- หน้าแรก
- คู่มือตำราอสูร: ฉบับเริ่มต้นจากศูนย์
- บทที่ 1217 – 1218: รอบรองชนะเลิศ (สองตอนรวมกัน)
บทที่ 1217 – 1218: รอบรองชนะเลิศ (สองตอนรวมกัน)
บทที่ 1217 – 1218: รอบรองชนะเลิศ (สองตอนรวมกัน)
ระหว่างที่คุยกันอยู่นั้น เย่เซียงถิงก็หาข้อมูลเสร็จพอดี แล้วก็เอ่ยขึ้นว่า “โรงแรมเทียนหวังเป็นไงบ้าง? โรงแรมระดับห้าดาวอยู่ใกล้กับสนามแข่งพิชิตนภาแบบสุดๆ ได้ยินมาว่าแค่อยู่ในห้องก็สามารถมองเห็นสนามแข่งได้เลยนะ”
เฉียวซางพยักหน้าเบาๆ แล้วก็พูดว่า
“โอเค งั้นก็ที่นั่นแหละค่ะ”
ตอนนั้นเธอกับโค้ชเถาก็เคยไปกินข้าวที่โรงแรมนั้นมาแล้ว ยังจำได้ว่าพื้นที่ของที่นั่นดีมากจริงๆ อยู่ใกล้กับสนามแข่งพิชิตนภาแบบเดินไปได้เลย
…
หนึ่งทุ่มตรง
โรงแรมเทียนหวัง
ภายใต้การนำของพนักงาน โรงแรมก็พาเฉียวซางกับทีมขึ้นมาที่ห้องสวีทขนาดใหญ่
“โรงแรมของเราทำเลดีมากเลยนะคะ พอมองออกไปจากหน้าต่างก็เห็นสนามแข่งพิชิตนภาชัดเจน แล้วห้องสวีทขนาดใหญ่แบบนี้เราจะมีพ่อบ้านส่วนตัวคอยดูแลให้ด้วยนะคะ ถ้ามีอะไรต้องการสามารถกดปุ่มเรียกได้เลยค่ะ พ่อบ้านจะรีบมาจัดการให้ทันทีค่ะ” พนักงานพูดด้วยน้ำเสียงนอบน้อม
“ฟู่ว~”
เจ้าสัตว์อสูรคล้ายแมวที่ตัวสูงประมาณเมตรครึ่ง ใส่ชุดพนักงานพร้อมหูกระต่ายเรียบร้อยก็ร้องออกมาเบาๆ หนึ่งที
มันคือพ่อบ้านเหมียว สัตว์อสูรประเภทพลังจิต มีไอคิวที่สูงมากๆ เก่งเรื่องดูแลเด็ก ไม่ชอบการต่อสู้หรือความขัดแย้ง มันจะขยันขันแข็งวิ่งวุ่นไปทั่วเพื่อช่วยเหลือผู้คนและสัตว์อสูรต่างๆ เพื่อให้ได้สัมผัสถึงความรู้สึกดีๆ อย่างความสุขหรือความซาบซึ้งใจ การดูแลผู้อื่นเพื่อสะสมพลังงานทางอารมณ์ด้านบวกคือสิ่งที่มันชื่นชอบที่สุด...
เฉียวซางนึกถึงข้อมูลเกี่ยวกับสัตว์อสูรตัวนี้ขึ้นมาในหัว ก่อนจะพยักหน้าให้มันเบาๆ และตอบกลับด้วยน้ำเสียงสุภาพ
“รับทราบค่ะ”
“ถ้าอย่างนั้นดิฉันขอตัวไม่รบกวนแล้วนะคะ” พนักงานพูดจบก็หันหลังเดินออกไป
“ฟู่ว~” พ่อบ้านเหมียวร้องเบาๆ อีกทีแล้วก็เดินตามออกไป พร้อมทั้งปิดประตูให้แบบแสนจะใส่ใจ
ทันทีที่ประตูปิด พนักงานคนนั้นก็แสดงสีหน้าตื่นเต้นแบบสุดๆ ควักมือถือออกมาด้วยความเร็วสูง ก่อนจะพิมพ์ข้อความลงในกรุ๊ปแชทแบบมือไวสุดๆ
[อ๊ากก! เฉียวซางน่ารักมากกก! แถมยังได้เจอภูติเร้นเมฆาด้วย! น่ารักเกินไปแล้ววว! แต่ฉันไม่กล้ามองตรงๆ เลย!]
