เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่67 นี่มันไม่ถูกต้อง

ตอนที่67 นี่มันไม่ถูกต้อง

ตอนที่67 นี่มันไม่ถูกต้อง


ตอนที่67 นี่มันไม่ถูกต้อง

องค์รัชทายาทไม่ทราบเลยเพราะเหตุใด ทั้งที่สาวน้อยนางนี้อายุยังเด็กมาก ทว่ากลับเข้ากับเขาได้ดีอย่างคาดไม่ถึง

อายุของเขาก็เกือบจะสี่สิบแล้ว มีคุณสมบัติเพียงพอสำหรับเป็นพ่อของนางด้วยซ้ำไป

ทว่า...เรื่องมิตรสหายกลับไม่เกี่ยวข้องกับอายุ

และองค์รัชทายาทเชื่อมั่นว่า คนที่สามารถทำให้ตนเปิดใจได้ขนาดนี้ คงไม่มาหลอกกันแน่นอน

“เสวี่ยเอ๋อร์...ตัวตนของนางหาใช่ธรรมดาทั่วไปไม่ เมื่อสามปีก่อน...ตระกูลของนางบุกมายังวังหลวง”

ทว่าเพียงได้ฟังหลิงชิงเฉินเอ่ยวาจาเปิดฉาก หลี่หวงก็ตะลึงแล้ว

สถานะเดิมของพระชายาขององค์รัชทายาทสูงส่งขนาดไหนเชียว? ตระกูลของนางถึงสามารถเข้าออกวังหลวงได้ตามต้องการ?

แต่เดี๋ยวก่อน...เรื่องพวกนี้กลับไม่มีบันทึกในเอกสารข้อมูลที่จวิ๋นหลี่จิวนำมาให้เลยมิใช่รึ? นี่แสดงให้เห็นแล้วว่า ระดับชั้นความแกร่งกล้าของตระกูลนางจะต้องไม่ธรรมดาจริงๆ เพราะควรทราบ ก่อนบุกเข้ามาถึงวังหลวงได้จำต้องฝ่าจวนที่ตั้งของทั้งสี่ตระกูลใหญ่มาให้ได้ก่อน แล้วตระกูลนางหลบเลี่ยงสายตาของทั้งสี่ตระกูลบุกเข้ามาถึงภายในนี้ได้อย่างไร?

หากไม่มีบันทึกในข้อมูลก็แสดงว่าทางตระกูลจวิ๋นเองย่อมไม่ทราบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และอีกสามตระกูลก็เช่นกัน

เก่งจนถึงขนาดทำให้สี่ตระกูลใหญ่ไม่ทันไหวตัวด้วยซ้ำ!

นี่ยิ่งทำให้หลี่หวงประหลาดใจเข้าไปใหญ่

ใครกันที่ไม่เกรงกลัวพลังอำนาจของวังหลวงและบุ่มบ่ามบุกเข้าแบบนี้ได้?

“อย่างที่เจ้ากำลังคิดเห็นอยู่ในขณะนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวมีคนรู้น้อยมาก เท่าที่ทราบกลับมีเพียงเสด็จพ่อกับข้าเท่านั้น ส่วนนางกำนัลและขันทีล้วนถูกสังหารสิ้นแล้ว แต่จะอย่างไร ข้าเองก็มิทราบว่า เสี่ยวเจวี่ยรู้ด้วยหรือไม่ เพราะตอนนั้นรู้สึกว่าเจ้าน้องคนนี้จะไม่อยู่”

หลิงชิงเฉินกล่าวอธิบาย

“อืม แม้แต่ฝ่าบาทยังต้องลำบากมิใช่น้อยในเหตุการณ์ครั้นนั้น?”

หลี่หวงยกมือขึ้นพลางครุ่นคิด

“สถานะศักดิ์ของเสวี่ยเอ๋อร์ในตระกูลของนางค่อนข้างพิเศษ ด้วยเหตุผลบางประการที่มิอาจล่วงรู้ ทางตระกูลของนางจึงบุกมาหาพวกเรา เพื่อขอตัวเสวี่ยเอ๋อร์กลับไป”

“ทีแรกข้ากับเสด็จพ่อไม่เห็นด้วย แต่...คนพวกนั้นขู่ว่าจะฆ่าล้างบางทุกคนภายในเมืองหลวงหากปฏิเสธ ท้ายที่สุดนี้เสด็จพ่อจึงจำใจอ่อนข้อ และเสวี่ยเอ๋อร์เองก็เห็นผู้คนถูกเข่นฆ่ามิได้เช่นกัน”

“มีเพียงข้าที่ปฏิเสธหัวชนฝา ทั้งเสด็จพ่อกับเสวี่ยเอ๋อร์จึงตัดสินใจขังข้าอยู่ในพระราชวัง ทำได้เพียงเฝ้ามองเสวี่ยเอ๋อร์ถูกนำตัวออกไปผ่านหน้าต่าง...”

