เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

GE56 ส่วนที่เจ็ดของป่า การต่อสู้ของภูติผีในขอบเขตไร้แบ่งแยก [ฟรี]

GE56 ส่วนที่เจ็ดของป่า การต่อสู้ของภูติผีในขอบเขตไร้แบ่งแยก [ฟรี]

GE56 ส่วนที่เจ็ดของป่า การต่อสู้ของภูติผีในขอบเขตไร้แบ่งแยก [ฟรี]


“5154 แต้ม... แค่ก แค่ก แค่ก...”

ยามนี้ชุดคลุมของหนิงฝานขาดรุ่ย หน้าอกปรากฏโลหิต เขาได้รับบาดเจ็บหนัก

เบื้องหน้าของหนิงฝานมีมุกภาวนาหล่นอยู่ 11 เม็ด ที่ได้จากการสังหารภูติผีในขอบเขตประสานวิญญาณ 25 ตนเมื่อครู่

หนิงฝานมั่นใจว่าหากดูดซับพลังงานจากมุกภาวนาทั้ง 11 ลูกนี้ สัมผัสเทพในขอบเขตประสานวิญญาณขั้นสุดท้ายของเขาต้องทะลวงไปยังขอบเขตแก่นทองคำ

แต่ยามนี้ยังไม่อาจดูดซับได้

ภูติผีกลุ่มใหญ่เมื่อครู่ที่หนิงฝานสังหารไป ยามที่พวกมันตาย พวกมันจะระเบิดร่าง ทำให้หนิงฝานได้รับบาดเจ็บไม่น้อย

ส่วนที่ 2 ของป่าอันตรายเป็นอย่างมาก เพราะภูติผีในขอบเขตประสานวิญญาณมีสติปัญหา ต่อให้เป็นผู้เชี่ยวชาญแก่นทองคำขั้นแรกยังไม่อาจรับมือได้ง่ายนัก

หนิงฝานนำโอสถออกมาฟื้นฟูอาการบาดเจ็บพลางเก็บมุกภาวนา

มุกภาวนาของภูติผีในขอบเขตประสานวิญญาณมีสีแดงโลหิต เหตุที่เป็นสีแดงโลหิตเพราะบ่งบอกถึงแรงอาฆาตของพวกมัน ที่สำคัญ ยังไม่สามารถดูดซับตรงๆได้

ดังนั้นแล้ว หนิงฝานจึงนำกระถางโอสถออกมาเพื่อหวังสกัดเอาสิ่งปนเปื้อนที่อยู่ภายในออก ด้วยมุกภาวนาของภูติผีขอบเขตประสานวิญญาณเหล่านี้ หากจะใช้ประโยชน์สูงสุด สมควรปรุงให้มันกลายเป็นโอสถเสริมวิญญาณ

โอสถเสริมวิญญาณคือโอสถผันแปรที่ 2 ง่ายต่อการปรุง นอกจากนี้ หนิงฝานยังมีสมุนไพรของมันมากมาย เพียงแต่ปัญหาเดียวในยามนี้คือ หากให้ปรุงโอสถในป่าภูติพราย ย่อมง่ายที่จะถูกภูติผีจู่โจม

หนิงฝานไม่อาจพึ่งพาข่ายอาคมวิญญาณในส่วนที่ 2 ของป่า เพราะข่ายอาคมไม่สามารถป้องกันการจู่โจมของภูติผีในขอบเขตประสานวิญญาณได้

ดังนั้น หนิงฝานจึงมีเพียง 2 ทางเลือก หนึ่งคือใช้หยกสวรรค์หลายพันก้อนเพื่อวางข่ายอาคมโอสถ ป้องกันยามที่ตนกลั่นโอสถ

แต่หนิงฝานต้องล้มเลิกไป เพราะโอสถเสริมวิญญาณ 1 เม็ดขายได้ 50 หยกสวรรค์ ยามนี้หนิงฝานต้องการปรุงมุกภาวนาทั้ง 11 ลูกให้กลายเป็นโอสถเสริมวิญญาณเพียง 1 เม็ด แต่การวางข่ายอาคมต้องใช้หยกสวรรค์เป็นพันๆก้อน จึงไม่คุ้มค่า