พิมพ์เสร็จ เธอก็หันไปมองพ่อบ้านเหมียว พร้อมกำชับว่า
“คนนี้คือแขกคนสำคัญสุดๆ เลยนะ แกต้องดูแลดีๆ เข้าใจไหม?”
“ฟู่ว~”
พ่อบ้านเหมียวพยักหน้า
พนักงานก้มหน้าก้มตาเหลียวมองรอบตัวแล้วลดเสียงลงกระซิบว่า
“ในโรงแรมเรานี่มีแฟนคลับเธอเพียบเลยนะ ถ้าแกดูแลดีๆ แล้วเธออยู่ต่ออีกหลายวันล่ะก็พลังงานด้านบวกที่แกเก็บได้ต้องเยอะกว่าปกติแน่ๆ เลยล่ะ”
“ฟู่ว~”
พ่อบ้านเหมียวพยักหน้าอีกรอบ แล้วเอาอุ้งมือแตะไหล่พนักงานทันที พลังงานสีชมพูอ่อนๆ ก็ถูกดูดซึมเข้าไปในร่างของมันอย่างรวดเร็ว
จริงๆ แล้วมันสังเกตเห็นตั้งนานแล้ว ตั้งแต่มนุษย์คนนี้ก้าวเข้ามาในโรงแรม บรรยากาศรอบๆ ก็เหมือนมีแต่ความสุขอบอวลไปหมด
แถมยังมีกลิ่นหอมฟุ้งไปทั่วอีกต่างหาก…
…
ในห้องสวีทขนาดใหญ่
“ซุนซุน~”
“ชิงชิง~”
ซุนเป่ากับชิงเป่าลอยไปลอยมาในแต่ละห้องด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“แม่ อยู่ที่นี่ด้วยกันเลยไหมคะ?” เฉียวซางมองไปรอบๆ ห้องแล้วก็พูดขึ้นมา
นอกจากห้องนั่งเล่น ห้องทำงานอะไรพวกนี้แล้ว ที่นี่ก็ยังมีห้องนอนตั้งสองห้อง แถมแต่ละห้องยังมีเตียงคู่ให้อีกต่างหาก
เย่เซียงถิงตอบทันทีว่า “ได้ เดี๋ยวแม่กลับไปเช็คเอาท์ออกจากโรงแรมเก่าก่อนนะ”
การอยู่ด้วยกันแบบนี้สำหรับเธอแล้วก็สะดวกขึ้นเยอะเลยล่ะ...
“งั้นฉันขอตัวกลับก่อน พวกเธอก็พักผ่อนกันเร็วๆ ล่ะ” มิเคลล่าพูดพลางยิ้มบางๆ
“อาจารย์อยู่ที่นี่ด้วยกันเลยดีไหมคะ?” เย่เซียงถิงพยายามรั้งไว้ด้วยความหวังเล็กๆ
แต่มิเคลล่าส่ายหน้าพร้อมปฏิเสธ
“ไม่เป็นไรดีกว่า สำหรับฉันจะไปจะมาก็แค่ชั่วพริบตาเท่านั้นเอง”
จริงๆ แล้วที่เธอตามมาด้วยก็เพื่อให้สะดวกต่อการกำหนดพิกัดการเคลื่อนย้ายต่างหากจะได้ไม่ต้องเสียเวลาตอนไปกลับครั้งหน้า
เฉียวซางเลยพูดเสริมว่า
“งั้นอาจารย์ก็พักผ่อนเร็วๆ นะคะ”
มิเคลล่ายิ้มนิดๆ ดวงตาดูผ่อนคลายขึ้น จากนั้นก็หันมายิ้มให้เฉียวซางก่อนจะหายวับไปกับตาในทันที
เย่เซียงถิงเบิกตาโตตกใจ
“ข้ามพิกัดมิติเหรอ!? แล้วสัตว์อสูรของอาจารย์ของลูกล่ะ? ทำไมแม่มองไม่เห็นเลยสักนิด?”
