- หน้าแรก
- คู่มือตำราอสูร: ฉบับเริ่มต้นจากศูนย์
- บทที่ 1157 - 1158: วิญญาณกวาดเงินกับกิ้งก่าดอกตูม (สองตอนรวมกัน)
บทที่ 1157 - 1158: วิญญาณกวาดเงินกับกิ้งก่าดอกตูม (สองตอนรวมกัน)
บทที่ 1157 - 1158: วิญญาณกวาดเงินกับกิ้งก่าดอกตูม (สองตอนรวมกัน)
“พรายศีตละอำพัน! พรายศีตละอำพัน!”
“เฉียวซาง! เฉียวซาง!”
“เฉียวซางแม่งโคตรเจ๋งอะ! สัตว์อสูรใกล้สูญพันธุ์อย่างพรายศีตละอำพันก็ยังหามาทำสัญญาด้วยได้!”
“ลืมภูติเร้นเมฆาไปแล้วรึไง?”
“ที่คนพูดในเน็ตน่ะ ฉันไม่ค่อยเชื่อเท่าไหร่หรอกนะ ถ้าไม่เห็นกับตาอ่ะ วิดีโอที่วายุเพียงพิรุณวิวัฒนาการก็ไม่มีเฉียวซางอยู่ในนั้นเลย ใครจะไปรู้ว่าของจริงหรือปลอม”
“เฉียวซาง! เฉียวซาง! ลุยต่ออีกสามตัวเลย!”
“ไม่ต้องเชียร์ก็รู้ผลแล้ว! ฝั่งซือปิงที่เหลือไม่มีสัตว์อสูรระดับราชาสักตัว ยังไงพรายศีตละอำพันก็ลุยรวดเดียวจบแน่นอนแล้วล่ะ”
“ซือปิงนี่ซวยจริงๆ เลยว่ะ ดันมีสัตว์อสูรระดับราชาแค่ตัวเดียว แถมยังเป็นธาตุน้ำแข็งอีก”
“เฮ้ย อย่าลืมสิ เมื่อกี้พรายศีตละอำพันใช้ทักษะเหนือระดับนะ จะสัตว์อสูรประเภทไหนในระดับเดียวกันก็สลัดไม่หลุดหรอกเว้ย”
“เธอฝึกยังไงกันแน่? จากสามตัวที่ส่งออกไป มีตั้งสองตัวที่ใช้ทักษะเหนือระดับได้ แล้วตัวที่ใช้ดาบศักดิ์สิทธิ์นั่นน่ะ ยังเป็นแค่สัตว์อสูรระดับนายพลเองนะ”
“เห็นในข่าวบอกว่าทักษะดาบศักดิ์สิทธิ์ของมันเกิดจากการวิวัฒนาการแล้วตื่นขึ้นมาเองด้วยน่ะ”
“เฉียวซางนี่สุดจริงๆ ได้ยินมาว่าเหยี่ยวคมดาบเหล็กที่เธอเลี้ยงน่ะ เป็นร่างวิวัฒนาการใหม่ล่าสุดในอัลติเมทสตาร์เลยนะ เธอเป็นคนแรกที่พัฒนาออกมาได้เลยล่ะ”
“เหยดด! จริงดิ?!”
