- หน้าแรก
- ก้าวแรกสู่บัลลังก์เจ้าสัว
- บทที่ 107 งั้นก็ไปเรียนหนังสือสิ
บทที่ 107 งั้นก็ไปเรียนหนังสือสิ
บทที่ 107 งั้นก็ไปเรียนหนังสือสิ
"ทำไมเธอถึงไม่ให้ฉันทำล่ะ ฉันว่าฉันทำได้ดีนะ แล้วก็ยังมีเงินเดือนตั้งหลายร้อยไม่ใช่เหรอ" บนรถไฟขากลับ หลี่เยี่ยนถิงถามอย่างตัดพ้อ
ข้อเสนอเรื่องแอมบาสเดอร์ฝ่ายขายที่ซุนติ่งหมินหยิบยื่นให้ หลี่เหวินเจี๋ยปฏิเสธไปโดยไม่ลังเล
"เราจะหาเงินก็ต้องใช้สติปัญญา ไม่ใช่ใช้หน้าตากับรูปร่าง เขาให้คุณไปก็แค่ต้องการให้ไปเป็นไม้ประดับเท่านั้นแหละ" หลี่เหวินเจี๋ยพูดด้วยสีหน้าจริงจัง
"ถ้าอย่างนั้นฉันก็แค่ไม่ทำตัวเป็นไม้ประดับก็พอแล้วนี่ ไม่แน่ว่าฉันอาจจะช่วยเธอขายคอมพิวเตอร์ได้สักสองสามเครื่องนะ ตอนที่เธออบรมพวกเขาครั้งที่แล้วฉันก็แอบฟังอยู่ตลอด ฉันเรียนรู้ได้อยู่แล้ว" หลี่เยี่ยนถิงแย้ง
"มันไม่ใช่ปัญหาว่าจะเรียนรู้ได้หรือเปล่า แต่ประเด็นคือเราไม่ได้ขัดสนเงินไม่กี่ร้อยหยวนนั่นสักหน่อย"
"แต่ฉัน... ฉันไม่อยากอยู่เฉยๆ แบบนี้ไปวันๆ โดยไม่ได้ทำอะไรเลย ช่วยอะไรเธอก็ไม่ได้ ฉันก็ไม่ได้พิการสักหน่อย ฉันทำอะไรได้ตั้งหลายอย่าง และฉันก็อยากจะทำอะไรบ้าง" หลี่เยี่ยนถิงพูดด้วยน้ำเสียงประหม่าเล็กน้อย
โชคดีที่ตอนนี้บนรถไฟมีคนไม่มากนัก หากไม่แล้วบทสนทนาของทั้งคู่คงดึงดูดสายตาผู้คนได้อย่างแน่นอน
"คุณก็แค่อยากจะทำอะไรสักอย่างใช่ไหมล่ะ ง่ายมาก งั้นก็ไปเรียนหนังสือสิ"
"เรียนหนังสือเหรอ เธอพูดอะไรน่ะ ฉันอายุยี่สิบแล้วนะ จะให้ไปเรียนหนังสืออะไรอีก โรงเรียนไหนจะรับฉัน" หลี่เยี่ยนถิงเบิกตากว้างด้วยความตกใจ
"ก็ไม่ได้จะให้ไปเรียนประถมหรือมัธยมต้นเสียหน่อย ทางนี้ติดต่อโรงเรียนไว้ให้แล้ว เป็นโรงเรียนอาชีวศึกษาพาณิชยการของมณฑล พอหมดช่วงปีใหม่ก็ไปเรียนได้เลย คุณอยากทำงานขายไม่ใช่เหรอ ก็ไปเรียนสาขาการจัดการตลาด เรียนสักสองปีจบออกมาแล้วอยากจะทำอะไรก็ทำได้เลย" หลี่เหวินเจี๋ยกล่าว
