เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่42 มันคือสิ่งสำคัญ

ตอนที่42 มันคือสิ่งสำคัญ

ตอนที่42 มันคือสิ่งสำคัญ


ตอนที่42 มันคือสิ่งสำคัญ

“เวลาขคับขันเช่นนี้จะให้ข้าทำเยี่ยงไรล่ะ?”

หลิงฉางเจวี่ยเลิกคิ้วมองอีกฝ่าย แต่เนื่องด้วยฤทธิ์ความหนาวเหน็บจนชาไปทั่วร่าง ทำให้เขาไม่สามารถพูดอะไรไปมากกว่านี้ได้

“ฉางเจวี่ย เจ้าชอบน้องหลี่หวงจริงๆรึ?”

สำหรับน้องสาวคนดีของเขา จวิ๋นหลี่จิวไม่เคยเคลือบแคลงใจในเสน่ห์ความสวยของนาง แต่ที่เขาไม่เข้าใจเลยก็คือ ชายผู้สูงศักดิ์ตรงหน้าที่มีจิตใจเย็นชาเสียยิ่งกว่าน้ำแข็งคนนี้ ไฉนถึงมาตกหลุมรักน้องสาวตนเองได้?

แต่เดิมจวิ๋นหลี่จิวหลงคิดไปว่า ที่หมอนี่ไม่มีความสนใจและฝักใฝ่สตรีใด เพราะจิตใจผิดแปลกใคร่รักกับบุรุษกันเอง

“ข้ามิทราบเช่นกันว่าความรู้สึกนี้เรียกชอบหรือไม่? เพียงว่าครั้งแรกที่พบพานแด็กสาวคนนี้ แม้ว่ารูปลักษณ์จะมิได้งดงาม ทว่าข้ากลับรู้สึกถูกชะตา ตอนนั้นข้าแอบลอบเข้ากระท่อมนาง และจับจ้องดูนางต่อสู้กับสาวรับใช้อยู่”

“ต่อมารูปลักษณ์ใบหน้าของนางก็เปลี่ยนไป ยิ่งพบเจอนางยิ่งเจิดจ้าขึ้นภายในใจ ฝันเพียงว่าอยากให้นางอยู่ข้างกายข้าตลอดไป”

หลิงฉางเจวี่ยนึกถึงความทรงจำวันวานที่พบเจอนางครั้งแรก ก็อดคลี่ยิ้มออกมามิได้

จวิ๋นหลี่จิวนิ่งเงียบไปชั่วขณะ ก่อนจะถอนหายใจเสียวยืดยาวกล่าวว่า

“เจ้าเองก็พึงทราบ ตอนพระชายาตั้งชื่อหลี่หวงขึ้นมา นางทรงกำชับไว้หนักแน่นยิ่งว่า ห้ามให้นางแต่งเข้าตระกูลราชวงศ์เด็ดขาด หากเจ้าไม่จริงใจกับน้องสาวคนนี้ ข้าแนะนำให้เจ้าควรหยุด”

วาจาคำกล่าวนี้ของจวิ๋นหลี่จิวไม่ได้สุภาพนักดั่งที่แล้วมา ความหมายในประโยคนี้ค่อนข้างชัดเจนว่า เขาไม่ต้องการให้หลี่หวงกับหลิงฉ่างเจวี่ยแต่งงานกัน แต่ในฐานะพี่น้องก็อีกเรื่องหนึ่ง เพราะการเฝ้าเป็นห่วงผู้เป็นน้อยก็นับว่าเป็นหนึ่งในคุณสมบัติของผู้เป็นพี่ควรมี

ในช่วงเย็น จวิ๋นหล่าจิวดื่มสุราค่อนข้างหนัก หากเขาไม่ได้ยินหลิงฉางเจวี่ยเอ่ยดกล่าวเรื่องหมั้นหมายในตอนกลางวัน เขาคงรู้สึกมีความสุขกว่านี้!