ต่อให้มั่งคั่งย่อมไม่สมควรทำเช่นนั้น

อีกวิธีคือ... ในแหวนกระถางขัดเกลาของหนิงฝานมีผู้เชี่ยวชาญแก่นทองคำอยู่ 2 คน

สตรีทั้งสองนางถูกบ่มเพาะให้เป็นกระถางขัดเกลา เพื่อที่สือหยินจะใช้พวกนางทะลวงขอบเขตดวงจิตแรกเริ่ม หากหนิงฝานจะดูดซับพลังของพวกนาง นับว่ายังไม่อาจใช้ประโยชน์จากพวกนางได้อย่างสูงสุด

นอกจากนี้ ก่อนจะดูดซับพลังของพวกนาง หนิงฝานต้องสลักตราประทับวิญญาณให้พวกนางก่อน เพื่อให้พวกนางกลายเป็นกระถางขัดเกลาของเขาอย่างสมบูรณ์... แต่ถึงอย่างนั้น ยามนี้พวกนางยังมีประโยชน์อีกอย่าง นั่นคือช่วยสังหารภูติผี!

เมื่อตัดสินใจแล้ว หนิงฝานจึงนำตัวของพวกนางทั้งสองคนออกมาจากแหวนกระถางขัดเกลา

สตรีนางหนึ่งสวมอาภรณ์ฟ้า อีกนางสวมอาภรณ์ชมพู พวกนางมีใบหน้ารูปไข่ แก้มมีเลือดฝาด ขาเรียวขาวทั้งสองข้างหนีบแน่นราวกับกำลังต่อต้านอำนาจของดรรชนีคลายหยิน

ดรรชนีคลายหยินคือภัยร้ายแรงของสตรี หากเมื่อใดหนิงฝานบรรลุขอบเขตแก่นทองคำ ยากนักที่จะหาสตรีนางใดต่อกรได้

หนิงฝานสะบัดมือ ส่งลมหนาวเย็นพัดใส่เพื่อปลุกพวกนางให้ตื่นจากนิทรา

เมื่อพวกนางลืมตา ภาพที่เห็นเบื้องหน้าคือหนิงฝาน แม้เขาจะเป็นศัตรู แต่พวกนางกลับรู้สึกราวกับได้เห็นผู้ที่สามารถช่วยสยบเพลิงราคะในตัวพวกนางได้

ชุ่ยหลิงผู้เป็นพี่ไม่ยอมสยบให้หนิงฝาน นางต่อต้านความต้องการที่รุนแรงของตน แม้ดวงตาของนางจะพร่ามัว แต่นางยังจดจำได้ดีว่าคนเบื้องหน้าคือหนิงฝานผู้เป็นศัตรู... ความรู้สึกของนางในยามนี้อึดอัดอย่างบอกไม่ถูก แม้จิตใจของนางจะไม่ยอมสยบ ต่างร่างกายของนางเริ่มไม่เชื่อฟัง นางยื่นมือลูบสัมผัสอาภรณ์ของหนิงฝานอย่างหลงไหล

แต่คนน้อง...เย่หลิงไม่อาจทนได้เหมือนผู้พี่

นางพ่ายแพ้ต่อความปรารถนา ดวงตาพร่ามัวจับจ้องหนิงฝาน สองมือไขว่คว้าปีนป่าย ร่างกายพัวพันแนบชิด ลิ้นนุ่มชุ่มชื้น เลียสัมผัสหนิงฝานอย่างหลงใหล

“ข้าอึดอัดเหลือเกิน... ช่วยข้าด้วย...”

เย่หลิงอ้อนวอน หนิงฝานขมวดคิ้วพลางถ่ายพลังความเย็นสายหนึ่งเข้าไปในร่างของนาง เพื่อให้นางคืนสติ

เมื่อนางพบว่าตนพัวพัน ลูบสัมผัส หนิงฝานอย่างไร้ยางอาย นางพลันแข็งใจและขบกัดหนิงฝานอย่างแรง!

“เจ้ากล้า... เจ้ากล้าทำเช่นนี้กับข้า! เจ้าไม่กลัวสือหยินสังหารเจ้าเช่นนั้นหรือ!”

“ฮึ่ม! กระถางขัดเกลาในขอบเขตประสานวิญญาณ 15 คนของมันล้วนกลายเป็นกระถางขัดเกลาของข้าแล้ว... เช่นนั้น ข้ายังต้องกลัวอันใด?”