“เป็นสัตว์อสูรประเภทพลังจิตค่ะ ปกติก็ซ่อนตัวไว้อยู่แล้ว” เฉียวซางอธิบาย
เย่เซียงถิงทำท่าคิดตาม แล้วก็ถามขึ้นว่า
“แล้วซุนเป่าของลูกล่ะ ปกติซ่อนตัวอยู่แล้วสามารถใช้ข้ามพิกัดมิติได้เลยไหม?”
เฉียวซางตอบแบบยังไม่ค่อยมั่นใจ
“น่าจะได้นะคะ…”
ในการแข่งขันที่ผ่านมา เวลาซุนเป่าจะย้ายตำแหน่ง มันมักจะเทเลพอร์ตจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งตอนที่ล่องหนอยู่ แต่เวลาใช้ข้ามพิกัดมิติแบบจริงจัง มันก็มักจะปรากฏตัวออกมาก่อนแล้วค่อยใช้ทักษะ
ยังไม่เคยเห็นใช้ข้ามพิกัดมิติขณะที่ยังล่องหนอยู่เลย แต่ถ้าทั้งล่องหนและข้ามพิกัดมิติฝึกจนคล่องแล้วก็น่าจะทำพร้อมกันได้อยู่
“ซุนซุน~”
ซุนเป่าที่ได้ยินบทสนทนาก็ลอยมากระดิกนิ้วอ้วนๆ ของมันเบาๆ
ไม่ใช่น่าจะทำได้หรอกนะ แต่มันทำได้แล้วต่างหาก
“ซุนซุน?”
มันร้องขึ้นพลางหันไปมองแม่ของผู้ฝึกสัตว์อสูรของตัวเอง คล้ายกับจะถามว่าจะให้ลองดูตอนนี้เลยไหม?
เฉียวซางเลยแปลให้ว่า
“มันถามแม่ว่า จะให้มันพาไปเช็คเอาท์ตอนนี้เลยไหมคะ?”
เย่เซียงถิงชะงักไปนิด แล้วก็หัวเราะ
“ได้สิ”
ซุนเป่าหันมายิ้มกว้างให้ผู้ฝึกเหมือนจะบอกว่า “ดูพลังของมันซะก่อน!” แล้วก็หายตัวไปทันที
พริบตาต่อมา แม่ของเธอก็หายไปจากตรงหน้าเลย
เฉียวซาง: “……”
รู้อยู่แล้วว่ามันจะเล่นใหญ่แบบนี้...
หลังจากนั้น เฉียวซางก็ไปล้างหน้าแปรงฟันอย่างรวดเร็ว พอเสร็จก็กลับเข้ามาในห้องนอน แล้วเริ่มอธิบายข้อมูลของคู่แข่งให้พวกสัตว์อสูรทั้งหลายฟัง
“อู๋เทียนเจียว เธอมีสัตว์อสูรระดับราชาอยู่สองตัว ระดับนายพลหนึ่งตัว ระดับสูงอีกหนึ่ง และระดับเริ่มต้นอีกตัวหนึ่ง”
“ตัวระดับสูงกับระดับต้นเริ่มเราไม่ต้องสนใจมากก็ได้ เรามาเน้นกันที่ระดับราชากับนายพลก่อน…”
เฉียวซางอธิบายแบบต่อเนื่องรัวๆ
หยาเป่า ลู่เป่า กงเป่า แล้วก็ชิงเป่าก็นั่งเรียงแถวหน้ากระดานฟังกันแบบตั้งอกตั้งใจสุดๆ
พอเย่เซียงถิงกลับมาด้วยการข้ามพิกัดมิติ ภาพแรกที่เห็นก็เป็นแบบนี้เลย
เธอชะงักมองอยู่สักพัก เพราะไม่อยากรบกวนเลยลากกระเป๋าเดินไปอีกห้องเงียบๆ
“ซุนซุน! ซุนซุน!”
ซุนเป่าที่เพิ่งกลับมาก็ลอยตามไป เรียกด้วยน้ำเสียงเหมือนไม่พอใจนิดๆ ทำไมไม่รอให้มันกลับมาก่อน แล้วถึงจะประชุมลับๆ แบบนี้กันล่ะ!?
