- หน้าแรก
- คู่มือตำราอสูร: ฉบับเริ่มต้นจากศูนย์
- บทที่ 1456—1457: เกาะหมื่นเหมันต์ (สองตอนรวมกัน)
บทที่ 1456—1457: เกาะหมื่นเหมันต์ (สองตอนรวมกัน)
บทที่ 1456—1457: เกาะหมื่นเหมันต์ (สองตอนรวมกัน)
หลังจากเก็บข้าวของเสร็จเรียบร้อย เฉียวซางก็กำชับกับเจ้าแมวสายสืบอย่างชัดเจนว่า เธอจะกลับมาอีกครั้งในภายหลัง
เมื่อทุกอย่างพร้อม ตามสัญญาณของมิเคลล่า ดวงตาของไอพ่นเบิกฟ้าก็ส่องแสงสีฟ้าเจิดจ้าออกมา
วินาทีถัดมา ทั้งสองคนพร้อมด้วยเหล่าสัตว์อสูรก็หายวับไปจากบ้านพักทันที
พอภาพตรงหน้าเริ่มสว่างขึ้นอีกครั้ง เฉียวซางก็พบว่าตัวเองมาอยู่ท่ามกลางฝูงชน ผู้คนและสัตว์อสูรรอบข้างต่างก็กำลังลากกระเป๋าเดินทาง สะพายเป้ เดินกันขวักไขว่
ไม่นาน เสียงประกาศจากลำโพงก็ดังขึ้นอย่างเป็นจังหวะ
“ท่านผู้โดยสารโปรดทราบ กรุณาอย่ารับฝาก ถือ หรือขนส่งสัมภาระของผู้อื่น เพื่อหลีกเลี่ยงการพัวพันกับสิ่งของผิดกฎหมาย ผู้โดยสารท่านใดที่ไม่สามารถดำเนินการเช็คอินได้ กรุณาติดต่อเจ้าหน้าที่ของสนามบิน...”
เฉียวซางกวาดตามองไปรอบๆ ก็พบว่าคนที่มีปัญหาส่วนใหญ่มักจะเป็น… สัตว์อสูร
โชคดีที่พนักงานประจำสนามบินที่คอยช่วยเหลือมีทั้งมนุษย์และสัตว์อสูร ดูแลกันทั่วถึง
ก็จริงอย่างที่คิดไว้นั่นแหละ…
แม้แต่บนดาวนภาเพลิงที่มนุษย์กับสัตว์อสูรอยู่ร่วมกันได้ แต่ก็ไม่ได้แปลว่าสัตว์อสูรทุกตัวจะอ่านออกเขียนได้เหมือนเจ้าซุนเป่าเสียเมื่อไหร่…
เฉียวซางนึกในใจ แล้วจู่ๆ ก็ถามขึ้นว่า
“ว่าแต่ ทำไมคราวนี้เราไม่นั่งอินทรีย์ม่านกำแพงเหรอคะ?”
มิเคลล่าตอบเสียงเรียบ “อินทรีย์ม่านกำแพงมันขี้หนาว ที่ที่หนาวจัดตลอดปีแบบเกาะหมื่นเหมันต์น่ะ มันไม่ยอมไปหรอก”
เฉียวซาง “…”
เธอไม่คิดเลยจริงๆ ว่าเหตุผลจะเรียบง่ายขนาดนี้…
เมื่อขึ้นเครื่องบิน เฉียวซางเอนตัวลงบนเบาะที่นั่งนุ่มหรูหรา ก่อนจะอดถามไม่ได้
“ทำไมคราวนี้เรานั่งชั้นเฟิร์สคลาสเหรอคะ?”
