- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็น ชาวภูเขาผู้รุ่งโรจน์
- บทที่ 104 กลับบ้านแม่, คำบ่นของแม่จ้าว
บทที่ 104 กลับบ้านแม่, คำบ่นของแม่จ้าว
บทที่ 104 กลับบ้านแม่, คำบ่นของแม่จ้าว
“เฉิงหู่ เจ้าไปล้มลงในพงหญ้ามาหรือ? ทั้งตัวนี่มันเกิดอะไรขึ้น?”
ต่งเฉิงหู่เพิ่งจะรู้สึกตัว เขาลูบศีรษะของตัวเองแล้วดึงเศษหญ้าและกลีบดอกไม้จำนวนมากออก แม้แต่บนไหล่ของเขาก็เต็มไปด้วยเศษดอกไม้และเศษหญ้า ในตะกร้าบนหลังมีมากกว่านั้นเสียอีก
ต่งเฉิงหู่มองกู้สุ่ยซิ่วแวบหนึ่งอย่างเจ็บปวด แต่ผู้หญิงคนนั้นกลับอุ้มเด็กเดินเข้าเรือนไปอย่างสง่าผ่าเผย
แม่จ้าวเห็นท่าทางเช่นนั้นแล้วยังมีอะไรอีกที่ไม่ชัดเจน นางรีบวิ่งตามกู้สุ่ยซิ่วไป แล้วบ่นเสียงเบาๆ ว่า “เจ้ายัยตัวแสบ กล้าที่จะรังแกสามีของตัวเองอย่างเปิดเผยโจ่งแจ้งแบบนี้ ดูเหมือนว่าเฉิงหู่จะตามใจเจ้าจนไม่เกรงกลัวฟ้าดินแล้ว ไปๆๆ เอาเด็กมาให้ข้า รีบไปทำงานในครัวไป”
กู้สุ่ยซิ่วได้แต่ยืนงงอยู่กับที่แล้วมองดูแม่จ้าวจากไป นางคิดในใจว่า นี่เป็นแม่ของข้าหรือ? ไม่ได้เจอลูกสาวตัวเองมานานขนาดนี้ไม่ควรจะรักและเอ็นดูให้ดีหน่อยหรือ? กลับกล้าที่จะให้ข้าไปทำงาน?
กู้สุ่ยซิ่วที่รู้สึกไม่พอใจอย่างมากจึงเดินไปที่ครัวอย่างไม่เต็มใจ ถือโอกาสสำรวจเรือนใหม่ของตระกูลกู้ไปด้วย ถึงแม้จะเทียบไม่ได้กับเรือนของพวกเขา แต่ก็ถือว่าเป็นอันดับหนึ่งในหมู่บ้านเฉ่าจื่อแล้ว
ตอนที่นางเดินเข้าไปในครัวอย่างเชื่องช้า ถึงได้พบว่าข้างในมีเด็กอยู่สองคน พอคิดได้ กู้สุ่ยซิ่วก็เข้าใจทันทีว่า สองคนนี้น่าจะเป็นน้องสาวและน้องชายลูกพี่ลูกน้องที่เล่าลือกัน
เด็กทั้งสองคนพอเห็นกู้สุ่ยซิ่วเข้ามาก็มองหน้ากัน ไม่รู้ว่าจะพูดอะไรดี แล้วก็ค่อยๆ ลุกขึ้นยืนอย่างรู้สึกทำอะไรไม่ถูก
แม่จ้าวที่เล่นกับต่งหยวนซวี่ไปพลางก็เดินเข้าครัวไปพลาง นางหัวเราะแล้วพูดว่า “คนโต นี่คือนี่จื่อ น้องสาวลูกผู้พี่ลูกผู้น้องของเจ้า และเป่าเอ๋อร์ น้องชายลูกผู้พี่ลูกผู้น้องของเจ้า เรื่องของพวกเขาบอกเฉิงหู่ไปแล้ว เฮ้อ... ล้วนเป็นเด็กที่น่าสงสาร แม่ตั้งใจจะเลี้ยงดูพวกเขาไว้ในเรือน นี่จื่อ เป่าเอ๋อร์ นี่คือพี่สาวลูกผู้พี่ของพวกเจ้าสุ่ยซิ่ว มาทักทายพี่ของพวกเจ้าเร็ว”
เด็กทั้งสองพอได้ยินก็รีบใช้เสื้อผ้าบนตัวเช็ดมือที่เปียก แล้วเรียกอย่างกล้าๆ กลัวๆ ว่า “เปี่ยวเจี่ย (พี่สาวลูกผู้พี่)”
