- หน้าแรก
- คู่มือตำราอสูร: ฉบับเริ่มต้นจากศูนย์
- บทที่ 1332: ทูตเคราะห์ร้าย ปะทะ ซุนเป่า
บทที่ 1332: ทูตเคราะห์ร้าย ปะทะ ซุนเป่า
บทที่ 1332: ทูตเคราะห์ร้าย ปะทะ ซุนเป่า
เร็วขนาดนี้เชียว… ดูท่าที่ดาวนภาเพลิง ใครเดินผ่านตามถนนก็เป็นผู้รับรองการประลองได้ทั้งนั้นสินะ… เฉียวซางอดรู้สึกทึ่งในใจไม่ได้ ก่อนจะพูดขึ้นว่า
“งั้นเราไปกันเถอะ”
“ซุนซุน~!”
ซุนเป่าลอยตัวมาข้างๆ ผู้ฝึกสัตว์อสูรของมัน โชว์เกราะทองอร่ามระยิบระยับราวกับบอกว่าพร้อมลุยแล้วเต็มที่
แล้วจู่ๆ มันก็นึกอะไรขึ้นมาได้ เลยถอดวงแหวนออก หวังจะหยิบโล่ออกมาจากข้างใน
แต่แสงทองที่พุ่งวาบออกมาอย่างกะทันหันก็จัดจ้าเกินไปจนเกือบทำให้แจ็คเกอลีนกับโชคลาภประจำวันตาพร่า ทั้งคู่ต้องรีบยกมือขึ้นมาบังตาไว้โดยอัตโนมัติ
จังหวะนั้นเอง มิเคลล่าก็พูดขึ้นช้าๆ ว่า
“ที่ดาวนภาเพลิงน่ะ การประลองระหว่างผู้ฝึกสัตว์อสูรกับสัตว์อสูร ไม่ว่าจะระหว่างคนหรือระหว่างสัตว์อสูรก็ตาม ปกติจะไม่ใช้ไอเทมหรือการสลักลายกันหรอกนะ”
พอได้ยินแบบนั้น เฉียวซางก็พูดกับซุนเป่าว่า
“ซุนเป่า ถอดไอเทมออกให้หมดเลย”
“ซุน…”
ซุนเป่าทำหน้าไม่ค่อยเต็มใจนัก แต่สุดท้ายก็ยอมถอดไอเทมที่ติดตัวอยู่ออกทั้งหมดแล้วเก็บใส่วงแหวนตามคำสั่งอย่างว่าง่าย
แจ็คเกอลีนมองมิเคลล่าเล็กน้อย เหมือนจะอยากพูดอะไรบางอย่างแต่ก็กลืนคำพูดกลับไป
“กงฉิว”
เสียงเรียกดังขึ้นจากกงเป่าที่ร้องเรียกเบาๆ แล้วก็เริ่มบินนำทาง
ทุกคนก็ตามกันไปติดๆ
พอลงมาถึงชั้นล่างก็เห็นว่าทูตเคราะห์ร้ายยืนอยู่ตรงหน้าประตู พร้อมกับสัตว์อสูรขนาดราวสามเมตรตัวหนึ่ง ทั้งตัวมีสีน้ำตาลเข้มเหมือนก้อนหิน ดูเหมือนจะทำจากหินทั้งร่าง กำลังพูดคุยกับทูตเคราะห์ร้ายบางอย่างอยู่
อสูรหนามแกร่ง ประเภทดิน ระดับสูง เป็นสัตว์อสูรที่นิสัยซื่อๆ ตัวแข็งเหมือนก้อนเหล็ก และสามารถตรวจจับความเคลื่อนไหวรอบตัวได้ด้วยคลื่นเสียง… ข้อมูลของมันผุดขึ้นมาในหัวของเฉียวซางโดยอัตโนมัติ
“หยานรุ่ย?”
