- หน้าแรก
- ข้าจะฟาร์มเวลในโลกคธูลูให้ดู !!
- ตอนที่ 300
ตอนที่ 300
ตอนที่ 300
บทที่ ๓๐๐ :
ภาพลวงตามังกรเงินที่วิชาลมปราณกระดูกเถื่อนได้ควบแน่นออกมานั้น... ไม่ได้ขยับเขยื้อนเลย... ซึ่งก็ราวกับว่าเป็นของที่ตายแล้ว
คลาวน์ได้ศึกษาอยู่ครู่ใหญ่... แต่ก็ไม่พบว่ามันมีอะไรที่มหัศจรรย์
เขาได้ชะลอการโคจรพลังวิชาลมปราณ... แล้วค่อยๆ สัมผัส
วิชาลมปราณกระดูกเถื่อนที่ได้ยึดมาจากในมือของเหล่าสาวกลัทธินอกรีตนั้น... ก็มีเพียงแค่วิธีการฝึกฝนในสามขั้นแรกเท่านั้น... ซึ่งในบัดนี้หากเขาต้องการที่จะฝึกฝนวิชาลมปราณนี้ต่อไป... ก็ทำได้เพียงแค่ค่อยๆ สัมผัส... และหาทางในการฝึกฝนเอง
"ก๊า... ก๊า"
ที่นอกหน้าต่างได้มีเสียงร้องของอีกาขึ้น... และฮูกินก็ได้จับบาสเต็ตบินเข้ามา
ในขณะนั้นเอง... อุบัติเหตุก็ได้เกิดขึ้น
ดวงตาที่ได้ปิดสนิทอยู่ของภาพลวงตามังกรเงินที่อยู่ข้างหลังคลาวน์นั้น... ก็พลันได้เบิกโพลงขึ้น... และอีกาก็ได้สัมผัสได้ราวกับว่าได้ถูกคู่ปรับตามธรรมชาติจ้องมองอยู่... ทำให้ปีกของมันไม่สามารถที่จะรองรับการบินได้... และได้ร่วงหล่นลงบนพื้น
ขนทั่วทั้งร่างของบาสเต็ตก็ได้ตั้งชันขึ้นมา... และขนที่หางที่ได้ตั้งขึ้นนั้นก็ได้ฟูฟ่อง... พร้อมกับส่งเสียงคำรามออกมาด้วยท่าทีที่ทั้งแข็งกร้าวและหวาดกลัว
"เมี๊ยว"
เสียงนั้นไม่มีอำนาจเลย... และเหมือนกับการขอความช่วยเหลือมากกว่า
คลาวน์ได้เปิดตาขึ้นมาอย่างสงสัย... เพราะเขาสัมผัสได้ถึงอารมณ์ความกลัวอย่างรุนแรงที่สัตว์เลี้ยงได้ส่งมา
เขาได้ส่งจิตสำนึกของตนเองผ่านไป... เพื่อสอบถามว่า 'เป็นอะไรไป?'
'ที่อยู่ข้างหลังท่าน... น่ากลัวมาก'
ฮูกินได้ส่งความรู้สึกออกมาอย่างตะกุกตะกัก... และบาสเต็ตก็ได้ส่งข้อมูลเดียวกันมา
คลาวน์ได้หันศีรษะแล้วจ้องมองไปยังกระจก... แล้วก็ได้พบว่าไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่... ที่ภาพลวงตามังกรเงินที่เคยพร่ามัวนั้น... ได้กลายเป็นชัดเจนขึ้นมาแล้ว
หนวดมังกรได้แกว่งไปมาเบาๆ... และร่างกายก็ได้แกว่งไกวไปมาอย่างสง่างาม... ส่วนเกล็ดสีเงินนั้นก็ได้มีประกายแสงหยกอยู่
คิ้วดาบของเขาได้ขมวดแน่น... และจิตสำนึกก็ได้เริ่มฟุ้งซ่านไป
น่ากลัวรึ? สามารถที่จะใช้ข่มขู่ศัตรูได้งั้นรึ?
สัตว์เลี้ยงทั้งสองของเขาในปัจจุบันยังคงอยู่ในระดับขั้นที่สองเท่านั้น... เขาจึงอดสงสัยไม่ได้ว่า "ภาพลวงตามังกรเงิน" นี้... จะยังคงมีผลต่อผู้เหนือธรรมชาติในระดับขั้นที่สามอยู่หรือไม่?