มิเคลล่าเหลือบมองไปทางชาราร่าที่กำลังเกาะขอบหน้าต่างมองวิว แล้วตอบเสียงนุ่ม
“ไปเกาะหมื่นเหมันต์ใช้เวลาราวๆ วันครึ่ง ถ้านั่งชั้นอื่น ฉันกลัวว่าหญ้าสดเบิกบานจะนั่งนานๆ แล้วไม่สบายตัวน่ะสิ”
...ฉันน่าจะเดาออกตั้งแต่แรกแล้ว
เฉียวซางเงียบไปเล็กน้อย แล้วกอดหยาเป่าที่นั่งอยู่ข้างๆ พลางหลับตาลงพักผ่อน
…
เวลาค่อยๆ ผ่านไป ท้องฟ้าสีครามเข้มแปรเปลี่ยนเป็นดำสนิท ก่อนจะค่อยๆ สว่างขึ้นอีกครั้ง
เฉียวซางลืมตาขึ้นช้าๆ มองออกไปนอกหน้าต่าง
ด้านนอกขาวโพลนไปหมด พื้นดินส่วนใหญ่ปกคลุมด้วยธารน้ำแข็ง ในทะเลก็มีภูเขาน้ำแข็งลอยกระจัดกระจายเป็นช่วงๆ
เห็นแบบนี้ก็รู้เลยว่า ใกล้ถึงแล้วแน่นอน
ความคิดเพิ่งจะแวบเข้ามา เสียงประกาศก็พลันดังขึ้นทันที
“เครื่องบินกำลังจะเดินทางถึงสนามบินเกาะหมื่นเหมันต์ ขอให้ผู้โดยสารทุกท่านรัดเข็มขัดนิรภัยจนกว่าเครื่องบินจะจอดสนิท…”
เฉียวซางพยักหน้าเบาๆ นึกอะไรขึ้นมาได้ก่อนจะหันไปพูดกับซุนเป่า “เอาเสื้อผ้าหนาๆ ที่เตรียมไว้ออกมาเลย”
“ซุนซุน~”
ซุนเป่าถอดห่วงวงแหวนออก แล้วหยิบเสื้อผ้าหนาๆ ออกมาทีละชิ้น
เฉียวซางรับไว้ แล้วจัดแจงสวมให้ชิงเป่า ถิงเป่า และชาราร่า ห่อหุ้มพวกมันจนมิด
จริงๆ แล้ว ก่อนออกเดินทาง เธอตั้งใจจะไปหาซื้อเสื้อกันหนาวสำหรับสัตว์อสูร
แต่บนดาวนภาเพลิงที่ร้อนตลอดปีในประเทศมังกร อย่าว่าแต่เสื้อหนาวเลย เสื้อแขนยาวสำหรับฤดูใบไม้ร่วงยังไม่มีให้เห็นด้วยซ้ำ
แม้จะพอหาได้ในร้านค้าออนไลน์ แต่ก็ต้องใช้เวลาหลายวันกว่าจะส่งมาถึง
โชคดีที่ตอนย้ายมาดาวนภาเพลิง เสื้อผ้าหนาๆ ยังเก็บไว้ในวงแหวนของซุนเป่า เลยให้กงเป่าใช้ปีกดาบตัดแต่งให้เข้ารูป แล้วฝากแมวสายสืบช่วยเย็บให้อีกที
พอใส่แล้วก็ดูพอดีตัวเหมือนสั่งตัดแบบพิเศษ
เฉียวซางมองชิงเป่า ถิงเป่า และชาราร่าที่ถูกห่อมิดจนกลายเป็นก้อนกลมๆ อย่างพึงพอใจ
แล้วเธอก็หันไปถามซุนเป่า “แล้วแกไม่ใส่เหรอ?”
“ซุนซุน~”
ซุนเป่ายักไหล่ ยกอุ้งมือขึ้นส่ายไปมาอย่างเท่ๆ
ฉันเป็นระดับราชาแล้ว ไม่กลัวหนาวหรอก
...
สิบนาทีต่อมา
เฉียวซางสวมเสื้อขนเป็ดสีดำ กอดหยาเป่าลงจากเครื่องบิน
ทันใดนั้น ลมหนาวก็พัดมาปะทะหน้าอย่างจัง จนรู้สึกแสบผิว
แต่อย่างไรก็ตาม สีหน้าของเธอก็ยังสงบนิ่งเหมือนเดิม ราวกับลมหนาวแค่นั้นมันไม่มีผลอะไรเลย
“ซุนซุน!”
เสียงร้องดังขึ้นทันที ร่างของซุนเป่าถูกเกล็ดน้ำแข็งเกาะเต็มไปหมด มันหนาวจนร้องลั่น รีบถอดห่วงวงแหวนออก แล้วควักเสื้อกันหนาวกับหมวกออกมาสวมแทบไม่ทัน
พอสวมเสร็จ มันก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ เหมือนได้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง
เฉียวซางหันไปมองมันอย่างขำๆ ก่อนจะพูดเสียงเรียบ
“ไหนเมื่อกี้บอกว่าไม่กลัวหนาวไง?”
