- หน้าแรก
- ข้าจะฟาร์มเวลในโลกคธูลูให้ดู !!
- ตอนที่ 210
ตอนที่ 210
ตอนที่ 210
บทที่ ๒๑๐ :
'ควบคุมเขตปกครองรึ? ข้านึกถึงประสบการณ์ของนิคที่เมืองซาคเลย?'
คลาวน์ไม่คิดว่าการควบคุมเขตปกครองเป็นเรื่องที่สบายนัก... เพราะที่เมืองซาคพวกเขาก็ใช้ชีวิตอย่างอัตคัด
ยกตัวอย่างเช่น ฟรานด์... ไม่ใช่แค่ต้องรวบรวมความเห็นจากคนในเมืองไรน์เท่านั้น... แต่ยังต้องไปติดต่อกับกลุ่มคนภายนอกอีกหลายฝ่าย... มีเรื่องเยอะแยะไปหมดที่เขาต้องเป็นคนตัดสินใจขั้นสุดท้าย
หลายเรื่องดูเหมือนจะง่าย... แต่การผลักดันจริงๆ กลับยุ่งยากกว่ามาก
ก่อนที่จะข้ามภพ... เขาเป็นเพียงโปรแกรมเมอร์ธรรมดาคนหนึ่ง... ตัวตนหลังจากที่ข้ามภพก็เป็นคนธรรมดา... การเป็นผู้นำของพื้นที่... เห็นได้ชัดว่าไม่เหมาะกับเขา... อย่างน้อยในตอนนี้ก็เป็นเช่นนั้น
ถ้าเป็นสังคมที่ไม่มีเวทมนตร์เหมือนโลกเก่า ก็อาจจะพอคุมพื้นที่นี้ได้ และเขาอยากพูดอะไรก็คงต้องลองดู แต่โลกนี้มันมีพลังวิเศษอยู่ด้วย อำนาจทุกอย่างมันขึ้นอยู่กับตัวบุคคล การเป็นแค่ผู้นำพื้นที่เล็ก ๆ เลยไม่ได้มีความหมายอะไรมากนัก
ยิ่งไปกว่านั้น... โลกก็ไม่สงบ... และยังมีอันตรายจากเทพมาร... เวลาที่เหลืออยู่ก็ควรจะฟาร์มค่าความชำนาญให้ดี... นี่คือเรื่องที่สำคัญที่สุด
ตอนนี้เขาแค่ต้องรักษาสถานะระดับสูงของศาสนจักรไว้ มีคนใหญ่คนโตให้พึ่งพิง และเป็นอัครมุขนายกที่ค่อนข้างว่างงานหน่อยก็ถือว่าดีแล้ว
เมื่อพลังของตนเองแข็งแกร่งเพียงพอ... ถึงจะสามารถอยู่รอดในโลกที่นับวันยิ่งอันตรายได้ดี
ความคิดในตอนนี้ของคลาวน์คือ... ตอนที่พลังของตนเองยังสามารถยกระดับได้อย่างรวดเร็ว... เขาจะพยายามอย่างที่สุดที่จะไม่กระจายพลังใจของตนเอง... คลาวน์ส่ายหน้ายิ้ม "ข้าไม่คิดว่าตนเองมีความสามารถที่จะควบคุมเขตปกครองได้... และอีกอย่าง... ข้าคิดจะนำพลังใจไปเร่งการยกระดับพลังของตนเองให้เร็วยิ่งขึ้น"
"อย่าเพิ่งรีบปฏิเสธ... การขยายพ้นที่ออกไปข้างนอกอีกครั้งเป็นสิ่งที่ต้องทำอย่างแน่นอน... ไม่ว่าเจ้าจะเต็มใจหรือไม่... ต่อไปก็ต้องเป็นผู้บัญชาการหลักที่ควบคุมเขตปกครองอยู่ดี"
ฟรานด์โบกมือ... เขากล่าวอย่างจริงจัง "แก่นคริสตัลที่เจ้าเก็บมา... ถ้าอยู่ในมือของเจ้าก็ไม่มีความหมายอะไรเลย แก่นคริสตัลแบบนี้ จะแสดงพลังที่แท้จริงออกมาก็ต่อเมื่อใช้เป็นแกนพลังงานของค่ายกลอาคมขนาดใหญ่เท่านั้น แต่ถ้าเจ้าขายมันไป... สิ่งที่เจ้าได้มาก็เป็นแค่ทรัพยากรชุดหนึ่ง... ทรัพยากรที่สามารถใช้เหรียญวิญญาณซื้อได้ และนำไปใช้ในการสร้างเขตคุ้มภัยแห่งใหม่... ซึ่งจะทำให้เจ้ามีอุตสาหกรรมเป็นของตัวเองได้ในที่สุด"
อัครมุขนายกกดเสียงต่ำ... เล่านโยบายของศาสนจักรในอนาคตหนึ่งรอบ
การวางแผนของเขตปกครองเมืองไรน์คือการใช้ตัวเมืองปัจจุบันเป็นแกนกลาง... จะขยายออกไปสี่ทิศแปดทาง... และสร้างเขตคุ้มภัยขนาดกลางและเล็กขึ้นมาทีละแห่ง
