- หน้าแรก
- ลูกศิษย์ของข้าล้วนมีความลับเบื้องหลังที่ซ่อนเร้น
- บทที่ 35 ล้อมโจมตีมารสวรรค์
บทที่ 35 ล้อมโจมตีมารสวรรค์
บทที่ 35 ล้อมโจมตีมารสวรรค์
สำนักซ่างชิง
ฉีหลัวถูกจดหมายวิญญาณที่บินเข้ามาปลุกจนตื่น เวลานี้ เร็วกว่าเวลาที่นางตื่นขึ้นมาดูดซับไอสีม่วงตามปกติอยู่หลายชั่วยาม ดังนั้น ฉีหลัวจึงเปิดจดหมายวิญญาณออกอ่านทั้งที่ยังมีอารมณ์เสียตอนตื่นนอน
"มีคนบุกโจมตีหอฮัวม่านโหลวรึ?"
ฉีหลัวที่เดิมทียังคงงัวเงียอยู่บ้าง พอได้เห็นตัวอักษรบนจดหมายวิญญาณก็พลันตื่นขึ้นมาในทันที ฐานที่มั่นของหอพิรุณโปรยในเมืองเป่ยหยวนถึงกับถูกเปิดโปงรึ?
ฉีหลัวเบิกตากว้าง ริมฝีปากรูปเชอร์รี่เผยอออกเล็กน้อย ราวกับยังไม่ได้สติกลับมา
หอฮัวม่านโหลวคือสถานที่ที่นางซื้อไว้ตอนที่เพิ่งจะเข้าร่วมสำนักซ่างชิง แล้วดัดแปลงให้เป็นฐานที่มั่นของหอพิรุณโปรย และตอนนั้นก็ห่างจากปัจจุบันมาหลายปีแล้ว ซ่อนเร้นมาหลายปี คาดไม่ถึงว่าจะยังถูกเปิดโปง
ฉีหลัวคิดอย่างเสียดายเล็กน้อย แต่ในพริบตาความสนใจของนางก็ถูกเบี่ยงเบนไป
"ในเมืองเป่ยหยวนถึงกับมีคนกล้ายุ่งกับหอพิรุณโปรย ช่างมีชีวิตอยู่จนเบื่อแล้วจริงๆ!"
ฉีหลัวทำหน้าเคร่งขรึม พึมพำกับตนเองด้วยเสียงเย็นชา
อย่างไรเสียหอพิรุณโปรยก็เป็นกองกำลังฝ่ายมารชั้นหนึ่ง ยามปกติหากไม่มีบุญคุณความแค้นต่อกัน แม้แต่สำนักชั้นสูงก็ยังไม่กล้าแตะต้องหอพิรุณโปรยแม้แต่ปลายขน แล้วเมืองเป่ยหยวนมีอะไร?
มีแต่ผีน่ะสิ!
ฉีหลัวแตะเบาๆ ที่แหวนมิติ หยิบชุดกระโปรงแขนกว้างของนางเซียนสีม่วงเข้มออกมาสวมใส่บนร่าง บดบังเรือนร่างที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ยั่วยวน จากนั้น ก็หยิบผ้าโปร่งสีม่วงที่แขวนอยู่หัวเตียงมาพาดบนไหล่
หลังจากจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว จึงสวมรองเท้าบูทส้นสูงที่วางอยู่บนพื้นแล้วเดินออกจากประตูห้องไป โชคดีที่นางมีนิสัยแต่งหน้าก่อนนอน มิเช่นนั้นก็ไม่รู้ว่าจะต้องเสียเวลายุ่งอยู่นานแค่ไหน
"ข้าคนนี้ขอดูหน่อยสิว่า เป็นไอ้ชาติชั่วหน้าไหนที่กล้ามายุ่งกับหอพิรุณโปรย!"
อารมณ์เสียตอนตื่นนอนของฉีหลัวยังไม่จางหายไป ในดวงตาเต็มไปด้วยจิตสังหารอันเข้มข้น นางรู้สึกว่าวันนี้คงจะต้องเปิดฉากสังหารครั้งใหญ่แล้ว!