คำกล่าวของหนิงฝานราวกับน้ำเย็นราดรดร่างพวกนาง

‘คาดไม่ถึงว่าผู้เยาว์ผู้นี้จะกล้าล่วงเกินสตรีของสือหยิน เจ้าเบื่อหน่ายชีวิตแล้วหรือ! นิกายจี๋หลิงก่อตั้งในแคว้นเยว่มาร่วมพันปี นับเป็นขุมกำลังฝ่ายอธรรมที่ทรงพลัง’

เย่หลิงที่อิงแอบแนบอกหนิงฝานอยู่นั้นขัดขืนเต็มที่ แต่ด้วยคำกล่าวของหนิงฝาน ความกล้าหาญเมื่อครู่พลันสลายไป กลายเป็นความหวาดกลัวจนตัวสั่นสะท้าน

‘ในเมื่อคนผู้นี้ดูดซับพลังจากกระถางขัดเกลาในขอบเขตประสานวิญญาณไปแล้ว 15 คน... ข้าและพี่สาวย่อมไม่มีทางรอด! คนผู้นี้ช่างโหดเหี้ยมนัก’

“ปล่อย... ปล่อยข้าไปเถอะ...” เย่หลิงกล่าวอย่างอ่อนแรง นางกลัวว่าหนิงฝานจะแย่งชิงพลังของนาง

‘ไม่ได้... ไม่ได้... หากข้าเสียพรหมจรรย์ไป ปีศาจเฒ่าสือหยินไม่มีทางปล่อยข้าแน่!’

“ข้าขอร้องเจ้า... ปล่อยน้องข้าไปเถอะ หากเจ้าต้องการพลัง ก็ขอให้ดูดซับไปจากข้าแทน...” แววตาของชุ่ยหลิงไร้ซึ่งความเกลียดชังดังก่อน จะเหลือก็เพียงความหวาดกลัว นางไม่ได้กลัวที่ตนเองจะเจ็บ แต่กลัวว่าน้องสาวของนางถูกขืนใจ

ความรักที่พวกนางมีให้กันทำให้หนิงฝานขมวดคิ้ว จิตใจที่แข็งกระด้างอ่อนลง

หนิงฝานมีน้องชาย ผู้ที่เกือบจะต้องทิ้งชีวิตของตนเพื่อแลกมา... สตรีสองนางนี้เองก็อาจกลายเป็นกระถางขัดเกลาด้วยที่พวกนางไร้ทางเลือก

แต่ถึงอย่างนั้น หนิงฝานจะไม่มีทางปล่อยพวกนางไป เขาสงบใจลงและดันร่างของเย่หลิงออกเล็กน้อย

“ยามนี้ข้ามิได้คิดจะดูดซับพลังของพวกเจ้า แต่เป็นน้องสาวเจ้าที่คิดมอบกายให้ข้าเอง”

“ไร้สาระ! ข้า...ข้าไม่มีวันยอมสยบให้เจ้า...” เย่หลิงขัดขืน นางต้องการกล่าวบางสิ่ง แต่นึกขึ้นได้ว่ายามนี้พี่สาวของนางยังอยู่ในกำมือของหนิงฝาน นางจึงหยุดกล่าว

แม้เย่หลิงจะได้สติขึ้น แต่อำนาจของดรรชนีคลายหยินยังแฝงอยู่ในกายของพวกนาง ยามนี้พวกนางจึงไม่ต่างจากลูกแกะในกำมือ

“เช่นนั้น... เจ้าจะยอมปล่อยพวกข้าหรือ...” ชุ่ยหลิงพยายามอดกลั้นเพลิงราคะอย่างหนักหน่วง

“ข้าต้องการปรุงโอสถ แต่ที่นี่มีภูติผีในขอบเขตประสานวิญญาณอยู่นับไม่ถ้วน แม้ข้าจะมีข่ายอาคมวิญญาณ แต่ยากที่ต้านการจู่โจมของภูติผีในครึ่งก้าวสู่แก่นทองคำ ข้าจึงคิดจะสลักตราประทับวิญญาณกับพวกเจ้า ให้พวกเจ้าเป็นผู้คุ้มกันข้า... แต่หากพวกเจ้าปองร้ายข้า ข้าเพียงกล่าวคำ และเมื่อนั้น...ก็สายเกินกว่าที่พวกเจ้าจะเสียใจ”

คำกล่าวที่เรียบเฉยของหนิงฝานทำให้พวกนางผ่อนคลาย

‘โชคดีที่อย่างน้อยพวกข้ายังไม่ถูกชิงพลัง การได้เป็นผู้คุ้มกันถือเป็นเรื่องดี แต่คาดไม่ถึงว่าหนิงฝานจะสลักตราประทับวิญญาณได้...’