ไม่เพียงแค่ศาสนจักรเท่านั้น... สภาเทศบาลและสมาคมพี่น้องก็จะขยายตัวออกไปภายนอกเช่นกัน... โดยการสร้างเขตคุ้มภัยที่กองกำลังของตนเป็นผู้นำ... เพื่อบุกเบิกดินแดนแห่งการอยู่รอดใหม่ขึ้นมาอีกครั้ง
ฟรานด์หยุดไปครู่หนึ่ง... ให้เวลาคลาวน์ได้ย่อย... และกล่าวต่อไป "เจ้ามีแก่นคริสตัลพลังงานหลักคุณภาพสูง... เช่นนั้นโดยธรรมชาติก็จะสามารถได้รับอำนาจในการปกครองเขตปกครองใหม่... หากเจ้าไม่เต็มใจที่จะจัดการกิจการที่ยุ่งยาก... ก็สามารถหาตัวแทนมาจัดการแนได้ หลังจากที่สร้างเขตคุ้มภัยแล้ว... ผลประโยชน์ที่เหลือจากที่ต้องส่งให้ศาสนจักร ก็จะเป็นของคณะผู้บริหารหลักของแต่ละเขตปกครอง และ ผลประโยชน์เหล่านี้... ก็ควรจะตกถึงมือคนของตัวเองให้มากที่สุด"
คลาวน์เข้าใจความหมายที่อัครมุขนายกต้องการจะสื่อแล้ว... คือผลประโยชน์เหล่านี้ถ้าให้คนอื่นก็คือให้ไปเลย... แต่แน่นอนว่าต้องให้คนของตัวเองได้ไปถึงจะถูก
เขาคิดอยู่ครู่หนึ่ง... แล้วถาม "เช่นนั้นข้าจะอุทิศแก่นคริสตัลให้แก่ศาสนจักร... ผลประโยชน์ที่สามารถได้รับโดยตรงคืออะไร?"
นกร้อยตัวในป่า... ไม่สู้เท่ากับนกหนึ่งตัวในมือ... ที่อัครมุขนายกพูดล้วนเป็นเรื่องหลังจากที่สร้างเขตคุ้มภัยแล้ว... ถ้าจะพูดแบบหน้าเกลียด... เรียกว่าวาดฝัน
ชาติก่อนตอนที่ออกจากรั้วมหาวิทยาลัยและได้งาน... เจ้านายนั่นก็เก่งในการวาดฝัน... ตนเองในวัยหนุ่มก็ยังจะไปเชื่อ... และคิดว่าหากตามเจ้านายทำงานให้ดี... จะสามารถบรรลุถึงอิสรภาพทางการเงินได้
แต่ก็เท่านั้นแหละ... บริษัทถูกทำให้เจ๊ง... สัญญาประกันสังคมก็ยังทำไม่ได้... แถมยังค้างเงินเดือนเขาอีกสองเดือน... จึงต้องไปฟ้องร้องถึงจะได้คืน
ฟรานด์คิดอยู่ครู่หนึ่ง "ข้าจะช่วยเจ้าต่อรองให้ได้สามจุดในการประชุม อย่างแรก... เจ้าจะได้รับเหรียญวิญญาณหรือทรัพยากรอื่นก้อนหนึ่งโดยตรง... หากเปลี่ยนเป็นเหรียญวิญญาณสีทอง... ก็จะได้ประมาณสองพันห้าร้อยเหรียญวิญญาณสีทอง ตอนนี้ความเข้มข้นของพลังงานลี้ลับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง... จะมีผู้เหนือธรรมชาติขั้นที่สองเลื่อนขั้นสู่ขั้นที่สามมากขึ้นเรื่อยๆ... ข้าแนะนำให้เจ้าซื้อมิธริลจากคลังลับกักตุนไว้... ต่อไปราคาของวัสดุหลักในการเลื่อนขั้นสู่ระดับเงินตรานี้จะยิ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ อย่างที่สอง... หลังจากที่ปูค่ายกลอาคมของเขตคุ้มภัยแล้ว... จะต้องอพยพประชากรอย่างแน่นอน... พวกเราจะกำหนดที่ดินผืนหนึ่งในพื้นที่ของค่ายกลอาคมให้เจ้าครอบครองโดยสมบูรณ์ มีขนาดเท่ากับครึ่งหนึ่งของย่านถนนโรส ต่อไปเจ้าจะต้องสร้างครอบครัวอย่างแน่นอน อสังหาริมทรัพย์แบบนี้เหมาะมากที่จะใช้เป็นรากฐานของตระกูล และ หากเจ้ามีอุตสาหกรรมในเขตปกครอง ภายในสิบปีศาสนจักรจะไม่เก็บภาษีใด ๆ เลย"
...
