- หน้าแรก
- ข้าจะทำสวนจนเป็นเซียน
- บทที่ 90 - วิชากาอัคคีแปรสายรุ้ง
บทที่ 90 - วิชากาอัคคีแปรสายรุ้ง
บทที่ 90 - วิชากาอัคคีแปรสายรุ้ง
บทที่ 90 - วิชากาอัคคีแปรสายรุ้ง
หลังจากที่คนทั้งสามทักทายปราศรัยกันแล้ว เฉินอันก็ชงชาปราณชั้นเลิศหนึ่งกา
กลิ่นชาหอมอบอวล ช่วยให้จิตใจสงบมีสมาธิ
ทว่าหานไจ๋จี๋ดื่มไปเพียงไม่กี่ถ้วย สีหน้าก็ยิ่งปรากฏความไม่สบอารมณ์มากขึ้น ผ่านไปไม่นาน เขาก็ลุกขึ้นยืนขอตัวลาทันที "สหายเต๋าเฉิน ข้ายังมีภารกิจติดตัว คงอยู่เสียนานไม่ได้แล้ว"
เฉินอันถึงกับพูดไม่ออก เขามองออกว่าคำพูดของอีกฝ่ายเป็นเพียงข้ออ้าง แต่ก็ไม่ได้รั้งไว้ "ในเมื่อสหายเต๋ามีธุระรัดตัว ข้าผู้น้อยก็ไม่ขอรั้งท่านไว้ เชิญท่านไปจัดการธุระเถิด"
เขายังพูดไม่ทันจบ หานไจ๋จี๋ก็เหินร่างจากยอดเขาเมฆหมอกไปแล้ว ทิ้งไว้เพียงเซียนฟงเย่ที่ยังคงยืนอยู่ที่เดิม
"ศิษย์พี่หานไม่ชอบคบค้าสมาคมกับผู้บำเพ็ญเพียรสายตระกูลมาแต่ไหนแต่ไร หากมีสิ่งใดล่วงเกิน ก็ขอสหายเต๋าเฉินโปรดอภัยด้วย" เซียนฟงเย่กล่าวด้วยรอยยิ้มกระอักกระอ่วน พลางย่อกายคารวะเล็กน้อย เอ่ยคำลา แล้วเหยียบใบไม้แดงเหินจากไปอย่างแผ่วเบา
เฉินอันมองทิศทางที่คนทั้งสองจากไป มุมปากยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย
เขาเข้าใจดีว่า คนทั้งสองต้องมารับหน้าที่ประจำการอยู่ทางใต้ของภูเขาเมฆหมอกก็เพราะเรื่องของเขา การที่จะมีอารมณ์ขุ่นเคืองบ้างก็นับเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล
ทว่าเฉินอันไม่ได้เก็บเรื่องนี้มาใส่ใจ ขอเพียงแค่พวกเขาสามารถรักษาแนวป้องกันไว้ได้ เรื่องจุกจิกเช่นนี้เขากลับไม่สนใจ
เขาร่อนร่างลงจากยอดเขา หยิบพืชปราณที่เซียนฟงเย่มอบให้มาวางไว้ตรงหน้า
ล้วนเป็นพืชปราณระดับสองทั่วๆ ไป อายุส่วนใหญ่อยู่ที่ระหว่างห้าถึงเก้าปี แม้จะไม่นับว่าล้ำค่ามากนัก แต่ก็เพียงพอที่จะชดเชยกับมูลค่าของผลปราณสวรรค์แล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น พืชปราณส่วนใหญ่ยังคงแผ่ไอพลังปราณจางๆ ออกมา ดูท่าคงถูกเก็บรักษาไว้อย่างดี สรรพคุณยายังไม่สูญหายไปเลยแม้แต่น้อย
