- หน้าแรก
- ลูกศิษย์ของข้าล้วนมีความลับเบื้องหลังที่ซ่อนเร้น
- บทที่ 37 นี่มันก็คือวิชาสะกัดจุดมิใช่รึ?
บทที่ 37 นี่มันก็คือวิชาสะกัดจุดมิใช่รึ?
บทที่ 37 นี่มันก็คือวิชาสะกัดจุดมิใช่รึ?
เมื่อได้ยินคำตอบของจี้ผิงเซิง หลี่เฉาเหอที่ถูกยั่วจนโทสะปะทุขึ้นก็คลุ้มคลั่งในทันที วิชาลับที่เพิ่งได้มาใหม่กลับไม่รีบเรียนรู้ในทันที เจ้ายังเป็นผู้ฝึกตนที่มีคุณสมบัติเหมาะสมอยู่หรือไม่!
นึกถึงตอนนั้น ตอนที่เขาเพิ่งจะเข้าร่วมหน่วยเพลิงชำระ วิชาลับเล่มแรกที่ได้มาเป็นเพียงระดับวิญญาณ แต่แค่วิชาลับระดับวิญญาณเล่มนั้นก็ทำให้เขาตื่นเต้นจนนอนไม่หลับ ไม่กินไม่ดื่มไม่หลับไม่นอน ทุ่มเทฝึกฝนอยู่หลายสิบชั่วยามจึงจะฝึกฝนวิชาลับจนเชี่ยวชาญ
ดรรชนีสกัดวิญญาณเขาก็เคยได้ยินมาบ้าง เป็นวิชาลับระดับต้นกำเนิดพิเศษที่ใช้งานได้เฉพาะทางอย่างยิ่ง ถึงแม้จะไม่มีประโยชน์ต่อเขา แต่ก็ไม่ได้ขัดขวางความคลุ้มคลั่งของเขา นั่นมันวิชาลับระดับต้นกำเนิดนะ!
ทุ่มเทฝึกฝนจนตับแทบแตกต่างหากคือทัศนคติที่ผู้ฝึกตนควรจะมี แต่เจ้ากลับยังไม่ได้ดูเลยแม้แต่แวบเดียวรึ?
สำนักใดมีเจ้าสำนักที่เหลวไหลเช่นนี้ ก็คงจะลำบากจนตายมิใช่รึ?
ประกายความหวังเส้นหนึ่งที่เพิ่งจะผุดขึ้นมาจากตัวของจี้ผิงเซิง ก็ถูกจี้ผิงเซิงตัดขาดไปอีกครั้ง เคราะห์ซ้ำกรรมซัด
ในช่องว่างที่หลี่เฉาเหอหันกลับไปจ้องมองเพียงแวบเดียวนั้น กลับถูกมารสวรรค์ฉวยโอกาสเข้าพอดี
"ระวัง!"
หลี่เฉาไห่เห็นมารสวรรค์ฉวยโอกาสที่หลี่เฉาเหอเผลอสติพุ่งเข้าโจมตี สีหน้าก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย ตะโกนเสียงดัง
"บัดซบ!"
เพียงชั่วพริบตาเดียว พอหลี่เฉาเหอหันกลับมา ทัศนวิสัยก็ถูกร่างของมารสวรรค์บดบังไปแล้ว อดไม่ได้ที่จะสบถออกมาคำหนึ่ง
มารสวรรค์พุ่งเข้าชนอย่างไม่ลดละ ไม่สนใจการโจมตีจากคนอื่นที่กระทำต่อตนเองเลยแม้แต่น้อย ร่างกายที่ราวกับขุนเขานั้นพุ่งกระแทกเข้าใส่หลี่เฉาเหออย่างรุนแรง เพียงแค่ร่างกายสูงห้าเมตร แค่เหยียบก็สามารถเหยียบหลี่เฉาไห่จนกลายเป็นเนื้อบดได้แล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการพุ่งชนซึ่งๆ หน้า
ปฏิกิริยาของหลี่เฉาเหอก็รวดเร็วอย่างยิ่ง สองมือดึงทวนกลับมา มือซ้ายกุมด้ามทวน มือขวากุมปลายทวน แล้วยกทวนยักษ์สีเลือดขึ้นมาขวางไว้เบื้องหน้าอก!
ฟุ่บ!