แต่มิใช่ว่าเขาจะมีอำนาจมากพอที่จะหยุดความคิดใครสักคนได้ตามต้องการ

“เช่นนั้ข้าผู้นี้จะพิสูจน์ให้เห็น”

หลิงฉางเจวี่ยกล่าวสีหน้าจริงจัง

จวิ๋นหลี่จิวมิได้เอ่ยกล่าวอันใดอีก เขาหันไปมองหลี่หวง พร้อมด้วยแววตาที่เปี่ยมล้นความรู้สึกสุดแสนจะปวดใจ

จากนั้นทั้งสองก็มิได้คุยอะไรกันอีกตลอดทั้งคืน

ก่อนฟ้าสาง หลี่หวงค่อยๆได้สติลืมตาตื่นขึ้นมทา

สภาพแวดล้อมโดยรอบที่ผ่านเข้ามาในสายตา หาใช่ห้องของตนเองที่คุ้นเคย

ความรู้สึกแรกหลังจากที่หลี่หวงตื่นขึ้นมาคือ ความหนาวเหน็บแผ่ซานไปทั้วร่าง แม้จะมีผ้านวมชั้นหนาห่มอยู่ก็ตาม

ความเหน็บหนาวนี้มันกัดกินไปถึงขั้วกระดูก!

หลี่หวงลองขยับเขยื้อนมือไม้ดูเล๋กน้อย นอกจากความชาจากความเย็นแล้ว นางก็ไม่รู้สึกเจ็บปวดอะไรเป็นพิเศษ

แรงกระเพื่อมจากการเคลื่อนไหวของนาง ทำให้ชายร่างสูงทั้งสองที่นอนฟุบอยู่ข้างฟูกสะดุ้งตื่นขึ้นมา

“น้องหลี่หวง! เจ้าไม่เป็นอะไรแล้ว?”

หลี่หวงที่เห็นทั้งสองเงยหน้าขึ้นมาอย่างฉับพลันก็ตกใจเล็กน้อย ขอบตาของทั้งคู่ดูคล่ำขึ้นถนัดตา ประดุจว่าไม่ได้หลับได้นอนตลอดทั้งคืน

อย่างไรก็ตาม คล้อยหลังได้ยินคำกล่าวของทั้งคู่ หลี่หวงก็อดนึกถึงภาพเหตุการณ์เมื่อวานมิได้!

ใบหน้าของนางแดงระเรื่อขึ้นทันที!

นางเหลือบหางตามองไปที่หลิงฉางเจวี่ย...

นี่ข้าทำอะไรลงไป! แถมยังทิ้งทวนรอยขวนที่กลางหลังของหมอนี่อีก!

ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อคืนยังเกือบจะกินชายคนนี้ไปแล้ว...

“น้องหลี่หวง เจ้ารู้สึกไม่สบายเนื้อสบายตัวตรงไหนอีกหรือไม่?”

จวิ๋นหลี่จิวยกนิ้วขึ้นจับชีพจรบนข้อมือของหลี่หวงไว้ คล้อยหลังแน่ใจแล้วว่าไม่มีอะไรผิดปกติ เขาจึงเอ่ยถามย้ำอีกครั้งอย่างห่วงใย

“ไม่มีแล้ว”

หลี่หวงส่ายหน้าและลุกขึ้นมานั่ง

ภายในใจรู้สึกอบอุ่นอย่างมากต่อความรักใคร่ที่พวกเขาทั้งสองมอบให้ ทว่าติดตามมาด้วยเพลิงความพิโรธที่ลุกโชนขึ้นมา!

“”

“พี่จิว พวกเรากลับกันเถอะ”

ดวงตาของหลี่หวงเผยสะท้อนบางสิ่งอย่างออกมาซึ่งที่เรียกกันว่า‘จิตสังหาร’

จวิ๋นหลี่จิวที่เห็นแววตาของน้องสาวตนเอง เขาก็เพิ่งนึกขึ้นได้ ความโกรธเกรี้ยวพุ่งทะลุจุดศูนย์ขึ้นทันใด

ทางด้านหลิงฉางเจวี่ยสังเกตเห็นชัดเจนว่า  หลี่หวงจงใจเมินเขา แต่ก็มิได้ปริปากกล่าวอะไรเช่นกัน

นางคงนึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนได้

แววตาของนางแฝงความลุกลี้ลุกลน พยายามหลบซ่อนไม่กล้าเผชิญหน้ากับหลิงฉางเจวี่ย

แต่พอเห็นว่านางแข็งแรงดีแบบนี้ หลิงฉางเจวี่ยเองก็รู้สึกโล่งใจอย่างบอกไม่ถูก และลุกขึ้นไปหยิบเสื้อผ้าแพรพรรณชุดหนึ่งออกมาจากตู้ ซึ่งเขาเป็คนหาชุดมาเปลี่ยนใหม่ให้นางตั้งแต่เมื่อคิน

หลิงฉางเจวี่ยวางชุดนั้นไว้ข้างหมอนของหลี่หวงโดยไม่พูดไม่จา และยืนเงียบไร้ตัวตนดังเดิม

“น้องหลี่หวง เจ้าโดนไอ้บัดซบพวกนั้นกลั่นแกล้งมามากพอแล้ว! บอกข้ามาว่าผู้ใดกันที่ทำเจ้า!? หากพวกมันเลวยกตระกูล ข้าจะล้างบางสายเลือดสกปรกเหล่านี้เอง!”