แต่การจะใช้พืชปราณระดับสองเพื่อเร่งอายุพืชปราณระดับสามนั้น มันต่างกันถึงหนึ่งระดับใหญ่ ไม่ใช่แค่การนำอายุมาบวกกันง่ายๆ
เฉินอันคำนวณอย่างละเอียด พบว่ามันยังไม่เพียงพอที่จะเร่งอายุหญ้าอีกาทองคำให้ถึงเก้าสิบปีได้ ยังขาดอยู่อีกเล็กน้อย
ด้วยเหตุนี้ เฉินอันจึงพักเรื่องนี้ไว้ชั่วคราว เขากลับเข้าถ้ำพำนัก บำเพ็ญเพียรอย่างขมักเขม้นต่อไป
รอให้พืชปราณในไร่เติบโตอีกสักระยะ ค่อยมาเร่งอายุพวกมันอีกครั้ง
หนึ่งปีต่อมา
นิกายอสูรทมิฬ
ลึกลงไปในถ้ำใต้ดิน ร่างทั้งห้าที่แผ่ไอทมิฬเย็นเยียบไปทั่วร่าง กำลังยืนอยู่เบื้องหน้าต้วนเทียนหยา
ส่วนผู้พิทักษ์ขวาที่ปกติเคยยืนอยู่ข้างกายเขา บัดนี้กลับยืนอยู่รอบนอกร่วมกับผู้บำเพ็ญมารระดับสร้างฐานคนอื่นๆ แม้จะยืนอยู่แถวหน้าสุด แต่เมื่อเทียบกับคนทั้งห้าแล้ว ฐานะของเขากลับดูต่ำต้อยกว่าอย่างเห็นได้ชัด
ต้วนเทียนหยามองดูพลังบำเพ็ญเพียรระดับสร้างฐานขั้นสมบูรณ์ของคนทั้งห้า ก็หัวเราะออกมาอย่างพึงพอใจ "ดี ข้าทุ่มทรัพยากรไปมากมายกับพวกเจ้าทั้งห้า ในที่สุดก็ไม่ทำให้ข้าผิดหวัง รอให้ข้ารวบรวมกำลังคนให้พร้อมเสียก่อน พวกเจ้าก็จงตามข้าไปบุกนิกายเมฆาครามด้วยกัน"
"ข้าจะใช้พลังบำเพ็ญเพียรของผู้บรรลุชิงซาน มาทำให้นิกายอสูรทมิฬของเรามีผู้บำเพ็ญเพียรระดับก่อแก่นเพิ่มขึ้นอีกคน จากนั้นค่อยร่วมมือกันทำลายนิกายสุริยันทอง อีกไม่นาน นิกายอสูรทมิฬของเราจะต้องเกรียงไกรสะท้านเทือกเขาเฮยเฟิง"
เมื่อห้าอสูรน้อยได้ยินเช่นนั้น เลือดลมในกายก็พลันพลุ่งพล่าน พวกเขาบำเพ็ญเพียรอย่างหนักทั้งวันทั้งคืน ไม่ใช่ก็เพื่อระดับก่อแก่นหรอกหรือ
ไม่ใช่แค่พวกเขาเท่านั้น แม้แต่ผู้พิทักษ์ขวาและคนอื่นๆ ที่อยู่ด้านหลังก็ยังรู้สึกสะท้านใจ
ครั้งที่แล้วบุกโจมตีนิกายเมฆาครามไม่สำเร็จ ครั้งนี้ได้ห้าอสูรน้อยที่พลังฝีมือแข็งแกร่งขึ้นอย่างมากเข้าร่วม แถมยังมีท่านประมุขลงมือด้วยตนเองอีก รับรองว่าจะต้องสำเร็จในคราเดียว
ผู้พิทักษ์ขวากำลังจะก้าวออกไปกล่าวคำเยินยอสองสามประโยค ก็พลันเห็นสีหน้าของต้วนเทียนหยาเปลี่ยนไป เขารีบโบกมือ "พวกเจ้าถอยออกไปก่อน"