อาศัยแสงจันทร์สีเงิน ฉีหลัวเหยียบสายลมมุ่งไปข้างหน้า ในพริบตาก็หายไปจากตำแหน่งเดิม เมื่อปรากฏร่างอีกครั้ง ก็มาถึงหน้าประตูสำนักซ่างชิงแล้ว
พวกของจี้ผิงเซิงยังไม่รู้ตัว ว่าวิกฤตที่ใหญ่หลวงกว่ากำลังอยู่บนเส้นทาง ย่างก้าวในการบุกโจมตีหอฮัวม่านโหลวของพวกเขา ถูกมารสวรรค์ที่จุติลงมาจากดาวจื่อเวยขวางไว้ตั้งแต่แรก
หลังจากที่จี้ผิงเซิงใช้ฝ่ามือเมฆาสลายเคลื่อนย้ายตำแหน่งออกห่างจากมารสวรรค์แล้ว ชื่อเจิ้งหยางก็รีบวิ่งมาอยู่เบื้องหน้าของเขา กำชับด้วยความรู้สึกที่ในใจยังคงสั่นสะท้านไม่หาย
"เจ้าสำนัก ท่านอยู่ข้างกายข้าไปก่อนเถอะขอรับ"
"หา?" จี้ผิงเซิงมองชื่อเจิ้งหยางด้วยสายตาแปลกๆ
"เป็นเจ้าต่างหากที่ต้องอยู่ข้างกายข้า ข้าจะปกป้องเจ้าเอง!"
ในสายตาของเขา ระดับพลังของชื่อเจิ้งหยางยังต่ำกว่าเขาเสียอีก เป็นศิษย์ที่นอกจากทำนาและบริหารจัดการสำนักแล้ว พรสวรรค์ก็ย่ำแย่อย่างยิ่ง
"ขอรับๆๆ ได้ทั้งนั้นขอรับ" ชื่อเจิ้งหยางรีบรับคำ
ครั้งนี้เขาจะต้องจับตาดูจี้ผิงเซิงให้ดี กลัวว่าจะเกิดเหตุการณ์เช่นเมื่อครู่ที่จี้ผิงเซิงถูกมารสวรรค์ไล่ตามวิ่งอีก นี่ก็ถือว่าโชคดีที่ไม่ได้รับบาดเจ็บ หากเกิดเรื่องอะไรขึ้นมาจริงๆ พอกลับไปศิษย์พี่หญิงรองคงจะถลกหนังเขาทั้งเป็นเป็นแน่
ชื่อเจิ้งหยางพอนึกถึงกลิ่นอายอันน่าสะพรึงกลัวที่แผ่ออกมาจากร่างของฉีหลัวก่อนหน้านี้ ก็อดไม่ได้ที่จะหนาวสะท้านขึ้นมา
คนผู้นั้นต้องอยู่ระหว่างทะลวงสามมหันตภัยแล้วอย่างแน่นอนใช่หรือไม่?