เนื่องจากจวิ๋นหลี่จิวกำลังเดือดจัด จึงไม่ได้สังเกตเห็นความผิดปกติระหว่างหลิงฉางเจวี่ยกับหลี่หวง

“เรื่องนี้พี่จิวไม่ต้องยุ่ง ข้าจัดการพวกมันเอง!”

หลี่หวงขบกรามแน่น พร้อมกระโดดลุกขึ้นพรวดจากเตียงทันทีที่พูดจบ

กล้าวางยาข้างั้นเหรอ? หาเรื่องผิดคนแล้วไอ้เวร!

พอฆ่าไม่ได้ ก็วางแผนจะทำลายชื่อเสียงของนาง?

หลี่หวงกำหมัดแน่น แม้ว่าหลี่หวงจะไม่เข้าใจจารีตประเพณีของโลกแห่งนี้เท่าไหร่ แต่นางก็พึงทราบว่า พรหมจรรย์มันสำคัญต่อสตรีนางหนึ่งแค่ไหน!

เรื่องแบบนี้ใครๆก็รู้จริงไหม?!

หลี่หวงคว้าเสื้อผ้าจัดแจงสวมใส่อย่างรวดเร็ว

ชายทั้งสองหันมาสบตากัน  ฉายแววตะลึงออกมาจนพูดไม่ออก

หลังจากแต่งองค์ทรงเครื่องเสร็จสรรพ นางก็เดินไปจูงมือจวิ๋นหลี่จิว พอหันไปหาหลิงฉางเจวี่ยกลับก้มหน้าใส่ไม่กล้าสบตา แต่นางก็ยังเอ่ยขึ้นว่า

“ฉางเจวี่ย พาพวกเรากลับไปจวน!”

ดวงตาคู่นั้นของหลิงฉางเจวี่ยเปล่งประกายอีกครั้ง เขาหันควับมองไปที่นางด้วยความตื่นเต้น แม้นางจะก้มหน้าไม่กล้าสบตา แต่อย่างน้อยก็พูดกับเขาแล้ว!

หลิงฉางเจวี่ยไม่พูดพล่ามอันใดอีกต่อไป เขาใช้มือแหวกห้วงมิติตรงหน้า และชั่วพริบตาเดียว ทั้งสามก็กลับมาถึงจวนตระกูลจวิ๋น!

หลี่หวงสงสัยในความสามารถของหลิงฉางเจวี่ยมาโดยตลอด นัยน์ตาสีทองอร่ามของเขา เป็นเครื่องยืนยันชั้นดีว่า อีกฝ่ายเป็นนักอัญเชิญธาตุศักดิ์สิทธิ์ แต่ทุกครั้งที่หลิงฉางเจวี่ยปรากฏตัวขึ้นมา แม้เมื่อวานนางจะหมดสติ แต่นางก็ยังสัมผัสได้ว่า อีกฝ่ายมีความสามารถในการเดินทางผ่านห้วงมิติ!

หรือเป็นไปได้ไหมว่า...เขาจะเป็นนักอัญเชิญธาตุมิติในตำนาน!

เบื้องหลังของชายคนนี้เต็มไปด้วยความลับ!

พอเห็นว่าทั้งสองรู้จักกันแบบนี้ หลี่หวงก็ไม่รู้จะบรรยายอะไรออกมาเช่นกัน บทจะเรียกนึกไม่ออก ก็เลยเรียกไปห้วนๆว่า ฉางเจวี่ยแทนแล้วกัน

หลิงฉางเจวี่ยยังพาหลี่หวงกับหลี่จิวมาข้ามห้วงมิติกลับมายังเรือนบุปผาโปรยปรายของนาง

พอมาถึงทั้งสามก็เห็น ฮั่วหยางกับเหยาอวี้ที่กำลังนอนร้องไห้ขี้มูกโป่งอยู่บนพื้น พอเห็นห้วงมิติตรงหน้าบิดเบี้ยวก่อนจะปรากฏเป็นร่างของหลี่หวงขึ้นมาติ่หน้าต่อตา พวกมันก็อดตื่นเต้นดีใจมิได้!