หากหนิงฝานสลักตราประทับให้พวกนาง ต่อให้วันข้างหน้าพวกนางหนีไป หนิงฝานยังคงควบคุมความเป็นและความตายของพวกนางได้ นั่นหมายความว่า พวกนางจะไม่มีวันได้กลับไปนิกายจี๋หลิงอีก

ในเมื่อหลบหนีไม่ได้ ทางเลือกจึงเหลือเพียงทางเดียว... นั่นคืออยู่ข้างกายหนิงฝานไปจนวันตาย...

ชุ่ยหลิงและเย่หลิงพยายามสะกดอำนาจของดรรชนีคลายหยินจนใบหน้าแดงก่ำราวกับผลไม้สุกที่พร้อมกิน

“ขอนายท่านสลักตราประทับให้ข้าด้วย”

แม้พวกนางจะฝืนทำ แต่ย่อมต้องทำ

หนิงฝานถอนหายใจเล็กน้อย “สำหรับข้าแล้ว... พวกเจ้ามีค่าเพียงให้ข้าทะลวงขอบเขตแก่นทองคำ หากข้าพบโอกาสอื่น หรือทะลวงขอบเขตแก่นทองคำด้วยวิธีอื่น หรือได้กระถางขัดเกลาใหม่ พวกเจ้าก็ไม่เป็นประโยชน์อันใดกับข้า ดังนั้นยามนี้ พวกเจ้าสมควรทำหน้าให้ดี...”

หนิงฝานถ่ายสัมผัสเทพในขอบเขตประสานวิญญาณขั้นสูง เข้าไปในทะเลสติของพวกนาง แล้วสลักตราประทับวิญญาณไว้ที่นั่น

จากนั้นหนิงฝานใช้นิ้วสัมผัสกระดูกไหปลาร้าและหน้าอกของพวกนาง เพื่อคลายอำนาจของดรรชนีคลายหยิน หลังจากนั้นเขาก็ไม่สนใจพวกนางอีก เขานำกระบี่แยกสวรรค์ขุดดินแล้วชักนำเพลิงพิภพมาใช้ปรุงโอสถ

พวกนางค่อยๆสงบลงอย่างช้าๆ ใบหน้าแดงแดงก่ำค่อยๆคลาย

พวกนางจับจ้องหนิงฝาน พวกนางสงสัยว่าหนิงฝานผู้นี้ดูดซับพลังจากกระถางขัดเกลาทั้ง 15 คนไปแล้วจริงหรือ?

พวกนางจะเชื่อก็ต่อเมื่อหนิงฝานมีรูปร่างล่ำสันเหมือนผู้เยาว์ที่ทรงพลัง แต่ด้วยรูปร่างผอมบางของหนิงฝาน เขาจะไปมีแรงขนาดนั้นได้อย่างไร?

ตั้งแต่นี้ไป หนิงฝานจะกลายเป็นนายของพวกนาง ชุ่ยหลิงเดาว่าหนิงฝานไม่มีทางปล่อยพวกนางไป นางมองออกว่าหนิงฝานไม่ใช่คนใจอ่อน

เมื่อนางสำรวจระดับของหนิงฝาน นางตกตะลึง ผิดกับเย่หลิงที่อุทานออกมาแต่ก็เร่งปิดปากไว้เพราะกลัวจะรบกวน

ขอบเขตประสานวิญญาณขั้นสุดท้าย!

เมื่อครึ่งเดือนก่อนหนิงฝานเป็นผู้เชี่ยวชาญประสานวิญญาณขั้นกลาง ผ่านไปไม่นาน หนิงฝานกลับทะลวงไปยังระดับสุดท้ายแล้ว ความเร็วในการยยกระดับพลังช่างน่ากลัว วิชาขัดเกลาผสานช่างน่ากลัว

เมื่อยามนั้น หนิงฝานจัดการกับพวกนางได้อย่างง่ายดาย ยิ่งยามนี้ หนิงฝานยิ่งสังหารพวกนางได้ง่ายราวกับพลิกฝ่ามือ

พวกนางจ้องการปรุงโอสถของหนิงฝาน ด้วยทักษะระดับนี้ ต่อให้เป็นนักปรุงโอสถผันแปรที่ 3 ยังไม่อาจเทียบเคียง ยามนี้นับเป็นครั้งแรกที่พวกนางยำเกรงหนิงฝานจากใจ

‘ผู้เยาว์ผู้นี้มีทักษะปรุงโอสถที่ล้ำเลิศ ต่อให้ฝึกฝนหลายร้อยปีก็ยังไม่อาจบรรลุระดับนี้ได้!’