“ซุนซุน?”
ซุนเป่าทำหน้ามึนๆ เหมือนไม่รู้ไม่ชี้
ฉันพูดเหรอ? พูดตอนไหน? จำไม่ได้เลย~
เฉียวซาง “…”
ข้างๆ กัน ชิงเป่าหนาวจนตัวสั่นโดยไม่รู้ตัว แม้จะสวมเสื้อผ้าครบชุด แต่เกาะหมื่นเหมันต์ก็ยังหนาวเกินกว่าที่มันจะรับไหว
แต่ทันใดนั้นเอง…
ราวกับมีเวทมนตร์ ลมรอบตัวของมันก็หยุดนิ่งลง ไม่มีลมหนาวพัดมาปะทะอีกต่อไป
พอไม่มีลมแรงกระหน่ำ ความหนาวก็ไม่ได้รุนแรงจนเกินรับไหวแล้ว
ชิงเป่าชะงักไปเล็กน้อย ก่อนที่ใบหน้าจะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นรอยยิ้มดีใจแบบกลั้นไว้ไม่อยู่
“ถิงถิง!”
ถิงเป่าที่ก่อนหน้านี้นั่งอยู่ข้างลู่เป่า กระโดดออกจากกระเป๋าทันทีแบบไม่รีรอ รีบวิ่งออกห่างจากลู่เป่าไปพร้อมกับร้องเสียงดังลั่น แสดงออกชัดเจนว่าหนาวสุดๆ
เฉียวซางเห็นเข้าก็นึกอะไรขึ้นมาได้ รีบวางหยาเป่าลงแล้วพูดขึ้นว่า
“มาอยู่ข้างๆ หยาเป่าดีกว่า จะได้อุ่นขึ้น”
“ย่าห์ ย่าห์!”
หยาเป่าร้องเรียกถิงเป่าเสียงดังอย่างกระตือรือร้น
“ถิงถิง!”
ถิงเป่าตาวาววับ ไม่ลังเลแม้แต่นิดเดียว รีบขยับตัวเข้าไปหาแล้วปีนขึ้นบนตัวหยาเป่าอย่างคล่องแคล่ว
“ถิงถิง…”
พอขึ้นไปถึง มันก็ขดตัวม้วนอยู่ในขนหนานุ่มของหยาเป่าอย่างสบายสุดๆ แสดงสีหน้าเปี่ยมสุขแบบไม่ปิดบัง
หยาเป่า “…”
เมื่อกี้บอกให้อยู่ข้างๆ ไม่ใช่เหรอ ทำไมปีนขึ้นมาทั้งตัวเลยล่ะ…
แต่พอคิดได้ว่าถิงเป่าก็เหมือนลูกที่ตัวเองฟักออกมาเอง หยาเป่าก็ถอนหายใจเบาๆ แล้วยอมให้นอนอยู่บนตัวแบบนั้น
ทางด้านมิเคลล่า เธอหันไปมองชาราร่าที่กำลังมองรอบๆ ด้วยความสนใจ แล้วถามขึ้น
“หนาวไหม?”
“เซี่ยเซี่ย”
ชาราร่าพยักหน้ารับอย่างซื่อๆ แบบไม่เสแสร้ง
มิเคลล่าเผยสีหน้าอ่อนโยนก่อนจะอ้าแขนออก ราวกับจะอุ้ม แต่ยังไม่ทันพูดอะไร เฉียวซางที่ได้ยินบทสนทนาก็รีบก้มลงอุ้มชาราร่าขึ้นมาไว้ในอ้อมแขน แล้วพูดทันที
“ฉันอุ้มเองก็ได้ค่ะ จะได้อุ่นขึ้น”
“เซี่ยเซี่ย~”
ชาราร่าหันไปมองเฉียวซาง ตากลมๆ โค้งเป็นเสี้ยวพระจันทร์อย่างมีความสุข แล้วพยักหน้าเบาๆ
มิเคลล่า “…”
“อาจารย์คะ เราจะพักที่ศูนย์รับรองผู้ฝึกสัตว์อสูรเหรอคะ?” เฉียวซางถามขึ้น
มิเคลล่าตอบทันควัน น้ำเสียงฟังดูไม่สบอารมณ์นัก
“ไม่ใช่”
“แล้วเราจะไปไหนกันคะ?” เฉียวซางยังถามต่อ
มิเคลล่าจึงกลับมาใช้เสียงเรียบปกติ “ฉันหาบ้านพักที่มีลานฝึกกลางแจ้งไว้แล้ว เจ้าของเป็นคนท้องถิ่นกับสัตว์อสูรที่คุ้นเคยกับพื้นที่ดี เผื่อจะได้ยินข่าวเกี่ยวกับผลึกฟ้าบ้าง”
จริงด้วย มีชาราร่าอยู่ด้วย อาจารย์มิเคลล่าไม่มีทางเลือกพักที่ศูนย์รับรองผู้ฝึกสัตว์อสูรแน่ๆ
เฉียวซางรีบประจบขึ้นทันที “อาจารย์นี่รอบคอบจริงๆ ค่ะ!”