ท่าทางการแสดงออกของหลิงชิงเฉินดูเจ็บปวดเล็กน้อย พอต้องนึกถึงภาพฉากในวันนั้น ก็พลันรู้สึกเจ็บปวดอย่างยิ่งใจกลางหัวใจดวงนี้

“ข้าทำอะไรไม่ได้ แม้แต่เสด็จพ่อยังไม่กล้าขัดขืนคนพวกนั้น ....ทั้งๆ ที่พวกมันบุกกันมาเพียงสิบคนเท่านั้น! แต่พวกเราและกองกำลังทั้งวังหลวงกลับทำอะไรไม่ได้เลย!! นั่นเป็นครั้งแรกที่ข้าได้รู้สึกว่า ตนเองช่างอ่อนแอยิ่งนัก”

“หลังจากเหตุการณ์ทั้งหมดผ่านไป เสด็จพ่อได้แต่เข้ามาปลอบข้าว่าและขอให้ลืมเสวี่ยเอ๋อร์ไปซะ นางไม่ใช่ของข้าอีกต่อไปแล้ว”

“แต่ข้าทำไม่ได้...”

เมื่อหลี่หวงเห็นท่าทางของหลิงชิงเฉินในขณะนี้ นางเองก็รู้สึกเวทนากับโชคชะตาอันบัดซบของอีกฝ่ายเช่นกัน

“นับแต่นั้นเป็นต้นมา ข้าก็ถอนตัวออกจากราชสำนักไม่ข้องเกี่ยวกับการเมืองการปกครองอีกต่อไป เอาแต่ฝึกปรือตั้งแต่เช้ายันค่ำ คิดเพียงว่าสักวันหนึ่งข้าจะต้องบุกไปช่วยเสวี่ยเอ๋อร์กลับมาให้จงได้!”

“แต่แล้ว...”

“สร้อยหยกแห่งชีวิตที่เสวี่ยเอ๋อร์ทิ้งไว้ให้ก่อนลาจากก็ได้แตกสลายไป...”

หลี่หวงเลิกคิ้วขึ้นมาด้วยความสงสัย สร้อยหยกแห่งชีวิตคืออะไร?

หรือจะหมายถึงเครื่องรางชนิดนี้ที่ใช้บันทึกพลังชีวิตของใครสักคนหนึ่ง แต่เมื่อแตกดับก็เป็นสัญญาณว่าอีกฝ่ายได้เสียชีวิตลงไปแล้ว?

สิ่งเหล่านี้เรียกว่า การคัดลอกวิญญาณ

แต่การคัดลอกวิญญาณเช่นนี้ก็ยังมีจุดบอดอยู่บางประการ หากเสาะหาพลังชีวิตจากสิ่งมีชีวิตสักอย่างที่มีคลื่นวิญญาณใกล้เคียงกัน ก็จะสามารถนำมาทดแทนเพื่อใช้หลอกผู้ครอบครองเครื่องรางได้

และการที่เครื่องรางที่แตกสลายไป มันมิได้บ่งบอกถึง สภาพกายเนื้อ ลักษณะ อายุ หรือหน่วยความทรงจำอะไรได้เลย

นอกจากนี้แล้ว เครื่องรางที่บันทึกพลังชีวิตแตก มันยังสื่อได้อีกนัยหนึ่งได้ถึง การกลับชาติมาเกิดใหม่

เพียงว่าช่องว่างระหว่างเวลาการกลับชาติมาเกิดใหม่จะค่อนข้างยาวนานมาก

“เจ้าเองก็คงทราบ การที่สร้อยหยกแห่งชีวิตแตกไปมันหมายถึงอะไร?”

หลิงชิงเฉินกล่าวขึ้นอย่างอ่อนแรง

หลี่หวงพยักหน้าตอบ

“ข้าทราบ”

แต่นางยังกล่าวเสริมไปอีกประโยคหนึ่งว่า

“แต่ก็ไม่เสมอไปเช่นกัน”

“ลงทุนเดินทางมาจับตัวถึงที่นี่ คงไม่นำไปประหารทิ้งให้เสียเปล่ากระมัง?”