เขาพอที่จะเข้าใจถึงประโยชน์ของภาพลวงตาแห่งสายเลือดนี้แล้ว... จึงได้หยุดการโคจรพลังวิชาลมปราณลง
มังกรเงินก็ได้จางหายไป... และสัตว์เลี้ยงทั้งสองก็ได้กลับมาเป็นปกติ
คลาวน์ได้เห็นสภาพที่น่าสมเพชของสัตว์เลี้ยงเมื่อครู่นี้... ก็ได้หัวเราะเหะๆ ออกมา
ในตอนนี้ก็ควรที่จะบ่มเพาะพวกสัตว์ฝึกเหล่านี้ให้ดีได้แล้ว... จะไปเลี้ยงพวกมันให้เป็นสัตว์เลี้ยงจริงๆ ได้อย่างไรกัน!
ในระดับขั้นที่สองนั้น... สำหรับเขาแล้วก็ช่างแย่จนเกินไป... และนับตั้งแต่ที่เขาได้เรียนรู้ศาสตร์แห่งการบินอันน่าพิศวงมานั้น... เขาก็ถึงกับไม่ต้องการให้สัตว์เลี้ยงไปลาดตระเวนให้อีกต่อไปแล้ว... เพราะตนเองก็สามารถที่จะจัดการได้แล้ว
หากเป็นเช่นนี้ต่อไปก็คงจะไม่ได้... เพราะเขาต้องการผู้ช่วยที่แข็งแกร่ง... และสัตว์เลี้ยงก็ควรที่จะมีพลังที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้นถึงจะช่วยเขาได้
เขาต้องรีบจัดเตรียม 'เมล็ดพันธุ์แห่งเต๋าประกายทอง' โดยเร็วที่สุด... และถึงแม้ว่ามันจะไม่ได้ผลตามที่คาดหวัง... อย่างน้อยที่สุด เขาก็ยังสามารถใช้สัตว์เลี้ยงทั้งสองเป็นดั่ง 'เครื่องจักร' สองเครื่องสำหรับผลิต 'ของเหลวสุริยันอัคคี' และ 'น้ำค้างจันทรา' ได้อยู่ดี
ฮูกินได้เห็นรอยยิ้มที่มีความหมายของเจ้านาย... ก็รู้สึกเย็นวาบขึ้นมา... และได้เกิดความรู้สึกใจสั่นอย่างประหลาด
มันได้กางปีกออก... แล้วบินออกจากหน้าต่างไป
"เมี๊ยว" ในดวงตาของบาสเต็ตได้ฉายแววที่น่ารักน่าเอ็นดูออกมา... เพราะมันไม่เข้าใจเลยว่าเพื่อนที่ได้เล่นด้วยกันมาตลอดนั้น... ทำไมถึงได้ทิ้งตนเองไปคนเดียว
แมวดำได้กระโจนขึ้นไปบนขอบหน้าต่าง... แล้วส่งเสียงคำรามออกมาด้วยความแค้น "เมี๊ยว..."
ฮูกินได้ยินเสียงเรียกของเพื่อน... ก็ได้บินวนกลับมา... แล้วจับแมวดำก่อนที่จะไต่ระดับความสูงขึ้นไปอย่างรวดเร็ว
คลาวน์ได้หรี่ตาเล็กลง... เพราะเมื่อก่อนเขายุ่งอยู่กับการที่จะยกระดับตนเอง... ทำให้ต่อการที่จะอบรมสั่งสอนพวกสัตว์ฝึกนั้น... ก็ค่อนข้างที่จะตามใจไปหน่อย
แต่ในตอนนี้ดูแล้วก็คงจะต้องจัดการให้ดีแล้ว... เพราะเขายังไม่ได้สอบถามอย่างละเอียดเลยว่าพวกมันได้สัมผัสได้ถึงอะไรกันแน่... และก็ไม่คาดคิดเลยว่าสัตว์เลี้ยงกลับได้หนีไปเสียแล้ว
เขาได้ออกจากห้อง... แล้วเรียกคนรับใช้ชายส่วนตัวมา
"ให้เมลิซซ่ากับลีอามาที่ห้องของข้า"
เมลิซซ่าเป็นอัศวิน... ส่วนลีอาก็เป็นผู้ผนึกวิญญาณ... ซึ่งก็เป็นผู้เหนือธรรมชาติในขั้นที่สองเหมือนกัน... และเขาก็คิดที่จะลองดูว่าภาพลวงตาแห่งสายเลือดนั้น... ต่ออาชีพที่แตกต่างกัน... จะมีผลที่แตกต่างกันหรือไม่
"ได้ขอรับ... โปรดรอสักครู่" บิลลี่พยักหน้า... แล้วจากไปอย่างรวดเร็ว
ไม่นาน... เมลิซซ่ากับลีอาก็ได้มาถึงที่นี่
บนหน้าผากของเมลิซซ่าได้มีเม็ดเหงื่อเล็กๆ... และนางก็ได้โค้งกายทำความเคารพ... แล้วกล่าวอย่างระมัดระวังว่า "ท่าน... ขอถามว่ามีอะไรจะสั่งรึเจ้าคะ?"