แม้จะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่พวกเขาก็ไม่กล้ากล่าวอะไรมาก ต่างพากันขอตัวถอยออกไป
รอจนทุกคนจากไปแล้ว ต้วนเทียนหยา ประมุขนิกายอสูรทมิฬ จึงหยิบยันต์หยกโลหิตชิ้นหนึ่งออกมา สีหน้าที่เคยเคร่งขรึมเมื่อครู่พลันเปลี่ยนเป็นประจบสอพลอในบัดดล
ยันต์หยกสาดแสงเจิดจ้า รวมตัวกันในถ้ำใต้ดิน ค่อยๆ ก่อเกิดเป็นร่างเงาของบุรุษวัยกลางคนผู้หนึ่ง
"ต้วนเทียนหยา"
ประมุขนิกายอสูรทมิฬเมื่อได้ยินอีกฝ่ายเรียกชื่อตน ร่างก็พลันสั่นสะท้าน เขารีบก้าวเข้าไปคำนับ ก้มหน้าสงบเสงี่ยมกล่าว "ท่านผู้เฒ่าหลวี่ สายลมอันใดหอบท่านมาถึงที่นี่"
ผู้เฒ่าหลวี่ผู้นี้คือผู้เฒ่าระดับแก่นทองชั้นที่เก้าแห่งนิกายมารระดับวิญญาณแรกกำเนิด มีฐานะสูงส่งกว่าตัวเขาที่เป็นเพียงผู้บำเพ็ญมารระดับก่อแก่นขั้นต้นอยู่หลายส่วน
ผู้เฒ่าหลวี่ในร่างเงานั้นแค่นเสียงเย็นชา "ข้าให้เจ้าไปบุกนิกายเมฆาคราม แต่กลับพ่ายแพ้ยับเยินกลับมา แล้วข้าจะไม่มาดูได้อย่างไร"
"หากทำให้แผนการใหญ่ของท่านบรรพชนที่จะบุกโจมตีวังอัคคีลาศต้องล่าช้าไป ระวังหัวของเจ้าจะไม่เหลืออยู่บนบ่า"
ใบหน้าของต้วนเทียนหยาซีดขาว เขารีบเช็ดเหงื่อเย็นบนหน้าผาก กล่าวว่า "ท่าน...ท่านผู้เฒ่าหลวี่โปรดอย่ากังวล ให้...ให้เวลาข้าอีกสักหน่อย รอให้ข้าเตรียมการให้พร้อม ข้าจะต้องบุกเข้านิกายเมฆาคราม ตัดหัวไอ้หนูชิงซานนั่นมาพบท่านให้จงได้"
"หึ หวังว่าจะเป็นเช่นนั้น นิกายฉางเหอที่อยู่ทางเหนือสุดของหกแดนบูรพาสุดขั้วก็ถูกพวกเรายึดได้แล้ว แม้เส้นทางสายของเจ้าจะไม่สำคัญนัก แต่ก็จำเป็นต้องใช้เพื่อดึงความสนใจของวังอัคคีลาศ ยังไงก็รีบเร่งมือเข้าหน่อยเถอะ มิฉะนั้น ต่อให้เป็นข้า ก็คงจะคุ้มครองเจ้าไว้ไม่ได้"
กล่าวจบ ร่างแสงนั้นก็สลายไปราวกับกลุ่มควัน หายไปอย่างไร้ร่องรอย
ต้วนเทียนหยายังคงยืนอยู่ในท่าก้มคารวะ รอจนเห็นว่ายันต์หยกนั้นไม่ส่องแสงใดๆ อีก จึงค่อยผ่อนคลายลง ทรุดกายนั่งลงบนเก้าอี้ราวกับกองโคลน
นิกายทมิฬสุดขั้ว
นั่นมันนิกายมารที่มีบรรพชนระดับวิญญาณแรกกำเนิดคุมอยู่