"เดี๋ยวนะ... นี่เธอไปติดต่อโรงเรียนให้ฉันตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมฉันถึงไม่รู้เรื่องเลย แล้วทำไมเรื่องแบบนี้ถึงไม่ปรึกษากับฉันก่อนล่ะ" หลี่เยี่ยนถิงตกใจกับข่าวที่ได้ยินจากปากของหลี่เหวินเจี๋ย
"ตอนแรกผมก็ไม่รู้ว่าจะติดต่อได้หรือเปล่าน่ะสิ เลยต้องรอให้เรื่องราวมันมีความคืบหน้าก่อนถึงจะบอกคุณได้ ส่วนตัวผมว่าคุณยังอายุน้อย ควรจะหาความรู้เพิ่มเติมให้ตัวเองนะ มีแต่ทำแบบนี้ ในอนาคตถึงจะได้ทำงานที่ดีกว่า ไม่ใช่คิดแต่จะไปช่วยงานที่ร้านอาหาร ไปขายเสื้อผ้า หรือไปเป็นสาวโรงงาน ทำไมล่ะ ไม่อยากไปเรียนเหรอ ผมจำได้ว่าคุณเคยบอกว่าอยากเรียนหนังสือนี่"
ในการติดต่อโรงเรียนอาชีวศึกษาพาณิชยการของมณฑลแห่งนั้น หลี่เหวินเจี๋ยไม่ได้ออกหน้าเอง แต่ขอให้พี่อ้วนหลงช่วยจัดการให้
ครั้งนั้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษเผิงวาน หลี่เหวินเจี๋ยไม่ได้เจอหลงเสี่ยวซาน แต่หลังจากที่หลงเสี่ยวซานกลับมาถึงเมืองหลวงแล้ว พวกเขาถึงได้ติดต่อกัน
ครั้งที่แล้วที่หลี่เยี่ยนถิงบอกว่าอยากไปทำงานที่ร้านอาหารหรือไปช่วยขายเสื้อผ้า หลี่เหวินเจี๋ยก็เคยคิดว่าจะให้เธอไปเรียนหนังสือก่อน
จากการคบหากันในช่วงที่ผ่านมา ทำให้หลี่เหวินเจี๋ยรู้ว่าหลี่เยี่ยนถิงเรียนจบแค่มัธยมศึกษาปีที่สองเทอมหนึ่งเท่านั้น
ที่หลี่เยี่ยนถิงไม่ได้เรียนต่อ ไม่ใช่เพราะผลการเรียนของเธอไม่ดี แต่เป็นเพราะเธอต้องสละโอกาสให้น้องๆ ได้เรียน
ครอบครัวของเธอไม่สามารถส่งเสียลูกสามคนให้เรียนหนังสือได้พร้อมกัน ในฐานะลูกเลี้ยง หลี่เยี่ยนถิงจึงต้องเป็นฝ่ายเสียสละ
พอออกจากโรงเรียน หลี่เยี่ยนถิงก็ช่วยงานที่บ้านมาโดยตลอด แต่เธอก็ยังคงโหยหาชีวิตในรั้วโรงเรียนอยู่เสมอ
ดังนั้นครั้งหนึ่งตอนที่คุยโทรศัพท์กับหลงเสี่ยวซาน หลี่เหวินเจี๋ยจึงได้เอ่ยปากขอให้เขาช่วยหาโรงเรียนสักแห่งให้
ตอนแรกหลงเสี่ยวซานคิดว่าเป็นหลี่เหวินเจี๋ยที่ต้องการจะเรียน ก็เลยรับปากไป