‘บางที การได้ติดตามหนิงฝานอาจดีกว่าการติดตามสือหยิน...’

พวกนางถอนหายใจและทำหน้าที่คุ้มกันให้หนิงฝาน

ไม่นานนักพวกนางเริ่มให้ความสนใจกับทิวทัศน์โดยรอบ และนั่นทำให้พวกนางหวาดกลัว

พวกนางสัมผัสกลิ่นอายของขอบเขตประสานวิญญาณได้เป็นจำนวนมาก กลิ่นอายเหล่านั้นมาจากรอบทิศทาง ต่อให้พวกนางเป็นผู้เชี่ยวชาญแก่นทองคำ พวกนางยังรู้สึกอันตราย

“ที่นี่คือที่ใด!”

พวกนางทำหน้าที่ผู้คุ้มกันทั้งหวาดกลัว พวกนางหวังให้หนิงฝานกลั่นโอสถเสร็จเร็วๆ

...

ภายในป่าภูติพราย ลึกเข้าไปได้มีอันตรายได้ปรากฏ

ในส่วนที่ 7 ของป่า ปีศาจยักษ์สูงกว่าหมื่นจ้าง และภูติผีสตรีที่งดงามจับจ้องกัน

หากภูติผีทั้งสองตนนี้หลุดออกไปในโลกพิรุณ พวกมันจะนำพาหายนะไปทั่วทิศ เพราะพวกมันคือภูติผีในขอบเขตไร้แบ่งแยก!

ภูติผีสตรีกระอักโลหิต แววตาเผยความเกลียดชัง ผิดกับปีศาจยักษ์ที่หัวเราะลั่น

“‘องค์หญิงเหม่ย’! ถ้าเจ้ายอมแพ้และยอมเป็นของข้า กษัตริย์เช่นข้าจะไว้ชีวิตเจ้า!”

“ไม่มีวัน...”

นางขบฟัน โคจรพลังในขอบเขตไร้แบ่งแยกฝืนสู้กับ ‘จักรพรรดิปีศาจไป๋กู่’

การต่อสู้ของทั้งสองสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งส่วนที่ 4 5 และ 6 ของป่า ทำให้ภูติผีระดับราชาหันมองไปยังส่วนที่ 7 ของป่าด้วยความตกตะลึง

เพราะภูติผีระดับจักรพรรดิกำลังต่อสู้กัน!

การต่อสู้ของทั้งสองทำให้ภูติผีจำนวนมากหวาดกลัว แม้ภูติผีในขอบเขตดวงจิตแรกเริ่มจะข่มความกลัวได้ แต่ยังยากจะข่มใจให้สงบ

หากภูติผีในขอบเขตไร้แบ่งแยกหลุดออกจากส่วนที่ 7 ของป่าได้ พวกมันย่อมทำลายส่วนที่ 1 – 6 ของป่าได้อย่างง่ายดาย

แรงกดดันจากการต่อสู้ที่รุนแรงแผ่มาถึงส่วนที่ 3 ของป่า และแผ่มายังส่วนที่ 2 ของป่าอย่างเบาบางจนแทบไม่อาจสัมผัสได้

หนิงฝานไม่ใช่ภูติผี จึงไม่อาจสัมผัสได้ถึงแรงกดดันจากการต่อสู้ แต่เหล่าภูติผีในขอบเขตประสานวิญญาณกลับสั่นสะท้าน พวกมันไม่ขยับไปไหน และหมอบคลานอยู่กับพื้นด้วยความหวาดกลัว หากหนิงฝานได้เห็นท่าทางของพวกมัน เขาอาจประหลาดใจ และคิดว่านี่คือโอกาสดีให้สังหารพวกมันทั้งหมด

แต่ช่างน่าเสียดายที่หนิงฝานกำลังปรุงโอสถ...

จบบทที่ GE56 ส่วนที่เจ็ดของป่า การต่อสู้ของภูติผีในขอบเขตไร้แบ่งแยก [ฟรี]

คัดลอกลิงก์แล้ว