หลิงชิงเฉินพยักหน้า

“ใช่ ข้าเองก็ไม่เชื่อหรอกว่า พวกมันจะจับเสวี่ยเอ๋อร์เพียงเพื่อนำไปประหารชีวิต แต่การที่หยกแห่งชีวิตของนางแตกออกก็ยังมีอีกความหมายหนึ่ง...คือนางเต็มใจทำลายพันธะเสียเอง ต่อให้นางยังมีชีวิตอยู่ แต่นาง...นางกลับหาใช่เสวี่ยเอ๋อร์ที่ข้ารู้จักอีกต่อไป”

“นับแต่นั้นเป็นต้นมา เสด็จพ่อจึงประกาศให้ทั่วจักรวรรดิรู้ว่า พระชายาองค์รัชทายาทได้สิ้นพระชนม์ลงแล้ว นับแต่นั้นข้าก็ไม่เหลือไฟที่จะฝึกปรืออันใดอีกต่อไป ปล่อยให้ร่างกายและสังขารอ่อนแอลงตามกาลเวลา”

หลี่หวงที่ได้ฟังมาถึงจุดนี้พลันขมวดคิ้วขึ้นทันควัน ดูเหมือนว่าจะมีบางอย่างไม่ถูกต้อง!?

“เดี๋ยวก่อน!”

จวิ๋นหลี่หวงเร่งยกมือขัดระหว่างที่องค์รัชทายาทกำลังกล่าวต่อ นางเงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่ายกล่าวน้ำเสียงจริงจังขึ้นว่า

“นี่ท่านหมายความว่าอย่างไรกัน? ที่หมดอาลัยตายอยากปานนี้มิใช่เพราะหลงคิดว่าพระชายาตายแล้วหรอกรึ?”

แม้ว่าหลิงชิงเฉินจะสงสัยว่า ไฉนจู่ๆ หลี่หวงถึงเอ่ยถามตนเช่นนี้ แต่เขาก็ยังพยักหน้าตอบอย่างว่าง่าย

“เพราะเสี่ยวเจวี่ยเคยบอกกลับข้าว่า ตราบใดที่ผืนพิภพนี้ยังมีวันข้างหน้า โอกาสยังมีอยู่เสมอ ข้าไม่สิ้นคิดชนิดที่ว่ายอมสละชีวิตตัวเองเพื่อขอโอกาสได้เจอเสวี่ยเอ๋อร์เป็นครั้งสุดท้ายแน่นอน”

ไม่! นี่มันผิด! ตรรกะผิดเพี้ยนไปหมด!

หลี่หวงขมวดคิ้วแน่นเป็นปม สวนขึ้นคำหนึ่งว่า

“ใช่! นั่นแหละคือความคิดที่ถูกต้อง! แล้วไฉนถึงปล่อยตัวเองแบบนี้? ท่านเป็นอะไรของท่าน?!”

หลิงชิงเฉินขมวดคิ้วเช่นกันเหมือนว่าจะไม่เข้าใจ เอ่ยถามกลับไปคำหนึ่งว่า

“เจ้านั่นแหละเป็นอะไรไป? ไฉนถึงขี้นเสียง?”

“ปรากฏว่าต้นตอมิได้อยู่ที่จิตใจ! ร่างกายของท่านมีปัญหาจริงๆ!!”

จู่ๆ หลี่หวงก็กล่าวตอบทันทีด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม!

ครั้งนี้จวิ๋นหลี่หวงมองไม่ผิดอย่างแน่นอน คนที่มีแนวความคิดบวกขนาดนี้ ไม่มีทางเป็นโรคทางจิตได้ ทว่าพอมองลึกลงไปในแววตาของอีกฝ่าย กลับไร้ซึ่งชีวิตชีวาราวกับไม่ต้องการจะมีชีวิตอยู่แล้ว

อย่างไรก็ตาม ท่าทางการแสดงออกของหลิงชิงเฉิงในตอนนี้กลับปฏิเสธความคิดนี้ของนางอย่างชัดเจน

มันแปลกเหรอ?

การที่นางเต็มใจทำลายพันธะทิ้งไป นี่ไม่ใช่ว่า...อีกฝ่ายลืมเขาไปแล้วหรอกรึ?

แต่ไม่มีทาง! เสวี่ยเอ๋อร์ไม่ใช่คนแบบนั้น! ทั้งที่รู้แบบนี้แล้วไฉนถึงยัง...

แปลกมากจริงๆ!

“ชิงเฉิน ท่านพอจะจำได้ไหมว่า เริ่มมีอาการเหล่านี้ตั้งแต่เมื่อใด?”

ด้วยความร้อนใจ หลี่หวงเผลอเรียกอีกฝ่ายด้วยชื่อจริงโดยไม่ตั้งใจ

แต่หลิงชิงเฉินเองก็ไม่ได้ถืออะไรเลย เขาไม่ได้เอ่อยตอบคำถามของหลี่หวงทันที แต่ปั้นหน้าครุ่นคิดอย่างหนัก พลางเอ่ยถามขึ้นมาคำหนึ่ง

“เจ้าเป็นหมอจริงๆ ใช่หรือไม่?”