ก็บังเอิญเหลือเกินที่ลุงคนหนึ่งของหลงเสี่ยวซานเป็นผู้อำนวยการของโรงเรียนอาชีวศึกษาพาณิชยการประจำมณฑลแห่งนั้นพอดี
ต่อมาพี่อ้วนหลงถึงได้รู้ว่าไม่ใช่หลี่เหวินเจี๋ยที่จะไปเรียน แต่ในเมื่อรับปากไปแล้ว หลงเสี่ยวซานก็ยากที่จะปฏิเสธ
แม้ว่าพวกเขาจะรู้จักกันได้ไม่นาน แต่หลงเสี่ยวซานก็ชื่นชมในตัวหลี่เหวินเจี๋ยเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนที่อยู่กับเจี่ยงไห่เทา เขายังได้ยินเจี่ยงไห่เทาเอ่ยปากชมหลี่เหวินเจี๋ยด้วย
เพียงแต่ว่าหลี่เยี่ยนถิงสามารถเข้าไปเรียนที่โรงเรียนแห่งนี้ได้ในฐานะนักเรียนเทียบโอน ไม่ใช่จากการสอบคัดเลือก ดังนั้นเธอจะไม่ได้วุฒิการศึกษา อย่างมากที่สุดก็ได้เพียงใบรับรองการผ่านการอบรมเท่านั้น
และเนื่องจากหลี่เยี่ยนถิงไม่มีโควต้าเงินอุดหนุน ค่าเล่าเรียนของเธอจึงสูงกว่านักเรียนคนอื่นๆ
ไม่ว่าจะเป็นใบรับรองการผ่านการอบรมหรือค่าเล่าเรียนที่สูงกว่าปกติ หลี่เหวินเจี๋ยก็ไม่ได้ใส่ใจ เพราะอย่างไรเสียก็ไม่ได้จะใช้วุฒิการศึกษาไปหางานทำอยู่แล้ว
เพื่อเป็นการขอบคุณหลงเสี่ยวซานและลุงของเขา หลี่เหวินเจี๋ยยังได้ส่งเงินไปให้หนึ่งพันหยวนเป็นพิเศษอีกด้วย
"ฉันก็อยากเรียนอยู่หรอก แต่ฉันก็แค่พูดไปอย่างนั้นเอง อายุปูนนี้แล้ว...แถมยังทิ้งตำราเรียนไปหลายปี จะให้ฉันกลับไปเรียนอะไรได้อีก"
"อายุของคุณมันทำไมกัน ไม่มีปัญหาหรอกน่า คนที่เรียนอาชีวะก็ไม่ได้เด็กกว่าคุณเท่าไหร่หรอก บางคนที่เริ่มเรียนช้าก็อายุพอๆ กับคุณตอนนี้นี่แหละ ส่วนเรื่องที่กลัวว่าจะเรียนตามไม่ทัน ยิ่งไม่ต้องกังวลเลย ช่วงก่อนหน้านี้ผมซื้อหนังสือให้สองเล่มไม่ใช่เหรอ คุณก็ทบทวนซะ เดี๋ยวช่วงนี้ผมจะติวให้เป็นพิเศษ รับรองว่าไม่มีปัญหาแน่นอน"
หลี่เหวินเจี๋ยให้กำลังใจหลี่เยี่ยนถิงอย่างเต็มที่ แถมยังวางแผนเรื่องการติวหนังสือให้เธอไว้อย่างดีอีกด้วย
"โอ๊ย แต่ฉันก็ยังรู้สึก...จะพูดยังไงดีล่ะ ใจคอมันไม่ดีเลย..."