เปลวเพลิงกลุ่มหนึ่งที่แผ่กลิ่นอายหยางบริสุทธิ์อันร้อนระอุออกมาพลันปกคลุมทั่วทั้งผิวของทวนยักษ์ในทันที ประกายไฟราวกับดอกไม้ไฟสาดกระจายไปทั่ว พอตกถึงพื้นก็หลอมละลายพื้นจนเกิดเป็นหลุมเล็กๆ โดยตรง
"เพลิงชำระ!"
หลี่เฉาเหอชูทวนยักษ์ที่ลุกไหม้ด้วยเปลวเพลิงนับพันองศา ไม่ถอยกลับสู้ พุ่งตรงเข้าไป เมื่อร่างกายที่ห่อหุ้มด้วยเปลือกแข็งของมารสวรรค์สัมผัสกับเพลิงชำระ ผิวหนังก็พลันแดงก่ำและพองขึ้นด้วยความเร็วที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ราวกับถูกย่างจนสุก
หลังจากเพลิงชำระสัมผัสกับร่างกายของมารสวรรค์แล้ว ในชั่วพริบตาแสงไฟก็สว่างวาบ ลุกไหม้ลุกลามไปยังส่วนอื่นๆ
ในพริบตา มารสวรรค์ก็กลายเป็นมนุษย์เพลิงขนาดมหึมา เปลวไฟที่ลุกโชนเผาไหม้ไม่หยุด ราวกับจะเผามารสวรรค์ให้กลายเป็นเถ้าถ่าน
"จัดการได้แล้วรึ?"
หลี่เฉาเหอแสดงสีหน้าดีใจ ยังไม่ทันที่สองมือที่สั่นเทาของเขาจะได้วางลง สีหน้าก็พลันเปลี่ยนไปอย่างมาก ปรากฏว่ามารสวรรค์ที่ถูกเผาเปลือกแข็งไปหนึ่งชั้นเบื้องหน้า พุ่งทะลุออกมาจากประกายเพลิงอย่างแรง กระแทกเข้าที่ร่างกายของเขาโดยตรง
"อั่ก!"
โลหิตสีแดงสดสายหนึ่งพุ่งออกมาจากปากของหลี่เฉาเหอ ร่างของเขาราวกับว่าวที่สายป่านขาดลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า ร่วงหล่นลงไปยังทิศทางของจี้ผิงเซิง
"ข้ารับเอง!"
จี้ผิงเซิงก็คาดไม่ถึงว่าตนเองอยู่นอกสนามรบแล้วยังจะโดนลูกหลงไปด้วย เขาเอื้อมสองมือออกไปโดยไม่รู้ตัว รับร่างของหลี่เฉาเหอที่ร่วงหล่นลงมาจากฟ้าไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้บาดเจ็บซ้ำสอง ร่างกายของหลี่เฉาเหอร่วงหล่นลงมาจากที่สูง กระแทกเข้าที่ร่างของจี้ผิงเซิงอย่างหนักหน่วง
แรงกระแทกที่รุนแรงทำให้จี้ผิงเซิงถอยหลังไปหลายก้าวจึงจะทรงตัวอยู่ได้
"เจ้าไม่เป็นไรนะ?"
จี้ผิงเซิงวางหลี่เฉาเหอลง มองเขาที่แสดงสีหน้าเจ็บปวดออกมา อดไม่ได้ที่จะถามด้วยความเป็นห่วง
"ไม่เป็นไร"
หลี่เฉาเหอส่ายหน้า พยายามอดทนต่อความเจ็บปวดอย่างรุนแรงที่ส่งมาจากทั่วร่าง เช็ดเลือดที่มุมปากออกแล้วจ้องมองไปยังมารสวรรค์ที่อยู่ไกลออกไปด้วยใบหน้ามืดครึ้ม
มารสวรรค์ที่ถูกเพลิงชำระของเขาเผาเปลือกแข็งไปหนึ่งชั้น กำลังเริ่มฟื้นฟูอีกครั้งภายใต้การส่งมอบไอสีม่วงที่ฟ้าประทานมา
"เป็นเช่นนี้ต่อไปไม่ได้!"
หลี่เฉาเหอหน้าดำทะมึน พึมพำกับตนเอง เขาหันกลับไปคว้าคอเสื้อของจี้ผิงเซิง จ้องเขม็งด้วยดวงตาสีเลือดแดงฉานแล้วคำราม
"ดรรชนีสกัดวิญญาณเล่า เจ้าบ้าเอ๊ยตอนนี้ดูสักสองรอบไม่ได้รึไง! หากเจ้าไม่เรียน ก็ส่งมาให้ข้าเรียน!"