ประโยคคำกล่าวนี้ของนางราวกับเป็นหมอจริงๆ เลยแหะ

เขาคิดตลกกับตนเองคำหนึ่งในใจ

“หากท่านคิดว่าข้าเป็น ข้าก็เป็นนั่นแหละ”

หลี่หวงกล่าวปัดอีกฝ่ายด้วยความรำคาญ

ช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวาน เช่นนี้หมอนี่ยังจะมาพูดติดตลกอยู่อีก?

ได้ยินแบบนั้น หลิงชิงเฉินก็เริ่มระดมความคิดทั้งหมด นึกย้อนไปถึงสมัยที่เขายังเกิดอาการเจ็บปวดดังกล่าวใหม่ๆ ก่อนเอ่ยเสียงเบาขึ้นว่า

“อืม...ข้าคิดว่าน่าจะเป็นช่วงที่สร้อยหยกแห่งชีวิตแตกใหม่ๆ ไม่รู้เหตุใด...ข้าดั่งรู้สึกใจวูบตกไปยังตาตุ่ม คิดถึงโหยหานางยิ่งกว่าอะไรดี นานวันเข้าก็เริ่มไม่อยากอาหาร จนน้ำหนักลดขนาดนี้...”

พอถึงมาถึงตรงนี้ สีหน้าของหลิงชิงเฉินก็แปรเปลี่ยนไปทันที ราวกับตระหนักได้ว่า มีอะไรบางอย่างไม่ถูกต้องจริงๆ

“ข้าไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุผลส่วนตัวรึเปล่า หลังจากนั้นข้าก็ไม่รู้สึกมีความสนใจต่อสิ่งใดอีกเลย มันไม่กระตือรือร้นเหมือนเมื่อก่อน แต่น่าแปลก...มีบางครั้งบางคราที่เสี่ยวเจวี่ยกับเสี่ยวเฟิงกระตุ้นความสนใจของข้าได้เล็กน้อย ในหนึ่งวันข้ากลับจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าทำอะไรไปบ้าง เพราะเอาแต่นั่งเหม่อลาตลอด บางทีนั่งเหม่อเป็นวันก็ยังมี!”

“นี่ไม่ใช่โรคทางจิตแน่นอน”

หลี่หวงส่ายหัวในทันทีและเอ่ยสรุปโดยไว

โรคทางจิตอาจส่งผลให้ผู้ป่วยน้ำหนักลงมากก็จริง แต่เมื่อเป็นแล้ว ใช่ว่าจะมีใครสามารถกระตุ้นให้กลับมาร่าเริงได้เป็นระยะแบบนี้!

“โรคทางจิต? ซูจิ่งเยว่บอกเจ้าเช่นนั้นหรอกรึ?”

หลิงชิงเฉินทั้งโกรธทั้งตลกในเวลาเดียว

“ผู้ชายอกสามซอกอย่างข้าหรือจะป่วยด้วยไข้ใจ? ช่างน่าขัน...”

แต่ปฏิกิริยาภายในใจของหลิงชิงเฉินกลับตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง เขาคิดกับตัวเองด้วยความอับอายว่า

บัดซบ! ตาแก่นั้นดันรู้ได้อย่างไรว่าข้าเป็นไข้ใจ? ปรากฏว่าอีกฝ่ายมองออกแต่แรกแล้ว! ช่างน่าขายหน้านัก! ไฉนข้าต้องป่วยเป็นโรคของสตรีเพศเช่นนี้!?

หลี่หวงย่อมไม่ทราบความคิดของอีกฝ่ายแน่นอน แต่ดูจากปฏิกิริยาที่เผยทั้งอารมณ์อับอาย อารมณ์โกรธ หรือแม้แต่ตลกขบขันออกมา นี่ยิ่งทำให้นางกังวลใจมากขึ้นไปอีก

เพราะคนที่เป็นโรคทางจิตจะไม่มีทางแสดงอารมณ์เหล่านี้ออกมาได้เลย ไม่มีวัน

ดังนั้นนี่ยิ่งพิสูจน์แล้วว่า องค์รัชทายาทมีปัญหาด้านร่างกายจริงๆ!

เดิมทีนางจะรีบช่วยให้องค์รัชทายาทหายป่วย เพื่อจะทำให้ฝ่าบาทพอใจและปล่อยท่านปู่ของนางที่โดนขังคุกใต้ดินออกมา แต่ตอนนี้....

จบบทที่ ตอนที่67 นี่มันไม่ถูกต้อง

คัดลอกลิงก์แล้ว