ยามพลบค่ำ... ณ ถนนเบเกอร์ หมายเลข 36
ห้องใต้ดินสว่างไสว... ห่างจากคืนวันเพ็ญสิบวันแล้ว... คลาวน์ฟาร์มอย่างต่อเนื่อง... ในที่สุดก็หลอมกลั่นจันทราภาที่เพียงพอที่จะควบแน่นอัสนีไท่อิน
หยกเย็นที่เมลิซซ่าให้มา... ถูกผ่าเป็นยันต์หยกห้าชิ้น... มีสามชิ้นคุณภาพไม่ดีพอ... เหลือใช้ได้แค่สองชิ้น... ส่วนเศษที่เหลือถูกนำไปทำเป็นชามหยกขาวขนาดเท่าลูกปิงปอง
ในบรรดาหยกเย็นสองชิ้นนี้... มีชิ้นหนึ่งที่คุณภาพเลิศเลอ... ไม่มีแม้แต่รอยด่าง... สามารถทำเป็นอัสนีไท่อินที่เก็บรักษาได้นานและสามารถใช้ซ้ำได้หลายครั้ง
เนื่องจากกลัวว่าการวาดอักขระยันต์จะล้มเหลว... และสิ้นเปลืองจันทราภา... เสองสามวันนี้ขาได้วาดอักขระยันต์ประกายทองและยันต์ชำระจิตจำนวนมาก... เพื่อฟาร์มทักษะการวาดอักขระยันต์ให้ถึงขั้นที่สาม
【ศาสตร์การวาดอักขระยันต์: 257/10000; ขั้นที่สาม】 (ในอกมีมังกรเสือ... ปลายพู่กันสะเทือนภูตผี... คุณสมบัติพิเศษ: หทัยแห่งยันต์... สมาธิเพิ่มขึ้นสองเท่า... เพิ่มอัตราความสำเร็จในการวาดอักขระยันต์... เพิ่มผลของอักขระยันต์ 5%)
ไม่เพียงเท่านั้น... เขาใช้น้ำฝึกฝนการเขียนอักขระยันต์อัสนีไท่อินจำนวนมาก... เมื่อชำนาญอย่างยิ่งแล้วและไม่ผิดพลาดอีก... เขาก็ใช้น้ำค้างจันทราและกระดาษยันต์ฝึกวาดอัสนีไท่อินต่อ
อัสนีไท่อินในรูปแบบที่ด้อยกว่านี้ นอกจากจะสร้างความเสียหายแบบน้ำแข็งแล้ว ยังโจมตีทางจิตวิญญาณได้อีกด้วย
เขาได้ไปทดลองในป่าเขาด้วยตัวเองแล้ว... อสูรเวทกลายพันธุ์ระดับสองตัวหนึ่ง หลังจากโดนโจมตีไปไม่กี่ครั้ง... ความเสียหายทางกายภาพไม่ถึงตาย... แต่จิตวิญญาณกลับถูกแช่แข็งจนตายอย่างสงบ
ตอนนี้... คือเวลาที่จะวาดอัสนีไท่อินที่แท้จริง... เพื่อการนี้เขาจงใจใช้ขนปลายหางของจิ้งจอกหิมะมาผลิตพู่กันยันต์ระดับสูง... เมื่อใช้พู่กันนี้วาดอักขระยันต์ชำระจิตและอัสนีไท่อินจะยิ่งกลมกลืนและคล่องมืออย่างยิ่ง
แม้ว่าจะใช้น้ำค้างจันทราเป็นหมึกยันต์... แต่กระดาษยันต์ธรรมดาก็ยังคงไม่สามารถทนรับอานุภาพของอัสนีไท่อินได้
สองถึงสามวันต่อมา... กระดาษยันต์ก็ไม่สามารถกักเก็บพลังวิญญาณของอักขระยันต์ได้... อัสนีไท่อินก็จะสลายไปอย่างรวดเร็ว
คลาวน์นำหยกเย็นวางไว้บนโต๊ะทดลอง... แล้วหลับตา... ค่อยๆ ปรับลมหายใจ... เขารู้สึกตึงเครียดเล็กน้อย
การหลอมกลั่นแก่นสุริยันจันทราสิ้นเปลืองเวลาอย่างยิ่ง... หากล้มเหลว... จะสิ้นเปลืองเวลาของเขาไปมาก... และอีกอย่างคือในมือของเขาไม่มีหยกเย็นอีกแล้ว
หลังจากที่หายใจเข้าลึกๆ สองครั้ง... สภาพจิตใจของเขาก็ผ่อนคลายลงเล็กน้อย...