กู้สุ่ยซิ่วยิ้มเบาๆ แล้วพยักหน้า พอนึกถึงเด็กสองคนที่อายุยังน้อยก็ต้องสูญเสียญาติสนิท ในใจของนางก็เพิ่มความสงสาร นางถือเก้าอี้ตัวเล็กนั่งลงข้างๆ เด็กสองคนแล้วจัดการถั่วไปพร้อมกับพวกเขา
นางพูดคุยกับพวกเขาอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ถึงครึ่งวัน เด็กทั้งสองก็คุ้นเคยกับกู้สุ่ยซิ่วแล้ว พวกเขาเรียกเปี่ยวเจี่ยอยู่ตลอดเวลา
อาศัยจังหวะที่เด็กสองคนไม่อยู่ในครัว กู้สุ่ยซิ่วจึงถามแม่จ้าวว่า “แม่ ท่านตั้งใจจะเลี้ยงดูพวกเขาไปถึงเมื่อไหร่?”
การกระทำของแม่จ้าวที่กำลังเล่นกับต่งหยวนซวี่ก็หยุดชะงัก นางหุบรอยยิ้มบนใบหน้า “น้าชายของเจ้าก็เหลือเพียงเด็กคู่นี้ ข้าในฐานะอาหญิงก็ควรจะช่วยน้าชายของเจ้าเลี้ยงดูเด็กสองคนนี้จนเติบโต หลังจากนี้จะได้มีคำอธิบายให้พวกเขา นี่จื่อพอโตแล้วก็แค่มีสินสอดหนึ่งชุดแล้วแต่งงานออกไปก็พอแล้ว แต่เป่าเอ๋อร์ค่อนข้างยุ่งยาก เด็กผู้ชายจะต้องสอนให้ดี เมื่อก่อนเรือนของพวกเราไม่มจึงทำให้การเรียนรู้ของน้องชายของเจ้าสองคนต้องล่าช้า ตอนนี้มีแล้วแต่กลับไม่ดีที่จะใช้กับน้องชายลูกผู้พี่ลูกผู้น้องของเจ้า ไม่พูดถึงเรื่องอื่น แม้แต่ต้าหนิวและเอ้อร์หนิวก็จะมีข้อคิดเห็น”
“นอกจากนี้ต้าหนิวและเอ้อร์หนิวยังไม่ได้แต่งงาน เงินของเรือนล้วนแต่มีประโยชน์อย่างมาก ถ้าหากรอจนต้าหนิวและเอ้อร์หนิวแต่งงานแล้ว เกรงว่ายิ่งจะยุ่งยาก แต่ถ้าหากไม่ทำอะไรบ้าง ในใจของแม่ก็รู้สึกเหมือนกับเป็นหนี้บุญคุณน้าชายและตาและยายของเจ้าเช่นกัน”
กู้สุ่ยซิ่วถือว่าฟังเข้าใจแล้ว ที่แท้แล้วแม่จ้าวก็แค่อยากจะอบรมเด็กสองคนนี้ให้ดี แต่ก็ไม่กล้าใช้เงินของเรือนกู้ ส่วนตัวเองก็ไม่มีเงินติดตัว ถึงได้ตกอยู่ในความขัดแย้งในใจอย่างไม่สิ้นสุด
นางมองไปนอกครัว เห็นว่านี่จื่อและเป่าเอ๋อร์ยังไม่เข้ามา ก็พูดเสียงเบาๆ ว่า “พูดตามตรง ท่านแม่สามารถรับเลี้ยงเด็กสองคนนี้โดยไม่มีเงื่อนไขก็ถือว่าดีมากแล้ว ใครก็ไม่สามารถพูดได้ว่าท่านในฐานะอาหญิงไม่ถูกต้อง เมื่อก่อนต้าหนิวและเอ้อร์หนิวไม่มี ถ้าท่านแม่ให้เป่าเอ๋อร์เลี่ยงไม่ได้ที่ต้าหนิวและเอ้อร์หนิวในใจจะมีความคิดเห็น ในความคิดของข้าก็ให้เป็นแบบนี้ไปก่อนเถอะ แค่กินอิ่ม ใส่เสื้อผ้าอุ่น และอยู่สบายก็พอแล้ว หลังจากนี้ถ้ามีอะไรแล้วพวกเราค่อยปรึกษาหารือกัน
บอกตามตรง ตอนนี้ข้าก็รีบหาอาจารย์ให้กับเด็กๆ ในเรือนเหมือนกัน ถ้าหากเรื่องการเชิญอาจารย์ให้กับเด็กในเรือนของข้ามีที่ทางแล้ว ข้าถึงจะบอกท่านเรื่องปัญหาของเป่าเอ๋อร์ ได้หรือไม่?”
แม่จ้าวขำขัน มองไปที่เด็กน้อยที่ไม่มีฟันซึ่งอยู่ในอ้อมกอดของนาง แล้วหัวเราะบ่นว่า “หลานรักของข้ายังเล็กขนาดนี้ จะหาอาจารย์อะไรให้เขา ถ้าจะเชิญก็ต้องรอไปอีกห้าถึงหกปี น้องชายลูกผู้พี่ของเจ้าคงรอไม่ไหวหรอกนะ”
โดยพื้นฐานแล้วแม่จ้าวไม่ได้ใส่ใจคำพูดของกู้สุ่ยซิ่วเลย กู้สุ่ยซิ่วถึงได้นึกขึ้นได้ว่านางยังไม่ได้บอกเรื่องพี่น้องตระกูลจางกับแม่จ้าว ในเมื่อเป็นเช่นนี้ก็ไม่พูดแล้ว จะเข้าใจผิดก็ไม่เป็นไร
สองแม่ลูกพูดคุยกันอย่างเป็นธรรมชาติ ส่วนใหญ่แม่จ้าวเป็นคนพูด กู้สุ่ยซิ่วเป็นคนฟัง แม่จ้าวพูดเรื่องราวทั้งหมดตั้งแต่แผ่นดินไหวเกิดขึ้นจนถึงตอนนี้
“เฮ้อ ท่านพ่อของเจ้าก็ช่างอาภัพนัก เมื่อก่อนตอนป่วยและไม่มีเงิน บรรดาญาติฝ่ายบรรพบุรุษเหล่านั้นต่างหลีกหนีเหมือนกับหลีกเลี่ยงงูและแมงป่อง ตอนนี้สถานการณ์ในเรือนดีขึ้นแล้ว หนึ่งแล้วสองเล่าก็มาถึงเรือนเพื่อสอบถามและผูกสัมพันธ์ ดูเหมือนว่าพวกเราจะหลีกเลี่ยงญาติมิตรเสียอย่างนั้น ถ้าไม่ใช่เพราะต้าหนิวทำงานที่ว่าการอำเภอ และเงินของพวกเราก็ล้วนแต่เป็นต้าหนิวหามาได้ พูดได้เลยว่าพวกเขาคงเริ่มโลภในเงินของเรือนเราตั้งแต่แรกแล้ว! คนเห็นแก่เงินมากขนาดนี้ ยังคิดที่จะเป็นมิตรกับเรือนของพวกเราอีกเหรอ? ฝันไปเถอะ!” แม่จ้าวพอพูดถึงบรรดาคนน่ารังเกียจเหล่านั้น ความโกรธก็พุ่งขึ้นมาทันที ยังมีคนกล้าที่จะให้กู้หมิงเต๋อไปหาต่งเฉิงหู่ และให้ต่งเฉิงหู่ช่วยจัดการหาตำแหน่งงานที่ดีให้กับเด็กๆ ในเรือนของพวกเขาด้วย ถือว่าเรือนของพวกเราเป็นอะไรกันแน่? ไร้สาระสิ้นดี! แม่จ้าวไม่กล้าบอกความต้องการของคนพวกนั้นให้กู้สุ่ยซิ่วฟัง เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้สร้างความไม่สบายใจให้กับสองสามีภรรยา
พอพูดถึงกู้หมิงเต๋อ กู้สุ่ยซิ่วถึงได้นึกขึ้นได้ว่า นางกลับมานานขนาดนี้แล้ว ทำไมแม้แต่เงาของกู้หมิงเต๋อและกู้เอ้อร์หนิวก็ไม่เห็น? “ท่านแม่ ท่านพ่อกับเอ้อร์หนิวไปไหน?” กู้สุ่ยซิ่วที่วางถั่วฝักยาวในมือลงแล้ว เบิกตากลมโตที่ชุ่มชื้นของนางอย่างสงสัยแล้วมองแม่จ้าว
แม่จ้าวพลิกเปลือกตาเล็กน้อย รู้สึกโกรธจนพูดไม่ออก “ก็เพราะพวกคนน่ารังเกียจพวกนั้นนั่นแหละ คราวนี้เกือบทุกครัวเรือนมีคนเสียชีวิต แต่ละครัวเรือนล้วนเรียกให้เขาไปช่วย ตอนนั้นท่านพ่อของเจ้ากับเอ้อร์หนิวไปจัดการงานศพที่เรือนท่านยายเจ้าก่อน คนพวกนั้นก็เริ่มนินทาแล้ว พูดว่าอะไรนะ ท่านพ่อของเจ้าเอาใจคนนอกมากกว่าญาติพี่น้อง เหลวไหลสิ้นดี!”
เสียงของแม่จ้าวทันทีทันใดก็ดังขึ้นหลายเดซิเบล ต่งหยวนซวี่ที่ซุกตัวอยู่ในอ้อมกอดของนางดูเหมือนจะตกใจ ร่างเล็กๆ ของเขาสั่น แล้วจ้องมองท่านยายของเขาเหมือนไก่ที่ถูกจับ
กู้สุ่ยซิ่วขมวดคิ้ว รับต่งหยวนซวี่มาแล้วปลอบเบาๆ จนต่งหยวนซวี่หัวเราะอีกครั้ง กู้สุ่ยซิ่วถึงได้พูดเสียงเบาๆ ว่า “ท่านแม่ คนพวกนั้นอยากจะพูดอะไรก็ปล่อยให้พวกเขาพูดไปเถอะ อย่างไรพวกเราก็ปิดประตูใช้ชีวิตของเราไป พวกเขาก็จัดการเรือนของพวกเราไม่ได้ อีกอย่าง ตอนนี้เรือนของพวกเรามีต้าหนิวอยู่ ใครจะกล้าทำให้ท่านแม่ไม่พอใจอย่างโจ่งแจ้ง? ไปโกรธกับพวกเขาทำไม? เฉิงหู่บอกว่าครั้งนี้จะพาข้าไปเที่ยวที่อำเภอ ข้าตั้งใจว่าจะให้ท่านแม่ช่วยดูเด็กๆ ให้ข้าสองสามวัน ถือโอกาสไปดูต้าหนิวด้วย ท่านแม่มีอะไรจะฝากไหม?”
แม่จ้าวพอได้ยินว่าจะไปที่ตัวเมือง ทั้งตัวก็มีชีวิตชีวาขึ้นมา ราวกับลืมความไม่พอใจเมื่อครู่ไปในทันที “ถ้าเจ้าเจอต้าหนิวก็ลองถามดูว่าเขาใช้ชีวิตเป็นอย่างไรบ้าง? จะกลับมาเมื่อไหร่? นอกจากนี้เขาก็โตแล้ว ตั้งใจจะแต่งงานเมื่อไหร่? เรื่องพวกนี้เจ้าต้องถามให้ชัดเจนนะ ตอนนี้เขาทำงานที่ว่าการอำเภอ มีความรู้มากขึ้นแล้ว จิตใจก็ยิ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ คาดว่าหญิงสาวในหมู่บ้านแถวๆ สิบลี้แปดลี้คงไม่มีใครที่เขาถูกใจ ไม่รู้ว่าเขาอยากจะหาภรรยาแบบไหนกัน?”