ในช่วงเวลานี้นั้น... บรรยากาศของสงครามในเมืองฮัมเมอร์ก็ได้ยิ่งเข้มข้นขึ้น... และนางในทุกๆ วันก็ได้พยายามอย่างที่สุดที่จะฝึกฝน... และในขณะเดียวกันก็ได้ฝึกฝนกองกำลังคุ้มกันอย่างเข้มงวดอีกด้วย
ทรัพยากรต่างๆ ก็ไม่ได้ขาดแคลน... และความเร็วในการก้าวหน้าของนางนั้น... ก็สามารถที่จะมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
นางเข้าใจดี... ว่าหลังจากที่สงครามได้เกิดขึ้นแล้ว... ตนเองก็จะต้องนำทหาร... เพื่อเดินผ่านกองซากศพไป... เพราะท่านอัครมุขนายกก็ได้เปิดเผยออกมาแล้วว่าเขาต้องการคือกองกำลังที่แข็งแกร่ง
และเมื่อตนเองได้แข็งแกร่งขึ้นมาหนึ่งส่วนแล้ว... ในอนาคตเมื่อได้ขึ้นสู่สนามรบ... ก็จะมีความมั่นใจที่จะรอดชีวิตกลับมาได้มากขึ้น
คลาวน์ได้พยักหน้าอย่างเป็นมิตร... แล้วยิ้ม
"ในช่วงก่อนหน้านี้ข้าได้ไปได้วิชาลมปราณมา... และในวันนี้ก็ได้มีความก้าวหน้าขึ้นมา... จึงได้หาพวกท่านมาเพื่อที่จะได้ลองฝีมือกันหน่อย"
เมลิซซ่าถึงกับตะลึง... ลองฝีมือรึ? แล้วในห้องจะลองได้อย่างไรกัน?
ที่นี่คือห้องนอนของท่านอัครมุขนายก... และพื้นที่แม้ว่าจะไม่ได้นับว่าเล็ก... แต่หากจะต่อสู้กันแล้ว... ก็ไม่เหมาะสมโดยสิ้นเชิง
และในดวงตาของลีอานั้น... ก็ได้เผยให้เห็นถึงสีหน้าที่สงสัยออกมา
คลาวน์เข้าใจดีถึงความไม่เข้าใจของคนทั้งสอง... เขาได้ลุกขึ้นยืนจากเก้าอี้... แล้วกล่าวว่า
"วิชาลมปราณนี้สามารถที่จะสร้างปรากฏการณ์ที่ผิดปกติชนิดหนึ่งขึ้นมาได้... และที่ได้เรียกพวกท่านมานั้น... ก็คือเพื่อให้พวกท่านได้สัมผัสดูว่าปรากฏการณ์ที่ผิดปกตินี้นั้น... จะมีประโยชน์เพิ่มเติมหรือไม่"
เขาพลางพูด... พลางได้โคจรพลังวิชาลมปราณกระดูกเถื่อน
หลังจากที่พลังเลือดลมได้ถูกกระตุ้นขึ้นมาแล้ว... ข้างหลังของเขาก็ได้ควบแน่นจนกลายเป็นมังกรเงินขึ้นมาอีกครั้ง
ในครั้งนี้เขาได้มองจากในกระจกแล้วก็ได้เห็นว่า... หลังจากที่ภาพลวงตาแห่งเลือดลมได้ถูกเรียกออกมาแล้วนั้น... ภาพที่เดิมทีได้พร่ามัว... ก็ได้กลายเป็นชัดเจนขึ้นมาในทันที... และในขณะเดียวกันตามังกรก็ได้เบิกโพลงขึ้น... และร่างกายก็ได้ยืดออก
ในตอนที่มังกรเงินได้ควบแน่นออกมาอย่างชัดเจนแล้วนั้น... หัวใจของเมลิซซ่าก็ได้เต้นตุบๆ... และขนที่อยู่บนหลังมือก็ได้ตั้งชันขึ้นมา... ส่วนบนแขนเพราะความกลัวนั้น... ก็ได้เกิดขนลุกขึ้นมา
นางรู้สึกว่าหายใจติดขัด... และตามสัญชาตญาณก็อยากที่จะหันหลังแล้วหนีไป... แต่กลับก็รู้สึกว่าสองขานั้นอ่อนแรง... จนไม่สามารถที่จะก้าวเท้าออกไปได้
ลีอาเป็นผู้ผนึกวิญญาณธาตุ... และพลังจิตของนางเมื่อได้เทียบกับอัศวินที่อยู่ในระดับเดียวกันแล้วนั้น... ก็เฉียบคมกว่ากันมาก
เมื่อได้เทียบกับเมลิซซ่าแล้ว... นางก็สามารถที่จะสัมผัสได้มากขึ้น
แรงกดดันทางจิตใจที่มองไม่เห็น... ได้แผ่ออกมาจากบนร่างของสัตว์ประหลาดที่อยู่ข้างหลังท่านอัครมุขนายก... และการไหลเวียนของพลังเวทของนางก็ได้ได้รับผลกระทบ... จนไม่ราบรื่นเหมือนปกติ
‘นี่เป็นทักษะการโจมตีทางจิตใจอย่างนั้นรึ? แต่ทำไมข้าถึงไม่รู้สึกถึงร่องรอยของการร่ายเวทกันนะ?’
