เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 81 สนทนาหลังอาหาร หลิ่วเยวี่ยอี๋ผู้ชาญฉลาด

บทที่ 81 สนทนาหลังอาหาร หลิ่วเยวี่ยอี๋ผู้ชาญฉลาด

บทที่ 81 สนทนาหลังอาหาร หลิ่วเยวี่ยอี๋ผู้ชาญฉลาด


“เจ้ายังเข้าใจผิดอยู่ การที่เจ้าเป็นคนจากตระกูลใหญ่เจ้าควรจะได้เรียนรู้การปฏิบัติต่อผู้คน พบเจอคนแบบไหนทำความเคารพแบบไหน พูดจาอย่างไร ล้วนต้องพิถีพิถัน ข้าต้องการให้เจ้าผ่อนคลายในเรือนเรา ไม่ใช่ต้องการให้เจ้าละทิ้งกฎเกณฑ์และมารยาทที่เคยเรียนมา คนเราจะใช้ชีวิตในสังคมต้องรู้จักปรับตัวบ้าง”

ชุ่ยซีเหลือบตามองกู้สุ่ยซิ่ว ในใจตกตะลึงอย่างยิ่ง ท่าทีของกู้สุ่ยซิ่วในตอนที่พูดนั้นเหมือนกับนายหญิงคนก่อนของนาง หญิงผู้นี้จะเป็นแค่หญิงชาวบ้านในป่าเขาธรรมดาได้อย่างไร ไม่มีทางเป็นไปได้เลย!   หลิ่วเยวี่ยอี๋ก็รู้สึกตกใจเช่นกัน แม้กู้สุ่ยซิ่วจะมีท่าทีดีมาก แต่คำพูดของนางมีเหตุมีผล คำพูดเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่หญิงชาวบ้านธรรมดาที่ไม่มีโลกทัศน์จะสามารถพูดออกมาได้?

เพราะการคาดเดานี้ ทั้งสองคนจึงคิดว่ากู้สุ่ยซิ่วคงมีความลับที่พูดไม่ได้จึงต้องมาซ่อนตัวอยู่ในป่าลึกและแต่งงานกับนายพรานธรรมดาคนหนึ่ง

หลิ่วเยวี่ยอี๋เกิดความรู้สึกเห็นอกเห็นใจขึ้นมา จึงสนิทสนมกับกู้สุ่ยซิ่วมากขึ้น และรับฟังคำพูดของนางทั้งหมด

ในคืนนั้น ทุกคนกินอิ่มและอาบน้ำเรียบร้อยแล้ว ก็มานั่งล้อมวงในห้องโถงเพื่อพูดคุยถึงสิ่งที่ได้พบเห็นและได้ยินจากโลกภายนอก

ต่งเฉิงหู่ดูเหมือนมีเรื่องมากมายในใจที่ต้องพูดออกมา ไม่พูดไม่ได้

“สุ่ยซิ่ว ต่อไปให้ชุ่ยซีดูแลเจ้า ตอนคลอดก็มีชุ่ยซีช่วยทำคลอดให้ ไม่ต้องเป็นห่วง ส่วนโม่หินที่เจ้าคิดถึงนักหนาข้าก็เอามาแล้ว โม่หินกับลาทั้งหมดอยู่ที่เรือนลุงฉิน พรุ่งนี้ข้าจะไปเอาของพวกนั้นกลับมา”

กู้สุ่ยซิ่วคิดถึงโม่หินที่หนักมาก ก็อดเป็นห่วงไม่ได้ “แพไม้ไผ่นั่นจะแบกรับโม่หินได้หรือ?”