กงเป่าเพียงแค่มองผู้ฝึกของตัวเองอย่างเงียบๆ แบบไม่พูดอะไร
ขณะที่มิเคลล่ากระตุกมุมปากเล็กน้อย ดูเหมือนจะพอใจกับคำชมอยู่ไม่น้อย
เธอหยิบมือถือขึ้นมา เปิดตำแหน่งบ้านพักให้ไอพ่นเบิกฟ้าดู ดวงตาของไอพ่นเบิกฟ้าก็เปล่งแสงสีฟ้าขึ้นทันที
แล้วไม่นาน ทั้งมิเคลล่า เฉียวซาง และเหล่าสัตว์อสูรก็หายวับไปจากจุดเดิม
…
บนธารน้ำแข็ง
มีบ้านน้ำแข็งขนาดใหญ่รูปร่างสวยงามราวกับสร้างจากคริสตัลใส ตั้งตระหง่านอยู่
“ฉิงฉิง~”
เสียงต้อนรับดังขึ้นจากสัตว์อสูรประเภทกบ สูงประมาณสองเมตร ยืนสองขา ทั้งตัวเป็นสีฟ้าอ่อน
ขณะที่มันพูดอยู่นั้น สายตาก็เหลือบไปมองหยาเป่า ลู่เป่า ไอพ่นเบิกฟ้า และราชามังกรที่ไม่ได้สวมเสื้อผ้า
บนเกาะหมื่นเหมันต์ที่เต็มไปด้วยหิมะและน้ำแข็งตลอดปี มันไม่ค่อยเจอนักท่องเที่ยวที่ "มาท้าลมหนาว" ด้วยร่างเปล่าแบบนี้เท่าไหร่
“ฉันจองห้องสวีทไว้สองห้อง” มิเคลล่ายื่นบัตรประจำตัวให้
“ฉิงฉิง!”
เจ้ากบรับบัตรมา แล้วหันไปตะโกนเรียกเสียงดัง
ไม่นานนัก ชายหนุ่มร่างท้วมเล็กน้อย สีหน้าดูอ่อนเพลียก็เดินออกมาจากประตูบานหนึ่ง
“ฉิงฉิง”
กบใจเย็นร้องเรียกหนึ่งเสียง
“รู้แล้วน่า…”
ชายหนุ่มตอบเสียงแผ่วๆ จากนั้นก็จัดการเรื่องเช็คอินอย่างรวดเร็ว พร้อมพูดด้วยน้ำเสียงเหน็ดเหนื่อย
“พวกคุณจองห้องสวีทไว้สองห้อง พื้นที่ว่างด้านหลังทั้งหมดเป็นสนามประลอง ปกติถ้าอยากฝึกก็ไปได้เลย เรามีอาหารบริการครบสามมื้อ แต่ถ้าอยากทำอาหารเอง ครัวก็ให้ยืมได้ มีอะไรก็เรียกผมหรือกบใจเย็นนั่นได้เลย”
พูดจบเขาก็หันไปพูดกับกบใจเย็นว่า
“อู๋ฉิง พาแขกไปที่ห้องที”
อู๋ฉิง…
เฉียวซางถึงกับกระตุกมุมปากอย่างห้ามไม่อยู่
กบใจเย็น สัตว์อสูรระดับสูงประเภทน้ำแข็ง ขึ้นชื่อว่าเย็นชาจนไร้ความรู้สึก ไม่มีอารมณ์ ไม่มีปฏิกิริยาต่อสิ่งใดๆ
ชื่อว่าอู๋ฉิง (ไร้ใจ)… ก็สมชื่อดีอยู่นะ
“ฉิงฉิง”
เจ้ากบใจเย็นร้องเรียกอีกครั้ง แล้วทำท่าเชิญทางนี้อย่างสุภาพ
แต่มิเคลล่ายังไม่เดินตาม เธอหันไปถามชายหนุ่ม
“ฉันอยากรู้เรื่องหนึ่ง”
“ถามได้เลยครับ” ชายหนุ่มยืดตัวขึ้นเล็กน้อย “เรื่องเที่ยว เรื่องกินแถวนี้ ผมรู้หมด”
“นายรู้ไหมว่าที่นี่มีที่ไหนขายผลึกฟ้าบ้าง?”
