เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่56 ป่วยทางจิต

ตอนที่56 ป่วยทางจิต

ตอนที่56 ป่วยทางจิต


ตอนที่56 ป่วยทางจิต

“แน่นอนว่าต้องดีกว่าในแง่ความสะดวกของการหลอมกลั่น”

ซูจิ่งเยว่เสมือนตรัสรู้ขึ้นได้ทันทีและกล่าวต่อด้วยความสนใจอย่างยิ่งว่า

“ใช่แล้ว...ความคิดของเจ้าไม่เลวเลย! คุณสมบัติความกัดกร่อนของหญ้าเย็นน้ำแข็งสามารถชำระล้างไขกระดูกได้เช่นกัน!”

“นอกจากนี้ การที่เจ้าใส่หญ้าเย็นน้ำแข็งลงไปแค่ต้นเดียว แม้จะทำให้ธาตุไฟในโอสถอ่อนลงหนึ่งส่วนก็จริง แต่กลับเพิ่มพูนคุณสมบัติธาตุน้ำได้ถึงเจ็ดส่วน! ทั้งในด้านประสิทธิภาพและความคุ้มค่าเอง หากนำเปรียบเทียบโดยละเอียดดีกว่าเห็นๆ! เจ้าหัวไชเท้าน้อย...เจ้าคิดค้นสูตรนี้ได้อย่างไร?!”

ความสนใจของซูจิ่วเยว่ถูกเผยออกมาโดยไม่มีกักเก็บ ในฐานะนักหลอมโอสถสติเฟื่องคนหนึ่ง เขาต้องการจะรู้จริงๆ ว่า อีกฝ่ายคิดค้นสูตรแปลกใหม่แหวกกรอบทฤษฎีขนาดนี้ได้อย่างไร?

“ง่ายมาก”

หลี่หวงเหลือบมองซูจิ่งเยว่อย่างเฉยเมยและกล่าวต่อว่า

“เพราะเจ้ามีตระกูลใหญ่คอยสนับสนุนยังไงล่ะ”

“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเรื่องนี้?”

ซูจิ่งเยว่ขมวดคิ้วแน่นไม่เข้าใจ

หลี่หวงกล่าวอธิบายขยายความตอบไปอย่างช้าๆ ว่า

“คนอย่างพวกเจ้าน่าจะถูกพวกตระกูลใหญ่ซื้อตัวมา และคอยให้การสนับสนุนเงินทองไม่ขาดมือ อยากหลอมกลั่นอะไรก็หามาให้ แตกต่างจากข้าที่เวลาจะหลอมกลั่นอะไรสักอย่างมักจะมีปัญหาติดขัดอยู่ตลอด”

“หาซื้อสมุนไพรชนิดนั้นไม่ได้ จึงต้องศึกษาค้นคว้าหาสมุนไพรชนิดอื่นมาแทนจึงเกิดการค้นพบแปลกใหม่อยู่ตลอด โดยสรุปตามตรงได้ว่า หาไร้ซึ่งปัญหา ปัญญาย่อมไม่บังเกิด เจ้าคงมีชาติกำเนิดจากตระกูลหลอมกลั่นโอสถ มีผู้เฒ่าผู้แก่คอยชี้แนะสั่งการว่าเจ้าควรเดินอย่างไร สูตรโอสถย่อมตายตัวอยู่แต่ในตำรา ปราศจากความคิดสร้างสรรค์”

“แตกต่างจากข้าที่ต้องคิดค้นสูตรและหาสิ่งโน่นนี่มาทดแทนวัตถุดิบที่ขาด และเพราะแบบนั้นจึงเป็นเหตุผลที่ว่า ไฉนข้าถึงหลอมกลั่นโอสถแบบนี้”

“ก่อนที่ข้าจะหลอมโอสถชำระไขกระดูก เคยประสบปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบอยู่ชนิดหนึ่งที่มีนามว่า หญ้ากระเรียนสวรรค์ สุดท้ายต้องเอาหญ้าโหยหาราคาถูกเข้าทดแทน ทว่าสุดท้ายกลับได้ผลดีเทียบเท่ากัน ทั้งๆ ที่ราคาต้องทุนของวัตถุดิบสองชนิดนี้ต่างกันราวกับฟ้ากับเหว หากเป็นเจ้าที่ทราบแบบนี้ การหลอมกลั่นครั้งต่อไปจะเลือกใช้แบบใดล่ะ?”

