เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่65 เสวี่ยเอ๋อร์

ตอนที่65 เสวี่ยเอ๋อร์

ตอนที่65 เสวี่ยเอ๋อร์


ตอนที่65 เสวี่ยเอ๋อร์

“ข้าคิดว่าพี่ชายของเจ้าจะต้องมีความสุขอย่างมากในระหว่างออกแบบที่แห่งนี้”

หลี่หวงคลี่ยิ้มบางให้

คนที่สามารถออกแบบและรังสรรค์สถานที่งดงามปานนี้ได้ย่อมไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน

“พี่ใหญ่ไม่เคยแยแสกับชื่อเสียงของเกียรติยศใดบนผืนพิภพแห่งนี้ หากมิใช่เพราะข้า...”

หลิงเฟิงพลันชะงักหยุดไปชั่วจังหวะ ก่อนจะหันมามองหลี่หวงอีกครั้ง นัยน์ตาดวงนั้นสาดสะท้อนแววอันแสนอบอุ่นวูบหนึ่ง ก่อนจะแปรเปลี่ยนกลายเป็นความหม่นหมองในชั่วพริบตา

“หากมิได้เกิดเรื่องพรรค์นั้น...ข้ามั่นใจอย่างยิ่งว่า ตอนนี้พี่ใหญ่ของข้าจะกำลังมีความสุขมากกว่าผู้ใด และกลายมาเป็นนักกวีชื่อก้องพิภพ!”

หลี่หวงรู้สึกสับสนงุนงงไม่น้อย สิ่งแรกที่นางสังเกตเห็นคือความเจ็บปวดที่ซ่อนเร้นอยู่ในแววตาของหลิงเฟิง ทว่านางกลับไม่เข้าใจเลยว่า คนที่คาบช้อนเงินช้อนทองมาเกิด ด้วยฐานะอันเพียบพร้อม ใช้มีชีวิตอย่างสุขสบายปานนี้เฉกเช่นองค์ชายสิบ คนอย่างเขาไปเอาความทุกข์โศกขนาดนี้มาจากไหน?

แล้วไฉนทุกครั้งที่พูดเกี่ยวกับเรื่องพี่สะใภ้ เขามักจะแสดงท่าทีเช่นนี้ออกมา?

หลี่หวงไม่เข้าใจอะไรเลยแม้แต่น้อย

อย่างไรก็ตาม ข้อสงสัยเหล่านี้กลับหาใช่สิ่งที่นางสามารถเอ่ยถามออกไปได้ และดูจะเป็นข้อห้ามที่ไม่อนุญาตให้ผู้ใดกล่าวถึงเด็ดขาด

“เสี่ยวเฟิง ไฉนจ้องนางแบบนั้น ไม่อายบ้างรึอย่างไร?”

ทันทีทันใดพลันปรากฏสุ้มเสียงหนึ่งดังขึ้นจากเบื้องหลัง

หลี่หวงถึงกับสั่นสะท้านไปทั่วร่าง นางไม่สามารถสัมผัสได้ถึงการมีอยู่ของอีกฝ่ายจากด้านหลังได้เลยสักนิด! เขาโผล่มาตั้งแต่ตอนไหน?

ผู้ชายคนนี้แข็งแกร่งเกินไป!

แต่นี่มัน...เสียงขององค์รัชทายาทมิใช่เหรอ?

“พี่ใหญ่ ท่านหัวเราะเยาะข้าอีกแล้ว!”

สีหน้าการแสดงออกของหลิงเฟิงแปรเปลี่ยนกลายเป็นร่าเริงอย่างรวดเร็ว เปลี่ยนสีโดยพลันชนิดที่ว่าหลี่หวงจะตะลึง

ความสามารถในการเก็บซ่อนความรู้สึกของหลิงเฟิงช่างยอดเยี่ยมเกินไป นางไม่เคยพบเจอใครที่เก็บซ่อนความรู้สึกเก่งปานนี้มาก่อน!

เมื่อครู่ดูยังไงก็พึงทราบว่าหลิงเฟิงทั้งเศร้าและเจ็บปวดเพียงใด ทว่ายามนี้กลับหายไปอย่างไร้ร่องรอย...

หลี่หวงยังไม่กล้าหันหน้าไปมองเจ้าของเสียงดังกล่าวเช่นกัน คงต้องรอเรียกขานก่อนค่อยหันไปจะเหมาะสมกว่า

“เจ้าคงเป็นหมอตัวน้อยที่เสี่ยวเฟิงกล่าวถึงกระมัง? ข้าไม่คิดเลยว่าเจ้ายังเด็กถึงขนาด...”

