เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่39 น้องสาว

ตอนที่39 น้องสาว

ตอนที่39 น้องสาว


ตอนที่39 น้องสาว

“ข้าสบายดี...”

จวิ๋นหลี่จิวยิ้มบางเป็นคำตอบ เจ้าของร่างเดิมของนาง คงต้องทนทุกข์ทรมานอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่ผ่านมา ทว่ายังดีที่มีความทรงจำที่ดีเหล่านี้คอยขับกล่อมจิตใจ บางทีที่เจ้าของร่างเดิมยังสามารถใช้ชีวิตอยู่ได้จวบจนวันสุดท้ายก่อนที่นางจะมาแทน ความทรงจำเหล่านี้แหละคือการปลอบประโลมในยามโศกที่ดีที่สุด

“แล้วเจ้า...เคยเกลียดข้าบ้างหรือไม่? :”

ทันใดนั้นจวิ๋นหลี่จิวพลันเอ่ยถามเสียงหนึ่งด้วยความกังวล

หลี่หวงชะงักไปชั่วขณะที่ได้ยิน ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่า เมื่อหกปีก่อน ตอนที่หวงถูกลดศักดิ์สถานะลงมาขั้นหนึ่งและโดนเนรเทศออกจากตระกูลสาขาหลัก คนที่ออกคำสั่งนี้กับนางก็มิใช่ใครอื่นนอกเสียจาก จวิ๋นหลี่จิว!

นอกจากนี้เอง เมื่อได้ยินสิ่งที่คนรับใช้รายงานคำสั่งนี้มา แทนที่จวิ๋นหลี่หวงจะขัดขืนไม่ยอมลาจาก นางกลับพยักหน้าให้การสนับสนุนด้วยความเต็มใจ

“เคยเกลียดมาก่อน”

หลี่หวงตัดสินใจไว้แล้ว ไม่ว่าจะยังไงนางก็ขอพูดแทนสิ่งที่เจ้าของร่างเดิมต้องการจะพูด

เพียงวิธีนี้เท่านั้นที่นางจะสามารถปล่อยวางมารในใจ และเดินหน้าต่อไปได้

“ข้าขอโทษจริงๆ ที่ต้องทำให้น้องหลี่หวงอยู่อย่างทุกข์ทรมาน”

จวิ๋นหลี่จิวเงียบไปชั่วครู่หนึ่ง ก่อนปริปากกล่าวขึ้นอย่างโศกเศร้าต่อ

“ตอนนั้นภายในตระกูลจวิ๋นของเราปราศจากความสงบโดยสิ้นเชิง และข้าไม่สามารถรับประกันความปลอดภัยของเจ้าได้เช่นกัน ดังนั้น...ทางเดียวที่จะทำให้เจ้ารอดตายคือวิธีนี้เท่านั้น”

หลี่หวงยิ้มตอบ แม้สิ่งที่อีกฝ่ายกล่าวไปจะไม่ค่อยเข้าใจสักเท่าใด ทว่าอย่างน้อยมันก็ยังมีคำอธิบายรองรับ นางรู้สึกว่ามีหินผาก้อนยักษ์ก้อนหนึ่งหายไปจากจิตใจ ยามนี้ปราศจากความทุกข์ใจแล้ว!

“ตอนนี้ข้ารู้สึกดีขึ้นแล้ว”

หลี่หวงคลี่ยิ้มอ่อน

“อย่างน้อยพี่จิวก็ยังรักข้าดังเดิม”

จวิ๋นหลี่จิวยกมือทั้งสองข้างขึ้นเท้าสะเอวพร้อมระเบิดหัวเราะเสียงดังลั่น จนแพร่กระจายไปทั่วทั้งบริเวณอันใกล้

“แน่นอน เจ้ายังมีข้าอยู่ทั้งคน!”

จวิ๋นหลี่จิวเหลือบสายตามองไปยังกระบี่ยาวในมือของหลี่หวง

“น้องหลี่หวง เมื่อครู่เจ้ากำลังฝึกเพลงกระบี่อยู่กระมัง? สนใจซ้อมกันสักตาหรือไม่?”

หลี่หวงยิ้มพยักหน้าตอบ

“ตกลง”

“ดี! น้องหลี่หวง! เตรียมรับมือ!”