“เพราะเจ้ามีสมุนไพรให้เลือกสรรไม่ขาดมือ ย่อมไม่มีทางประสบปัญหาเดียวกับข้า ท้ายที่สุดนี้ความยิ่งใหญ่ของเส้นทางแห่งโอสถหาใช่อยู่ในหน้าตำรา ทว่ากลับอยู่ในนี้ต่างหาก”

พอพูดมาถึงตรงนี้ หลี่หวงก็ชี้ไปที่หัวของนางเอง

เฉกเช่นเดียวกันที่หลี่หวงกล่าวไป ในยุคสมัยที่นางจากมา ไม่มียาอายุวัฒนะหรือโอสถท้าทายสวรรค์อะไรทำนองนี้แล้ว นักวิทยาศาสตร์แต่ละคนจึงจำเป็นต้องพึ่งพาสติปัญหาและกึ๋นของตัวเองเป็นหลัก เพื่อวิจัยและพัฒนายาขึ้นมาทีละเล็กละน้อย

แม้ว่านางจะทะลุมิติอยู่ในทวีปม่านเมฆาแห่งนี้ แต่นางยังคงติดนิสัยเดิมคือการชอบทดลองอะไรใหม่ๆ

มันก็ใช่ที่ในหัวสมองของเหยาอวี้มีสูตรโอสถมากมายนับไม่ถ้วน ทั้งสูตรโอสถทั่วไปจนไปถึงสูตรโอสถหายาก

แต่หลี่หวงไม่เคยหยิบใช้สูตรเหล่านั้นเลย นางเพียงขอให้เหยาอวี้อธิบายคุณสมบัติจำเพาะของสมุนไพรที่ไม่เคยเห็นหรือสูญพันธุ์ไปแล้วในยุคปัจจุบัน เพื่อนำมาประกอบการทดลองของนางให้แม่นยำมากยิ่งขึ้น

แม้ว่าโอสถที่หลอมกลั่นขึ้นมาได้จะมีระดับต่ำ ทว่าประสิทธิภาพกลับอยู่ในระดับสูงเกินคาด

นี่หาใช่ความดีความชอบของหม้อหลอมโอสถวิเศษทั้งหมด ครึ่งต่อครึ่งมาจากการทดลองอย่างไม่หยุดยั้งของหลี่หวง

ซูจิ่วเยว่ตกใจอย่างมากเมื่อได้ยินคำอธิบายของหลี่หวง

คำตอบเพียงไม่กี่ประโยคของนางสามารถทำให้เขาตอบตัวเองได้เช่นกันว่า ไฉนที่ผ่านมาตัวเขาถึงยังคงหยุดนิ่งอยู่ที่เดิม!

ปรากฏว่าทั้งหมดก็เป็นเฉกเช่นนี้นี่เอง!

สิ่งที่เขาต้องการคือ การพัฒนาและต่อยอดไปอีกขั้น

ที่ผ่านมาทั้งหมด เขาเอาแต่เลียนแบบสิ่งที่คนรุ่นก่อนทิ้งทวนเอาไว้ให้ โดยไม่เคยคิดเลยว่า คนรุ่นก่อนต้องการอะไรจากคนรุ่นหลังถึงได้ทิ้งทวนภูมิปัญญาเหล่านี้ไว้ให้?

“สิ่งที่เจ้ากล่าวมา...มันคือปัญหาที่นักหลอมโอสถในยุคนี้กำลังประสบอยู่จริงๆ ...”

