขาลิบโลก
การจะลงจากเขานั้น จำต้องรอรับคำสั่งจากท่านอาจารย์เสียก่อน
ทว่าเรื่องบังเอิญก็เกิดขึ้น เจียงชวนเพิ่งจะกลับมาถึงยอดเขาลิบโลก ก็พลันเห็นซือเหยาเหินกายมาดุจสายรุ้งจากทิศทางของยอดเขาหลัก
ซือเหยามิได้มุ่งหน้าไปยังตำหนักถ้ำของนาง แต่กลับร่อนลง ณ ลานประลองยุทธ์ที่พังทลาย ซึ่งตั้งอยู่เบื้องหน้าเรือนพักของเหล่าศิษย์เช่นเจียงชวน
“ท่านอาจารย์!”
เจียงชวนลงจากเรือเหาะแล้วจึงโค้งกายคารวะ
ซือเหยาพยักหน้ารับ พอดีกับที่ศิษย์อีกสามคนรีบวิ่งตามมาสมทบจากอีกทางหนึ่ง
“เฉิงเฟิง ของใช้ของหัวเฟิงและเสี่ยวหลาน เจ้าจัดการเรียบร้อยแล้วหรือไม่”
ซือเหยารอจนกระทั่งศิษย์คนโตมาถึงจึงเอ่ยถามขึ้นทันที
“เรียนท่านอาจารย์ จัดการเรียบร้อยแล้วขอรับ”
ซือเหยาพยักหน้าอย่างเงียบงัน ก่อนจะกล่าวต่อไปว่า “ช่วงนี้สถานการณ์วุ่นวาย อาจารย์เองก็มิอาจปลีกตัวมาได้ ให้นำของดูต่างหน้าของพวกเขาส่วนหนึ่งไปทำสุสานเสื้อผ้าไว้ที่ตีนเขา ส่วนของใช้จำเป็นอื่นๆ พวกเจ้าก็นำไปแบ่งกันเสีย”
“อีกอย่างหนึ่ง ข้ามีโอสถสองขวดนี้ซึ่งสามารถยืดอายุขัยให้แก่คนธรรมดาได้ เจ้าจงช่วยข้านำไปมอบให้บิดามารดาของพวกเขาทั้งสองด้วย”
ซือเหยาพลิกฝ่ามือ เผยให้เห็นขวดกระเบื้องเล็กๆ สองขวด ซ่งเฉิงเฟิงจึงรับไปอย่างเงียบเชียบ
“เอาล่ะ พวกเจ้าทั้งสามคนเตรียมตัวให้พร้อมแล้วก็ลงเขาไปได้เลย เฉิงเฟิง เจ้านำโอสถและของดูต่างหน้าไปที่บ้านของหัวเฟิงและเสี่ยวหลานก่อน”
“ท่านอาจารย์ ในส่วนของเสี่ยวหลานนั้น ข้าขอเป็นผู้ไปเองขอรับ”
ในยามนั้นเอง ศิษย์พี่สี่ซึ่งเพิ่งมาถึงและมีท่าทีเหม่อลอยก็เอ่ยขึ้น
ซือเหยาทอดมองเขา สุดท้ายก็ทำเพียงพยักหน้าเบาๆ
“ได้”
นางมิได้กล่าวสิ่งใดมากไปกว่านั้น ส่วนใหญ่เป็นเพราะนางเองก็ไม่รู้ว่าจะปลอบโยนศิษย์ผู้นี้ได้อย่างไร
ด้วยเรื่องราวระหว่างเขากับเสี่ยวหลานนั้น ในฐานะอาจารย์ นางย่อมรับรู้ดีอยู่แล้ว
ในเวลาไม่นาน ทั้งสามคนก็หมุนกายจากไป
ซือเหยาซึ่งยืนอยู่ ณ ที่นั้นจึงหันมามองเจียงชวน
“นี่คือเรือเหาะที่เจ้าเพิ่งซื้อมาใหม่หรือ”
“ขอรับ ลำเดิมของศิษย์ได้สูญหายไปในแดนลับแล้ว”
“อืม... การลงเขาครานี้มีขึ้นเพื่อช่วยเหลือราษฎร ห้ามเจ้าแอบไปตกปลาอีกเป็นอันขาด!”
“...”