ชายหนุ่มขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะตอบ “ถ้างั้นลองไปดูที่ย่านน้ำแข็งสุดขั้วดูครับ ที่นั่นส่วนใหญ่ขายวัสดุและอุปกรณ์ที่เกี่ยวกับน้ำแข็งเยอะมาก”
มิเคลล่ากล่าวขอบคุณเรียบๆ แล้วเดินตามกบใจเย็นไปยังห้องพักพร้อมกับเฉียวซาง
ชายหนุ่มมองตามหลังของกลุ่มสัตว์อสูรที่แปลกตาเหล่านั้นไปทีละตัว จนกระทั่งสายตาหยุดลงที่แผ่นหลังของราชามังกร หัวใจรู้สึกหวั่นไหวอย่างไม่รู้ตัว แต่ยังไม่ทันได้คิดอะไรมาก แววตาก็พลันหม่นลง เขาถอนหายใจเบาๆ แล้วหมุนตัวเดินจากไปเงียบๆ
…
เวลา 18:30 น.
เฉียวซางอุ้มชาราร่าไว้ในอ้อมแขน ด้วยพลังข้ามพิกัดมิติของซุนเป่า เธอ มิเคลล่า และหยาเป่าพร้อมพวก ก็ปรากฏตัวขึ้นกลาง ย่านน้ำแข็งสุดขั้ว
บรรยากาศที่นี่คล้ายตลาดสดจอแจ แต่สิ่งที่วางขายบนแผงลอยไม่ใช่ผักผลไม้ แต่คือวัสดุและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับธาตุน้ำแข็งล้วนๆ
ผู้คนและสัตว์อสูรเดินเลือกซื้อกันเป็นกลุ่มบ้าง เดี่ยวบ้าง
มองไปโดยรอบจะพบว่าสัตว์อสูรที่ตั้งร้านค้า หรือแม้แต่ที่เดินจับจ่ายส่วนใหญ่ ก็ล้วนเป็นประเภทน้ำแข็งทั้งสิ้น
“ไม่คิดเลยว่าที่นี่จะหนาวขนาดนี้ แต่คนก็ยังเยอะมากอยู่ดีนะ…” เฉียวซางมองรอบๆ อย่างประหลาดใจ
มิเคลล่าอธิบายเสียงเรียบ “บนดาวนภาเพลิง ที่ที่หนาวตลอดปีมีแค่ที่นี่ที่เดียว ผู้ฝึกสัตว์อสูรที่มีสัตว์อสูรประเภทน้ำแข็ง หรือกำลังมองหาพันธะสัญญากับสัตว์อสูรประเภทนี้ ส่วนใหญ่ก็จะมาที่นี่”
เฉียวซางพยักหน้าเบาๆ โดยไม่พูดอะไรอีก แล้วเดินทอดน่องดูของบนแผงอย่างสบายๆ
แผงลอยเรียงรายมีของขายเกี่ยวกับน้ำแข็งมากมาย
แม้จะยังไม่เจอผลึกฟ้าระดับสูง แต่ของบางอย่างลู่เป่าก็สามารถใช้ได้
เนื่องจากบนดาวนภาเพลิง สัตว์อสูรประเภทน้ำแข็งมีน้อย อุปกรณ์และวัสดุที่เกี่ยวข้องจึงมักมีราคาสูงลิ่ว
แต่ของบนเกาะหมื่นเหมันต์เป็นแหล่งผลิตโดยตรง ไม่มีพ่อค้าคนกลาง ทำให้ราคาถูกกว่าข้างนอกพอสมควร
เฉียวซางจึงอดไม่ได้ที่จะซื้อของติดมือมาไม่น้อย ซุนเป่าเองก็เก็บของเข้าห่วงวงแหวนจนถุงเล็กถุงใหญ่เข้าไปไม่ต่ำกว่าสิบรอบแล้ว
เมื่อเดินถึงแผงถัดไป เธอก็ถามตามความเคยชิน
“เจ้าของร้านมีผลึกฟ้าขายไหม?”