เฉียวซางหันไปมองมันแล้วพูด
“รอบนี้ ฉันจะให้กงเป่าลงสนาม”
“ซุน…ซุน……”
ซุนเป่าชะงักไปทันที สีหน้าจากฟึดฟัดกลายเป็นโล่งอก
อ๋อ...ไม่ใช่มันที่ต้องลงเหรอ งั้นโอเคเลย
“ซุน…ซุน……”
แต่ยังไม่ทันไร อารมณ์มันก็กลับมาตีกันในหัวอีกแล้ว... โล่งใจก็จริง แต่ทำไมรู้สึกแปลกๆ ยังไงไม่รู้แฮะ...
น้องสี่ก็ลงแข่งในรอบที่แล้วไปแล้ว คราวนี้มันเองก็อยากลงสนามบ้าง
เฉียวซางเลยอธิบายให้ฟังอย่างใจเย็นว่า “กงเป่าฝันถึงฉากตอนตัวเองกำลังวิวัฒนาการน่ะ ถ้าฉันเดาไม่ผิด มันก็น่าจะเกิดขึ้นในวันแข่งพรุ่งนี้นี่แหละ”
“ย่าห์ ย่าห์!”
หยาเป่าตาโตทันที สีหน้าดูตื่นเต้นสุดๆ เหมือนกำลังถามว่า จริงเหรอ!?
“กงเจี่ยน”
กงเป่าก็พยักหน้าเบาๆ เป็นเชิงยืนยัน
“ปิงตี้”
ลู่เป่าเองก็ร้องขึ้นมาเหมือนแสดงความยินดีให้ด้วย
ส่วนชิงเป่าก็ทำหน้าสงสัยแบบสุดๆ ฝันถึงฉากวิวัฒนาการงั้นเหรอ? อะไรเนี่ย? หมายความว่ายังไง? แค่ความฝันจะเชื่อได้จริงๆ เหรอ?
“ซุนซุน?!”
ในจังหวะที่มันกำลังจะถามพอดี ซุนเป่าก็ถอยกรูดไปหนึ่งก้าว สีหน้าตกใจสุดขีด
อะไรนะ!?
วิวัฒนาการงั้นเหรอ!?
งั้น…งั้นหลังจากนี้น้องเล็กก็จะแข็งแกร่งกว่ามันแล้วใช่ไหม!?
แบบนี้มันก็จะตกไปอยู่ลำดับสุดท้ายในทีมแล้วน่ะสิ!?
ภาพหลอนในหัวก็ผุดขึ้นมาติดๆ กันเลย...
“ย่าห์ ย่าห์” หยาเป่าพูดขึ้นมาเบาๆ
เจ้าสี่...
“ปิงตี้”
ลู่เป่าร้องขึ้นมา
เจ้าสี่...
“กงเจี่ยน”
กงเป่าก็พูดด้วย
เจ้าสี่...
“ชิงชิง”
ชิงเป่าพูดขึ้นมาบ้าง
พี่สี่...
ฟ้าถล่ม!! โลกหมุนติ้ว!!