เขาก็ถูกการฟื้นฟูที่ไม่สิ้นสุดของมารสวรรค์ทำเอาสติแตกเช่นกัน ถึงกับพูดจาเหลวไหลออกมา นั่นมันวิชาลับระดับต้นกำเนิดนะ! ในโลกใบนี้จะมีคนที่ไหนดูเพียงสองรอบก็เรียนรู้ได้กัน!
ยังไม่ทันที่จี้ผิงเซิงจะได้พูดอะไร ชื่อเจิ้งหยางที่คอยคุ้มกันอยู่ข้างกายก็ไม่พอใจขึ้นมาก่อน
"เจ้าจะมาคว้าคอเสื้อใครหา ปล่อยมืออย่างให้เกียรติด้วย!" ชื่อเจิ้งหยางตวาดเสียงเคร่งขรึม คว้าข้อมือของหลี่เฉาเหออย่างไม่ปรานี แล้วดึงมือของเขาลงมา
ก่อนหน้านี้เจ้าหยามข้า ข้ายังไม่ได้คิดบัญชีกับเจ้าเลย คราวนี้ยังจะมาคว้าคอเสื้อเจ้าสำนักของข้าอีก คิดว่าในโลกนี้มีแค่เจ้าคนเดียวรึไงที่กร่างได้?
"เอ่อ" หลี่เฉาเหอก้มหน้าลงมองรอยแดงเข้มบนข้อมือของตน ชะงักไปในทันที เขามองชื่อเจิ้งหยางที่ใบหน้าเต็มไปด้วยความโกรธอย่างตกตะลึง อ้าปากอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ก็กลืนกลับลงท้องไป
คนตรงหน้าคนนี้ ไม่ใช่ระดับวังชีวิตอย่างแน่นอน ผู้ฝึกตนระดับวังชีวิตที่ไหนจะสามารถคว้ามือของเขาลงได้ก่อนที่เขาจะทันได้มีปฏิกิริยา แถมยังบีบจนเจ็บปวดและชาหนึบได้อีก
เมื่อความคิดนี้ปรากฏขึ้นในสมองของเขา ทั้งร่างก็แทบจะระเบิดออกมา
บ้าเอ๊ย! พวกเราสู้จนบาดเจ็บสาหัสอ่อนแรงอยู่ด้านหน้า แต่เจ้ากลับซ่อนพลังที่แท้จริงไว้ข้างหลัง คิดจะทำอะไร? ดูลิงตีกันรึไง?
ขณะที่คนทั้งสองกำลังจ้องหน้ากัน ความโกรธก็ค่อยๆ แข็งกร้าวขึ้น จี้ผิงเซิงก็พลันแทรกเข้ามาอยู่ตรงกลางระหว่างคนทั้งสอง แยกพวกเขาออกจากกัน
"อย่าทะเลาะกัน อย่าทะเลาะกัน" เขารีบหยิบกล่องหยกที่งดงามกล่องหนึ่งออกมาจากแหวนมิติ กล่าวเปลี่ยนเรื่อง
"อย่าเพิ่งใจร้อน ข้าจะลองดูว่าจะสามารถเข้าใจแก่นแท้ของดรรชนีสกัดวิญญาณได้หรือไม่"
สายตาของคนทั้งสองพลันย้ายไปยังกล่องหยกในมือของเขาทันที วิชาลับระดับต่ำก็มีข้อเสียตรงนี้แหละ ที่ต้องใช้หนังอสูรวิญญาณมาทำเป็นตำรา ต้องพลิกอ่านหลายครั้งหลายหนถึงจะเรียนรู้ได้ ไม่เหมือนกับวิชาลับระดับเต๋าขึ้นไป ไม่ว่าจะเป็นเคล็ดวิชาหรือกระทั่งอิทธิฤทธิ์ ก็สามารถใช้ผนึกวิญญาณดวงหนึ่งถ่ายทอดเข้าสู่สมองได้โดยตรง จะเข้าใจได้มากน้อยแค่ไหนก็แล้วแต่ตน
ท่ามกลางสายตาที่ร้อนรนของหลี่เฉาเหอ จี้ผิงเซิงก็เปิดกล่องหยกออก เผยให้เห็นเคล็ดวิชาเล่มหนึ่งที่ส่องประกายสีเขียวมรกต แผ่กลิ่นอายแห่งชีวิตออกมา เคล็ดลมปราณกำเนิดไม้วิญญาณ
จี้ผิงเซิง: "..."