“นายท่าน! ไปตายที่ไหนมา!”

“นายท่าน ข้า...ข้าคิดว่าท่านไม่ต้องการพวกเราแล้ว... แงง....”

ฮั่วหยางระเบิดน้ำตาออกมาทันทีอย่างไม่สามารถอดกลั้นได้อีกต่อไป

เมื่อได้ยินคำทักทายอันปั่นประสาทของเหยาอวี้ และความขี้แยของฮั่วหยาง หลี่หวงก็อารมณ์ดีขึ้นมาเล็กน้อย นางเดินไปลูบหัวของพวกมันทั้งสองและกล่าวน้ำเสียงอ่อนโยนขึ้นคำหนึ่งว่า

“ข้าขอโทษที่ทำให้พวกเจ้าเป็นห่วง...”

เหยาอวี้เบ้ปากใส่ เชิดหน้ากล่าวขึ้นว่า

“ข้าไม่ได้เป็นห่วง! จริงไหมฮั่วหยาง?”

ฮั่วหยางพยักหน้าอย่างใสซื่อ ทว่ายังกล่าวทั้งน้ำตาว่า

“ฮึก... ข้าไม่ได้เป็นห่วงสักหน่อย..ฮึก..ฮึก... ฮืออ....แงงง~ ขอกอดหน่อย!!”

หลี่หวงเขกหัวฮั่วหยางไปทีหนึ่งและกล่าวดุว่า

“อย่าขี้แย!”

ฮั่วหยางไม่ได้รู้สึกโกรธแม้แต่น้อย ทว่าพอจะเอ่ยปากกล่าวกลับเหลือบไปเห็นชายร่างสูงทั้งสองที่ยืนอยู่มุมห้อง

สีหน้าของมันพลันมืดทมิฬลงทันที พร้อมเร่งเร้าเพลิงบัวโลหิตในกายจนปะทุขึ้น!

หลี่หวงโบกมือห้ามและกล่าวว่า

“พวกเขาเป็นสหายของข้า ไม่ต้องกังวลไป”

หลิงฉางเจวี่ยรู้สึกปวดใจเล็กน้อยที่ได้ยินคำว่า‘สหาย’จากปากของหลี่หวง อยากจะเอ่ยกล่าวอะไรออกไปสักคำเพื่อแก้ต่าง ทว่าสุดท้ายก็เลือกที่จะเก็บคำพูดเหล่านั้นไว้ในใจ

ไม่ อย่าทำให้นางหงุดหงิดเป็นอันขาด!

ข้าต้องให้เวลานางหน่อย!

“ฮั่วหยาง ไปลากตัวฮูหยินรองมาให้ข้า”

หลี่หวงกล่าวน้ำเสียงเรียบปราศจากความรู้สึกใด

“ได้เลย!”

“น้องหวง ไปพามันมาทำไม? ไฉนไม่ฆ่าทิ้งไปเสียเลย?”

“ฆ่าทิ้ง? คำว่าตายมันยังน้อยเกินไปสำหรับนาง!”

หลี่หวงเค้นเสียงเย็นสะท้านจับขั้วหัวใจเปล่งดัง

“พวกเจ้ากลับไปก่อนเถอะ”

หลี่หวงกล่าวกับทั้งสอง ถึงได้ยินแบบนั้น แต่จะบอกให้ไปเลยก็กระไรอยู่

แต่เมื่อจวิ๋นหลี่จิวมองเห็นความเด็ดเดี่ยวที่สะท้อนออกมาจากนัยน์ตาของนาง เขาก็เลือกที่จะไม่พูดอะไรอีก และรีบเดินกลับไปยังเรือนพักของตัวเองทันที

หลิงฉางเจวี่ยยังคงไม่เคลื่อนขยับไปไหน นัยนต์ตาสีทองอร่ามยังคงจ้องมองมาทางหลี่หวงอย่างอ่อนโยน

หลี่หวงรู้สึกได้ว่าถูกอีกฝ่ายกำลังจับจ้อง ทว่ากลับไม่กล้าเงยหน้ามองหลิงฉางเจวี่ยเลย นางหันหลังให้และกล่าวขึ้นว่า

“ไฉนเจ้ายังไม่ไป?”

จบบทที่ ตอนที่42 มันคือสิ่งสำคัญ

คัดลอกลิงก์แล้ว