มารสวรรค์ที่จุติลงมาจากดาวจื่อเวย ความแข็งแกร่งของร่างกายนั้นน่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง ร่างสูงห้าเมตรก็หนักถึงหลายพันชั่งแล้ว ทุกย่างก้าวที่เดิน จะทิ้งรอยเท้าลึกๆ ไว้บนพื้น หากถูกมารสวรรค์พุ่งชนซึ่งๆ หน้า ต่อให้เป็นผู้แข็งแกร่งระดับทำลายวังที่หลอมรวมธาตุทั้งห้าและทลายวังชีวิตแล้วก็ยังต้องได้รับบาดเจ็บ
"เฉาเหอ เจ้ารับผิดชอบด้านหลัง ข้ารับผิดชอบด้านหน้า โจมตีพร้อมกัน"
หลี่เฉาไห่ออกคำสั่งกับน้องชายของตน เขาจงใจเลือกตำแหน่งที่อันตรายที่สุดด้านหน้า ปล่อยให้หลี่เฉาเหอไปอยู่ด้านหลัง ขณะเดียวกัน อาวุธที่เขาเก็บไว้ในแหวนมิติมาโดยตลอดก็ปรากฏออกมา เป็นทวนเช่นเดียวกัน ทวนเงินสั้นๆ ที่ยาวเพียงหนึ่งเมตรครึ่ง
ทวนเงินสลักลายมังกร บนด้ามทวนสลักไว้ด้วยมังกรเทวะสีแดงเข้มตัวหนึ่ง หัวมังกรอยู่ที่ปลายทวน อ้าปากที่ดุร้ายออก พี่ชายคือทวนสั้น น้องชายคือทวนยาวที่แข็งแกร่ง พร้อมทั้งรุกและรับ
พี่น้องสองคนแห่งหน่วยเพลิงชำระมีสีหน้าสงบนิ่งเยือกเย็น เข้าโจมตีขนาบมารสวรรค์จากด้านหน้าและด้านหลัง
"สหายหลิน ท่านซ้ายข้าขวา เป็นอย่างไร?" รองเจ้าเมืองหวังกล่าว
ผู้อาวุโสหลินพยักหน้า "รีบสังหารมารสวรรค์ จับกุมคนของหอพิรุณโปรย ชักช้าจะเสียการ"
คนทั้งสี่ล้อมโจมตีมารสวรรค์จากสี่ทิศทาง ลงมืออย่างไม่ปรานี ทุกกระบวนท่าล้วนเป็นการโจมตีสุดกำลัง
ปลายทวนมังกรเงินของหลี่เฉาไห่สาดประกายแสงสีเลือด ทะลวงคมดาบสีเลือดสามนิ้วเข้าไปในร่างของมารสวรรค์ เมื่อดึงออกมาอีกครั้ง ก็ได้ทิ้งรูเลือดเล็กๆ ไว้บนร่างของมารสวรรค์แล้ว
หลี่เฉาเหอฉวยโอกาสตอนที่ความสนใจของมารสวรรค์ถูกพี่ชายดึงดูดไปทั้งหมด วนไปยังด้านหลังของมารสวรรค์อย่างรวดเร็ว เหวี่ยงทวนยักษ์ฟาดเข้าที่แผ่นหลังของมารสวรรค์ เสียงดังสนั่นทึบๆ แผ่นหลังของมารสวรรค์ถูกการโจมตีครั้งนี้ฟาดจนยุบเข้าไปสามส่วน หนังเปิดเนื้อปริ เศษเนื้อเศษเลือดสาดกระจาย ต่อให้เป็นเผ่ามาร ก็ย่อมต้องรู้สึกเจ็บปวด
มารสวรรค์ถูกโจมตีหนักสองครั้งติดต่อกัน ใบหน้าที่น่าเกลียดน่ากลัวอยู่แล้วยิ่งดูน่าเกลียดยิ่งขึ้น มันอ้าปากกว้างดุจทะเลเลือดแหงนหน้าคำราม ราวกับจะจับคนทั้งหมดในที่นี้กินทั้งเป็น
"มารก็คือมาร ไม่เข้าใจความรู้สึกของมนุษย์เลยแม้แต่น้อย"
ผู้อาวุโสหลินและรองเจ้าเมืองหวังร่วมมือกันล้อมโจมตีจากซ้ายและขวา ซัดหมัดหนักหน่วงออกไป ทุกหมัดล้วนแผ่อำนาจอันน่าสะพรึงกลัว แฝงไว้ด้วยพลังที่เพียงพอจะทลายภูผาบดขยี้ศิลา
"หมัดเจินอู่ทลายภูผา!"
"ฝ่ามือพิงภูผา!"