อยู่ๆ ซุนเป่าก็รู้สึกวิงเวียน ตาลาย เหมือนความหวังในชีวิตมันดับวูบไปตรงนั้นเลย
“กงเจี่ยน”
ตอนนั้นเอง กงเป่าก็ยื่นปีกมาแตะเบาๆ ที่ตัวซุนเป่า สีหน้าจริงจังแบบจริงใจสุดๆ แล้วก็ร้องออกมาหนึ่งที สื่อความหมายว่า
ไม่ต้องห่วงนะ ไม่ว่าวันพรุ่งนี้ตัวมันจะวิวัฒนาการได้หรือไม่ได้… แกก็จะเป็นพี่ใหญ่ของมันตลอดไป
“ซุนซุน……”
ซุนเป่าอึ้งไปเลย น้ำตารื้นขึ้นมาทันที มองกงเป่าด้วยแววตาประทับใจแบบสุดๆ
“กงเจี่ยน”
เห็นแบบนั้น กงเป่าก็หันไปมองผู้ฝึกของตัวเองแล้วร้องเบาๆ เหมือนจะบอกว่า โอเค พูดต่อได้แล้ว
“ชิงชิง……”
ชิงเป่าหันไปมองกงเป่า แล้วก็มองซุนเป่าที่ตาแดงๆ เหมือนจะร้องไห้
ดูท่าทางจะเข้าใจอะไรบางอย่างขึ้นมาละ…
กงเป่าตอนนี้เก่งกว่าฉันเรื่องปลอบใจคนอีกแฮะ… เฉียวซางกระแอมเบาๆ หนึ่งที แล้วก็กลับมาเริ่มอธิบายเรื่องสัตว์อสูรของคู่แข่งต่อ
“อสูรระรัวสายฟ้า เป็นสัตว์อสูรประเภทสายฟ้าระดับนายพล จุดเด่นคือพลังโจมตีแรงแล้วก็เร็วมาก ข้อมูลที่ฉันหามาได้ตอนนี้บอกว่ามันมีลักษณะเฉพาะตัวสองอย่างคือสะสมไฟฟ้า กับ เร็วติดเทอร์โบ”
“เรื่องสะสมไฟฟ้า ฉันเคยอธิบายไปแล้ว พวกแกน่าจะพอจำกันได้ ส่วนเร็วติดเทอร์โบนี่ถ้าสัตว์อสูรที่มีลักษณะนี้เข้าสู่สถานะผิดปกติเมื่อไหร่ ความเร็วจะเพิ่มขึ้นทันที”
ตอนพูดถึงเจ้าตัวนี้ เฉียวซางก็หันไปมองกงเป่าโดยเฉพาะ
“เรื่องความเร็วน่ะ มันเร็วกว่าแกแน่นอน เพราะงั้นตอนเริ่มแข่ง อย่าประมาท เดินเกมด้วยกำแพงเหล็กไปก่อนดีที่สุด ไม่งั้นอาจจะไม่มีเวลาแม้แต่จะป้องกันตัวเลยก็ได้”
“กงเจี่ยน”
กงเป่าพยักหน้าด้วยสีหน้าจริงจัง เตรียมพร้อมเต็มที่
เฉียวซางอธิบายต่อ
“อีกอย่าง ถ้าเห็นขนบนตัวมันตั้งชันขึ้นมาเมื่อไหร่ นั่นแปลว่ามันกำลังจะปล่อยทักษะสายฟ้าออกมา”
“ดังนั้นเราจะดูจังหวะมันจากสัญญาณที่ขนมันลุกขึ้นมานี่แหละ”
“จากที่ฉันหาข้อมูลมาได้ อสูรระรัวสายฟ้าเป็นสัตว์อสูรตัวที่สองของอู๋เทียนเจียว แต่ไม่ใช่หนึ่งในสองตัวระดับราชานะ…”
“ซุนซุน……”
ซุนเป่าที่เมื่อกี้ยังปลื้มใจน้ำตาซึมอยู่ พอได้ยินประโยคนี้เข้าไปก็เหมือนถูกสาดน้ำเย็นใส่หน้าทันที รู้สึกฟ้าถล่มอีกครั้ง
มันเองก็เป็นสัตว์อสูรตัวที่สองของผู้ฝึกอย่างเฉียวซางเหมือนกัน ไม่ใช่แค่ไม่ได้กลายเป็นระดับราชา อีกไม่นานจะตกกระป๋องกลายเป็นเจ้าสี่ของบ้านด้วยซ้ำ…
แต่แล้ว ประโยคต่อไปของเฉียวซางก็ดังเข้าหูมันทันที
“นั่นหมายความว่าอสูรระรัวสายฟ้าตัวนี้ ถึงจะยังอยู่ในระดับนายพล แต่ก็อาจจะอยู่ในช่วงปลาย หรือไม่ก็ใกล้ถึงขีดสุดของนายพลแล้ว เพียงแค่เงื่อนไขวิวัฒนาการมันยากเกินไปก็เลยยังไม่สามารถขึ้นไปเป็นระดับราชาได้…”
เฉียวซางเหลือบเห็นว่าซุนเป่ากำลังมองเธอตาไม่กะพริบ ก็เลยเสริมให้ทันทีว่า “หรือบางทีอาจจะคล้ายกับซุนเป่าก็ได้ที่ตั้งใจจะวิวัฒนาการให้ได้แบบสมบูรณ์แบบ แต่เพราะไอเทมหรือเงื่อนไขวิวัฒนาการมันหายากเกินไปเลยยังไม่ไปถึงระดับราชาสักที…”
“ซุนซุน……”
ซุนเป่าตาเป็นประกายขึ้นมาในทันที เหมือนโลกที่เคยมืดมิดเมื่อครู่ถูกฉีกเปิดออก
ที่วิวัฒนาการช้ากว่าใครๆ ไม่ใช่เพราะมันอ่อนหรอก! แต่เพราะมันต้องการวิวัฒนาการแบบสมบูรณ์แบบต่างหาก!