จวิ๋นหลี่จิวไม่พูดพล่ามอันใดอีก เสี้ยวขณะเขาชักกระบี่ออกจากฝัก ร่ายระบำความเร็วสูงจนคมกระบี่ในมือแยกร่างกลายเป็นเงาหลายสิบสาย แต่จะเห็นได้ชัดแจ้งว่า กระบี่ที่จวิ๋นหลี่จิวใช้หาใช่ยุทธภัณฑ์ธรรมดาทั่วไป เมื่อร่ายกระบี่ครบกระบวน ปลายคมกระบี่นับสิบสายก็ทิ่มทะลวงตรงมาถึงเบื้องหน้าของหลี่หวงแล้ว

หลี่หวงแสยะยิ้มมุมปากหนึ่งคราอย่างสงบ หันคมกระบี่เทพฤทัยเข้าสัประยุทธ์สวนตอบทันใด

“ชวิ้ง! ชวิ้ง!...”

“ชวิ้ง! ชวิ้ง!....”

กลางห้วงเวหาปรากฏเพียงสุ้มเสียงคมกระบี่ที่ฉีกสะบั้นอากาศ สองคมกระบี่ร่ายระบำ สองพี่น้องหลี่หวงและหลี่จิวเข้าปะทะนับหลายสิบกระบวน จนท้ายที่สุดก็เป็นฝ่ายหลี่หวงที่พ่ายแพ้ไป

นางหอบหายใจถี่อย่างเหน็ดเหนื่อย พลางยิ้มกล่าวขึ้นว่า

“ยินดีที่ได้ประกระบวน พี่จิวนับเป็นคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งยิ่งแล้ว”

แม้ว่านางจะพ่ายแพ้ แต่สามารถทำได้ขนาดนี้ทั้งที่เพิ่งเริ่มฝึกมาได้ไม่กี่วัน นับว่ายอดเยี่ยมจนเป็นที่น่าพอใจสำหรับนาง

ระหว่างปะทะเพลงกระบี่ จวิ๋นหลี่จิวก็ได้ค้นพบข้อบกพร่องและช่องโหว่ของกระบวนท่าของหลี่หวงมากมาย มีบ้างที่ขอหยุดมือชั่วขณะเพื่อเร่งชี้แนะถึงจุดอ่อนเหล่านั้นให้น้องสุดที่รักทันที เพราะกลัวว่าจะลืมไปทีหลัง ดังนั้นการซ้อมครั้งนี้นับว่านางได้รับประโยชน์ครั้งใหญ่!

“เพลงกระบี่ที่น้องหลี่หวงสำแดงใช้นับว่าค่อนข้างพิเศษ ทว่าทักษะท่าร่ายของเจ้ายังไม่เสถียรพอ เดาว่ายังฝึกกระบี่มาได้ไม่ถึงปีกระมัง?”

จวิ๋นหลี่จิวยกชายเสื้อขึ้นมาปาดเหงื่อให้หลี่หวงพลางพร้อมกับรอยยิ้ม

“ไม่ถึงปี? พี่จิวคิดมากเกินไปแล้ว”

หลี่หวงหัวเราะคิกคักและกล่าวต่อว่า

“ข้าเพิ่งฝึกกระบี่ได้ไม่กี่วันเอง”

“พร๊วดดด!”

จวิ๋นหลี่จิวที่กำลังกระดกสุราจากน้ำเต้าคู่กาย ถึงกับสำลักพรวดออกมาโดยตรง

“มะ-ไม่กี่วัน? เจ้าบอกว่าไม่กี่วันงั้นรึ?!”

เขาเบิกตากว้างจับจ้องหลี่หวงอย่างไม่อยากจะเชื่อ

หลี่หวงพยักหน้าย้ำว่านี่คือความจริง เห็นดังนั้นจวิ๋นหลี่จิวรีบพุ่งเข้ามากุมมือของหลี่หวงพร้อมสายตาเป็นประกายทันที

“อัจฉริยะ! เจ้าต้องเป็นอัจฉริยะแห่งกระบี่เป็นแน่! น้องข้า...เจ้าต้องฝึกกระบี่ให้ดี! อย่าได้เกียจคร้านเด็ดขาด เข้าใจไหม?”

“แน่นอน!”

หลี่หวงพยักหน้าตอบ แววตาส่อประกายความมั่นใจออกมาหลายส่วน

ครั้งนี้ที่จวิ๋นหลี่จิวมาเยี่ยมเยือน เขารู้สึกพึงพอใจเป็นอย่างมากแล้ว เขาหยิบยกแขนเสื้อขึ้นมาเช็ดปากและกล่าวต่อว่า

“อันที่จริงครั้งนี้ที่มาหา เพราะจะพาเจ้ากลับไปยังเมืองหลวง”

“...”