คนทั้งสองนี้ล้วนเป็นผู้ฝึกฝนสายร่างกาย ถึงแม้คุณภาพร่างกายจะเทียบกับมารสวรรค์ไม่ได้ แต่ก็ไม่ได้ห่างชั้นกันมากนัก
อันที่จริงแล้วควรจะเป็นพวกเขาสองคนที่ยืนหยัดอยู่ด้านหน้าเป็นโล่เนื้อ เช่นนั้นแล้วพี่น้องหน่วยเพลิงชำระทั้งสองก็จะสามารถโจมตีได้อย่างไร้กังวล แต่ว่า การจะให้ผู้อาวุโสหลินและรองเจ้าเมืองหวังที่กลัวตายยอมเป็นโล่เนื้ออยู่ด้านหน้า คงจะยากอยู่สักหน่อย
คนทั้งสี่คนนี้ล้อมโจมตีมารสวรรค์ เพียงชั่วครู่เดียวก็สร้างความเสียหายที่ยากจะฟื้นฟูให้กับร่างกายของมารสวรรค์ได้แล้ว ถึงแม้มารสวรรค์จะสามารถตอบโต้กลับมาได้ในระหว่างช่องว่าง บางครั้งบางคราวก็บีบให้ทุกคนต้องถอยหรือกระทั่งทำให้บาดเจ็บได้
แต่สองหมัดย่อมยากจะต่อกรกับสี่มือ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงแปดมือ หลังจากทำลายพื้นดินในรัศมีเกือบร้อยเมตรแล้ว การโจมตีของมารสวรรค์ก็ค่อยๆ ช้าลง
ความอ่อนแรงที่เห็นได้ชัดนี้ทำให้ทุกคนดีใจอย่างยิ่ง อดไม่ได้ที่จะเร่งการโจมตีในมือให้เร็วขึ้น หวังจะจัดการมารสวรรค์ที่อยู่เบื้องหน้าให้ได้ในคราวเดียว
"ข้ารู้สึกว่า ไฉนจึงยังไม่ถึงตาพวกเราออกโรงกันนะ?"
จี้ผิงเซิงพิงอยู่ข้างกำแพง มองสนามรบขนาดย่อมที่อยู่ไม่ไกล อดไม่ได้ที่จะบ่นออกมาประโยคหนึ่ง เขาเฝ้ามองอยู่ที่นี่มาสิบนาทีแล้ว ภาพเงาติดตาและแสงสีเงินสีเลือดเหล่านั้นทำเอาเขาตาลายพร่ามัว สายตายังตามไม่ทัน การโจมตีก็ตกลงบนร่างของมารสวรรค์แล้ว
"ไม่ถึงตาก็ยิ่งดี" ชื่อเจิ้งหยางบ่นพึมพำในใจ
รอจนกลับถึงสำนักแล้ว เขาตัดสินใจว่าจะไม่ออกมาข้างนอกกับจี้ผิงเซิงอีกแล้ว น่าปวดหัวเกินไปแล้ว เป็นลูกน้องก็ปวดหัว เป็นองครักษ์ก็ปวดหัว
"ไม่ได้ ข้าก็ต้องขึ้นไปซัดสักสองฝ่ามือเหมือนกัน"
จี้ผิงเซิงเห็นมารสวรรค์ที่ถูกซัดจนบาดเจ็บสาหัส ก็เผยสีหน้าที่อยากจะลองดู ถูไม้ถูมือเตรียมจะก้าวเข้าไปซ้ำด้วยฝ่ามือเมฆาสลายสักสองครั้ง เข้าไปแจมเก็บแต้มช่วย แล้วฉวยโอกาสสังหาร
"อย่าเลยขอรับ!"
ชื่อเจิ้งหยางตกใจอย่างมาก รีบห้ามจี้ผิงเซิงไว้ กล่าวโน้มน้าวอย่างสุดใจ
"พวกเราแค่รอให้มารสวรรค์ตายอย่างสงบไม่ได้หรือขอรับ?"
ประโยคนี้เพิ่งจะพูดออกจากปาก ก็ถูกเสี่ยวฮุ่ยที่อยู่บนชั้นบนของหอฮัวม่านโหลวได้ยินเข้าพอดี
"คิดจะสังหารมารสวรรค์ต่อหน้าพวกเรารึ? ช่างน่าขันสิ้นดี!"
เสี่ยวฮุ่ยมองมารสวรรค์ที่บาดเจ็บสาหัสใกล้ตายอยู่ไม่ไกล แต่กลับไม่เผยสีหน้ากังวลออกมาเลยแม้แต่น้อย