ซูจิ่งเยว่เอ่ยปากยอมรับไปโดยปริยาย จากนั้นท่าทางการแสดงออกของเขาที่มีต่อหลี่หวงก็เริ่มดูดีขึ้นเรื่อยๆ

“ข้าไม่เคยคิดเลยว่าในจักรวรรดิแห่งนี้จะมีผู้ใดสามารถชี้แนะข้าได้อีกแล้ว! ตอนนี้กลับเป็นเจ้าที่ชี้ทางสว่างแก่ข้า เจ้าหัวไชเท้าน้อย...มีนามว่าอันใดรึ?”

“จวิ๋นหลี่หวง”

“จวิ๋น...หลี่หวง?”

ซูจิ่งเยว่ดูแปลกใจไปชั่วขณะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนที่ทวนคำว่า หลี่หวง

ทว่าครู่ต่อมา ซูจิ่งเยว่ก็สะดุ้งโหย่งเบิกตาโตราวกับคิดอะไรออกแล้ว

“คุณหนูใหญ่แห่งตระกูลจวิ๋น คนที่ถูกลดศักดิ์สถานะเมื่อหกปีก่อนมิใช่รึ!?”

หลี่หวงแค่พยักหน้าตอบ

ซูจิ่งเยว่จ้องหลี่หวงอยู่พักใหญ่ ก่อนส่ายหน้าอานกล่าวว่า

“ไม่เห็นเหมือนในข่าวลือเลย!”

หลี่หวคลี่ยิ้มบางกลับไม่เอ่ยตอบอันใด

แต่ซูจิ่งเยว่หาใช่คนชอบขุดคุ้ยเรื่องของคนอื่น อีกอย่างสิ่งที่เขารักที่สุดคือการหลอมกลั่นโอสถ เขาไม่ชอบให้ใครล้ำเส้นความเป็นส่วนตัว และไม่คิดที่จะไปล้ำเส้นของใครเช่นกัน หากเขาไม่สนใจคือไม่สนใจจริงๆ

เพียงว่า...จวิ๋นหลี่หวงที่เขาเคยได้ยินเมื่อหกปีก่อนกับปัจจุบันมันแตกต่างราวกับฟ้ากับเหว เลยตกใจเล็กน้อย

“ตามที่ตกลงกันไว้ ข้าจะบอกอาการป่วยขององค์รัชทายาท แต่ถึงเจ้าจะมีองค์ความรู้ในด้านหลอมกลั่นโอสถ แต่สุดท้ายนี้ระดับชั้นของเจ้ายังคงต่ำกว่าข้า! ดังนั้นจงเตรียมใจให้พร้อม!”

คำกล่าวของซูจิ่งเยว่ฟังแล้วค่อนข้างหยิ่งผยองนัก ทว่ากลับเป็นความจริง

การจะเป็นนักหลอมโอสถแห่งวังหลวงได้ จักต้องเป็นนักหลอมโอสถที่ระดับชั้นสูงที่สุดในจักรวรรดิแห่งนี้ ในด้านความแข็งแกร่งของซูจิ่งเยว่คนนี้ หลี่หวงเองก็มิสามารถปฏิเสธได้เช่นกัน

หลี่หวงพยักหน้าตอบ เดิมทีนางมีแผนอยู่แล้ว

ซูจิ่งเยว่เดินไปที่หน้าตู้เก็บของด้านในสุดและเปิดลิ้นชักลับออกมา พร้อมหยิบเอกสารหลากหลายฉบับส่งให้หลี่หวงอ่าน

นางรับมันมาพลางสำรวจเอกสารเหล่านั้นเล็กน้อย มีหลายหลากชุดที่ถูกจัดเก็บอยู่ในซองหนังดูไปดูมา คล้ายกับแฟ้มคดีของกรมตำรวจอย่างใดอย่างนั้น

หน้าซองของแต่ละฉบับมีอักษรพู่กันเขียนว่า ผลการวินิจฉัยของหมอหลวง ผลการวินิจฉัยของซูจิ่งเยว่ และตารางจ่ายโอสถ