อสูรหนามแกร่งหันมาทางกลุ่มของเฉียวซางที่เพิ่งเดินออกมาจากร้าน ร้องเสียงเบาเหมือนตั้งคำถาม
“ซื่อเจ่อ”
ทูตเคราะห์ร้ายชี้มาที่เฉียวซางอย่างชัดเจน
“หยานรุ่ย”
อสูรหนามแกร่งเดินเข้ามาหาเฉียวซาง แล้วยื่นสมุดสีแดงเล่มหนึ่งให้
เฉียวซางรับมาเปิดดูแล้วก็พบว่ามันคือเอกสารรับรองสถานะผู้รับรองการประลองระดับ C ซึ่งด้านในมีรูปถ่ายของอสูรหนามแกร่งติดอยู่ด้วย
มิเคลล่าเดินเข้ามาดูแวบหนึ่งก่อนจะอธิบายว่า
“จริงๆ แล้ว ผู้รับรองระดับ C ไม่สามารถรับรองการประลองระหว่างสัตว์อสูรระดับราชาได้หรอกนะ แต่ถ้าทั้งสองฝ่ายไม่มีใครคัดค้านก็ไม่เป็นไร”
ผู้รับรองก็มีระดับเหมือนกัน อย่างการประลองระหว่างสัตว์อสูรระดับราชา โดยทั่วไปต้องใช้ผู้รับรองระดับ B ขึ้นไปตามกฎ
“ฉันไม่ติดอะไร” เฉียวซางพูดพลางปิดสมุดแล้วคืนให้กับอสูรหนามแกร่ง
“ซื่อเจ่อ”
ทูตเคราะห์ร้ายก็ร้องรับสั้นๆ แสดงว่าไม่มีปัญหาเช่นกัน
“หยานรุ่ย”
อสูรหนามแกร่งเก็บสมุดคืน ยิ้มให้เล็กน้อย จากนั้นก็ชี้ไปทางด้านซ้ายพร้อมกับร้องเบาๆ แล้วเดินนำทางไปยังทิศที่มันชี้ไว้
ทูตเคราะห์ร้ายขยับตัวตามไปทันที
ส่วนเฉียวซางก็เดินตามหลังไปพร้อมกับอาจารย์ทั้งสองคน รวมถึงหยาเป่าและพวกสัตว์อสูรตัวอื่นๆ
หลังจากเดินทางกันประมาณสิบกว่านาที พวกเธอก็มาถึงสนามประลองสัตว์อสูรแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ใจกลางเมือง
อสูรหนามแกร่งเดินเข้าไปที่เคาน์เตอร์ด้านหน้า พูดคุยกับพนักงานอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหันหน้ากลับมามองทางเฉียวซาง
ทูตเคราะห์ร้ายเองก็หันมามองทางนี้ด้วยเหมือนกัน
“หนึ่งรอบต่อการประลอง ราคา 288 เหรียญพันธมิตรค่ะ รับชำระด้วยสแกนหรือเงินสดดีคะ?”
พนักงานสาวยิ้มแย้มพูดขึ้น พร้อมหันตามสายตาของอสูรหนามแกร่งกับทูตเคราะห์ร้ายมาที่เฉียวซาง
คิดค่าเป็นรายรอบแถมยังแพงขนาดนี้เลยเหรอ… เฉียวซางแอบบ่นในใจ ก่อนจะหันไปมองอาจารย์แจ็คเกอลีน
แจ็คเกอลีนรีบเดินเข้าไปจัดการจ่ายเงินเรียบร้อย
“สนามอยู่ด้านใน เชิญเลยค่ะ” พนักงานกล่าวพลางชี้นิ้วไปทางด้านใน