พอหลี่หวงได้ยินอีกฝ่ายกล่าวถึงตน ก็เป็นสัญญาณให้นางหันหน้าไปแนะนำตัวกลับองค์รัชทายาท แต่ทันทีที่องค์รัชทายาทเห็นใบหน้าของหลี่หวง เขาก็หยุดชะงักทุกสิ่งอย่างราวกับเวลาได้หยุดเดิน

ดวงตาของเขาเบิกกว้าง ม่านตาดำตีบแคบหดเล็กด้วยความตกใจสุดขีด บริเวณรอบดวงตาเริ่มเห่อร้อน พร้อมละอองความชื้นที่เริ่มก่อตัวกลายเป็นน้ำตารินไหลออกมา...

องค์รัชทายาทเอ่ยปากเรียกคนหนึ่งด้วยน้ำเสียงแสนโหยหาอาลัย

“เสวี่ยเอ๋อร์...”

ยังไม่ทันที่หลี่หวงจะได้ตั้งตัว องค์รัชทายาทก็พุ่งเข้ามายืนอยู่เบื้องหน้านางแล้ว เขาค่อยๆ ก้มตัวลงยกมือทั้งสองข้างจับไหล่ของนางอย่างบางเบาประณีต สีหน้าผิวพรรณที่ดูซีดเผือดของเขา ตอนนี้กลับเปล่งประกายสดใสขึ้นอีกครั้ง

“เสวี่ยเอ๋อร์...เจ้า...เจ้ากลับมาแล้ว! เจ้ากลับมาแล้ว!”

“เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง? ดูซูบผอมลงรึเปล่า? อยากทานอะไรเป็นพิเศษหรือไม่?”

พลังวังชาขององค์รัชทายาทเพิ่มพูนกลับมาขึ้นหลายส่วน ราวกับเขากลับมาเป็นคนปกติอีกครั้ง ทั่วทั้งใบหน้าเปรอะเปื้อนทั้งรอยยิ้มและน้ำตาแห่งความปีติ นึกอะไรไม่ออกนอกจากคำว่าความสุข!

“พี่ใหญ่...”

หลิงเฟิงที่เห็นท่าทีเช่นนั้นของพี่ใหญ่ ก็อุทานขึ้นมาเสียงหนึ่งพร้อมความสุดเศร้าเกินคนานับที่พรั่งพรูออกมา

พี่ชายคนนี้ของเขาป่วยเป็นโรคทางจิตจริงๆ

ในตอนนี้พอเห็นหลี่หวงอยู่เบื้องหน้า ท่าทีของคนป่วยติดเตียงนับหลายปีหายไปไหนหมด?

แม้พี่เก้าเองก็เคยกล่าวเช่นกันว่า จวิ๋นหลี่หวงจะต้องมีหนทางรักษา ทว่าหลิงเฟิงก็ยังเคลือบแคลงอยู่ภายในใจ

หลี่หวงเร่งหันควับไปทางหลิงเฟิง แววตาเปี่ยมล้นไปด้วยคำถามมากมาย

เสวี่ยเอ๋อร์? ใครคือเสวี่ยเอ๋อร์ที่องค์รัชทายาทพูดถึง?

คนที่สามารถกระตุ้นปรารถนาจากเบื้องลึกสุดของจิตใจคนได้ จนสามารถหลอกร่างกายให้กลับมาปกติดังเดิมได้ เห็นได้ชัดยิ่งว่า บุคคลนั้นจะต้องสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อชีวิตของเขา!

หลิงเฟิงพยามยามจะฉุดร่างของพี่ใหญ่ออกมา แต่เมื่อนึกถึงคำสั่งครั้งสุดท้ายที่เจอพี่เก้าโดยบอกว่า ‘ปล่อยให้พี่ใหญ่มองเห็นความจริง’ คิดได้ดังนั้นเขาจึงนิ่งไป

หลิงเฟิงขยิบตาส่งสัญญาณให้หลี่หวงอดทนไปต่ออีกสักเล็กน้อย

องค์รัชทายาทในขณะนี้กำลังตื่นอกตื่นเต้นราวกับค้นพบอีกครึ่งชีวิตที่หายสาบสูญขนาดนี้ อย่างว่าแต่นางจะขัดขืนเลย ต่อให้เป็นหลิงเฟิงก็คงถูกอีกฝ่ายผลักกระเด็นไปเช่นกัน หลี่หวงเข้าใจสถานการณ์จองตัวเองในทันที และยืนนิ่งอดทนรอเวลาล่วงเลยผ่าน

แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า รอยยิ้มขององค์รัชทายาทในตอนนี้ช่างสดใสและสวยงามยิ่งกว่าสิ่งใด มันเปี่ยมล้นไปด้วยความหวังและชีวิตชีวา ไม่เหมือนคนป่วยติดเตียงเลยแม้สักนิด

แต่หลังจากที่มองอยู่นาน ภาพเงาทับซ้อนของ ‘เสวี่ยเอ๋อร์’ ก็ค่อยๆ เลือนรางออกไปจากใบหน้าของหลี่หวง

ปฏิกิริยาตื่นเต้นดีใจก่อนหน้าของเขาค่อยๆ ลดลง

“ไม่...เจ้าไม่ใช่เสวี่ยเอ๋อร์...”