ซูจิ่งเยว่ไม่ได้กล่าวเร่งเร้าให้อีกฝ่ายรีบอ่านเช่นกัน เขายืนรออยู่ข้างๆ ให้หลี่หวงค่อยๆ อ่านตามสะดวก

หลี่หวงเองก็ไม่ชักช้า รีบเปิดซองหนังแต่ละฉบับขึ้นอ่าน กวาดสายตาขึ้นบนจรดล่างพินิจวิเคราะห์อย่างรวดเร็ว

องค์รัชทายาทหลิงชิงเฉิน เมื่อสามปีก่อนป่วยเป็นโรคภัยปริศนา นอนติดเตียงไร้เรี่ยวแรง จิตใจกระสับกระส่ายสับสนอยู่ตลอดทั้งวันคืน บ้างครั้นเกิดอาการหมดสติฉับพลัน ดูไม่มีชีวิตชีวาราวกับขาดแรงจูงใจที่จะมีชีวิตอยู่

เมื่อหมอหลวงวินิจฉัยโดยละเอียดแล้ว ก็พบว่านับวันร่างกายขององค์รัชทายาทยิ่งอ่อนแอลงอย่างต่อเนื่อง ชีพจรเบาบาง ยากเกินเสาะหาว่าป่วยเป็นโรคภัยชนิดใด

ซูจิ่งเยว่เข้ามาวินิจฉัยเป็นการส่วนตัวในเวลาต่อมา ผลที่ออกมาได้ความดังนี้ องค์รัชทายาทจิตใจเศร้าหมอง ธาตุไฟเข้าแทรก พลังวิญญาณตกต่ำถึงขีดสุด สาเหตุน่าจะเกิดจากการสิ้นพระชนม์ของพระอัครมเหสี เวลาผ่านไป ร่างกายไม่ได้รับสารอาหารเท่าที่จำเป็น และพักผ่อนไร้ซึ่งประสิทธิภาพ ทำให้ร่างกายอ่อนแอฉับพลันเปิดรับโรคภัยมากมายเข้า ร้ายแรงที่สุดคือ ระดับพลังบ่มเพาะหยุดนิ่งมิอาจพัฒนาก้าวหน้า...

“จากบันทึกของเจ้า พยายามจะบอกว่าองค์รัชทายาทป่วยเพราะธาตุไฟดข้าแทรก จนส่งผลไปถึงร่างกายในเวลาต่อมา? แม้แต่โอสถจิตสงบที่เจ้าจ่ายให้ก็ยังมิอาจช่วยได้?”

หลี่หวงกวาดสายตาอ่านไปเอกสารจากจ่ายโอสถ จากตารางพบว่า ไม่มีโอสถที่ใช้รักษาโรคจริงๆ จังๆ เลย ทั้งหมดล้วนแต่เป็นโอสถเสริมวังชาและโอสถที่มีฤทธิ์ปรับสภาพจิตใจ

“เพราะพวกเราไม่สามารถบอกได้เต็มปากว่าองค์รัชทายาทป่วยเป็นอะไรกันแน่ จึงไม่กล้าจ่ายยารักษาที่เจาะจงตามชนิดโรค เจ้าไม่เคยเห็นหรอกว่า องค์รัชทายาทเมื่อก่อนร่าเริงขนาดไหน แล้วดูทุกวันนี้สิ รอยยิ้มความชีวิตชีวาของเขาหายสาบสูญไปสิ้น! ทุกครั้งที่เจอมีแต่ยิ่งผอมลงทุกวัน จนจะกลายเป็นมนุษย์หนังหุ้มกระดูกไปแล้ว! พวกเราสะเทือนใจจนทำอะไรไม่ถูกเช่นกัน!”