เฉียวซางเห็นสีหน้ามันก็อดยิ้มในใจไม่ได้ แต่ก็รีบวกกลับเข้าประเด็น
“อสูรระรัวสายฟ้าตัวนี้แหละคือสัตว์อสูรที่ปรากฏในความฝันวิวัฒนาการของกงเป่า ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด มันก็คือคู่ต่อสู้ของกงเป่าในวันพรุ่งนี้นั่นแหละ”
จากนั้นเธอก็หันไปพูดกับกงเป่า อธิบายกลยุทธ์ในการรับมือ
“พลังงานโดยรวมของมันสูงกว่าแก ถ้าปล่อยให้ยืดเยื้อ เราจะหมดโอกาสชนะเลย เพราะสไตล์การต่อสู้ของอสูรระรัวสายฟ้าก็น่าจะมาแบบใส่สุดแรงตั้งแต่ต้นเกมเหมือนกับหยาเป่า”
“ทางเดียวที่เราจะชนะได้ คือใช้ดูดซับอากาศ ดึงความเร็วของมันให้ตกลง แล้วค่อยหาโอกาสสวนกลับไป”
แต่แล้วเฉียวซางก็พูดต่อด้วยน้ำเสียงเปลี่ยนเล็กน้อย
“แต่ก็อย่างว่าแหละ ถ้าภาพที่กงเป่าฝันถึงน่ะคือการแข่งขันพรุ่งนี้จริงๆ การแข่งขันมันก็คงจะไม่เป็นไปตามที่ฉันวางแผนไว้หรอก”
จากที่ดูข้อมูลมาโดยรวมแล้วเวลาสัตว์อสูรจะวิวัฒนาการในการต่อสู้ มักจะเกิดขึ้นในสถานการณ์ที่เป็นรอง ถ้าเกิดเอาชนะอสูรระรัวสายฟ้าได้ง่ายๆ แบบไม่มีแรงกดดัน กงเป่าก็คงจะยังวิวัฒนาการไม่ได้หรอก
“งั้นแปลว่าการแข่งขันพรุ่งนี้สำหรับแกอาจจะเป็นการแข่งขันที่ยากมากๆ เลยทีเดียว” เฉียวซางพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“กงเจี่ยน”
กงเป่าเองก็ตอบรับด้วยแววตาแน่วแน่
มันเข้าใจดี
จู่ๆ มือถือของเฉียวซางก็สั่นขึ้นมา
เธอหยิบขึ้นมาดู แล้วก็เห็นว่าเป็นข้อความจากหรงอวี่ฮว่า
[อู๋เทียนเจียว.txt]
ไม่มีคำพูดอะไรแนบมาอีกเลย
เฉียวซางกดเปิดไฟล์ดูคร่าวๆ พอเจอบรรทัดหนึ่ง สีหน้าของเธอก็เปลี่ยนไปทันที เธอพิมพ์กลับไปแค่สองคำ
[ขอบใจนะ]
ข้อมูลชุดนี้...ช่วยเธอได้มากจริงๆ.
วันถัดมา
เวลา 14:30 น.
ณ สนามแข่งพิชิตนภา
“เรียนแขกผู้มีเกียรติ และผู้ชมทั่วประเทศทุกท่าน สวัสดีตอนบ่ายครับ!”
เสียงพิธีกรดังขึ้นอย่างชัดถ้อยชัดคำ ขณะยืนอยู่บนหลังของสัตว์อสูรประเภทนกสีน้ำเงินตัวใหญ่ พูดด้วยน้ำเสียงเปี่ยมพลังว่า
“ตอนนี้เรากำลังจะเข้าสู่การแข่งขันรอบรองชนะเลิศรอบที่สองของศึกใหญ่ประจำภูมิภาคนี้! เป็นการพบกันระหว่างผู้เข้าแข่งขัน เฉียวซาง และ อู๋เทียนเจียวครับ!”
