เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

GE8 จื่อเฮ่อ การบ่มเพาะผสาน

GE8 จื่อเฮ่อ การบ่มเพาะผสาน

GE8 จื่อเฮ่อ การบ่มเพาะผสาน


Chapter 8 จื่อเฮ่อ การบ่มเพาะผสาน

 

เมืองฉีเหมย ตำหนักซื่อถู หนึ่งชั่วยามผ่านไป

 

“น้องสาม เจ้าพูดอะไร? นี่เจ้ายอมรับคำสั่งของหนิงฝานแล้วงั้นหรอ?” ในคฤหาสน์ซื่อถู ชายร่างบางไว้เคราในชุดคลุมดำกล่าว

 

“เขาอยากได้หญ้าทมิฬทั้งเจ้ายังเป็นคนบอกให้เขามาพบข้า? ฮึ่ม เจ้าเด็กนี่เย่อหยิ่งนัก ถ้ามันอยากได้ก็บอกให้มันมาเอาด้วยตัวเอง!”

 

“พี่สอง นี่…” ยุ่ยฉีเผยสีหน้าลำบากใจ

 

แต่ชายร่างบางกลับสบัดแขนเสื้อเป็นเชิงขับไล่ยุยฉี

 

***

 

เมืองฉีเหมย ตำหนักหนานกง

 

“นายท่าน นี่คือข่าวที่ข้ารับใช้ผู้นี้สืบหามา...” ภายในตำหนักหนานกง สตรีในชุดรัดรูปกำลังคุกเข่ารายงาน

 

“ฮึ่ม... หนิงฝาน...ข้าไม่เข้าใจเลยจริงๆว่าเขาจะไปหาสมุนไพรมารักษานายท่านได้ยังไง พิษหยิน 7 ชนิด ยาเสริมกำลังหยางอีก 7 ชนิด สมุนไพรที่จะใช้รักษาพิษทั้งสองล้วนมีคุณสมบัติตรงกันข้าม ยามนี้ นายท่านทำได้เพียงใช้โอสถสกดยาพิษไว้เท่านั้น… เจ้าทำดีมากโหลวหลาน ไปได้แล้ว”

 

หนานกงคือนามของชายวัยกลางคนที่มีน้ำเสียงคล้ายอิสตรี ยามนี้ในมือของหนานกงถือภาพเหมือนของหนิงฝานพลางเลียริมฝีปาก

 

“คนผู้นี้… หรือโลกกระบี่เป็นผู้ส่งมาทำร้ายนายท่าน”

 

***

 

เมืองฉีเหมย ศาลาไร้ธรรม

 

“เจออะไรบ้าง? วันนี้ผู้ใดเป็นคนซื้อต้นท้อพันปีไป?”

 

ภายในศาลาไร้ธรรมปรากฏน้ำเสียงอันนุ่มละมุนของสตรีดังมา สตรีนางนี้อายุราว 20 ปี นางสวมใส่ชุดกระโปรงสั้นสีดำเผยให้เห็นเรียวขาที่งดงามราวกับหยก ใบหน้าปิดคลุมด้วยผ้าสีดำ

 

“เป็นอย่างที่นายท่านคาดเดา... ผู้ที่มาซื้อต้นท้อพันปีไปไม่ใช่สามผู้นำกององค์รักษ์ของหานหยวนจี๋ ยิ่งด้วยความสามารถด้านโอสถของหานหยวนจี๋และหนานกง ยิ่งไม่สามารถใช้ส่วนผสมที่มีอายุถึงพันปีได้ ดังนั้น ผู้ที่มาซื้อต้นท้อพันปีไปคือศิษย์ของหานหยวนจี๋ที่เป็นเพียงผู้ฝึกตนในขอบเขตเปิดเส้นโลหิตเท่านั้น”

 

“จริงรึ? ขอบเขตเปิดเส้นโลหิตจริงรึ?”

 

นางนำภาพเหมือนของหนิงฝานขึ้นมาชมพลางจ้องมองด้วยท่าทางสนใจ

 

“สมุนไพรที่มีอายุหนึ่งพันปีจะใช้กลั่น ‘โอสถผันแปรที่ 4’ และพิษที่หวนหยวนจี๋ต้องนั้นก็จำเป็นต้องใช้ส่วนผสมนี้… น่าสนใจจริงๆ ปีศาจเฒ่าตามหาผู้ที่ครอบครองเส้นโลหิตหยินหยางปีศาจมาทั้งหมด 40 ปีแล้ว และยามนี้ดูเหมือนปีศาจเฒ่าจะพบสมใจปรารถนา...นั่นคือหนิงฝานผู้นี้”

 

ริมฝีปากที่งดงามเผยรอยยิ้ม ดวงตาคู่งามสีดำของนางเปล่งประกายราวกับทุกสิ่งเป็นไปตามแผนที่นางวางเอาไว้

 

...

 

ภายนอกเมืองฉีเหมย ชายหนุ่มในชุดดำสัมผัสกระเป๋าอสูรก่อนปล่อยหนูออกมาเป็นจำนวนมาก

 

“ฮึ่ม! กระถางภายในนิกายเหอฮวนของข้าถูกช่วงชิง… แต่ข้าไม่อาจยั่วยุปีศาจเฒ่าหานได้ตรงๆ คงทำได้เพียงวิธีลับเช่นนี้ หากสาวน้อยนั้นยังบริสุทธิ์อยู่และไม่มีผู้ใดทราบถึงร่างกายที่แท้จริงของนางก็คง...”

 

หนิงฝานเองก็ไม่ทราบถึงเรื่องนั้น

 

หนิงฝานกลับมายังตำหนักของตนพร้อมกับสมุนไพรมากมายที่ได้มาจากศาลาไร้ธรรม

 

ผู้คนเรียกขานปีศาจเฒ่าหานว่าเป็นนักปรุงยาผู้มีชื่อเสียงและได้รับแต่งตั้งให้เป็นนักปรุงโอสถระดับ 3 กระถางโอสถที่ปีศาจเฒ่าใช้ปรุงโอสถอยู่ภายในตำหนักของเขา นอกจากนี้ ภายในศาลาไร้ธรรมเองยังมีสายเพลิงน้ำแข็งและเพลิงพิภพที่สามารถใช้ปรุงโอสถได้ด้วย

 

ในโลกแห่งการฝึนตนนี้ ผู้ฝึกตนส่วนใหญ่จะทราบถึงการปรุงโอสถเพียงผิวเผิน มีเพียงอัจฉริยะเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่เข้าใจเต๋าแห่งการปรุงโอสถอย่างถ่องแท้

 

เมื่อวันนี้ยุ่ยฉีไม่สามารถซื้อหาสมุนไพรมาได้ครบ ทำให้ไม่อาจนำสมุนไพรเหล่านั้นมากลั่นเป็นโอสถรักษาชายชราและเหล่าองค์รักษ์ฉีเหมยได้ ดังนั้นหนิงฝานจึงได้เลือกกลั่น ‘โอสถเปิดเส้นโลหิต’ สำหรับจื่อเฮ่อก่อน

 

การที่ระดับพลังของจื่อเฮ่อเพิ่มพูนเป็นผลเพราะการบ่มเพาะผสานกาย หนิงฝานค่อยๆยอมรับเรื่องนี้อย่างช้าๆและมีความคิดที่จะทดลองเพื่อสังเกตุผล

 

โอสถเปิดเส้นโลหิตต้องเป็นนักปรุงโอสถระดับ 2 เป็นอย่างน้อยจึงจะสามารถปรุงได้ และผู้เชี่ยวชาญในขอบเขตประสานวิญญาณไม่น้อยก็รู้จักวิธีการปรุงโอสถชนิดนี้ แต่ด้วยหนิงฝานได้ความทรงจำของจักรพรรดิสวรรค์จึงสามารถปรุงโอสถได้อย่างง่ายดาย

 

หากมีเพลิงปรุงโอสถชั้นดี นักปรุงโอสถจะไม่เสียพลังแม้แต่น้อย  แต่ด้วยหนิงฝานอยู่เพียงขอบเขตเปิดเส้นโลหิตจึงทำให้เขายังกังวลว่าจะสามารถปรุงโอสถได้หรือไม่

 

“ในบันทึกเต๋าแห่งโอสถ หากผ่านเก้าผันแปรของสายน้ำได้จะบรรลุสู่สวรรค์แต่ก็ไม่มีผู้ใดใส่ใจ เมื่อเต๋าแห่งตำหนักสวรรค์มาเยือนโลกมนุษย์ เพียงครึ่งแก้วเหล้าก็ปกคลุมได้ทั้งภูเขา”

 

กลับกลายเป็นว่าแก่นการปรุงโอสถของจักรพรดิสวรรค์คือ ‘เก้าผันแปรของสายน้ำ’

 

หนิงฝานหลับตาลงพลางหวนนึกถึงความทรงจำในการปรุงโอสถ จากนั้นที่นิ้วมือของเขาจึงปรากฏเพลิงสีดำเข้าปรุงโอสถตามเคล็ดเก้าผันแปรของสายน้ำ

 

“ตั้งแต่ครั้งโบราณกาล มีนักปรุงโอสถอยู่ 2 คนในแดนสวรรค์และโลกมนุษย์ ผู้หนึ่งคือ ‘เจ้าแห่งจักรพรรดิ’ ส่วนอีกผู้หนึ่งคือ ‘จักรพรรดิเหลือง’ ทั้งสองต่างมีวิธีการปรุงโอสถที่ต่างกัน หนึ่งคือ ‘ควบแน่นโอสถสามพิสุทธิ์’ ส่วนอีกหนึ่งคือ ‘เก้าผันแปรแห่งสายน้ำ’”

 

หนิงฝานพึมพัมพลางเคลื่อนไหวนิ้วมือเป็นวงกลมรอบตัว เมื่อเคลื่อนจนครบวงกลม เมื่อนั้นก็สามารถปรุงโอสถผันแปรที่ 1 ได้

 

หนิงฝานหลับตาพลางครุ่นคิดกระทั่งผ่านไปชั่วธูปไหม้หมดดอกเขาก็สามารถวาดวงกลมวงที่สองได้โดยที่เส้นวงกลมไม่หายไปเสียก่อน

 

ผ่านไปอีกครึ่งชั่วยามหนิงฝานก็สามารถวาดวงกลมวงที่ 3 ได้อย่างรวดเร็ว

 

ผ่านไปอีกหนึ่งชั่วยาม ลมหายใจของหนิงฝานกลับถี่กระชั้น เขาลืมตาขึ้นอย่างรวดเร็วก่อนคืนความสสงบอีกครั้ง

 

หลังฝานไม่อาจวาดวงกลมได้ 5 วงเพราะรากฐานการบ่มเพาะของเขายังอ่อนด้อยเกินไป แต่ด้วยวงกลมทั้ง 4 ที่วาดได้ก็เพียงพอให้เขาปรุงโอสถผันแปรที่ 4 ได้เช่นกัน

 

“เปิดกระถางโอสถ เริ่มปรุงโอสถ!”

 

หนิงฝานวางมือลงไปยังส่วนหัวของกระถางก่อนจะใช้การบ่มเพาะที่อ่อนด้อยสร้างเพลิงน้ำแข็งและเพลิงพิภพเพื่อเริ่มกระบวนการปรุงโอสถ

 

ผ่านไปสองชั่วยาม สมุนไพรเสริมกว่า 7 ใน 10 ส่วนถูกทำลาย เหลือเพียง 3 ส่วนที่กลายเป็นโอสถจำนวน 10 เม๋็ด

 

หนิงฝานหน้าซีดไร้โลหิต เขาต้องฟื้นฟูก่อนที่จะเริ่มปรุงโอสถอีกครั้ง เพราะหากยังดึงดันปรุงโอสถต่อ เขาต้องได้ตายอย่างแน่นอน

 

ที่สมุนไพรกว่า 7 ส่วนถูกทำลายไปไม่ใช่เพราะทักษะที่อ่อนด้อยของหนิงฝาน แต่เป็นเพราะพลังของเขาไม่พอ ในขณะที่ต้องบีบอัดสมุนไพรให้กลายเป็นโอสถนั้น เขาสกดพลังของเพลิงไม่อยู่เลยทำให้การปรุงโอสถล้มเหลว

 

หลังจากผิดพลาดในโอสถผันแปรที่ 2  อยู่หลายครั้ง หนิงฝานก็ทราบว่าตนเองไม่สามารถปรุงโอสถในระดับที่สูงกว่านี้ได้ ดังนั้นเขาจึงต้องเพิ่มพูนความแข็งแกร่งเสียก่อน

 

เมื่อได้โอสถเปิดเส้นโลหิตกว่า 30 เม็ด หนิงฝานก็เอาพวกมันใส่ไว้ในขวดหยกก่อนจะเร่งกลับห้องนอนอย่างรวดเร็ว

 

แต่เมื่อมาถึงหน้าห้อง หนิงฝานกลับชงักฝีเท้าเพราะเขาได้ยินเสียงน้ำอยู่ภายในห้อง

 

สายน้อยกำลังอาบน้ำฮัมเพลงอย่างมีความสุข

 

“ข้าควรเข้าไปดีหรือไม่… แต่หากจื่อเฮ่อต้องการ บางทีข้าอาจได้อาบน้ำร่วมกับนาง...”

 

หนิงฝานลูบจมูกอย่างเขินอาย เขาส่ายหน้าก่อนจะถอยออกมา

 

หนิงฝานไม่อยากทำให้จื่อเฮ่อเสียใจกระทั่งทิ้งเงาแห่งความเสียใจไว้ภายในใจของนาง

 

หนิงฝานแหงนหน้ามองจันทร์พลางหวนนึกถึงบ้าน ตระกูลหนิงอยู่ในแคว้นหวู่ซึ่งห่างไกลจากสถานที่แห่งนี้มากนัก “หนิงกู่น้องข้าถูกนิกายเทียนหลีโม่จับตัวไป เมื่อใดกันที่ข้าจะทำลายนิกายชั่วร้ายนั่นและช่วยน้องของข้าออกมาได้?”

 

นั่นเป็นเรื่องยากยิ่ง แม้ยามนี้หนิงฝานจะเป็นนายน้อยของเมืองฉีเหมย แต่ระดับพลังของเขายังอยู่เพียงขอบเขตเปิดเส้นโลหิต นับว่าห่างไกลเกินกว่าจะช่วยน้องชายได้

 

ถ้าหากขอให้ปีศาจเฒ่าช่วยหล่ะ? หนิงฝานทำได้เพียงยิ้มอย่างขมขื่น ไม่กี่วันมานี้เขาออกสอบถามเรื่องราวและทราบมาว่า นิกายปีศาจคือสถานที่ที่อันตรายอย่างที่สุด เพราะฉะนั้น เหตุใดปีศาจเฒ่าถึงต้องยอมเสี่ยงทำสิ่งที่อันตรายต่อชีวิตเพื่อศิษย์ผู้เล็กจ้อยเช่นเขาด้วย

 

“แข็งแกร่ง! ข้าต้องแข็งแกร่งมากกว่านี้!”

 

“ยิ่งใกล้กลางเดือนพระจันทร์ก็ยิ่งกลม แคว้นหวู่และแคว้นเยว่อยู่ห่างไกลทั้งยังถูกแบ่งแยกด้วยภูเขาและสายน้ำมากมาย… ‘นำพาสวรรค์เป็นภรรยา นำพาพิภพเป็นสนม‘ แท้จริงแล้วบ้านของข้าคือที่ใด ผู้ใดควรรื่นรมย์ชมจันทร์เคียงข้างข้า? สวรรค์ทั้ง 4 พิภพทั้ง 9 ข้าจะบุกตะลุยไปทุกหนแห่ง”

 

ด้วยเพราะหนิงฝานคือผู้เชี่ยวชาญในการบ่มเพาะหยินหยาง ดังนั้นความแข็งแกร่งในอนาาคตของเขาต้องลึกล้ำเกินหยั่งถึง

 

หากการบ่มเพาะผสานกายทำให้หนิงฝานแข็งแกร่งพอที่จะช่วยน้องชายได้ เขาก็พร้อมที่จะทำมันในทันที!

 

หากสามารถปกป้องตระกูลได้ ต่อให้กลายเป็นปีศาจอย่างปีศาจเฒ่าหานแล้วจะเป็นอะไรไป!

 

“ฮึ่ม! นำพาสวรรค์เป็นภรรยา...นำพาพิภพเป็นสนม ศิษย์ของหานหยวนจี๋ช่างคุยโต!”

 

เสียงของสตรีที่ไม่อ่อนช้อยแต่ห้าวหาญดังมา น้ำเสียงของนางแหลมคมราวกับกระบี่เสียดแทงเข้ามาให้หูของหนิงฝาน

 

ทันทีที่สิ้นเสียงกลับปรากฏเสียงฝีเท้าเดินจากไป

 

หนิงฝานขมวดคิ้ว สถานที่แห่งนี้คือสถานที่ต้องห้ามของตำหนักซื่อฟาน บุคคลภายนอกไม่มีผู้ใดได้รับอนุญาติให้เข้ามา ปีศาจเฒ่าหานก็ไม่เคยนำสตรีเข้ามาภายในตำหนัก งั้นผู้ที่เดินอยู่ภายในนี้คือใคร? เหตุใดถึงได้กล้าเรียกขานชื่อของปีศาจเฒ่าตรงๆ?

 

หนิงฝานอยากจะตามไปเพื่อหาคำตอบ แต่เมื่อเริ่มเดินเพียงไม่กี่ก้าว จู่ๆจื่อเฮ่อที่อยู่ภายในห้องอาบน้ำกลับร้องขึ้นด้วยความความกลัว

 

“อ้าย!!”

 

สีหน้าหนิงฝานแปรเปลี่ยนใหญ่หลวง เขาเลิกสนใจสตรีนางนั้นก่อนตรงดิ่งเข้าไปในห้องอาบน้ำอย่างรวดเร็ว

 

ภายในนั้นมีอ่างไม้ที่เต็มไปด้วยน้ำซึ่งจื่อเฮ่อเพิ่งจะอาบไปเมื่อครู่ แต่ตัวนางในยามนี้กลับกระโดดออกมานอกอ่างด้วยเรือนร่างเปลือยเปล่าพลางยืนอยู่บนเตียงขนาดเล็กแล้วจ้องมองพื้นเบื้องล่างด้วยความหวาดกลัว

 

“หนู… มีหนู พี่ฝานช่วยข้าด้วย!”

 

หนิงฝานไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ยามจ้องมองสตรีที่ละเอียดอ่อนราวกับบุกผาแรกแย้มกำลังหวาดกลัว จื่อเฮ่ออาศัยอยู่ภายในนิกายเหอฮวนมาอย่างน้อยก็หนึ่งปี แม้นางจะไม่ได้บ่มเพาะเหมือนศิษย์คนอื่นๆ แต่นางย่อมต้องเคยเห็นสิ่งน่าหวาดกลัวชั่วร้ายมาบ้าง แต่เหตุใดยามนี้นางยังคงหวาดกลัวแค่หนูเพียงตัวเดียว

 

นางช่างน่ารักน่าเอ็นดู

 

เดี๋ยว! มีบางอย่างแปลกไป!

 

สีหน้าหนิงฝานแปรเปลี่ยนเคร่งเครียดจริงจัง

 

ตำหนักซื่อฟานสร้างขึ้นภายในเมืองฉีเหมยที่เป็นน้ำแข็ง ทั้งยังเป็นดินแดนของผู้ฝึกตนชั่วร้าย เหตุใดหนูธรรมดาจึงมีีวิตรอดอยู่ในสถานที่แห่งนี้ได้?

 

หนิงฝานก้มลงมองก่อนเห็นหนูตัวหนึ่ง

 

นั่นมัน!

 

หนูตัวนั้นมีผิวซีดขาว ดวงตาเป็นสีม่วง มันไม่ใช่หนูธรรมดาอย่างแน่นอน ตามความทรงจำของจักรพรรดิสวรรค์ ผู้ฝึกตนที่ชั่วร้ายจำนวนไม่น้อยมักจะใช้หนูเพื่อสอดแนมผู้คน

 

มีใครบางคนกำลังใช้ ‘หนูสกดรอย’ เพื่อเฝ้าติดตามจื่อเฮ่อจากที่ไหนสักแห่ง!

 

“พี่ฝาน ข้ากลัวจริงๆนะ ตัวของมันใหญ่มาก แล้วตาของมันก็เป็นสีม่วงด้วย...”

จื่อเฮ่อกล่าวพลางหวนนึกถึงฉากที่น่าหวาดกลัวในนิกายเหอฮวนขณะที่ดวงตาของนางปรากฏหยาดน้ำตา

 

หนิงฝานรู้สึกไม่สบายใจอย่างบอกไม่ถูก หลังจากที่เขาเงียบไปชั่วครู่ เขาก็ชี้นิ้วไปที่หนูก่อนใช้เพลิงทมิฬเผามันจนกลายเป็นเถ้าถ่าน

“ไม่ต้องกลัว ข้าอยู่นี่”

 

หนิงฝานปลอมประโลมจื่อเฮ่อที่กำลังร่ำไห้ เขาประคองนางนั่งลงบนเตียง สวมกอดนาง และสัมผัสแผ่นหลังอย่างแผ่วเบา

 

แท้จริงแล้วนางไม่ได้กลัวหนู นางความกลัวความทรงจำบางอย่างของนางมากกว่า

“พะ...พี่ฝาน ท่านเข้ามาในนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ ทะ...ท่านปล่อยข้าเถอะ เวลาที่ท่านกอดข้าแบบนี้ข้ารู้สึกแปลกๆ...”

 

ไม่นานนักนางก็หยุดร้องไห้ และยามนี้ นางในสภาพเปลือยเปล่าก็กำลังซบอยู่กับแผ่นอกของหนิงฝาน

 

นางเปลือยเปล่า!

 

นางเปลือยเปล่า!

 

นางเปลือยเปล่า!

 

หนิงฝานเพียงกอดเพื่อปลอบประโลมนาง แต่สีหน้าของนางในยามนี้กลับเปลี่ยนไป ทั้งดวงตาของนางยังพร่ามัวราวกับถูกสกดวิญญาณ!

 

หนิงฝานรีบสลัดความคิดก่อนคืนสติของตนอย่างรวดเร็ว เขาผุดลุกขึ้นก่อนเข้าใจสาเหตุที่นางเป็นเช่นนี้

จื่อเฮ่อเกิดมาพร้อมกับ ‘ร่างทรงเสน่ห์’! ร่างทรงเสน่ห์เป็นสิ่งล้ำค่าที่ไม่ว่าผู้ฝึกตนคนใดก็หมายจะครอบครองเพื่อใช้นางเป็นกระถาง!

 

ร่างทรงเสน่ห์ที่มีมาตั้งแต่กำเนิดนั้นหายากอย่างที่สุด ทั้งยังเหมาะที่จะเป็นกระถางอย่างที่สุด!

 

ผู้ที่มีร่างทรงเสน่ห์มาตั้งแต่กำเนิดจะช่วยให้การบ่มเพาะผสานกายมีความก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ดังนั้น มันจึงเป็นสิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญมากมายเฝ้าถวิลหา แต่หากสตรีที่เกิดมาพร้อมกับร่างทรงเสน่ห์โดยที่สตรีนางนั้นยังไม่เสียพรหมจรรย์ ไม่ว่าผู้ใดก็ยากจะทราบว่านางครอบครองร่างทรงเสน่ห์ แต่เมื่อใดที่นางเสียพรหมจรรย์ไป ร่างทรงเสน่ห์เสน่ห์ของนางก็จะเปิดเผยอย่างช้าๆ… หากวันใดที่นางไม่ได้ร่วมรักกับบุรุษ สติของนางจะสับสนยุ่งเหยิง หากไม่ได้ร่วมรักกับบุรุษเป็นเวลา 10 วัน ร่างกายของนางก็จะอ่อนแอราวกับใยไหม และหากครบ 100 วันโดยที่นางยังไม่ได้ร่วมรักกับบุรุษ เมื่อนั้นนางก็จะพบกับความตาย… สตรีเช่นนี้ต้องการความรักความเสน่หาจากบุรุษทุกวัน!

 

ช่างเป็นร่างกายเจ้าปัญหาโดยแท้!

 

เพื่อช่วยชีวิตของหนิงฝานแล้ว จื่อเฮ่อต้องยอมสละพรหมจรรย์ของนางจนทำให้ร่างทรงเสน่ห์ของนางค่อยๆเผยออกมาทีละน้อย!

 

“พี่ฝาน ข้ารู้สึกคั่นเนื้อคั่นตัว ช่วยข้าด้วย...”

 

แววตาของนางช่างเย้ายวน แต่คำกล่าวของนางกลับอ่อนแรงราวกับใกล้สิ้นสติ

 

หนิงฝานสงบนิ่งพลางครุ่นคิด ยามนี้นางกำลังประสบปัญหา สิ่งที่เขาพอทำได้คือช่วยนาง ดังนั้นเขาจึงประคองนางลงบนที่นอนอย่างแผ่วเบา จากนั้นจึงเริ่มปลดเสื้อผ้าของนางออก

 

เดิมทีหนิงฝานอยากรอให้จื่อเฮ่อเติบโตกว่านี้ แต่ดูเหมือนยามนี้เขาจะรอไม่ได้แล้ว

 

นางเป็นสตรีของเขา...และจะเป็นแบบนั้นไม่เปลี่ยน ดังนั้น ไม่มีเหตุผลอันใดต้องรั้งรอ

 

แล้วค่ำคืนที่แสนหอมหวานก็เกิดขึ้น...