ซูจิ่งเยว่รู้สึกเศร้าหมองอย่างมากยามกล่าวมาถึงจุดนี้ ได้แต่ถอนหายใจไม่หยุดไม่หย่อนหลังพูดจบ

ใจหนึ่งก็เฝ้าโทษแต่ตนเอง ที่องค์รัชทายาทเป็นแบบนี้เนื่องจากตัวเขาไร้ความสามารถ

หลี่หวงขมวดคิ้วขึ้น้เล็กน้อย ทันใดนั้นก็พลันนึกถึงประโยคหนึ่งที่เย่ฉางเคยกล่าวเอาไว้ แถมยังเหมือนกับประโยคหนึ่งที่ซูจิ่งเยว่เขียนในบันทึก

องค์รัชทายาทล้มป่วยเพราะพระอัครมเหสีสิ้นพระชนม์!

หรือเป็นไปได้ไหมว่า...

“ข้าเกรงว่าปัญหานี้กลับมิได้ซับซ้อนอย่างที่พวกเจ้าคิด”

หลี่หวงกล่าวขึ้นอย่างเฉยเมย ก่อนจะกวาดสายตาดูสมุนไพรที่เก็บสะสมทั่วห้องของอีกฝ่าย และกล่าวต่อว่า

“โรคบางอย่างกลับไม่สามารถรักษาให้หายด้วยโอสถ”

ซูจิ่งเยว่ตะลึงงันไปชั่วขณะหนึ่ง เขาเร่งเอ่ยถามด้วยความสงสัยทันทีว่า

“เจ้าหมายความว่าอย่างไร?”

“วันนี้ข้าได้ยินองค์รัชทายาทพูดเช่นกัน แม้จะไม่เห็นใบหน้า ทว่ากลับเก็บเกี่ยวเบาะแสอะไรบางอย่างได้”

“ประการแรก องค์รัชทายาทมิได้ป่วยจากธาตุไฟเข้าแทรก พลังวิญญาณในกายกลับปกติสมบูรณ์ดี แม้กระทั่งสุขภาพร่างกายยังแข็งแรงมาก กล่าวได้ว่าทุกอย่างแทบจะเป็นปกติดี แต่จุดที่น่าสนใจคือ เจ้า...ได้บันทึกไว้ว่า ‘องค์รัชยาทดูไม่มีชีวิตชีวาราวกับขาดแรงจูงใจที่จะมีชีวิตอยู่’ ใช่หรือไม่? นี่แหละคำตอบของปัญหาทั้งหมด!”

“ประการที่สอง จากที่ข้าได้ยินเสียงขององค์รัชทายาท อีกฝ่ายดูไม่เหมือนคนป่วยเป็นโรคร้ายแรง น้ำเสียงฟังดูไม่ติดขัด จังหวะหายใจสะดวก นี่มิได้มีปัญหาเกี่ยวกับระบบการทำงานของร่างกายแน่นอน เพียงว่า สุ้มเสียงฟังดูแล้วราวกับคนไร้จิตวิญญาณ สูญเสียจุดมุ่งหมายในชีวิตไป”

“นี่เจ้าหมายถึง...!”

ซูจิ่วเยว่เริ่มจะเข้าใจสิ่งที่หลี่หวงพยายามจะสื่อถึงแล้ว

“องค์รัชทายาทมิได้ป่วยเป็นโรคทางกาย แต่ป่วยทางจิต!? เพราะเหตุการณ์สิ้นพระชนม์ จึงทำให้เขาไม่อยากที่จะมีชีวิตอยู่!”

หลี่หวงพยักหน้าตอบ นี่คือการคาดเดาในเบื้องต้นของนาง แต่...อีกใจหนึ่งก็รู้สึกแปลกๆ เช่นกัน

ซูจิ่งเยว่ใช้เวลานับร้อยปีอยู่ในวังหลวง เอาแต่คลุกตัวอยู่ในห้องส่วนตัวไม่ออกไปไหน จนลืมไปซะสนิทเลยว่า นอกจากอาการป่วยทางร่างกายแล้ว ก็ยังมีอาการป่วยทางจิตใจที่มิได้เกี่ยวข้องกับพลังวิญญาณ ซึ่งเรียกกันว่า โรคเจ็ดอารมณ์หกตัณหา!

จบบทที่ ตอนที่56 ป่วยทางจิต

คัดลอกลิงก์แล้ว