“ไม่ต้องห่วง โม่หินสามารถแยกชิ้นส่วนแล้วขนส่งได้ ข้าจะใช้แพไม้ไผ่ขนส่งหลายๆ รอบก็แล้วกัน”

กู้สุ่ยซิ่วไม่ได้เข้าใจโครงสร้างของโม่หินมากนัก เมื่อได้ยินต่งเฉิงหู่พูดเช่นนั้นก็วางใจ ขอเพียงต่งเฉิงหู่บอกว่าไม่มีปัญหา ก็ย่อมไม่มีปัญหาแน่นอน

นางห่าวหัวเราะ “ต่อไปพวกเราก็จะได้มาขอยืมโม่หินที่เรือนพวกเจ้าใช้บ้างแล้ว”

“ท่านป้าอยากใช้เมื่อไหร่ก็มาได้เลย!” กู้สุ่ยซิ่วพูดอย่างใจกว้าง ทำให้นางห่าวหัวเราะออกมาอย่างมีความสุข

ฉินซานคิดว่าคราวนี้ที่เรือนได้เงินมาห้าสิบตำลึง การซื้อสะใภ้ให้เขาใช้ไปเพียงห้าตำลึง ยังเหลืออีกสี่สิบห้าตำลึง บวกกับเงินที่เก็บไว้ก่อนหน้านี้ก็พอสำหรับใช้แต่งสะใภ้ให้ฉินชวนได้แล้ว จึงกล่าวว่า “ท่านแม่ หากท่านคิดว่าโม่หินดี เรือนเราก็ซื้อสักชุดเถอะ เฉิงหู่ครั้งนี้ซื้อมาหนึ่งชุดมีโม่หินขนาดใหญ่กับขนาดเล็ก โม่หินขนาดใหญ่ใช้บดเมล็ดพืช ส่วนโม่หินขนาดเล็กใช้บดสิ่งของเล็กๆ ได้ ข้าคิดว่ามันใช้งานได้ดีทีเดียว”

จั่วชิงซงก็พยักหน้าแล้วกล่าวว่า “เรือนของเราทั้งสองอยู่ติดกัน หากท่านป้าคิดว่าไม่คุ้มค่า พวกเราก็ซื้อด้วยกันจะได้แบ่งกันจ่ายได้”

ในที่สุดทั้งสองเรือนก็ตกลงที่จะซื้อโม่หินด้วยกันในปีหน้า

หลิ่วเยวี่ยอี๋เคยผ่านเรือนฉินมาก่อน จึงพอจะรู้ฐานะของเรือนฉินแล้ว แม้จะสู้เรือนต่งไม่ได้ แต่ก็เป็นเรือนที่สร้างด้วยอิฐและกระเบื้อง ลานเรือนก็สะอาดสะอ้าน แถมยังมีที่ดินสำหรับเพาะปลูกอีกด้วย หลังจากนี้ นางก็สามารถใช้ชีวิตช่วงครึ่งหลังได้อย่างสงบสุขแล้ว หลังจากที่ได้เจอเรื่องราวมากมายในครั้งนี้ สิ่งเดียวที่นางต้องการคือการมีชีวิตที่สงบสุขและปลอดภัย นางไม่ได้มีความคิดที่จะแสวงหาความมั่งคั่งอีกแล้ว

อีกทั้งคนในเรือนฉินก็ล้วนเป็นคนอัธยาศัยดี เรือนเช่นนี้คงไม่เกิดเรื่องทารุณสะใภ้ขึ้นหรอก เมื่อคิดเช่นนี้ หลิ่วเยวี่ยอี๋ก็เกิดความรู้สึกคาดหวังต่อชีวิตในอนาคต

“ใช่แล้ว คราวนี้ที่พวกเจ้าเข้าไปในเขาได้อะไรมา ถึงขนาดต้องไปขายในอำภอ” กู้สุ่ยซิ่วเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าตนไม่ได้ถามเรื่องสำคัญนี้ จึงรู้สึกผิดหวังในใจ หรือว่านางตั้งครรภ์แล้วขี้ลืมจริงๆ

ต่งเฉิงหู่มองลุงฉินและจั่วชิงซงแล้วคิดว่าจะบอกกู้สุ่ยซิ่วตามความเป็นจริงดีหรือไม่ แต่เมื่อคิดดูแล้ว พวกเขาเคยเจอแม้กระทั่งเสือและหมีดำมาแล้ว ทำไมกู้สุ่ยซิ่วจะทนฟังเรื่องแค่นี้ไม่ได้เล่า เขาจึงเล่าเรื่องราวหลังจากที่เข้าไปในเขาตามความเป็นจริงทั้งหมด

นางห่าวและต่งอวิ๋นเหมยฟังแล้วก็ตกใจจนสั่นสะท้าน อดไม่ได้ที่จะสูดหายใจเข้าเฮือกใหญ่ แม้แต่หลิ่วเยวี่ยอี๋และชุ่ยซีก็มีสีหน้าตกใจกลัว นี่เป็นครั้งแรกที่พวกนางได้รู้จักกับอันตรายของป่าลึก

กู้สุ่ยซิ่วก็เป็นไปตามที่ต่งเฉิงหู่คาดไว้ นางเพียงขมวดคิ้วเล็กน้อย แต่ไม่ได้แสดงท่าทางตกใจกลัวแต่อย่างใด

หลังจากฟังเรื่องราวที่ต่งเฉิงหู่เล่าจบ นางห่าวก็มองลุงฉินด้วยความกังวลในทันที

“สามี ตอนนี้พวกเรามีที่นาและที่ดินแล้ว อีกทั้งยังมีเงินทุนสำหรับใช้แต่งสะใภ้ด้วย หลังจากนี้ก็อย่าเข้าไปในเขตพื้นที่เหล่านั้นอีกเลย ไปยั่วยุสัตว์ป่าพวกนั้นทำไม”

“ไม่ต้องให้เจ้าบอกข้าก็รู้ ครั้งนี้ถือว่าพวกเราโชคดี ที่ไม่ได้เจอพวกเสือหรือหมาป่า ครั้งหน้าข้าก็ไม่กล้ารับประกันว่าจะโชคดีเช่นนี้อีก หากในอนาคตไม่ใช่ว่าอยู่ไม่ได้แล้วจริงๆ ข้าก็จะไม่เข้าไปล่าสัตว์ในที่แบบนั้นอีก”

ทุกคนพยักหน้าตาม นางห่าวจึงได้ถอนหายใจอย่างโล่งอกแล้วครุ่นคิดว่า “สุ่ยซิ่วพวกเขาล้อมเขาชุ่ยจู๋ทั้งลูกไว้ ไม่ว่าจะเกิดสงครามหรือฝูงสัตว์ป่าก็ไม่ต้องห่วงว่าจะได้รับผลกระทบ ข้าคิดว่าพวกเราควรจะล้อมที่ดินของเรือนเราบ้างหรือไม่? จะได้ปลอดภัยขึ้นหน่อย”

ลุงฉินส่ายศีรษะ “ไม่ใช่ว่าข้าไม่ต้องการ แต่พวกเราไม่มีความสามารถ ที่หุบเขาของเราไม่เหมือนเขาชุ่ยจู๋ เขาชุ่ยจู๋มีหน้าผาสองด้าน มีภูเขาสูงอีกหนึ่งด้านที่เชื่อมต่อกับชายทะเล เป็นกำแพงธรรมชาติ ทางออกเดียวที่เชื่อมต่อกับในเขามีเพียงแค่สองหุบเขาและป่าไม้เล็กๆ แห่งนี้

สองหุบเขานั้นพวกเขาปิดตายไปแล้ว ส่วนป่าไม้เล็กๆ แห่งนี้ก็ก่อกำแพงสูงและหนาไว้แล้ว ดังนั้นจึงไม่ต้องห่วงว่าจะได้รับผลกระทบ แต่มีข้อแม้ว่าพวกเขาต้องซื้อเขาชุ่ยจู๋ และภูมิประเทศของเขาชุ่ยจู๋ก็เอื้ออำนวยด้วย

เรือนเราข้อหนึ่งคือไม่มีเงินมากขนาดนั้น ข้อสองคือที่หุบเขาของเรือนเราทั้งกว้างและใหญ่ พื้นที่ราบมีมากกว่าเขาชุ่ยจู๋มาก หากจะปิดก็จะปิดไม่ตาย ต่อให้ปิดตายแล้ว สองข้างทางของหุบเขาก็ไม่ใช่หน้าผาแต่เป็นภูเขาที่ทอดยาวไปเรื่อยๆ หากมีบางสิ่งต้องการเข้ามาก็คงขวางไม่ได้”

นางห่าวได้ยินดังนั้นก็หมดกำลังใจราวกับลูกฟุตบอลที่ถูกปล่อยลมออกหมดแล้ว มีคำกล่าวว่า ยิ่งรวยยิ่งหวงชีวิต ทุกวันนี้ชีวิตของเรือนฉินดีขึ้นแล้ว สิ่งที่นางห่าวคิดก็คือทำอย่างไรให้มั่นใจว่าทุกคนในครอบครัวจะปลอดภัย แต่นางห่าวไม่เคยคิดที่จะออกจากหุบเขานั้นเลย ที่นั่นเป็นสถานที่ที่พวกเขาใช้ชีวิตมาหลายสิบปีแล้ว ต่อให้ต้องตาย นางก็อยากจะตายที่นั่น

หลิ่วเยวี่ยอี๋เห็นว่านางห่าวอารมณ์ไม่ดี ในใจจึงเปลี่ยนความคิด และรีบไปหยิบเสื้อผ้าเก่าๆ ออกมาตัวหนึ่ง ทุกคนมองดูเสื้อผ้าตัวนั้นที่สกปรกจนมองไม่เห็นสีเดิม แล้วต่างก็มีสีหน้าสับสนงุนงง

หลิ่วเยวี่ยอี๋ไม่ได้ปิดบังอะไร เมื่ออยู่ต่อหน้าทุกคน นางก็ฉีกผ้าขาดๆ ชิ้นหนึ่งออกมาจากชั้นในของเสื้อผ้าเก่า และหยิบถุงผ้าเล็กๆ ที่ซ่อนอยู่ข้างในออกมา

ผ้าของถุงใบนั้นดูประณีตกว่าอย่างเห็นได้ชัด หลิ่วเยวี่ยอี๋เทของทั้งหมดที่อยู่ในถุงออกมา

ทุกคนที่เห็นต่างก็ตกใจอย่างยิ่ง

“นี่...นี่มันใบทองคำหรือ” ลุงฉินมองดูใบไม้สีทองอร่ามด้วยสีหน้าใคร่รู้

“ตายจริง! ในชีวิตข้าเพิ่งเคยเห็นทองคำก็คราวนี้ แถมยังเป็นใบทองคำอีกด้วย” ใบหน้าของนางห่าวดูหลงใหลแต่ก็ไม่ได้มีความโลภ

หลิ่วเยวี่ยอี๋ยิ้มแล้วกล่าวว่า “ลุงฉินพูดถูก นี่คือใบทองคำ เมื่อเกิดเรื่องที่เรือนหลิ่ว มีลางบอกเหตุอยู่ก่อนแล้ว ข้าเคยชินกับการระมัดระวังตัวมาตั้งแต่ก่อน จึงวางแผนไว้ล่วงหน้าแล้ว และทำชั้นซับในในเสื้อผ้าจากผ้าเนื้อหยาบสำหรับซ่อนของ หลังจากเกิดเรื่องที่เรือนหลิ่ว ผ้าแพรต่วนทั้งหมดถูกยึดไป แต่เสื้อผ้าจากผ้าเนื้อหยาบนี้ไม่มีใครต้องการ ข้าจึงสวมติดตัวมาตลอด”

จบบทที่ บทที่ 81 สนทนาหลังอาหาร หลิ่วเยวี่ยอี๋ผู้ชาญฉลาด

คัดลอกลิงก์แล้ว