เจียงชวนถึงกับไร้คำจะกล่าว
“ท่านอาจารย์ ศิษย์เองก็เป็นกังวลถึงสถานการณ์ที่บ้านเกิดเช่นกัน ยิ่งไปกว่านั้น การช่วยเหลือราษฎรย่อมเป็นหน้าที่ของผู้บำเพ็ญเพียรเช่นพวกเรา ศิษย์ย่อมแยกแยะได้ว่าเรื่องใดสำคัญกว่าเรื่องใดขอรับ”
“เจ้ารู้ตัวก็ดีแล้ว”
ซือเหยาหาได้วางใจไม่ ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะเจียงชวนเคยสร้างเรื่องให้นางต้องกังวลมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน
ครั้งหนึ่งเขาเคยบอกว่าจะกลับไปดูแลบ้าน แต่สุดท้ายกลับไปตกปลาที่บ้านเกิด
ครั้นบอกว่าจะออกไปฝึกฝนเคล็ดวิชาลับ ก็กลับแอบไปตกปลาตั้งแต่เพิ่งจะก้าวเท้าออกจากสำนัก
แม้กระทั่งตอนที่อยู่ในแดนลับ เมื่อนางพบเจอเขา เขาก็กำลังตกปลาอยู่
บางครั้งนางก็รู้สึกจนปัญญาจะกล่าววาจาใดๆ กับเขาจริงๆ
“ครานี้พวกเราชิงไข่มุกมังกรปฐพีกลับมาได้สำเร็จ แม้รางวัลจากสำนักจะยังมิได้ข้อสรุปที่แน่ชัด แต่สำนักย่อมไม่ลืมความดีความชอบของพวกเราเป็นแน่ ดังนั้นเจ้าอย่าได้คิดกังวลไปเลย กลับไปเยี่ยมบ้านเจ้าเสียก่อน จากนั้นจงเดินทางไปยังที่ต่างๆ การได้ช่วยเหลือผู้คนแม้เพียงหนึ่งคน ก็นับเป็นบุญกุศลอันยิ่งใหญ่ พวกเราต้องพยายามให้ถึงที่สุด เข้าใจหรือไม่”
“ศิษย์น้อมรับคำสอนของท่านอาจารย์”
“ไปเถิด”
“ขอรับ”
เจียงชวนขานรับพร้อมกับโค้งคำนับ จากนั้นจึงหันกายไปยังเรือเหาะซึ่งเมื่อครู่เขามิได้เก็บกลับเข้าไป
......
แนะนำนิยาย!
เซียนพยากรณ์แห่งถงฝู
(สถานะ: จบแล้ว)
ฮั่วอิ่น คือบุรุษหนุ่มจากยุคปัจจุบัน ผู้ซึ่งถูกกระแสธารแห่งห้วงมิติพัดพาข้ามภพมายังโลกอันเป็นศูนย์รวมของเรื่องราวในนิยายยุทธภพ โดยเขาได้พลัดตกลงมายังเมืองเจ็ดวีรบุรุษ และได้เข้าพำนักอาศัยอยู่ ณ โรงเตี๊ยมถงฝู
นับแต่นั้น เขาจึงได้กลายเป็นนักพยากรณ์ผู้หนึ่ง ซึ่งมีคำขวัญประจำตัวอันเลื่องชื่อว่า 'ปากเหล็กฟันธง ไม่แม่นยำ ไม่คิดเงิน!'
ทุกครั้งที่เขาทำการทำนายทายทักลิขิตชะตาเพื่อแลกกับเงินค่าครูนั้น ฮั่วอิ่นจะสามารถแปรเปลี่ยน 'ค่าครู' เหล่านั้นให้กลายเป็น 'แต้มโชคชะตา' ได้ จากนั้นจึงนำแต้มโชคชะตาที่ได้มา ไปใช้แลกเปลี่ยนเป็นหีบสมบัติจากระบบ เพื่อรับเอารางวัลอันล้ำค่าเหนือความคาดหมายต่างๆ
นับแต่บัดนั้นเป็นต้นมา ฮั่วอิ่นจึงได้เริ่มต้นก้าวเดินบนเส้นทางแห่งการทำนายลักขณาชะตา เปลี่ยนแปลงเคราะห์กรรมของผู้คน และท้าทายอำนาจสวรรค์เพื่อพลิกผันลิขิตฟ้า!