“นี่คือการแข่งขันรอบที่แปดของศึกประจำภูมิภาคที่จัดขึ้น ณ สนามแข่งพิชิตนภา และยังเป็นการแข่งขันรองสุดท้ายของการแข่งขันชุดนี้อีกด้วย! ผู้ชนะของรอบวันนี้จะได้อยู่ที่นี่เพื่อเข้าชิงในศึกสุดท้าย! แล้วใครกันจะได้ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ?!”
“ขอเสียงปรบมืออันร้อนแรง ต้อนรับเฉียวซาง และอู๋เทียนเจียวครับ!”
เสียงกรี๊ด เสียงตะโกน เสียงเชียร์ ดังกระหึ่มไปทั่วทั้งสนาม ราวกับระเบิดพลังงานพร้อมกันในคราวเดียว
“อ๊ากกก เฉียวซางงงงงง!”
“อู๋เทียนเจียวววววว!”
“เฉียวซาง สู้เขานะ! ฉันเทหมดหน้าตักแทงเธอ 3:0 ไปแล้ว!”
“เฮ้ย พี่ใจถึงเกิน รอบรองชนะเลิศแล้วนะ ยังกล้าลง 3:0 อีกเหรอ?”
“ของแบบนี้อะ ถ้าอยากรวยต้องกล้าเสี่ยง นายไม่เข้าใจหรอก!”
“การแข่งขันนี้ 3:0 คงยากนะ อู๋เทียนเจียวตอนแข่งที่ภูมิภาคจือเตี้ยนเคยทะลุถึงรอบชิงมาแล้วนะ”
“เฮอะ ภูมิภาคจือเตี้ยนจะมาเทียบอะไรกับภูมิภาคจงคงของเราได้ล่ะ!”
“แต่นายอย่าลืมสิว่า เฉียวซางไม่ได้เป็นคนภูมิภาคจงคงของเรานะ…”
“……”
ในเขตที่นั่งของครอบครัว
“ซุนซุน!”
“ซุนซุน!!”
ซุนเป่าในโหมดล่องหนตะโกนเรียกด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นสุดๆ
เสียงนั่นมัน... ราชาผีวงแหวนรึเปล่า!?
สายตาผู้ชมรอบข้างก็เริ่มหันมามองเป็นตาเดียว
“แค่กๆ…” เย่เซียงถิงรีบไอเบาๆ กลบเกลื่อน
“ซุนซุน……”
เสียงของซุนเป่าก็เงียบลงในทันที
ไม่อยากเชื่อเลยว่า แค่มานั่งดูแข่งในฐานะผู้ชมเนี่ยยังต้องล่องหนอีก…
แต่มันก็เข้าใจนะ เพราะถ้าฝ่ายตรงข้ามเป็นคนตาไวแบบเฉียวซางล่ะก็แค่เห็นมันนั่งอยู่บนอัฒจันทร์ก็คงเดาได้แล้วว่ามันไม่ได้ลงแข่งแน่นอน
และแบบนั้นฝ่ายตรงข้ามก็อาจจะวางแผนเลือกตัวมาสู้แบบเจาะจงได้เลย
คิดได้แบบนี้ซุนเป่าก็พยายามกลั้นความตื่นเต้นเอาไว้
ท่ามกลางเสียงเชียร์อันดังสนั่น สองผู้เข้าแข่งขันเฉียวซาง และอู๋เทียนเจียวก็บินขึ้นจากพื้นสนาม บนหลังของสัตว์อสูรประเภทนกสีน้ำเงินเหมือนกันทั้งคู่และปรากฏตัวกลางอากาศบนเวทีประลอง
บนโต๊ะผู้บรรยาย
เถียนอี้ว่านพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ตอนนี้เฉียวซางและอู๋เทียนเจียวได้ขึ้นสู่เวทีเรียบร้อยแล้ว หนึ่งที่นั่งของรอบชิงชนะเลิศถูกคว้าไปโดยหยวนเทียนหลงแล้วและตอนนี้เรากำลังจะได้รู้ว่า อีกหนึ่งคนสุดท้ายจะเป็นใครกันแน่”