จากนั้นเขาก็ปลดปล่อยมนตราชำระจิต... ดึงสภาพของตนเองให้ถึงขีดสุด
ปลายนิ้วของเขาสัมผัสชามหยกขาว... หยาดน้ำค้างสีเงินหยดแล้วหยดเล่าไหลไปตามผนังด้านในของชาม
ในชามพลันเกิดไอหมอกที่คละคลุ้ง... ตอนนี้เขารู้สึกเหมือนตัวเองกำลังยืนอยู่หน้าตู้เย็นที่เปิดอ้าในหน้าร้อนจัด ๆ... ความเย็นสบายพัดปะทะใบหน้า
เขาไม่รอช้า หยิบพู่กันยันต์และยันต์หยกที่คุณภาพด้อยกว่าออกมาทันที
ปลายพู่กันจุ่มจันทราภา... เขาก็รีบสะบัดพู่กันลงบนยันต์หยก
ตอนแรก... จันทราภาราวกับปรอทลอยอยู่บนผิวยันต์หยก... แต่เมื่อเขาเขียนเส้นสุดท้ายเสร็จ... จันทราภาบนพู่กันก็ตกลงบนหยกทั้งหมด
ลวดลายอักขระยันต์บนยันต์หยกราวกับกลายเป็นไฟฉาย... แผ่รังสีแสงสีเงินออกมาเป็นสายๆ
จากนั้น... อักขระยันต์ที่ลอยอยู่บนผิวยันต์หยกก็ค่อยๆ จมหายเข้าไปในยันต์หยก... แสงสีเงินในห้องก็หายไป... กลับคืนสู่ความสว่างปกติ
คลาวน์เห็นว่า... อักขระยันต์ราวกับงอกขึ้นมาเองในยันต์หยก... จันทราภาข้างในราวกับยังคงไหลเวียนอย่างช้าๆ
เมื่อเขายื่นมือหยิบยันต์หยก... ก็รู้สึกเย็นวาบ
การวาดอัสนีไท่อินครั้งแรกก็สำเร็จ... สิ่งนี้ให้ความมั่นใจแก่คลาวน์มากขึ้น... เขารีบทำต่อเนื่องทันที... และเริ่มวาดอีกชิ้น
มือของเขามั่นคงราวกับเครื่องจักร... ไม่สั่นแม้แต่น้อย... อัสนีไท่อินอีกแผ่นหนึ่งก็วาดสำเร็จ... จันทราภาใช้หมดพอดี... ไม่มากไม่น้อย
เหะๆ... ข้าไม่ใช่ไก่อ่อนที่เพิ่งจะเริ่มฝึกวาดอักขระยันต์แล้ว
เมื่อเทคนิคสามารถวัดได้ด้วยค่าความชำนาญ... การเติบโตของเขาก็ไม่ถูกจำกัดด้วยพรสวรรค์อีกต่อไป
ขอเพียงทักษะสามารถเข้าสู่ขั้นปฐมบทได้... เขาก็จะสามารถเล่นทักษะนี้ถึงระดับสูงสุดได้
คลาวน์ยิ้มอย่างได้ใจ... เขาเก็บอัสนีไท่อินทั้งสองแผ่นอย่างทะนุถนอม... วางไว้แนบกาย
เมื่อรู้สึกถึงความเย็นจางๆ ที่ส่งมาจากหน้าอก... เขาก็รู้สึกสบายใจยิ่งนัก
คนเลี้ยงหยก... หยกเลี้ยงคน... คำพูดนี้สำหรับอักขระยันต์ที่ใช้หินหยกเป็นสื่อกลางก็ใช้ได้เช่นกัน
มีอัสนีไท่อินแล้ว... ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ถึงจะสามารถเรียนรู้อัสนีสุริยันได้
เขานั่งลงบนเก้าอี้พักผ่อนครู่หนึ่ง... ในใจเกิดความปรารถนาอันไม่มีที่สิ้นสุด
ห้านาทีต่อมา... จิตสำนึกของเขาก็กลับคืนมา
เขาเก็บกวาดโต๊ะทดลอง... คลาวน์ก็เริ่มคัดลอกตำรับของโอสถเพลิงหลอมเหลว... จากนั้นเขาก็ใช้ความรู้ด้านสมุนไพรศาสตร์ที่แข็งแกร่งของตัวเอง วิเคราะห์จุดยากของขั้นตอนในตำรับ... และวางแผนรับมือ