และระหว่างพวกเขากับหกแดนบูรพาสุดขั้ว ก็มีเทือกเขาเฮยเฟิงขวางกั้นอยู่ มีเพียงเส้นทางทิศเหนือเท่านั้นที่เป็นทางราบ ส่วนเขาเฮยเฟิงที่อยู่ข้างนิกายอสูรทมิฬเป็นเพียงเทือกเขาสาขาของเทือกเขาเฮยเฟิงเท่านั้น สัตว์อสูรที่แข็งแกร่งที่สุดในนั้นก็มีเพียงระดับสอง ความยากในการข้ามผ่านจึงน้อยกว่ามาก
อีกฝ่ายจึงได้มาหาเขาถึงที่ สั่งให้ต้วนเทียนหยาไปบุกโจมตีนิกายเมฆาคราม เพื่อดึงกำลังของหกแดนบูรพาสุดขั้ว
ตอนที่ผู้เฒ่าหลวี่แห่งนิกายทมิฬสุดขั้วมาหาเขา พูดถึงเรื่องการบุกโจมตีนิกายเมฆาครามนั้น เดิมทีในใจเขาก็ปฏิเสธอยู่แล้ว พลังฝีมือของเขากับผู้บรรลุชิงซานนั้นสูสีกัน หากสู้กันจริงๆ ผลแพ้ชนะยังยากจะคาดเดา
แต่ก็จนปัญญาที่อีกฝ่ายใช้อำนาจบาตรใหญ่ แถมยังให้ข้อเสนอที่มากเกินไป เขาก็เลยต้องจำใจตอบตกลง
ผู้เฒ่าหลวี่ยังให้สัญญากับเขาอีกว่า หากตีแคว้นเมฆาครามได้ ดินแดนทั้งหมดในนี้จะยกให้เขาปกครอง
นี่มันโชคลาภก้อนโตชัดๆ
ต้วนเทียนหยารีบเรียกผู้พิทักษ์ขวามา ออกคำสั่งทันที "รวบรวมกำลังคนโดยด่วน ครั้งนี้จะต้องยึดนิกายเมฆาครามให้จงได้"
เฉินอันยังคงบำเพ็ญเพียรอย่างขมักเขม้นในถ้ำพำนัก ไม่เคยขาดตกบกพร่อง
เมื่อเวลาผ่านไป ยาแก่นหยวนทีละเม็ดค่อยๆ ถูกหลอมรวม พลังบำเพ็ญเพียรของเขาค่อยๆ ก้าวหน้าไปสู่ระดับสร้างฐานขั้นปลายอย่างช้าๆ
เพียงแต่เวลาที่เหลืออยู่ให้เขานั้นไม่มากพอ การทะลวงจากระดับสร้างฐานชั้นที่หกไปยังชั้นที่เจ็ด ด้วยความเร็วในปัจจุบัน อย่างน้อยก็ต้องใช้เวลาเจ็ดปี
ผู้บำเพ็ญมารย่อมไม่ปล่อยให้เขามีเวลามากมายขนาดนั้นเพื่อบำเพ็ญเพียรแน่
ยิ่งไปกว่านั้น สองสามวันมานี้เขาสังเกตเห็น ร่างของผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างฐานหลายสายบินผ่านไปทางทิศใต้จากบริเวณภูเขาเมฆหมอก เมื่อดูจากทิศทางแล้ว เห็นได้ชัดว่ามุ่งหน้าไปยังทิศทางที่ศิษย์นิกายเมฆาครามประจำการอยู่ทางทิศใต้
ไม่ต้องเดา ก็รู้ว่าผู้บำเพ็ญมารทางทิศใต้ต้องมีความเคลื่อนไหวอีกครั้งแล้ว นี่หมายความว่าเวลาที่เหลืออยู่ให้เขาก็น้อยลงทุกที