ครั้งนี้กลับหลี่หวงเงียบนิ่งไม่ตอบ

“หรือน้องหลี่หวงไม่อยากกลับไปงั้นรึ?”

จวิ๋นหลี่จิวกังวลว่า เงามืดภายในใจตอนนั้นยังไม่เลือนหายไป จึงแสดงท่าทีต่อต้านเรื่องกลับเมืองหลวง

“เปล่า”

หลี่หวงส่ายหน้าไปทีหนึ่ง

“เพียงคิดว่าเพราะเหตุใดจู่ๆ ถึงเรียกข้ากลับ”

ตัดหางปล่อยวัดทิ้งนางอยู่ที่นี่โดยไม่สนใจไยดีถึงหกปีเต็ม ไม่ใช่ว่าทุกคนในตระกูลสาขาหลักเลิกหวังกับตัวนางไปแล้วหรอกรึ?

ถ้ามารับเร็วกว่านี้ บางทีโศกนาฏกรรมของเจ้าของร่างคนเดิมคงจะไม่เกิดขึ้น

จวิ๋นหลีจิวสีหน้าหม่นหมองลงทันที และกล่าวขึ้นอย่างแช่มช้าเจือน้ำเสียงหนักใจว่า

“ระยะนี้ข้าเองก็เหนื่อยใจมิใช่น้อย พอกลับไปถึงเมืองหลวงเดี๋ยวเจ้าจะรู้เอง”

หลี่หวงรู้สึกหดหู่ใจเล็กๆ นางเกลียดความรู้สึกแบบนี้ที่สุด บทจะถีบไล่ส่งก็หาได้ไยดี บทจะพากลับก็หาได้ถามความสมัครใจ

แต่นางก็ทราบว่าความผิดนี้มิใช่ของจวิ๋นหลี่จิว แต่เป็นเพราะสถานการณ์ในตระกูลจวิ๋นสาขาหลักมันบีบบังคับ

“น้องหลี่หวง เจ้ากลับเมืองหลวงกับข้าเถอะ”

จวิ๋นหลี่จิวส่งสายตาอ้อนวอนปิ๊งปิ๊ง

“…ก็ได้ ก็ได้”

หลี่หวงพยักหน้าตอบ บางทีนี่ก็ดีเหมือนกัน ทางฝั่งหลิงฉางเจวี่ยเองก็เคยบอกว่าจะพานางกลับไปเมืองหลวง ดังนั้นนางก็ควรใช้โอกาสนี้กลับไปเลย

“คุณหนูใหญ่! คุณชายสามตื่นแล้วเจ้าค่ะ! คุณชายสามเอาแต่โวยวายจะกลับไปที่โถงบรรพชนตระกูลให้ได้!”

ในเวลานั้นเอง จู่ๆ ก็มีสาวรับใช้นางหนึ่งรีบวิ่งเข้ามารายงานกับหลี่หวง

หลี่หวงหันควับมองจวิ๋นหลี่จิวแวบหนึ่ง

“พี่จิว โปรดรอสักครู่ ข้าขอตัวกลับไปทำธุระก่อน”

จวิ๋นหลี่จิวพยักหน้าอย่างไม่ใส่ใจนัก และรีบโบกมือให้หลี่หวงไปดูแลทางนั้น

จวิ๋นหลี่จิวถอนหายใจเฮือกหนึ่งออกมา ขณะเฝ้ามองแผ่นหลังของหลี่หวงที่เดินจากไป

“ฉางเจวี่ย หลายปีมานี้น้องข้าคงลำบากมากเลยจริงๆ!”

ทันใดนั้นเอง พลันปรากฏเงาร่างของหลิงฉางเจวี่ยที่กำลังยืนพิงต้นไม้อยู่ด้านหลัง เขาเอ่ยเสียงเรียบขึ้นว่า

“ตอนนี้นางผ่านพ้นความลำบากพวกนั้นไปได้แล้ว”

“แต่เจ้ามารู้เรื่องของน้องสาวข้าได้อย่างไร? ไฉนข้ารู้สึกมีกลิ่นไม่ชอบมาพากลระหว่างพวกเจ้า”

ขณะเอ่ยกล่าว จวิ๋นหลี่จิวพลางหยิบน้ำเต้าประจำตัวขึ้นมากระดกสุราอีกอึดใหญ่ ก่อนจะกล่าวต่อว่า