ชื่อเจิ้งหยาง: "..."
หลี่เฉาเหอ: "..."
จี้ผิงเซิงหัวเราะอย่างกระอักกระอ่วน "ขออภัย หยิบผิด"
เขารีบปิดฝากล่องหยกกลับไป แล้วเปลี่ยนเป็นอีกเล่มหนึ่ง ดรรชนีสกัดวิญญาณ
"รีบเปิดเร็ว!"
ดวงตาของหลี่เฉาเหอร้อนแรง กล่าวด้วยน้ำเสียงเร่งรีบ มีเพียงการตัดขาดการส่งไอสีม่วงเท่านั้น พวกเขาจึงจะสามารถสังหารมารสวรรค์ได้ในพริบตา และวิธีการเดียวที่จะตัดขาดได้ ก็คือเคล็ดวิชาดรรชนีสกัดวิญญาณเล่มนี้
ณ ระยะห่างสามสิบเมตรด้านหลัง รองเจ้าเมืองหวังและหลี่เฉาไห่กำลังยืนหยัดต้านทานมารสวรรค์อยู่ ส่วนพวกเขาสามคนกลับมารวมตัวกันเป็นวงกลม คิดจะเรียนรู้วิชาลับระดับต้นกำเนิดกันสดๆ ตรงนี้ องค์ประกอบของภาพทั้งสองฉากนี้ ช่างน่าขันเสียนี่กระไร
จี้ผิงเซิงเมื่อถูกเร่งเร้าไม่หยุด ก็ร้อนใจขึ้นมาด้วย รีบเปิดหน้าแรกออกอย่างรวดเร็ว ดรรชนีสกัดวิญญาณเป็นวิชาลับที่มีความเฉพาะทางอย่างยิ่ง แทบจะไม่มีพลังทำลายล้างเลย
แต่ในยามคับขันกลับมีพลังที่จะพลิกสถานการณ์ได้ หน้าที่ของมันคือการรวบรวมพลังวิญญาณหลายสายไว้ที่ปลายนิ้ว ยิงไปยังจุดชีพจรที่ศัตรูใช้โคจรพลังวิญญาณ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการขัดขวางการส่งพลังวิญญาณ การลงมือจะต้องมั่นคง แม่นยำ และเด็ดขาด ตำแหน่งจะต้องถูกต้อง มิเช่นนั้นจะไม่มีผลใดๆ พลังจะต้องรุนแรง มิเช่นนั้นจะตัดขาดพลังวิญญาณไม่ได้ ก็จะไม่มีผลใดๆ เช่นกัน
และหน้าแรกของเคล็ดวิชาดรรชนีสกัดวิญญาณเล่มนี้ นอกจากคำแนะนำเกี่ยวกับดรรชนีสกัดวิญญาณแล้ว ก็คือแผนภาพจุดบนร่างกายมนุษย์
"จุดชีพจร? นี่มันของเหลวไหลอะไรกัน!"
หลี่เฉาเหอเกาศีรษะ กล่าวด้วยสีหน้าหงุดหงิด พวกเขาล้วนเป็นประเภทบุกตะลุย ใครจะไปเคยยุ่งกับของแบบนี้กัน!
"รีบพลิกหน้าต่อไปสิ ดูข้างหลังก่อน" หลี่เฉาเหอกระทุ้งจี้ผิงเซิง กล่าวอย่างเร่งรีบ
ทว่า หนึ่งวินาทีต่อมา จี้ผิงเซิงกลับปิดตำราดรรชนีสกัดวิญญาณลงอีกครั้งท่ามกลางสีหน้าที่สงสัยของคนทั้งสอง
"ไม่ต้องแล้ว" จี้ผิงเซิงกล่าวด้วยใบหน้าเรียบเฉยและน้ำเสียงที่สงบนิ่ง
"ข้าเป็นแล้ว"
จะอ่านต่อทำพระแสงอะไรเล่า! นี่มันก็แค่วิชาสะกัดจุดทานตะวันมิใช่รึ? ช่างบังเอิญนัก ข้าเป็นวิชานี้พอดี
"หา?"
ชื่อเจิ้งหยางและหลี่เฉาเหอหน้าเหวอ ท่านดูเหมือนจะล้อข้าเล่น!