ในที่สุดเขาก็ได้สติกลับมา

เสวี่ยเอ๋อร์ของเขาหาใช่สตรีผู้เย็นชาปานนี้

หลี่หวงเห็นร่างสูงใหญ่ขององค์ชายทรุดตัวลงต่อหน้าต่อตา ด้วยความตกใจนางรีบพุ่งเข้าไปผยุงตัวของเขาไว้โดยทันที

จากนั้นก็ค่อยๆ ประคองร่างของอีกฝ่ายนั่งลงบนเก้าอี้ศาลา

เบามาก...

ตัวขององค์รัชทายาทเบามากจริงๆ ...

เสี้ยวอึดใจที่หลี่หวงพุ่งตัวไปพยุงองค์รัชทายาท สิ่งที่สัมผัสโดนและรู้สึกเป็นอย่างแรกเลยก็คือกระดูก

นี่มันหนังหุ้มกระดูกล้วนๆ!

เมื่อครู่อีกฝ่ายไปเอากำลังวังชามาจากไหน?

ไฉนเพียงชั่วอึดใจถึงเปลี่ยนคนๆ หนึ่งได้ขนาดนี้?

ร่างสูงใหญ่กลับเป็นเพียงภาพลวงตา ทว่าในความเป็นจริงภายในร่างกายขององค์รัชทายาทซูบผอมจนเห็นเป็นโครงกระดูกแล้ว

โดยสรุปร่างกายของเขาย่ำแย่เป็นอย่างยิ่ง!

“องค์รัชทายาท...”

หลี่หวงพยายามเอ่ยเรียกคืนสติขององค์รัชทายาทกลับมาอย่างแผ่วเบา

“เสวี่ยเอ๋อร์...เจ้าอยู่ไหน? เจ้าหายไปแล้ว....”

สิ่งเดียวที่ได้ยิน มีเพียงเสียงพึมพำอันสุดแสนจะโหยหาของตัวเขาเอง ร่างกายดูไร้เรี่ยวแรงแม้แต่จะนั่งยังแทบทรงตัวไม่ไหว

ท้ายที่สุดนี้ทุกอย่างจบลงพร้อมกับความเงียบ องค์รัชทายาทเอาแต่นั่งเหม่อลอยทั้งที่น้ำตายังคงไหลรินอยู่

ช่างเป็นภาพฉากที่น่าหดหู่และเดียวดายสุดพรรณนาถึง

นี่หรือคือความรัก? หลี่หวงขมวดคิ้วเล็กน้อย

สามารถเปลี่ยนจากคนๆ หนึ่งกลายเป็นอีกคนได้ในชั่วพริบตา ยามคู่ชีวิตตายไปกลับเต็มใจที่จะตายตาม?

ตอนนี้หลี่หวงดูจะไม่ค่อยสงสัยกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นในอดีตเท่าไหร่แล้ว คล้ายว่านางจะเริ่มเข้าใจอะไรบางอย่าง

แม้นางจะไม่สามารถอธิบายได้ด้วยคำพูด แต่ก็เข้าใจอยู่ในเบื้องลึก ซึ่งมาพร้อมกับความรู้สึกจุกอย่างบอกไม่ถูก

จุกกลางอกเพราะความเศร้า

“นาง...นางยังอยู่”

หลี่หวงเอ่ยแทรกขึ้นมาทำลายความเงียบงันทั้งหมดในเวลานี้ลง แม้แต่ตัวเองก็ยังรู้สึกเหลือเชื่อเช่นกัน ที่จู่ๆ ก็พูดออกมา

แต่จะอย่างไร มีมากมายหลากหลายความรู้สึกเหลือเกินที่ถาโถมเข้าในจิตใจยามนี้ จนทำให้หลี่หวงต้องการปลอบประโลมชายคนนี้จากความโดดเดี่ยวอันไร้สิ้นสุด

“เจ้า...โกหกข้า..เสวี่ยเอ๋อร์...นาง...นางจากไปแล้ว... ข้า...ข้าเห็นมันกับตา...ไม่ ไม่ ไม่...”