นางเคยได้เห็นแลนนิสเตอร์ได้ร่ายเวท... และต่อให้จะเป็นนักเวทเงินตราที่ได้ร่ายเวท... นางก็ยังสามารถที่จะรู้สึกถึงความผันผวนของพลังเวทได้... เพียงแต่ว่าความผันผวนนี้นั้นจะเบาบางมาก
คลาวน์ได้มองจากสีหน้าของคนทั้งสอง... แล้วก็ได้สังเกตเห็นว่าภาพลวงตาแห่งเลือดลมนั้นจะต้องได้ผลแล้ว... เขาจึงได้หยุดการโคจรพลังวิชาลมปราณลง... แล้วกล่าวอย่างอ่อนโยนว่า
"พวกท่านมีความรู้สึกอะไรกันบ้าง? ให้พูดทีละคน... เมลิซซ่า... เจ้าพูดก่อนแล้วกัน"
เมลิซซ่าได้มองดูท่านอัครมุขนายกด้วยความหวาดกลัว... และเมื่อสายตาได้สบกับอีกฝ่ายแล้วก็รีบได้ย้ายออกไป
นางได้ก้มศีรษะลง... แล้วเรียบเรียงคำพูดของตนเอง
"ท่าน... ข้ารู้สึกถึงความกลัวที่ได้ผุดขึ้นมาจากส่วนลึกของใจ... และก็อยากที่จะหนีไป... แต่ร่างกายกลับไม่เชื่อฟัง ความรู้สึกนั้น... อืม... มันทำให้ข้านึกถึงตอนเด็กๆ... ที่ได้ไปล่าสัตว์กับพ่อ... แล้วได้เจอกับหมีสีเทาตัวหนึ่งที่ได้พุ่งเข้ามาหาพวกเรา ในตอนนั้นข้าก็ได้ทำตามสัญชาตญาณที่อยากที่จะหนีไป... แต่กลับก็รู้สึกว่ามือและเท้าไม่มีแรงเลย"
คลาวน์ได้พยักหน้าเล็กน้อย... แล้วสายตาก็ได้มองไปยังผู้ผนึกวิญญาณ
ลีอาได้ไอออกมาหนึ่งที... แล้วนำผมที่ได้ตกลงมานั้น... ไปทัดไว้ที่หลังหู
"ท่าน... ข้ารู้สึกว่าได้รับการโจมตีทางจิตใจ... ซึ่งก็มีสนามพลังที่แข็งแกร่ง... ที่ได้กดดันข้าอยู่"
เมื่อรอจนกระทั่งทั้งสองคนได้พูดจบแล้ว... คลาวน์ก็ได้โบกมือแล้วกล่าวว่า "ข้าเข้าใจแล้ว... พวกเจ้าลงไปได้แล้ว"
"แล้วพบกันใหม่เจ้าค่ะ" ทั้งสองคนได้ทำความเคารพแล้วก็ได้หันหลังแล้วเดินจากไป
ในตอนที่ได้เดินลงมาถึงชั้นล่างแล้ว... เมลิซซ่าก็ได้เอ่ยขึ้นมาว่า "ท่านได้บอกว่าเขาได้ฝึกฝนวิชาลมปราณ... ถึงได้มีพลังพิเศษเช่นนี้... เช่นนั้นแล้วก็ไม่ใช่ว่าหากข้าได้ฝึกฝนวิชาลมปราณนี้... ก็จะได้รับความสามารถเช่นนี้มาด้วยอย่างนั้นรึ?"
ลีอาได้ยิ้ม... แล้วลากเสียงยาวว่า "ตามทฤษฎีแล้วก็ใช่... แต่ในสถานการณ์จริงนั้น..."
คนเรานั้นแตกต่างกันจริงๆ... แม้จะฝึกฝนวิชา 'ลมหายใจอัคคี' ของศาสนจักรเหมือนกัน... แต่ท่านอัครมุขนายกกลับก้าวไปถึงระดับขั้นที่สี่แล้ว... ในขณะที่นักรบศักดิ์สิทธิ์อีกจำนวนมาก แม้จะทุ่มเทความพยายามในการฝึกฝนมากกว่าท่านเสียอีก... แต่บัดนี้ก็ยังคงอยู่ในระดับขั้นที่สอง... เช่นเดียวกับตัวนาง
...