"จะมีอะไรต้องใจคอไม่ดีล่ะ นั่นคือการไปเรียนหนังสือ ไม่ใช่ไปออกรบซะหน่อย ค่าเล่าเรียนกับค่าใช้จ่ายส่วนตัวก็ไม่ต้องเป็นห่วง ค่าเล่าเรียนผมจะจ่ายให้ ส่วนค่าใช้จ่ายผมก็จะโอนไปให้เอง" หลี่เหวินเจี๋ยตบไหล่หลี่เยี่ยนถิงเบาๆ
"ทำไมเธอถึงดีกับฉันขนาดนี้ ทำไมกัน?" หลี่เยี่ยนถิงมองหลี่เหวินเจี๋ยด้วยแววตาเปี่ยมความรู้สึกแล้วเอ่ยถาม
"อืม... ฮ่าๆ ก็แค่อยากให้ในอนาคตคุณช่วยงานผมได้ดีมากขึ้น สร้างประโยชน์ให้ผมได้มากขึ้นไงล่ะ เถ้าแก่ส่งลูกน้องไปอบรมหาความรู้เพิ่มเติม มันเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลอยู่แล้วนี่ เถ้าแก่ทุกคนก็เป็นนายทุนทั้งนั้นแหละ ก็เพื่อที่จะขูดรีดผลประโยชน์จากลูกน้องให้ได้มากที่สุดยังไงล่ะ" หลี่เหวินเจี๋ยหัวเราะเยาะตัวเอง
"...ก็ได้ เพื่อช่วยงานเธอในอนาคตได้ดียิ่งขึ้น ฉันจะไปเรียน" หลี่เยี่ยนถิงจ้องมองหลี่เหวินเจี๋ยอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกัดฟันพูดออกมา
คำพูดของหลี่เหวินเจี๋ยเป็นเพียงการล้อเล่น แต่คำพูดของหลี่เยี่ยนถิงนั้นมาจากใจจริง
หลี่เยี่ยนถิงรู้สึกว่าความห่วงใยและการดูแลเอาใจใส่ของหลี่เหวินเจี๋ยที่มีต่อเธอ มันแทบจะทำให้หัวใจของเธอละลาย
ตั้งแต่เล็กจนโต ไม่เคยมีใครดีกับเธอเช่นนี้มาก่อน ที่มีแต่ให้โดยไม่หวังผลตอบแทน
ดังนั้น ในใจของหลี่เยี่ยนถิงจึงได้ก่อเกิดความเชื่อมั่นอันลึกซึ้งขึ้นมา
ในช่วงเวลาต่อมา การติวหนังสือให้พวกหลี่เหวินอิงของหลี่เหวินเจี๋ยก็ลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะในวันหยุดสุดสัปดาห์ เขาจะใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ที่ห้องของหลี่เยี่ยนถิงเพื่อติวหนังสือให้เธอ
โชคดีที่ตอนนี้ระดับความรู้ของหลี่เหวินเจี๋ยสามารถรับมือกับเนื้อหาระดับมัธยมต้นได้อย่างสบายๆ หากไม่แล้วคงไม่สามารถอธิบายการบ้านให้พวกหลี่เหวินอิงฟังได้
เดิมทีหลี่เยี่ยนถิงก็เป็นคนเรียนดีอยู่แล้ว เมื่อบวกกับความอดทนของหลี่เหวินเจี๋ย การเรียนของเธอจึงก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว แม้กระทั่งภาษาอังกฤษ บทความสั้นๆ ง่ายๆ เธอก็สามารถทำความเข้าใจได้อย่างถ่องแท้
ในตอนแรก เมื่อหลี่เหวินเจี๋ยสอนเสร็จ หลี่เยี่ยนถิงก็จะทำอาหารให้เขาทาน
แต่หลี่เหวินเจี๋ยรู้สึกว่าเป็นการเสียเวลา เขาจึงตัดสินใจซื้ออาหารเข้าไปด้วยเลย
เมื่อมีเป้าหมายและความกดดันในการเรียน ช่วงเวลานี้หลี่เยี่ยนถิงจึงใช้ชีวิตอย่างมีความหมายเป็นพิเศษ
แม้ว่าหลี่เหวินเจี๋ยจะกลับบ้านไปแล้ว หลี่เยี่ยนถิงก็ยังคงนั่งอ่านหนังสือใต้แสงไฟจนดึกดื่นถึงจะยอมเข้านอน และในเวลาที่หลี่เหวินเจี๋ยไปโรงเรียน เธอก็จะอ่านหนังสือและทำแบบฝึกหัดด้วยตัวเอง ข้อไหนที่ทำไม่ได้ก็จะจดเอาไว้ รอให้เขามาแล้วค่อยถาม
ในพริบตาเดียว หลี่เหวินเจี๋ยก็สอบปลายภาคเสร็จและเข้าสู่ช่วงปิดเทอมฤดูหนาว