“เมื่อได้เห็นรูปลักษณ์ใบหน้าและระดับพลังบ่มเพาะของน้องหลี่หวง ข้าจินตนาการไม่ออกเลยว่า ที่ผ่านมานางจะต้องทนทุกข์ทรมานเพียงใด ถึงพยายามถีบตัวเองจนไต่มาถึงขั้นนี้ได้โดยลำพัง? ข้านี่มัน...เป็นพี่ชายที่แย่จริงๆ เจ้าไม่เข้าใจความรู้สึกข้าหรอก”

“ไม่ ข้าผู้นี้เข้าใจดี”

หลิงฉางเจวี่ยส่งยิ้มให้อีกฝ่าย

“ช่างเถอะ ครั้งนี้ถือว่าข้าเป็นหนี้เจ้าแล้ว อยากให้ข้าชดใช้อย่างไรก็จงกล่าวมาเสียแล้วกัน”

จวิ๋นหลี่หวงคลี่ยิ้มตอบอย่างสบายๆ ราวกับปราศจากเรื่องทุกข์โศกทางโลกอีกต่อไปแล้ว

“ต้องขอบคุณเจ้าจริงๆ นั่นแหละ หากมิใช่เพราะว่าเจ้าส่งนกพิราบมาบอกข่าวคราวของน้องสาวข้า เกรงว่านางคงต้องทุกข์ทรมานไปอีกแสนนานเป็นแน่”

“ระหว่างเจ้ากับข้าไยต้องสุภาพกันเช่นนี้? หากต้องการจะขอบคุณจริงๆ ก็มอบสุราชั้นเลิศที่เจ้าเก็บสะสมให้ข้าผู้นี้สักสองสามไห เท่านี้ก็นับว่าชดใช้เกินล้นพ้นแล้ว”

หลิงฉางเจวี่ยยิ้มพลางพูดติดตลกไปคำหนึ่ง

“ได้! เช่นนั้นไปร่ำสุรากันในเรือนของเจ้า!”

จวิ๋นหลี่จิวไม่หวงแหนสุราที่ตนเองเก็บสะสมอีกต่อไป คิดแต่ว่าอยากจะตอบแทนบุญคุณครั้งนี้ให้แก่หลิงฉางเจวี่ยเท่านั้น

แม้เขาจะชอบดื่มสุราเป็นชีวิตจิตใจ แต่สำหรับเรื่องน้องหลี่หวงแล้ว จวิ๋นหลี่จิวก็ยินดีที่จะมอบสุราชั้นเลิศทั้งหมดที่มีกับหลิงฉางเจวี่ย!

“หลังจากกลับถึงเมืองหลวง ข้าจะนำขบวนสู่ขอ มาขอน้องสาวเจ้าแต่งงาน”

“พร๊วดดด!!”

จวิ๋นหลี่หวงที่กำลังกระดกสุราอย่างเพลิดเพลิน ถึงกับสำลักพ่นออกมาเป็นคราที่สองติดต่อกัน

“เจ้ากล่าวว่าอันใด? จะเอาขบวนสู่ขอมาขอน้องสาวข้า?! บัดซบ! ข้าก็ว่าแล้วไฉนได้กลิ่นตุๆ! น้องสาวข้ายังเด็กยังเล็กขนาดนี้ นี่เจ้ายังไม่เว้นเลยรึ?”

“อืม...นางน่ารักมาก”

หลิงฉางเจวี่ยมิได้ปฏิเสธ แต่เอ่ยปากยอมรับอย่างตรงไปตรงมาต่อหน้าพี่เขยในอนาคตของเขา

“ไม่ ไม่ ไม่! ใจเย็นก่อนตัวข้า...”

จวิ๋นหลี่เซถอยหลังกลับไปสองถึงสามก้าว ปั้นสีหน้าตื่นตระหนกราวกับตนกำลังฝันไป

“ยัยนั่นมาแล้ว”

หลิงฉางเจวี่ยหัวเราะขึ้นคำหนึ่งก่อนจะกลับไปหลบซ่อนตัวอีกครั้ง

จวิ๋นหลี่จิวยังคงพึมพำพรางร่ำสุราไม่หยุดหน่อย ยามนี้ขนาดตนยังพูดไม่ออกเช่นกัน

“พี่จิว ข้ากลับมาแล้ว”

หลี่หวงรีบเดินเข้ามาหยุดตรงหน้าจวิ๋นหลี่จิว

จวิ๋นหลี่จิวรีบส่ายหัวพยายามลืมเรื่องของไอ้วิปลาสกินเด็กไปทันที เอ่ยถามขึ้นมาคำหนึ่งว่า

“คุณชายสามที่ว่าคือใครรึ?”