คลาวน์ได้ออกจากคฤหาสน์... แล้วมาถึงที่โบสถ์กลาง
"ในวันนี้ทำไมถึงได้ว่างมาหาข้าได้กัน... มีเรื่องอะไรที่จะต้องให้ข้าช่วยจัดการให้อย่างนั้นรึ?"
นิคดูจะประหลาดใจอยู่บ้าง... เพราะในช่วงนี้อีกฝ่ายนั้นยุ่งจนกระทั่งไม่เห็นเงาเลย
"ในช่วงก่อนหน้านี้นั้น... ข้าได้ไปยึดวิชาลมปราณชนิดหนึ่งมาจากในมือของเหล่าสาวกลัทธินอกรีต... และข้าก็ได้ฝึกฝนมันไปสักหน่อย... แล้วก็บังเอิญได้บางอย่างมา... จึงมาหาเจ้ามาเพื่อที่จะได้ลองดูว่าวิธีการนั้นเป็นอย่างไร"
คลาวน์มีน้ำเสียงที่เป็นมิตร... เพราะเขาไม่รู้ว่าคนอื่นนั้น... เมื่อได้ฝึกฝนวิชาลมปราณกระดูกเถื่อนแล้ว... และได้ควบแน่นออกมาเป็นภาพลวงตาแห่งเลือดลมแล้วนั้น... จะมีประโยชน์อะไรบ้าง... แต่เขาที่ได้ควบแน่นมังกรเงินออกมานั้น... ก็ได้ทดสอบออกมาแล้วว่าสามารถที่จะช่วยลดเจตจำนงในการต่อสู้ของศัตรูได้... และเขาก็คิดที่จะลองดูว่า... พลังพิเศษนี้นั้น... ต่อผู้เหนือธรรมชาติในขั้นที่สาม... จะสามารถที่จะให้ผลได้หรือไม่
"เป็นวิชาลมปราณของเหล่าสาวกลัทธินอกรีตอย่างนั้นรึ? แล้วมันจะมีผลข้างเคียงอะไรบ้างหรือไม่?"
คลาวน์ได้เบ้ปาก... แล้วยิ้มพลางด่าว่า "เจ้าจะมาแช่งข้าอย่างนั้นรึ! แล้วมันจะมีผลข้างเคียงอะไรกันเล่า... เพราะมันก็ล้วนเป็นวิธีการที่จะช่วยเสริมสร้างร่างกายทั้งนั้น"
นิคได้หัวเราะเหะๆ... เพราะรู้ว่าตนเองได้คิดมากเกินไป
เพื่อนของเขาได้เป็นผู้แข็งแกร่งในระดับเงินตราแล้ว... และจะมีภัยแฝงหรือไม่นั้น... เขาก็คงจะดูออกได้ชัดเจนกว่าตนเองอย่างแน่นอน
"ได้... ข้าจะไปเปลี่ยนเกราะ... แล้วให้ไปรอข้าที่โรงฝึกแล้วกัน"
"ในตอนนี้ยังไม่จำเป็นหรอก... ก็อยู่ที่นี่แหละ... เพียงแค่ต้องให้เจ้าได้สัมผัส... ถึงสภาพในตอนที่ข้าได้โคจรพลังวิชาลมปราณเท่านั้น"
คลาวน์ได้กระตุ้นกระแสธารแห่งชีวิต... และภาพลวงตาแห่งเลือดลมก็ได้ควบแน่นขึ้นมา... ซึ่งมังกรเงินก็ได้ยืดร่างกายออกมาอย่างสง่างาม... และตามังกรก็ได้จ้องเขม็งไปยังนิค
นิคมีสีหน้าที่เคร่งขรึม... เขาได้ค่อยๆ เข้าใกล้อีกฝ่าย... แล้วก็ค่อยๆ ดึงระยะห่างออกไป
ครึ่งนาทีต่อมา... คลาวน์ก็ได้หยุดการโคจรพลังวิชาลมปราณลง... แล้วถามว่า "รู้สึกอย่างไรบ้าง? แล้วต่อเจ้ามันมีผลเท่าไหร่กัน?"
"ข้ารู้สึกว่าได้มีสนามพลังที่มองไม่เห็น... ที่โดยมีเจ้าเป็นศูนย์กลาง... แล้วแผ่ออกไปข้างนอก... ซึ่งก็ได้กดดันการไหลเวียนของพลังศักดิ์สิทธิ์ของข้าอยู่ และข้าก็ได้พยายามที่จะสลัดการกดดันนี้ออกไป... แต่กลับทำไม่ได้... และทำได้เพียงแค่ช่วยลดผลกระทบที่มีต่อข้าเท่านั้น และคาดว่าหากได้ต่อสู้กับเจ้าแล้ว... พลังของข้าก็คงจะไม่สามารถที่จะแสดงออกมาได้อย่างสมบูรณ์อย่างแน่นอน ส่วนจะสามารถที่จะจำกัดข้าได้เท่าไหร่นั้น... ก็คงจะต้องได้สู้กันถึงจะรู้... แล้วจะต้องทดสอบในการรบจริงด้วยหรือไม่?"
นิคประหลาดใจกับความสามารถนี้มาก... และเขาก็คิดที่จะได้ทดสอบในการรบจริงด้วย
เนื่องจากวิชาลมปราณนี้ได้มาจากเหล่าสาวกลัทธินอกรีต... เขาจึงคิดว่าในอนาคตหากสงครามปะทุขึ้น... ก็ไม่แน่ว่าเขาอาจจะได้พบเจอกับเคล็ดวิชาในขั้นที่สูงกว่าก็เป็นได้
และก็มีอยู่จุดหนึ่งที่เขาไม่เข้าใจ... ว่าวิชาลมปราณกระดูกเถื่อนนั้น... หากต้องการที่จะควบแน่นให้เกิดเป็นภาพลวงตาแห่งเลือดลมขึ้นมาได้นั้น... อย่างน้อยก็คงจะต้องบรรลุถึงในระดับขั้นที่สี่
และก็มีเพียงแค่นักรบที่มีพรสวรรค์... และแข็งแกร่งเท่านั้น... ถึงจะสามารถที่จะทำได้... ซึ่งคนเช่นนี้นั้น... ในบรรดาเหล่าสาวกลัทธินอกรีต... ก็คงจะเป็นหนึ่งในหมื่น
ในกรณีที่เขาจะได้เจอ... กับนักรบที่ได้ควบแน่นภาพลวงตาแห่งเลือดลมขึ้นมาได้นั้น... เช่นนั้นก็คงจะแสดงว่าเขาได้อยู่ไม่ไกลจากความตายแล้ว
คลาวน์พยักหน้า "ได้สิ"
เขากระหายที่จะได้รับข้อมูลเกี่ยวกับ "ภาพลวงตาแห่งเลือดลม" ให้มากขึ้น... เพื่อที่จะได้เข้าใจขอบเขตความสามารถของมันอย่างแท้จริง
"ข้าจะไปเรียกเฟนนี่มาด้วย... เพราะถ้ามีตัวอย่างมากขึ้นถึงจะสามารถที่จะทดสอบได้แม่นยำยิ่งขึ้น"
นิคยิ้มออกมา แต่ลึกๆ แล้ว เขาไม่อยากพ่ายแพ้อย่างหมดท่า
เพราะเพื่อนของเขาได้กลายเป็น ผู้แข็งแกร่งระดับเงินตรา ไปแล้ว หากเขาไปสู้คนเดียวก็ไม่ต่างอะไรกับการ ไปตายเปล่า ยิ่งไปกว่านั้น อีกฝ่ายยังเลื่อนขั้นมาเกือบครึ่งปีแล้ว ทำให้พลังของเขาจะต้อง ก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว อย่างแน่นอน
ทั้งสามคนเดินเข้ามายังโรงฝึกด้วยชุดที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง คลาวน์มาในชุดปกติขณะที่นิคและเฟนนี่สวมเกราะครบชุดพร้อมถือโล่และตุ้มหนามอยู่ในมือ
คลาวน์ได้ยืนนิ่งอยู่ใจกลางสนาม... แล้วมือซ้ายก็ได้ยื่นไปข้างหน้า... และโล่กลมที่ได้ประกอบขึ้นมาจากแสงสีทอง... ก็ได้ปรากฏขึ้นมาในมือของเขา
ซึ่งนี่ก็ไม่ใช่... วิธีการของลูกบาศก์อัคคี... แต่คือสิ่งที่ได้ประกอบขึ้นมาจากปราณแห่งชีวิต
ในตอนนี้เขามีความสามารถที่มากมาย แต่ความสามารถที่ได้ใช้ในการต่อสู้จริงนั้นยังมีไม่มากดังนั้นนี่จึงเป็นโอกาสดีที่เขาจะได้ฝึกฝนความสามารถที่มีอยู่ทั้งหมดอย่างมีสติ
"พวกท่านบุกเข้ามาเลย... ส่วนข้าก็จะรับเอง"
คลาวน์พูดจบ... ก็ได้ก้าวไปข้างหน้า... และประกายแสงสีทอง... ก็ได้แผ่ขยายออกมาจากใต้เท้าของเขา
ทั้งโรงฝึก... และอาคารที่อยู่ใกล้ๆ นั้น... ก็ล้วนได้ถูกคลุมไว้ด้วยสีทองเล็กน้อย
และเมื่อแสงแดดได้สาดส่องลงมา... ก็ได้ส่องประกายระยิบระยับ
จากนั้น... เขาก็ได้โคจรพลังวิชาลมปราณกระดูกเถื่อน... และเงาแห่งมังกรก็ได้ควบแน่นขึ้นมา
นิคได้รู้สึกถึงความอบอุ่นที่ถาโถมเข้ามาเป็นระลอก... แล้วกล่าวอย่างประหลาดใจว่า "รู้สึกสบาย... นี่ไม่ควรจะเป็นผลจากวิชาลมปราณของสาวกลัทธินอกรีตอย่างนั้นหรอกหรือ??"
"แน่นอนว่าไม่ใช่... แต่มันเป็นความสามารถที่ได้ปลุกขึ้นมาในสายเลือดต่างหาก"
นี่คืออาณาเขตประกายทอง... ซึ่งสามารถที่จะกดดัน... และขับไล่กฎเกณฑ์แห่งการปนเปื้อนออกไปได้... และสำหรับคนปกติแล้ว... อาณาเขตนี้นั้น... กลับกันก็เหมือนกับท่าเรือที่ปลอดภัย... และถึงกับจะสามารถที่จะช่วยยกระดับสภาพของคนปกติได้อีกด้วย
เฟนนี่ได้ออกแรงเหยียบพื้น... และในแววตาของนางก็ได้มีความเคร่งขรึม
นางรู้สึกได้ถึงกฎเกณฑ์... ที่ราวกับเป็นดวงตะวันอันร้อนแรงที่อยู่กลางท้องฟ้า... ที่กำลังแผดเผามลทินอยู่
นางได้ยินมาว่าสิ่งมีชีวิตที่ทรงพลังจะสามารถถ่ายทอดความสามารถของตนเองลงในสายเลือดเพื่อให้ ลูกหลานสามารถปลุกพลังของบรรพบุรุษให้ตื่นขึ้นมาได้เองหากเงื่อนไขตรงตามที่กำหนด
และนางยังได้ยินมาอีกว่านี่คือสิ่งที่เหล่าทวยเทพสามารถทำได้โดยผู้ที่จะทำได้นั้นจะต้องบรรลุถึงระดับเหนือธรรมชาติขั้นที่เจ็ดหรือก็คือระดับทองคำเป็นอย่างน้อย
ในใจของเฟนนี่ได้ฉายแววที่อิจฉาออกมา... การที่มี 'ตระกูล' ที่ดีนั้น... ก็ช่างสำคัญจริงๆ
และหากคลาวน์ได้เข้าใจถึงความคิดของนางในตอนนี้นั้น... ก็คงจะต้องบอกกับอีกฝ่ายไปว่า 'ที่ข้ามีในวันนี้ได้นั้น... ก็ไม่เคยที่จะต้องพึ่งพาบรรพบุรุษเลย... และทั้งหมดก็เป็นเพราะความพยายามของตนเองทั้งสิ้น!'
นิคได้เหวี่ยงตุ้มหนาม... แล้วเคาะลงบนโล่... จนมีเสียงปังๆ... แล้วกล่าวว่า "ระวังตัวด้วย!"
เขาได้โคจรพลังศักดิ์สิทธิ์... และบนเกราะก็ได้สว่างขึ้นมาเป็นลายเมฆเปลวเพลิง... และในขณะเดียวกันก็ได้โยนโล่ออกไป... เพื่อที่จะได้ทุบไปยังเป้าหมาย
ส่วนเฟนนี่ก็ได้เคลื่อนที่อย่างรวดเร็ว... จากอีกทิศทางหนึ่ง... เพื่อประสานงานกับเขา...
ครึ่งชั่วโมงผ่านไป... นิคได้คลายมือออกอย่างหอบๆ
"ไม่เล่นแล้ว... ช่องว่างมันใหญ่เกินไป... ในระดับเงินตรา... จะแข็งแกร่งขนาดนี้เลยอย่างนั้นรึ?!"
ทั้งเขาและเฟนนี่ระดมการโจมตีอย่างเต็มพิกัดจนพลังศักดิ์สิทธิ์หมดลงอย่างรวดเร็ว ทว่านอกจากจะไม่สามารถทำลายการป้องกันของอีกฝ่ายได้แล้วพวกเขากลับหมดแรงไปก่อนจนกระทั่งมือที่จับโล่อยู่สั่นเทาไม่หยุด
คลาวน์ได้ยิ้มแล้วกล่าวว่า "ผู้เหนือธรรมชาติในขั้นที่สี่ตามปกตินั้น... แน่นอนว่าไม่แข็งแกร่งเท่ากับข้าหรอก"
ซึ่งคำพูดนี้นั้น... ก็จริงใจอย่างยิ่ง... เพราะในตอนนี้เขาได้เป็นผู้เหนือธรรมชาติในขั้นที่ห้าที่ไม่ปกติไปแล้ว
ในคำพูดของเขาได้เจือไปด้วยความรู้สึกที่ทอดถอนใจ... เพราะเขาและนิคเพิ่งที่จะได้รู้จักกัน... และอีกฝ่ายก็ได้เป็นบาทหลวงผู้ขับไล่ปีศาจในขั้นที่สองไปแล้ว... ส่วนเขาเองก็ยังเป็นเพียงแค่คนธรรมดาที่ยังไม่ได้ก้าวเข้าสู่ในระดับเหนือธรรมชาติเลย
แต่ในตอนนี้เพียงแค่สามถึงสี่ปีได้ผ่านไป... เขาก็ได้กลายเป็นผู้เหนือธรรมชาติในขั้นที่ห้าไปแล้ว... แต่อีกฝ่ายกลับเพิ่งที่จะได้บรรลุถึงในขั้นที่สามเท่านั้น
และเมื่อกาลเวลาได้ห่างไกลออกไป... ช่องว่างที่อยู่ระหว่างพวกเขานั้น... ก็จะยิ่งใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ
เขาได้หยุดไปครู่หนึ่ง... แล้วกล่าวว่า "วิชาลมปราณที่ได้ควบแน่นเงาแห่งมังกรขึ้นมานั้น... สามารถที่จะกดดันพลังของพวกท่านได้กี่ส่วนกัน?"
นิคได้นำโล่และตุ้มหนามที่อยู่ในมือ... โยนลงบนพื้น... และในดวงตาก็ได้เผยให้เห็นถึงความสงสัยออกมา
"ก็เกือบจะสองส่วนเลยทีเดียว... และการที่จะใช้พลังศักดิ์สิทธิ์ในการป้องกันนั้น... ก็ยังไม่ค่อยที่จะชัดเจนเท่าไหร่... แต่ในตอนที่ได้โจมตีนั้น... ก็รู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าการโจมตีได้ลดลงไปไม่น้อยเลย วิชาลมปราณของเหล่าสาวกลัทธินอกรีตนั้น... กลับเก่งกาจถึงขนาดนี้เลยอย่างนั้นรึ? หากศัตรูล้วนเป็นเช่นนี้แล้ว... ก็คงจะไม่ต้องสู้กันแล้ว... และให้รีบหนีไปเลย... เพราะคงสู้ไม่ได้"
เฟนนี่ได้เอียงศีรษะ... แล้วถามว่า"ในตอนที่ท่านสู้กับเหล่าสาวกลัทธินอกรีตท่านรู้สึกว่ามีกี่คนที่มีความสามารถเทียบเท่ากับท่านในตอนนี้?"
นางมองว่าในบรรดาบรรดาศัตรูนั้น มีเพียงไม่กี่คนที่มีความสามารถทัดเทียมกับคลาวน์ เนื่องจากอีกฝ่ายนั้นมีสายเลือดของบุตรแห่งเทพซึ่งทำให้เขาสามารถรับพลังจากสายเลือดได้โดยกำเนิด
คลาวน์ได้หวนระลึกอยู่ครู่หนึ่ง... แล้วยิ้ม
"ไม่ต้องกังวลไปหรอก... ศัตรูที่ข้าได้เจอมานั้น... ส่วนใหญ่ก็ได้บรรลุถึงในระดับขั้นที่สามแล้ว... และที่สามารถที่จะควบแน่นภาพลวงตาแห่งเลือดลมขึ้นมาได้นั้น... ก็มีเหล่าสาวกลัทธินอกรีตอยู่เพียงแค่คนเดียวเท่านั้น... ซึ่งเขาก็คือในระดับเงินตรา และอีกอย่าง... ข้าก็ได้ปะทะกับเหล่าสาวกลัทธินอกรีตในระดับเงินตราอีกสองคน... ซึ่งก็เป็นในอาชีพอัศวินเช่นกัน... แต่สองคนนี้นั้นก็ไม่ได้ควบแน่นภาพลวงตาแห่งเลือดลมขึ้นมาได้ และข้าก็เห็นว่า... การที่จะควบแน่นภาพลวงตาแห่งเลือดลมขึ้นมาได้นั้น... อย่างน้อยก็ต้องเป็นในระดับเงินตรา"
‘และก็ยังจะต้องเป็นในระดับเงินตราที่แข็งแกร่งอย่างยิ่งอีกด้วย’... ซึ่งเขาก็ได้แอบเสริมประโยคหนึ่งขึ้นมาในใจ