เตรียมพร้อมไว้ดีกว่าแก้... เราไม่สามารถหวังพึ่งการแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้าได้ทุกเรื่องหรอก
มนตราประกายทองคือทักษะพื้นฐานของเขา... ทักษะนี้สามารถเสริมสร้างร่างกายและจิตใจได้อย่างรอบด้าน... แต่วิธีที่เร็วที่สุดในการยกระดับชั้นเหนือธรรมชาติคือการฝึกวิชาลมปราณ
วิชาลมปราณยังสามารถยกระดับพลังต่อสู้ได้เร็วยิ่งขึ้น... ดังนั้นจึงต้องปรุงยาเสริม... เขาคิดจะรีบดูว่าสิ่งที่เรียกว่า "วิญญาณแห่งเงินตรา" ตกลงแล้วมันเป็นสภาพแบบไหนกันแน่
สองวันก่อน... การปรุงยาพลังอัคคีไม่สามารถเพิ่มค่าความชำนาญให้แก่เขาได้อีกต่อไป... และตอนนี้ถึงเวลาที่จะปรุงยาขั้นที่สามแล้ว
คลาวน์จำลองขั้นตอนทั้งหมดในสมองสองรอบ... เขาก็รีบจัดการสมุนไพรเสริมต่างๆ ให้เรียบร้อย... ที่ควรจะอบแห้งก็อบแห้ง... ที่ควรจะสกัดก็สกัด
นี่สำหรับคนที่มีความเชี่ยวชาญด้านสมุนไพรระดับสี่แล้ว... ถือว่าคุ้นเคยเป็นอย่างดี... แม้ว่าสมุนไพรหลายชนิดเขาเพิ่งจะเคยเจอและจัดการเป็นครั้งแรก... แต่กลับดูเหมือนคนเก่าคนแก่ที่มีประสบการณ์มาก... สามารถจัดการทุกอย่างได้อย่างสมบูรณ์แบบด้วยท่าทางที่คล่องแคล่วและเตรียมพร้อม
สุดท้าย... เขาหยิบเห็ดอัคคี... สกัดแก่นแท้ของสมุนไพร
นี่คือวัสดุหลักของโอสถเพลิงหลอมเหลว... สรรพคุณทางยารุนแรง... เขาคาดว่าความยากในการปรุงโอสถเพลิงหลอมเหลวส่วนใหญ่อยู่ที่การผสมผสานยาอื่นเข้ากับแก่นแท้ของเห็ดอัคคีให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น
หลังจากที่เตรียมพร้อมทุกอย่างแล้ว... คลาวน์ก็เริ่มปรุงอย่างเป็นทางการ...
"ปัง"
สารละลายในขวดคอโค้งเดือดแล้วระเบิดออกมา... การปรุงครั้งแรกล้มเหลว
จากประสบการณ์ของเขา... เขาคิดว่าที่ยาออกมาไม่ดี อาจเป็นเพราะใส่น้ำดอกไม้วิญญาณน้ำแข็งที่ช่วยปรับฤทธิ์ยาเข้าไปน้อยเกินไป
ความเข้มข้นของพลังงานลี้ลับในโลกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง... สัดส่วนของสมุนไพรต้องปรับเปลี่ยนตามความสามารถส่วนบุคคลของนักปรุงยา... ไม่สามารถทำตามสัดส่วนในตำรับอย่างเคร่งครัดได้
ครั้งที่สองก็ล้มเหลว... แต่ครั้งที่สามสำเร็จ
ยาเดือดพล่านอยู่ในขวดคอโค้ง... ราวกับลาวาใต้ดิน... ดมแล้วมีความรู้สึกร้อนระอุแทรกเข้าสู่โพรงจมูก
เขาพยายามต่อไปเรื่อย ๆ... ครั้งที่สี่ล้มเหลว... แต่ครั้งที่ห้าก็สำเร็จในที่สุด