เสียงเชียร์ในอัฒจันทร์นี่คือดังสนั่นเหมือนจะแหวกหลังคาได้ การปะทะกันระหว่างสัตว์อสูรระดับราชาถือเป็นของโปรดสายวิเคราะห์อยู่แล้ว พอแข่งจบทีไรก็เถียงกันไฟแลบว่าฝ่ายไหนเจ๋งกว่าใคร ใครเก่งยังไง
แต่รอบนี้ ทุกคนแทบจะเมินอีกฝ่าย หันมาสนใจแค่เฉียวซางกับพรายศีตละอำพันเท่านั้นเลย
แดนหิมะเย็นเฉียบที่แผ่ออกมาจากทักษะอาณาเขตสวรรค์นิรันดร์กาลของพรายศีตละอำพัน มันทรงพลังจนทำให้คนลืมไปเลยว่าเมื่อกี้อีกาเยือกน้ำแข็งก็เพิ่งใช้พายุหิมะกับหิมะถล่มไปแบบอลังการเหมือนกัน
โซนที่นั่งครอบครัวผู้เข้าแข่งขัน
เย่เซียงถิงมองไปที่ลู่เป่าในสนาม แล้วก็ลูกสาวที่ยืนอยู่อย่างนิ่งสงบ มั่นใจสุดๆ เหมือนคุมสถานการณ์ได้หมดทุกอย่าง...จนถึงกับอึ้งพูดไม่ออก ได้แต่พึมพำว่า
“เฉียวซาง...แข็งแกร่งขนาดนี้แล้วเหรอ…”
เธอเคยดูการแข่งขันเขตภูมิภาคเย่หัวมาหลายปีมาก แต่ก็แทบไม่เคยมีรอบไหนที่ทำให้เธอรู้สึกอารมณ์ค้างแบบนี้เลยสักคน
หลิวเหยาที่หูดีมาก ได้ยินเข้าพอดีเลยหันมายิ้มแล้วตอบว่า
“ก็แน่นอนสิครับ...เธอคือผู้ฝึกสัตว์อสูรระดับ B ที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์เลยนะ”
เย่เซียงถิงได้ยินแบบนั้นก็ใจลอยไปเลย อยู่ดีๆ ก็อยากจะขอลายเซ็นลู่เป่าขึ้นมาแบบงงๆ
จนถึงตอนนี้...พอเฉียวซางเอาชนะสัตว์อสูรระดับราชาของอีกฝ่ายได้แบบสบายๆ เธอถึงได้เริ่มรู้สึกจริงๆ สักทีว่าลูกสาวตัวเองน่ะ ได้กลายเป็นผู้ฝึกสัตว์อสูรระดับ B ไปแล้วจริงๆ
ขณะเดียวกันนั้นเอง...
ทางฝั่งช่องทางการถ่ายทอดสดจากทางการก็คือ...
[นี่แหละนะ...ทักษะเหนือระดับ “อาณาเขตสวรรค์นิรันดร์กาล” ความเร็วในการรวมพลังจากทักษะน้ำแข็งอื่นๆ คือเพิ่มขึ้นอย่างมาก แล้วหอกน้ำแข็งยักษ์แต่ละอันนั่นคือเหมือนเสกออกมาง่ายๆเหมือนแทบจะไม่ต้องใช้พลังงาน]
[เทพเฉียว! เทพเฉียว!!]
[พรายศีตละอำพัน!!! ม๊ารักหนูนะลูกกก!!!]
[ขอร้องละเฉียวซาง ออกหนังสือวิธีเรียนรู้ทักษะอาณาเขตสวรรค์นิรันดร์กาลให้พวกเราทีเถอะ จะราคาเท่าไหร่ก็ได้เลยขอแค่เขียนออกมาก็พอ!]
[พรายศีตละอำพัน! ของพวกเราชาวภูมิภาคกู่หวู่!]
[เฉียวซาง! ความภาคภูมิใจของพวกเราภูมิภาคเย่หัว!]
[อ้าว ที่แท้ก็มีชาวเย่หัวดูอยู่ด้วยนะ นึกว่าห้องไลฟ์โดนชาวกู่หวู่ยึดไปหมดแล้วซะอีก...]
ระหว่างที่ทั้งคนในสนามและคนดูทางไลฟ์พากันพูดคุยดุเดือดอยู่—
บนสนามก็มีแสงตัวเลข “10” ปรากฏขึ้นมา…
นักพากย์ข้างสนาม อย่างเถียนอี้ว่านก็เปิดปากพูดขึ้นว่า
“เฉียวซางยังไม่เรียกพรายศีตละอำพันกลับเข้าตำราอสูรเลยครับ ดูท่าจะอยากรักษาสถิติจากสองรอบก่อนหน้านี้ แล้วก็ปิดเกมด้วยการลุยรวดเดียวสามตัวอีกแล้ว”
ถังเสวี่ยหรานก็ตื่นเต้นสุดๆ รีบพูดเสริมทันทีว่า
“อย่างงี้เฉียวซางก็จะเป็นคนแรกของศึกระดับภูมิภาคปีนี้เลยสินะคะ ที่สามรอบแข่งชนะรวดทั้งสามการแข่งขัน!”
ตอนนี้สัตว์อสูรระดับราชาตัวเดียวของซือปิงแพ้ไปเรียบร้อย ส่วนเฉียวซางยังไม่ทันเรียกพรายศีตละอำพันกลับ ทุกคนก็รู้หมดแล้วว่ารอบที่เหลือเป็นชัยชนะของเธอแล้ว
…นี่คิดจะลุยรวดเดียวใส่ฉันเลยเหรอ…ซือปิงมองพรายศีตละอำพันที่อยู่ไกลออกไป ดูสง่างามสุดๆ แถมยังมีออร่าลึกลับชวนเกรงขามเต็มไปหมด สีหน้าของเขาก็เลยยิ่งดูไม่ค่อยดีเท่าไหร่
ในