- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็น ชาวภูเขาผู้รุ่งโรจน์
- บทที่ 256 พิธีเสร็จสิ้น, การปรึกษาหารือ
บทที่ 256 พิธีเสร็จสิ้น, การปรึกษาหารือ
บทที่ 256 พิธีเสร็จสิ้น, การปรึกษาหารือ
แม่สื่อเป็นเพียงผู้ที่รับเงินมงคลจากเรือนกู้ ย่อมไม่มีความเห็นใดๆ
ทุกคนก็อยากเห็นว่าเจ้าสาวที่อยู่ใต้ผ้าคลุมศีรษะสีแดงมีหน้าตาเป็นเช่นไร ต่างก็ดีใจจนเนื้อเต้น
เมื่อแม่สื่อกล่าวคำมงคลอีกสองสามประโยค และยื่นไม้คานให้กู้ต้าหนิว ทุกคนต่างก็กลั้นหายใจ
กู้ต้าหนิวเองก็ตื่นเต้นมาก ย้อนกลับไปเมื่อตอนที่เขาเพิ่งเจอหยางฉง นางได้ใช้เครื่องสำอางมอบ "เซอร์ไพรส์" ครั้งใหญ่ให้แก่เขา ก็ไม่รู้ว่าวันนี้จะเล่นลูกไม้แบบไหนอีก?
หลังจากผ้าคลุมหน้าสีแดงถูกเปิดออก กู้ต้าหนิวก็ถอนหายใจออกมาอย่างหนัก โชคดี โชคดีจริงๆ ที่วันนี้หยางฉงแค่แต่งหน้าเจ้าสาวอย่างเรียบร้อย บนศีรษะปักปิ่นปักผมลายผีเสื้อลงยาอันนั้น และประดับด้วยดอกไม้อีกเล็กน้อย ดูแล้วคล้ายกับว่าตั้งใจทำให้ปิ่นปักผมลายผีเสื้อลงยาอันนั้นโดดเด่นออกมา
กู้ต้าหนิวเห็นดังนั้น ในใจก็เบิกบานจนแทบจะเต้น
สตรีชาวบ้านที่ได้เห็นใบหน้าที่แท้จริงของเจ้าสาวอยู่ข้างๆ ก็กล่าวคำอวยพรที่น่าพอใจ ต่างก็มองปิ่นปักผมบนศีรษะของหยางฉงด้วยความอิจฉา นั่นคือสิ่งที่พวกนางไม่มีทางได้เป็นเจ้าของไปชั่วชีวิต
หลังพิธีเสร็จสิ้น กู้สุ่ยซิ่วนำสตรีชาวบ้านคนอื่นๆ ออกไปก่อน แม่สื่อและนางจ้าวจัดการเรื่องที่เหลือ ทิ้งกู้ต้าหนิวไว้ข้างในเพื่อคุยกับหยางฉงสักครู่ รอให้แขกเหรื่อมาครบแล้ว กู้ต้าหนิวค่อยออกไปต้อนรับแขก
กู้ต้าหนิวเห็นหยางฉงดูเหมือนจะไม่ได้กินอะไรมาทั้งวัน จึงคิดว่าจะลองไปเดินดูในครัวสักรอบดีหรือไม่ ดูว่ามีของกินอะไรบ้าง เมื่อครู่ตอนที่แม่สื่อแตะของกินให้พวกเขาชิมรสชาติ เขามีอยู่หลายครั้งที่นึกว่าหยางฉงจะกัดตะเกียบไม่ยอมปล่อยแล้ว
ในเวลานี้ท้องของหยางฉงก็ส่งเสียงดังขึ้นมาอย่างสอดคล้อง เห็นเพียงหยางฉงปิดท้องของตนอย่างน่าสงสาร กล่าวว่า “กู้ต้าหนิว! ข้าไม่ได้กินอะไรมาทั้งวันแล้ว หิวจนแทบจะเดินไม่ไหวอยู่แล้ว! เจ้าได้โปรดเมตตา หาอะไรให้ข้ากินหน่อยเถิด!”
หยางฉงในตอนนี้ช่างน่าสงสารถึงขีดสุด เช้านี้หลังจากนางตื่นนอนก็ถูกนางหมี่บังคับให้กินขนมไปเล็กน้อย ตอนนั้นนางหมี่ก็เตือนนางแล้ว ให้กินให้มากที่สุดเท่าที่จะกินได้ ไม่เช่นนั้นหากหิวแล้วใครก็ช่วยไม่ได้ หยางฉงไม่ได้สนใจ อีกทั้งใครจะกินของเยอะแยะมากมายขนาดนั้นได้ตั้งแต่เช้าตรู่ นางจึงกินไปเพียงเล็กน้อยอย่างขอไปที ผลสุดท้ายยังไม่ทันเดินถึงหมู่บ้านเฉ่าจื่อก็หิวเสียแล้ว พอวุ่นวายมานานขนาดนี้ ก็หมดเรี่ยวแรงโดยสิ้นเชิง
กู้ต้าหนิวเห็นดังนั้น ไม่พูดพร่ำทำเพลง รีบออกไปหาของกินมาให้นาง เพียงแต่ของกินนี้ต้องไม่โจ่งแจ้งจนเกินไป ไม่อย่างนั้นหากถูกเห็นเข้าก็คงจะไม่ดี
หยางฉงรออยู่ในเรือนหออยู่ครึ่งวัน เมื่อเห็นกู้ต้าหนิวกลับมามือเปล่าก็โมโหจนพูดไม่ออก อยากจะด่ากู้ต้าหนิวสักยกแต่ก็รังเกียจว่าเปลืองแรง จึงทำได้เพียงหันหน้าไปทางอื่น ไม่เห็นก็ไม่กังวล
กู้ต้าหนิวเห็นแวบเดียวก็รู้ว่าหยางฉงเข้าใจผิดแล้ว รีบนำห่อกระดาษทาน้ำมันออกมาจากอกเสื้อ กระซิบเสียงเบาราวกับกำลังทำความผิดว่า “ดูสิว่าข้าเอาของอร่อยอะไรมาให้เจ้ากิน”
หยางฉงเห็นห่อกระดาษทาน้ำมันดวงตาก็สว่างวาบขึ้นมาแล้ว พอได้กลิ่นหอมที่ราวกับมีและไม่มี น้ำลายก็แทบจะไหลย้อยออกมา เร่งเร้าให้กู้ต้าหนิวรีบช่วยนางแกะห่อกระดาษทาน้ำมัน
กู้ต้าหนิวยิ้มและกล่าวว่า “นี่ข้าไปขโมยมาจากครัว เดิมทีตั้งใจจะเอาไก่ทั้งตัวออกมาด้วย แต่ตัวมันใหญ่เกินไป ซ่อนยาก ข้าเลยฉีกน่องไก่ชิ้นใหญ่ๆ ออกมาแทน”
ส่วนนางจ้าวที่อยู่ในครัวตอนนี้ มองไก่ย่างที่น่องหายไปก็โมโหจนตะโกนเสียงดัง “ใครกินไก่ของข้า!”
ทุกคนมองหน้ากันเลิ่กลั่ก เมื่อครู่ในครัวยุ่งมาก ทุกคนต่างก้มหน้าก้มตาทำงาน ก็ไม่มีใครสังเกตเห็นเรื่องนี้ ทว่าต้องไม่ใช่พวกเขาเป็นผู้กินอย่างแน่นอน ถ้าเป็นพวกเขา พวกเจ้าทุกคนจะต้องสังเกตเห็น
กู้สุ่ยซิ่วได้ยินความเคลื่อนไหวก็รีบวิ่งเข้ามาดู เมื่อเห็นว่านางจ้าวโมโหเพราะน่องไก่ชิ้นเดียว นางก็หัวเราะ เดินเข้าไปปลอบโยนให้ทุกคนทำงานต่อไป จากนั้นให้ต่งเฉิงหูช่วยฆ่าไก่อีกตัวสองตัวเพื่อชดเชย
ด้วยเหตุน่องไก่ชิ้นนี้ นางจ้าวก็บ่นพึมพำไปทั้งวัน
หลังงานเลี้ยง หยางฉงก็ได้เป็นสะใภ้ใหญ่แห่งเรือนกู้โดยสมบูรณ์
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น กู้หมิงเต๋อและนางจ้าวก็รออยู่ในห้องโถงเพื่อดื่มชาสะใภ้ใหม่ หยางอี้กลัวหยางฉงจะทำพลาด จึงขว้างก้อนหินใส่ห้องของพวกเขาตั้งแต่เช้ามืด ทำให้ทั้งสองนอนไม่ได้ ดังนั้นคู่บ่าวสาวจึงตื่นเช้าเป็นพิเศษอย่างไม่คาดคิด
นางจ้าวอารมณ์ดีอย่างยิ่ง ดื่มชาของคนทั้งสอง แล้วมอบอั่งเปาซองใหญ่ให้
หลังการรินชา ก็ไม่มีเรื่องใดให้วุ่นวายอีก กู้หมิงเต๋อถือโอกาสที่กู้สุ่ยซิ่วยังไม่กลับไป บอกเรื่องที่ผู้ใหญ่บ้านเคยพูดกับพวกเขาไปทันที จากนั้นก็กล่าวว่า “เดิมทีข้าคิดว่าหากท่านอาจารย์เสิ่นสามารถมาร่วมงานเลี้ยงมงคลสมรสในครั้งนี้ได้ ข้าก็จะปรึกษาหารือกับเขา ตอนนี้ท่านอาจารย์เสิ่นไม่อยู่ ข้าก็ได้แต่ขอความเห็นจากพวกเจ้าแล้ว”
ไม่ต้องกล่าวถึงว่าต่งเฉิงหูได้ยินคำพูดเหล่านี้แล้วจะตกใจเพียงใด แต่กู้สุ่ยซิ่วกลับขมวดคิ้วอยู่ตลอด เวลานานจึงกล่าวกับนางเหลียงว่า “พี่สะใภ้มีความเห็นอย่างไร?”
เดิมทีนางเหลียงไม่คิดจะแทรกบทสนทนา แต่นึกไม่ถึงว่ากู้สุ่ยซิ่วจะมาถามความเห็นของนาง แล้วจะตอบเช่นไรดี?
“สุ่ยซิ่ว เจ้าอย่ามาถามข้าเลย! ข้าจะไปรู้เรื่องเหล่านี้ได้อย่างไร? อีกอย่าง! ผู้ใหญ่บ้านต้องดูแลเรื่องราวของคนทั้งหมู่บ้าน หากท่านลุงมีความสัมพันธ์ที่ดีกับชาวบ้านก็ยังพอว่า แต่ก่อนหน้านี้พวกเจ้ามีความบาดหมางกันไปแล้ว ตอนนี้คนพวกนั้นก็หวาดกลัวตระกูลต่งจึงไม่กล้าคิดร้ายต่อครอบครัวท่านลุง ไม่ใช่ว่ายอมรับด้วยใจจริง ข้ากลัวว่าหากท่านลุงรับตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านนี้ไป ต่อไปจะต้องมีเรื่องให้กังวลอีกมากมาย!”
คำพูดของนางเหลียงนับว่าตรงประเด็นที่สุดแล้ว ตามความเห็นของกู้สุ่ยซิ่ว หากกู้หมิงเต๋อเป็นผู้ใหญ่บ้าน พวกคนที่ไม่ยอมรับ ต่อหน้าไม่กล้าพูดอะไร แต่ลับหลังก่อความยุ่งยากให้กู้หมิงเต๋อถือเป็นเรื่องง่ายดาย ถึงตอนนั้นแค่กู้หมิงเต๋อรับมือเรื่องพวกนี้ก็คงปวดหัวมากพอแล้ว
หากเกิดกรณีที่แก้ปัญหาไม่ได้ ถึงตอนนั้นก็ต้องให้ครอบครัวของพวกนางออกหน้าอยู่ดี ช่างเป็นเรื่องที่ลงแรงไปแต่ไม่ได้อะไรตอบแทน หาเรื่องใส่ตัวโดยแท้ ดังนั้นความเห็นของกู้สุ่ยซิ่วก็คือไม่เห็นด้วย
เมื่อทุกคนไม่เห็นด้วยเช่นนี้ กู้หมิงเต๋อก็ตัดสินใจที่จะไปปฏิเสธความปรารถนาดีของผู้ใหญ่บ้าน
นางเหลียงเห็นกู้หมิงเต๋อสามารถปล่อยวางได้เช่นนี้ ก็ชื่นชมในใจอย่างมาก อีกทั้งนางคิดว่านางจ้าวและคนอื่นๆ อาจจะอาลัยอาวรณ์ แต่ที่หายากคือ นางจ้าวกลับไม่สนับสนุนให้กู้หมิงเต๋อรับภาระตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านนี้ คราวนี้นางเหลียงจึงไม่เข้าใจ ถามว่า “ท่านป้าไม่ต้องการให้ท่านลุงกู้รับตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านหรือ?”
“รับตำแหน่งนั้นไปทำไม? ท่านลุงของเจ้าไม่รู้หนังสือเลยสักตัว จะไปเป็นผู้ใหญ่บ้านได้อย่างไร? หากถูกหลอกลวงขึ้นมาจะทำอย่างไร? พวกเราไม่มีเงินมากพอที่จะแก้ไขนะ! ตามความเห็นของข้า ยังคงซื่อสัตย์สุจริตดูแลที่นาในเรือนให้ดีน่าจะเป็นจริงเป็นจังมากกว่า พวกเราไม่แสวงหาความร่ำรวยยิ่งใหญ่ ขอแค่พออยู่พอกินก็พอแล้ว”
อีกทั้งที่แห่งนี้ของพวกเขาก็ห่างไกลเช่นนี้ เกรงว่าการจะแสวงหาความร่ำรวยยิ่งใหญ่ก็คงยาก! นางจ้าวบ่นในใจชุดหนึ่ง แต่ไม่กล่าวคำเหล่านี้ออกมา
นางเหลียงเห็นนางจ้าวเข้าใจแจ่มแจ้งถึงเพียงนี้ ก็มองนางด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปอีกครั้ง
หยางฉงนั่งอยู่ข้างๆ ฟังอย่างเงียบๆ ตั้งแต่เมื่อครู่ มองดูแล้วงดงามเรียบร้อย มีความเป็นสะใภ้อย่างมาก ทว่าหากมองดูให้ดีก็จะพบว่าดวงตาของนางดูเหมือนจะไม่มีจุดโฟกัส นี่คือใจลอยไปเสียแล้ว!
หยางอี้คอยสังเกตการกระทำของหยางฉงอยู่ตลอด เห็นนางใจลอยได้แม้กระทั่งในสถานการณ์เช่นนี้ ก็รู้สึกเอือมระอา อาศัยจังหวะที่ทุกคนไม่ทันสังเกตออกไปข้างนอกเก็บก้อนหินเล็กๆ มาสองสามก้อน คอยขว้างใส่หยางฉงอยู่เป็นครั้งคราว
หยางฉงได้สติกลับมาโกรธจนตาถลน แต่ไม่กล้าอาละวาดหาเรื่องหยางอี้ในสถานการณ์เช่นนี้ ทว่าสายตาเช่นนั้นมองอย่างไรก็ไม่เป็นมิตรเอาเสียเลย