องรัชทายาทเงยหน้าขึ้นมองหลี่หวงด้วยสีหน้าซีดเผือด เอาแต่ส่ายหัวไปมาราวกับคนเสียสติ

หลี่หวงยื่นมือเล็กๆ ออกมา และชี้ไปที่หัวใจกลางอกซ้ายขององค์รัชทายาท

นางกล่าวว่า

“นางอยู่ที่นี่ไง”

เพราะบนโลกแห่งความเป็นจริงช่างเจ็บปวดและโหดร้าย ดังนั้นคนที่เจ้ารักจึงอยู่ที่นี่แทน

องค์รัชทายาทจ้องมองหลี่หวงด้วยความงุนงง แต่มือทั้งสองข้างกลับยกขึ้นกุมหน้าอกของตัวเองแน่นโดยไม่ตั้งใจ เพื่อต้องการสัมผัสถึงหัวใจดวงนี้ เขากล่าวขึ้นอย่างไม่ค่อยแน่ใจนักว่า

“มันยังเต้นอยู่...เสวี่ยเอ๋อร์...นาง!...นางอยู่ที่นี่จริงๆ รึ?!”

หลี่หวงพยักหน้ายิ้มตอบไปว่า

“อยู่ที่นี่แหละ และอยู่กับท่านตลอดไป”

องค์รัชทายาทกดสายตามองลงบนอกข้างซ้ายที่สองมือกลัดกุมไว้แน่น คล้ายว่ากำลังครุ่นคิดถึงอะไรสักอย่าง

และในที่สุดก็คิดออกมา เขาพยักหน้าอย่างแรงกล่าวทั้งรอยยิ้มที่แปดเปื้อนน้ำตาว่า

“ใช่แล้ว เสวี่ยเอ๋อร์ยังคงอยู่ที่นี่...อยู่ที่นี่เสมอ...แล้วจะอยู่ที่นี่ตลอดไป!”

หลี่หวงรู้สึกราวกับว่า ตนเองกำลังป้อนน้ำแกงอุ่นในชามให้แก่อีกฝ่ายอยู่

เติมเต็มความอบอุ่นเพื่อชโลมสู่จิตใจที่แสนเปล่าเปลี่ยวทีละเล็กละน้อย...

คนอย่างนางคือผู้ที่เคยก้าวข้ามผ่านความมืดมิดที่แท้จริงมาก่อน จิตใจดวงน้อยดวงนี้ถูกย้อมกลายเป็นสีเทาหม่นดำ มิใช่ดำสนิทแต่ก็หาใช่สีเทาที่ยังลงเหลือสีขาวเช่นกัน ดังนั้นนางปราศจากความเห็นใจต่อผู้ใด

แต่วันนี้กลับเป็นครั้งแรกในชีวิต เกรงว่าฟ้าถล่มดินทลายไปโดยสิ้นแล้ว ที่จู่ๆ หลี่หวงก็เข้ามาปลอบใจคนๆ หนึ่ง

ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใด แต่สัญชาตญาณดิบกลับบอกนางว่า ลองปลอบใจเขาสักคราไม่เสียหาย

ตอนนี้องค์รัชทายาทกลับมาดูอ่อนโยนลงอีกครั้ง เขายกแขนเสื้อปาดน้ำตาบนใบหน้าและเงยมองหลี่หวงด้วยรอยยิ้ม

แม้ว่านัยน์ตาคู่นั้นยังระส่ำระส่ายรวนเรอยู่บ้าง แต่ครั้งนี้องค์รัชทายาทกลับมองไม่ผิดคนอีกต่อไป

ใช่แล้ว เพราะเสวี่ยเอ๋อร์อยู่ในใจเขาตลอดมา...

และไม่เคยจากไปไหน

หลี่หวงเฝ้ามององค์รัชทายาทที่สีหน้าค่อยๆ แปรผันดูสงบอารมณ์ลง แม้ว่าทั้งหมดนี้จะใช้เวลาค่อนข้างนาน แต่หลี่หวงกลับมีความสุขเช่นกันที่ทุกอย่างเป็นไปได้ด้วยดี

“ร้องไห้ต่อหน้าเจ้าที่เพิ่งเจอกันครั้งแรก ต้องทำให้เจ้าหัวเราะเยาะข้าเสียแล้ว ขออภัยที่เสียมารยาทตั้งนาน”

องค์รัชทายาทคลี่ยิ้มด้วยความเขินอาย

ชั่วขณะอึดใจหนึ่ง หลี่หวงรู้สึกว่า ไฉนใบหน้าขององค์รัชทายาทผู้นี้ดูคุ้นเคยอย่างน่าประหลาด...

***************

///ระหว่างแปลคือน้ำตาซึมง่ะ งืออT^T

จบบทที่ ตอนที่65 เสวี่ยเอ๋อร์

คัดลอกลิงก์แล้ว