ก่อนหน้านี้คล้ายว่าเขาจะได้ยินสาวรับใช้บอกว่า เกิดอะไรขึ้นสักอย่างกับคุณชายสามนี่แหละ และพอหลี่หวงได้ยินดังนั้น สีหน้าของนางก็ดูเป็นกังวลขึ้นมาทันที

คนที่ทำให้น้องสาวของเขารู้สึกกังวลได้เพียงได้ยินชื่อ คงหาใช่คนธรรมดาทั่วไป

“จวิ๋นอี้ เป็นบุตรชายของจวิ๋นจ้านกับหานชิง”

หลี่หวงเอ่ยตอบ

“อ่อ...เดี๋ยว? เขาค้างแรมอยู่ในเรือนพักเดียวกับเจ้า?”

“เปล่า”

หลี่หวงกล่าวตอบขึ้นอีกครา

“ข้าบังคับให้อีกฝ่ายอยู่ที่นี่”

“...?!!”

“เดี๋ยว...ท่านพี่อย่าเพิ่งเข้าใจผิดไป สถานการณ์ที่เสี่ยวอี้ต้องเผชิญพบค่อนข้างซับซ้อน และตอนนี้อารมณ์ของเด็กคนนั้นยังไม่นิ่งเท่าไหร่ ข้าเพิ่งกล่อมให้อีกฝ่ายหลับไปเอง”

พอสิ้นเสียงกล่าวจบ หลี่หวงก็ก้มหน้าก้มตาครุ่นคิดอยู่สักพักและกล่าวต่อว่า

“พี่จิว ข้าอยากพาเสี่ยวอี้กลับเข้าเมืองหลวงด้วย”

“เด็กงั้นรึ? อ่อ อ่อ...ได้สิ ได้สิ!”

พอได้ยินว่าจวิ๋นอี้ยังเป็นเด็ก เขาก็โล่งใจไปเปลาะหนึ่งและรีบพยักหน้าตอบตกลงอนุญาตทันที ไม่ว่ายังไงขอแค่หลี่หวงยอมกลับเมืองหลวงไปกับตน อะไรก็ได้ทั้งนั้นแหละ

หลี่หวงคลี่ยิ้มดูผ่อนคลายใจลงเป็นอย่างมาก

หลี่หวงสัมผัสได้ว่า จวิ๋นอี้ผู้นี้เป็นเด็กมีพรสวรรค์ และนางยังไม่อยากยอมแพ้ที่จะปลุกปั้นเด็กคนนี้ขึ้นมา บางทีการพาจวิ๋นอี้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีการแข่งขันกันสูงขึ้น อาจจะสามารถปลุกกระตุ้มความทะเยอทะยานของเขาขึ้นมาได้

ณ เรือนพิรุณร่วงโรย

ก่อนที่ฮูหยินรองจะกลับมา จวิ๋นรั่วก็ได้รับรายงานจากสาวรับใช้เกี่ยวกับ การเยี่ยมเยือนของแขกคำสำคัญในวันนรี้

ถึงจะไม่สามารถจัดงานเลี้ยงได้ในเวลานี้ แต่มันก็ยังมีการรับประทานอาหารร่วมโต๊ะกัน ซึ่งนี่ถือเป็นโอกาสดีที่จวิ๋นรั่วจะได้แสดงฝีมือที่มีให้คุณชายจากตระกูลสาขาหลักได้เห็น!

จวิ๋นรั่วรู้สึกประหม่านอย่างยิ่ง

แขกที่มาในวันนี้คือจวิ๋นหลี่จิวจากตระกูลสาขาหลัก ว่ากันว่าเขาเป็นหนึ่งในเยาว์ชนที่ประมุขให้ความโปรดปรานอย่างมาก อีกทั้งตำแหน่งภายในตระกูลจวิ๋นยังค่อนข้างสูงศักดิ์ หากนังแพศยาจวิ๋นหลี่หวงฉกฉวยเขาไปก่อนนางมีหวัง...

แล้วจะทำอย่างไรดี? ความใฝ่ฝันสูงสุดในชีวิตนางคือการได้เข้าสู่ตระกูลสาขาหลัก!

แต่จะอย่างไร ระยะนี้นางไม่ได้สร้างปัญหาให้นังจวิ๋นหลี่หวงเลย บางทีอีกฝ่ายอาจจะเมตตานางบ้าง?

จบบทที่ ตอนที่39 น้องสาว

คัดลอกลิงก์แล้ว