ถังเสวี่ยหรานเสริมทันที
“ทางหนึ่งคืออู๋เทียนเจียว ผู้เคยเข้าร่วมการแข่งขันในหลายภูมิภาค ความแข็งแกร่งและความนิยมไม่มีใครสงสัยได้เลย ส่วนอีกคนคือเฉียวซาง ผู้เข้าแข่งขันที่อายุน้อยที่สุดในการแข่งครั้งนี้ และนี่ก็ยังเป็นครั้งแรกที่เธอก้าวข้ามภูมิภาคมาแข่งด้วย แต่กลับไล่ตบคู่แข่งฝ่ามาถึงรอบรองชนะเลิศได้อย่างน่าทึ่ง”
“ไม่ว่าใครในสองคนนี้จะได้เข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ ฉันก็คงไม่แปลกใจเลยจริงๆค่ะ”
ระหว่างที่พูดนั้น ตัวเลข “10” ขนาดใหญ่ก็ปรากฏขึ้นกลางสนาม
เสียงของระบบกลไกก็ดังตามมาทันที
เฉียวซางมองอีกฝ่ายหญิงสาวผมดำยาวสลวยที่ไหลลงมาอย่างเป็นระเบียบ รูปหน้าคมชัด ดูเฉียบขาด
ถ้าข้อมูลที่หรงอวี่ฮว่าให้มานั้นจริง… งั้นสัตว์อสูรตัวแรกของอีกฝ่ายก็คือ…
ขณะที่ความคิดยังแล่นวูบไปมาอยู่ในหัว—
ตัวเลขแสงที่ลอยอยู่กลางอากาศก็ลดลงมาถึง “1”
จากนั้น แสงทั้งหมดก็สลายหายไป
ขออย่าให้เกิดอะไรผิดพลาดเลย… เฉียวซางได้ยินเสียงหัวใจตัวเองเต้นแรงชัดเจนในหู
เธอประสานมือรวดเร็วและทำการอัญเชิญ
กลุ่มดาวสีแดงฉานขนาดมหึมาก็สว่างวาบขึ้นกลางสนามทันที
ภายในกลุ่มดาวสีแดงทั้งสองด้าน ไม่นานก็ปรากฏร่างสัตว์อสูรขนาดใหญ่ขึ้นมาจากพื้นสนาม
“เรย์ม่า”
“กงเจี่ยน”
เฉียวซางเลือกส่งเหยี่ยวคมดาบเหล็กเป็นตัวแรกงั้นเหรอ…
อู๋เทียนเจียวมองสัตว์อสูรที่ยืนเด่นอยู่ฝั่งตรงข้าม ร่างกายใหญ่โตจนขนาดเกือบเท่าสัตว์อสูรระดับราชา
แววตาเธอมีแวบหนึ่งของความแปลกใจผุดขึ้นมา
แต่ไม่นานเธอก็ยิ้มออกมาอย่างมั่นใจ
ถึงจะไม่ตรงกับแผนที่เธอวางไว้แต่แรกก็เถอะ แต่ถ้าอีกฝ่ายเปิดมาก่อนด้วย เหยี่ยวคมดาบเหล็กล่ะก็ งั้นเธอก็มีโอกาสปิดเกมนี้ได้ก่อนเลย!
บนโต๊ะผู้บรรยายเสียงของเถียนอี้ว่านก็ดังขึ้น
“อู๋เทียนเจียวส่งอสูรระรัวสายฟ้าลงสนาม ส่วนเฉียวซางเลือกเหยี่ยวคมดาบเหล็กครับ”
“ทั้งคู่เปิดเกมมาด้วยสัตว์อสูรระดับนายพลครับ!” เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่ชัดเจนว่ากำลังแปลกใจอยู่ไม่น้อย
“นี่มันความบังเอิญหรือว่าทั้งสองคนมีจังหวะตรงกันโดยไม่ตั้งใจกันแน่นะ?”
ผู้ชมหลายคนถึงกับหันไปสบตากันงงๆ ในสายตาทุกคน ต่างก็เห็นความประหลาดใจและงุนงงซ่อนอยู่ในแววตาของกันและกัน