เจ้าของแผงเป็นสัตว์อสูรประเภทเสือดาวสองขา สีขาวทั้งตัว
“เสวี่ยเสวี่ย” มันพยักหน้า แล้วหยิบผลึกกึ่งโปร่งแสงที่ไม่มีรูปทรงแน่นอนออกมาโชว์
มีจริงๆ ด้วย…
เฉียวซางตาวาว รีบถามทันที “นี่เป็นผลึกฟ้าระดับไหนเหรอ?”
“เสวี่ยเสวี่ย”
สัตว์อสูรเสือดาวหยิบใบรับรองออกมายื่นให้
เฉียวซางก้มลงดู พอเห็นว่าเป็น ระดับ C ก็อดรู้สึกผิดหวังไม่ได้
ทันใดนั้น เธอก็นึกอะไรขึ้นมาได้
“แล้ว…เธอไปเจอมันมาจากที่ไหนเหรอ?”
“เสวี่ยเสวี่ย”
เสือดาวรีบคว้าใบรับรองกลับไปแน่น แล้วเชิดคางขึ้นร้องเสียงสูง
‘กงฉิว’
กงเป่ารับหน้าที่ล่ามทันที
มันบอกว่าถ้าไม่ซื้อ ก็ไปซะ
เฉียวซาง “…”
สัตว์อสูรเดี๋ยวนี้ก็มีอารมณ์แบบมนุษย์ขนาดนี้เลยเหรอ…
เธอเงียบไปครู่หนึ่ง กำลังจะถอยกลับ
แต่แล้ว…
“โม่โม่”
เสียงเรียกทรงพลังของ ราชามังกร ดังขึ้นเบาๆ ข้างตัว
มันก้าวขึ้นมาข้างหน้า หรี่ตามองเสือดาวอย่างกดดัน เสือดาวตัวสั่นอย่างรุนแรง ท่าทางเหมือนจะทรุดลงตรงนั้นเลย
“เสวี่ย เสวี่ย เสวี่ย!”
มันร้องเสียงหลง สีหน้าหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัด
แล้วทันใดนั้น แรงกดดันจากราชามังกร ก็หายวับไปทันที
“เสวี่ยเสวี่ย…”
เสือดาวหอบหายใจหนัก ร้องเสียงอ่อนออกมา
‘กงฉิว’
กงเป่าช่วยแปลอีกครั้ง
มันบอกว่าพบผลึกนี่ที่เกาะน้ำแข็งวิบัติ
“เกาะน้ำแข็งวิบัติ…”
เฉียวซางหันไปมองราชามังกรด้วยสายตาซาบซึ้งใจ
“โม่โม่”
ราชามังกรกระตุกมุมปาก แล้วร้องขึ้นอีกเสียงหนึ่ง แสดงว่าเรื่องแค่นี้เอง ไม่ต้องใส่ใจหรอก
มิเคลล่า “…”
“ที่ไหนนะ?” มิเคลล่าหันมาถาม
“เกาะน้ำแข็งวิบัติค่ะ” เฉียวซางตอบ
เกาะหมื่นเหมันต์ไม่ได้มีแค่เกาะเดียว แต่ประกอบด้วยเกาะน้ำแข็ง 109 เกาะ เกาะน้ำแข็งวิบัติก็เป็นหนึ่งในนั้น
“จะไปตอนนี้เลยไหม?” มิเคลล่าถามต่อ
ไม่ต้องรีบขนาดนั้นก็ได้นะ…เฉียวซางคิดในใจ กำลังจะอ้าปากตอบ
แต่แล้วสัตว์อสูรเสือดาวก็ร้องแทรกขึ้นมาก่อน
“เสวี่ยเสวี่ย”
‘กงฉิว’
กงเป่าแปลให้ในหัวทันที
มันบอกว่า... อย่าไปเลย ช่วงนี้มีสัตว์อสูรหายตัวไปที่นั่นโดยไม่มีเหตุผล
ไม่คิดเลยว่าเจ้าเสือดาวหิมะตัวนี้ ถึงจะถูกบังคับให้ตอบ ก็ยังอุตส่าห์มีน้ำใจเตือนกันด้วย... เฉียวซางอดคิดในใจไม่ได้ พลางหยิบผลึกฟ้า เมื่อครู่นั้นขึ้นมาดูแล้วถามเสียงเรียบว่า
“อันนี้เท่าไหร่? ฉันซื้อ”
“เสวี่ยเสวี่ย!”