ดูเหมือนอสูรหนามแกร่งจะคุ้นเคยกับที่นี่ดีมาก ไม่แม้แต่จะถามอะไรเพิ่ม แล้วก็เดินนำไปอย่างคล่องแคล่ว
กลุ่มของเฉียวซางก็เดินตามเข้าไปข้างใน
“ที่นี่คิดค่าใช้สนามเป็นรายรอบเลยเหรอคะ?” เฉียวซางอดถามไม่ได้
“เพราะมีคนประลองเยอะ แต่สนามมีจำกัดน่ะสิ” มิเคลล่าอธิบาย “จริงๆ ก็มีแบบคิดเป็นครึ่งชั่วโมงหรือหนึ่งชั่วโมงก็มีนะ แต่ที่เธอกับทูตเคราะห์ร้ายจะสู้กัน มันถือเป็นการต่อสู้ของระดับราชา การต่อสู้แบบนี้สร้างความเสียหายให้สนามตั้งเยอะ ที่นี่คิดเป็นรอบ รอบละแค่ 288 เหรียญก็ไม่แพงแล้วล่ะ”
พอเฉียวซางนึกถึงสนามที่ถูกทำลายเละในตอนแข่งระดับภูมิภาคก็รู้สึกเห็นด้วยขึ้นมาทันที
“งั้นที่นี่มีสนามฟรีให้ใช้ไหมคะ?” เฉียวซางถามอีก
“มีสิ” มิเคลล่าตอบ “แต่แย่งกันยากมากเลยล่ะ”
ระหว่างที่กำลังพูดคุยกัน อสูรหนามแกร่งก็ผลักประตูบานหนึ่งเข้าไป
ภาพที่เห็นภายในคือสนามซ้อมกลางแจ้งขนาดใหญ่ที่ถูกแบ่งออกเป็นหลายส่วน แต่ละสนามแทบจะมีคนประลองอยู่เต็มหมด บางคนก็ยืน บางคนนั่งอยู่ขอบสนามเฝ้าดูอยู่ข้างๆ บรรยากาศดูคล้ายกับรอบคัดเลือกของการแข่งขันเล็กๆ บนบลูสตาร์ที่ให้ผู้เข้าแข่งขันลงแข่งแบบ 1 ต่อ 1 พร้อมกันทุกสนาม โดยแต่ละสนามจะมีกรรมการยืนดูและบันทึกคะแนนอยู่ข้างสนาม
“หยานรุ่ย”
อสูรหนามแกร่งเดินไปหยุดที่สนามเปล่าแห่งหนึ่ง ก่อนจะหยิบหวีดออกมาจากตัว แล้วหันมาโบกมือเป็นสัญญาณเรียกเฉียวซางกับทูตเคราะห์ร้ายให้มาที่สนาม
ทูตเคราะห์ร้ายลอยตัวไปประจำที่ฝั่งหนึ่งของสนาม
เฉียวซางเดินไปอีกฝั่งของสนาม
มิเคลล่ากับแจ็คเกอลีนเดินไปนั่งลงที่ม้านั่งข้างสนาม
สุดท้ายแจ็คเกอลีนก็อดถามขึ้นไม่ได้
“ฉันจำได้ว่า ถ้าไม่มีข้อตกลงล่วงหน้า ก็ไม่จำเป็นต้องถอดไอเทมหรือสลักลายนี่คะ ทำไมคุณถึงให้เจ้าราชาบ่วงรัตติกาลนั่นถอดไอเทมออกล่ะคะ?”
“เธอเคยเห็นนักเรียนของสถาบันผู้ฝึกสัตว์อสูรแห่งจักรวรรดิใส่ไอเทมลงสนามสู้มั้ยล่ะ?” มิเคลล่าตอบกลับด้วยคำถาม
แจ็คเกอลีนเงียบไปชั่วครู่ ก่อนจะเอ่ยถามต่อ
“นักเรียนเฉียวจะชนะได้ไหม?”
เธอไม่ได้ตั้งใจดูถูกฝีมือของนักเรียนจากสถาบันผู้ฝึกสัตว์อสูรแห่งจักรวรรดิหรอกนะ แค่เฉียวซางดูเด็กเกินไปจริงๆ
“วางใจเถอะ” มิเคลล่ายิ้มมุมปาก “เธอชนะได้แน่นอน”
เฉียวซางพยักหน้าให้ซุนเป่า
ซุนเป่าเผยสีหน้าจริงจัง ลอยตัวขึ้นไปยืนประจันหน้าศัตรูตรงหน้าผู้ฝึกของมัน
“ซื่อเจ่อ”
ทูตเคราะห์ร้ายมองสำรวจซุนเป่าอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็กดปุ่มบนกำไลปรับขนาดที่มันสวมอยู่ตรงข้อมือ
ทันใดนั้น ร่างของมันก็ค่อยๆ ขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งสูงถึงประมาณแปดเมตรถึงหยุดลง
รอบๆ สนามมีหลายคนเริ่มหันมามอง เพราะแม้แต่ที่สนามประลองสัตว์อสูรซึ่งมีการประลองทุกเมื่อเชื่อวันอยู่แล้ว ขนาดตัวแบบนี้ก็ยังนับว่าไม่ธรรมดา
ทูตเคราะห์ร้ายก้มหน้าลงมองซุนเป่าเหมือนกำลังรออะไรบางอย่าง
อสูรหนามแกร่งเองก็หันมามอง ยังไม่ประกาศเริ่มการประลองทันที
“ซุนซุน…”
ซุนเป่าไม่ชอบถูกมองจากมุมสูงแบบนั้น มันเลยลอยขึ้นไปให้ระดับสายตาอยู่พอๆ กับหัวของทูตเคราะห์ร้าย
ทูตเคราะห์ร้ายชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะมองไปยังสองอุ้งมือของซุนเป่า พอเห็นว่าไม่มีใส่กำไลปรับขนาดไว้ มันก็ระเบิดหัวเราะออกมาเสียงดังลั่นทันที
“ซื่อเจ่อ ซื่อเจ่อ ซื่อเจ่อ!”
“ซุนซุน…”
ซุนเป่ารู้ทันทีว่ามันกำลังหัวเราะเรื่องอะไร ใบหน้าก็เลยพองแก้มออกอย่างหัวเสียสุดๆ
“ถิงถิง…”
เสียงหัวเราะของทูตเคราะห์ร้ายไปปลุกให้มังกรน้อยอสนีตื่นขึ้น มันค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาด้วยท่าทีงัวเงีย
“เริ่มได้แล้ว” เฉียวซางพูดกับอสูรหนามแกร่ง
อสูรหนามแกร่งหันไปมองสัตว์อสูรสองตัวที่ขนาดตัวต่างกันสุดขั้วในสนาม แล้วก็เหมือนจะเข้าใจอะไรบางอย่าง มันพยายามกลั้นหัวเราะก่อนจะหยิบหวีดขึ้นมาเป่าเสียงดังฟืด
ทันใดนั้นเอง ร่างของซุนเป่าก็หายวับไปจากสนามในพริบตา
เสียงหัวเราะของทูตเคราะห์ร้ายก็หยุดลง มันเริ่มหันซ้ายหันขวาอย่างระแวดระวัง
แม้เจ้าตัวเล็กนั่นจะดูเตี้ยจิ๋ว แต่พลังงานที่มันสัมผัสได้กลับไม่ได้อ่อนแอเลยสักนิด
ทันใดนั้น ทูตเคราะห์ร้ายเหมือนจะรู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่าง มันก้มลงมองไปที่พื้น
ก็เห็นซุนเป่าปรากฏตัวขึ้นที่พื้น กำลังใช้กรงเล็บเล็กๆ ของมันกวักเรียกใส่แบบท้าทาย
ทูตเคราะห์ร้ายโดนยั่วโมโหเข้าเต็มๆ สีหน้ามันดูไม่สบอารมณ์สุดๆ มันยื่นมือออกมา รวบรวมพลังสร้างลูกบอลเงามืดสีดำขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางราวสองเมตร แล้วเหวี่ยงลงมาจากด้านบน
แต่ทันใดนั้นเอง กรงเล็บของซุนเป่าก็ขยับเบาๆ
แขนขวาของทูตเคราะห์ร้ายที่กำลังจะขว้างลูกเงามืดพลันโดนพลังบางอย่างควบคุมเอาไว้ เปลี่ยนทิศทางกลางคันแล้วพุ่งลงไปฟาดใส่หัวของมันเอง!