 

****

 

หนิงฝานเร่งถอดชุดของตนพลางขึ้นทับบนตัวนาง เขาอยากจะรอให้นางเติบใหญ่กว่านี้ แต่นั่นเป็นไปไม่ได้แล้ว

 

ในค่ำคืนที่นางเสียพรหมจรรย์ นางไม่ได้มีโอกาสสัมผัสกับความรู้สึกที่แสนวิเศษระหว่างบุรุษสตรี เมื่อร่างทรงเสน่ห์ของนางปรากฏ พลังหยินในร่างนางจะไหลรวมตัวกันที่หน้าอกทำให้นางเกิดความต้องการทางเพศ หากฝืนร่วมรักกับนางในยามนี้ พลังหยินที่อัดแน่นบริเวณหน้าอกของนางก็จะเข้าจู่โจมพลังหยางจากร่างกายของหนิงฝาน ทำให้เกิดการขัดแย้งต่อต้าน ซี่งนั่นนับเป็นการสังหารจื่อเฮ่อ

 

ดังนั้น สิ่งแรกที่ควรทำคืนการคลายพลังหยินของนางก่อนจึงค่อยนำพานางสู่การผสานกายของบุรุษสตรี

 

จื่อเฮ่อที่นอนอยู่เบื้องล่างเลียริมฝีปากอย่างเย้ายวนจนทำให้ลมหายใจของหนิงฝานถี่กระชั้น แต่หนิงฝานกลับท่องคำ ‘การแปลงหยินหยาง’ ในใจเพื่อสยบเพลิงราคะที่แผดเผา

 

สิ่งที่น่ากลัวที่สุดของการบ่มเพาะผสานคือการจมลงสู่ห้วงราคะโดยสมบูรณ์จนทำให้การบ่มเพาะไร้ผล

 

ภายใน ‘การแปลงหยินหยาง’ นั้น นอกจากจะมีทักษะยั่วยวน ยังมีทักษะลวงตาที่สามารถเกี้ยวพาสตรีได้ทั้งโลก แต่นั่นยังต้องรักษาการใช้ทักษะให้คงมั่นเพื่อให้สตรีที่อยู่ในอ้อมกอดยังตกอยู่ในห้วงแห่งความฝัน

 

ดังนั้นลมหายใจของหนิงฝานและจื่อเฮ่อจึงสงบลง หนิงฝานเริ่มลูบไล้ใบหน้าของนางอย่างอ่อนโยน แต่เมื่อนางรับรู้ได้ถึงการสัมผัสของอีกฝ่าย นางพลันหันหน้ากลับมาก่อนใช้ลิ้นเลียสัมผัสนิ้วของหนิงฝานอย่างลุ่มหลง

 

“พี่ฝาน… อย่าทิ้งจื่อเฮ่อไป...”

 

ริมฝีปากอันนุ่มละมุนของนางช่างชุ่มช่ำ

 

หนิงฝานนอนแนบกายลงบนตัวนาง ริมฝีปากประกบเข้ากับริมฝีปากนาง นางเองก็ราวกับพบสิ่งที่ปรารถนา จึงเคลื่อนลิ้นเข้าพัวพันลิ้นอันหอมหวานของหนิงฝานจนทำให้เขาเกือบขาดสติ เขาอยากจะร่วมรักกับนางเสียตั้งแต่ตอนนี้

 

หนิงฝานเสียพรหมจรรย์ไปตั้งแต่ยามที่อยู่นิกายเหอฮวน แต่นี่นับเป็นครั้งแรกที่เขาจะได้ร่วมรักกับสตรีอย่างแท้จริง

 

“อย่างแรก ข้าต้องช่วยจื่อเฮ่อคลายพลังหยินเสียก่อน...”

 

หนิงฝานสกดความปรารถนาของตนไว้แล้วใช้ลิ้นพัวพันสอดประสานกับนาง มือข้างหนึ่งเค้นคลึงที่เต้านม ส่วนอีกข้างเคลื่อนต่ำลงไปที่หน้าท้องและต่ำลงไปจนถึง...

 

จบบทที่ GE8 จื่อเฮ่อ การบ่มเพาะผสาน

คัดลอกลิงก์แล้ว