เสือดาวหิมะตาเป็นประกายทันที ร้องตอบอย่างกระตือรือร้น พร้อมรีบเสนอราคาโดยไม่รอช้า
…
ระหว่างทางกลับที่พัก มิเคลล่าหันมามอง แล้วถามขึ้น
“แน่ใจนะว่าจะไปพรุ่งนี้?”
“ค่ะ” เฉียวซางพยักหน้า “กลางคืนที่เกาะหมื่นเหมันต์อุณหภูมิจะต่ำกว่าตอนกลางวันอีก ฉันกลัวว่าชาราร่ากับพวกหยาเป่าจะทนไม่ไหวค่ะ”
พอได้ยินว่าห่วงชาราร่า มิเคลล่าก็ไม่ลังเลเลย ตอบกลับทันที “ที่เธอพูดก็ถูก”
ทั้งสองคนคุยกันพลาง เดินกลับเข้าบ้านพัก
เสียงประตูเปิดออก ท่ามกลางลมเย็นที่พัดวูบเข้ามา
“ไม่รู้ว่าสัตว์อสูรตัวไหนบ้างที่หายไปในเกาะน้ำแข็งวิบัตินะ…”
“พรุ่งนี้ ถ้าจะไปจริงๆ ต้องดูแลเจ้าหญ้าสดเบิกบานให้ดีๆ ล่ะ”
“เข้าใจแล้วค่ะ” เฉียวซางรับคำอย่างไม่ลังเล
แต่ในจังหวะนั้นเอง เสียงหนึ่งก็ดังแทรกขึ้นมา
“พวกคุณจะไปเกาะน้ำแข็งวิบัติพรุ่งนี้เหรอ?”
เฉียวซางหันไปตามเสียง เห็นว่าเป็นชายหนุ่มเจ้าของบ้านพักที่หน้าตาดูอ่อนเพลียเหมือนเดิม
เธอพยักหน้า แล้วตอบตรงๆ
“ใช่ค่ะ”
ชายหนุ่มลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ แฝงความหนักใจ
“ช่วงนี้… อย่าไปที่นั่นเลยจะดีกว่า”
“ทำไมเหรอคะ?” เฉียวซางถามทันที “เป็นเพราะมีสัตว์อสูรหายตัวไปที่นั่นใช่ไหมคะ?”
ชายหนุ่มนิ่งไปนิด แล้วพูดด้วยเสียงแผ่วเบา ราวกับกำลังกลั้นความเจ็บปวดบางอย่างไว้ในใจ
“ช่วงนี้มีสัตว์อสูรหายไปที่นั่นแล้วไม่ต่ำกว่าห้าตัว...สัตว์อสูรของพวกคุณดูสะดุดตามาก ถ้าไปตอนนี้มีความเสี่ยงสูงมากจริงๆ”
มิเคลล่าขมวดคิ้วเล็กน้อย แล้วถามเสียงเข้ม
“แล้วนายรู้ไหมว่าสัตว์อสูรพวกนั้นหายไปเพราะอะไร?”
ชายหนุ่มเงียบไปพักหนึ่ง ก่อนจะส่ายหัวตอบเบาๆ
“ผมไม่รู้…รัฐบาลก็ส่งคนไปตรวจสอบหลายรอบแล้ว แต่ก็ไม่เคยได้ผลอะไรเลย ไม่มีร่องรอย ไม่มีเบาะแส ไม่เจอสาเหตุใดๆ ทั้งสิ้น”