เฉินอันรีบเรียกเฉินเฟิงซั่วและเฉินโหย่วเลี่ยงมา เขามอบยันต์เหินให้พวกเขาบางส่วน ให้ไปสืบข่าวความเคลื่อนไหวของทั้งสองฝ่ายทางทิศใต้
หากมีสิ่งใดผิดปกติ ให้รีบกลับมารายงานทันที
หลังจากนั้น เฉินอันก็มุ่งหน้าไปยังไร่ปราณ ดูแลพืชปราณของเขา
พืชปราณในไร่ หลังจากผ่านการเติบโตมานานกว่าหนึ่งปี อายุของพวกมันก็เพิ่มขึ้นอีกครั้ง
ไร่ปราณระดับสองที่อยู่รอบนอกยังคงเติบโตเป็นปกติ แต่พืชปราณระดับสองที่อยู่ในไร่ปราณระดับสามนั้น ด้วยอานิสงส์ของดินที่อุดมสมบูรณ์เป็นพิเศษ ทำให้อายุของพวกมันเพิ่มขึ้นเกือบสองปี ตอนนี้ก็ใกล้จะโตเต็มที่แล้ว
พืชปราณระดับสองจำนวนมากขนาดนี้ บวกกับหญ้าอีกาทองคำอายุหกสิบปีที่อยู่ในมือ ก็น่าจะเพียงพอที่จะเร่งอายุให้ได้ต้นที่อายุเก้าสิบปีอีกหนึ่งต้น
ตามประสบการณ์ที่ผ่านมา พืชปราณที่เก็บเกี่ยวได้ในปีที่สาม มักจะมีมูลค่าสูงสุดเสมอ ไม่แน่ว่าเขาอาจจะได้รับเคล็ดวิชาที่ใช้รักษาชีวิตที่เพียงพอก็เป็นได้
เฉินอันไม่ลังเลแม้แต่น้อย เขาก้าวเข้าไป หยิบหญ้าอีกาทองคำอายุหกสิบปีออกมา
โคจรเคล็ดวิชาชิงปราณ สกัดแก่นแท้ทั้งหมดในนั้นออกมาจนเหือดแห้ง ควบแน่นจนกลายเป็นกลุ่มแก่นแท้พฤกษาอายุหกสิบปี
จากนั้นเขาก็ควบคุมมันให้รดลงไปบนต้นกล้าหญ้าอีกาทองคำขนาดเท่านิ้วก้อยต้นหนึ่ง
ใช้เวลาไปหลายวัน พร้อมกับไอแก่นแท้สุริยันที่ลอยมาจากท้องฟ้าซึมซับเข้าไป ต้นกล้าก็พลันเติบโตอย่างรวดเร็ว พุ่งพรวดขึ้นสูง อายุของมันเพิ่มขึ้นถึงห้าสิบกว่าปีในพริบตา
เฉินอันรีบตีเหล็กตอนยังร้อน เขานำพืชปราณระดับสองในมือทั้งหมดหลายสิบต้น ยกเว้นเพียงผลปราณสวรรค์ นำมาใช้เร่งอายุทั้งหมด
เนื่องจากเป็นการเร่งอายุข้ามขั้นจากระดับสองไประดับสาม คุณภาพจึงยังไม่เพียงพอ เขาต้องสูญเสียพืชปราณระดับสองไปจำนวนมหาศาล จึงจะสามารถเร่งอายุของมันให้ถึงเก้าสิบปีได้อย่างเฉียดฉิว
เฉินอันมองดูต้นหญ้าสีทองที่สูงสามฉื่อ ส่องประกายเจิดจ้า เขาก้าวเข้าไปเด็ดมันออกมาอย่างอดใจไม่ไหว
[เก็บเกี่ยว 'หญ้าอีกาทองคำ' อายุเก้าสิบปี ได้รับอิทธิฤทธิ์ 'วิชากาอัคคีแปรสายรุ้ง' (ไม่สมบูรณ์)]
[จบแล้ว]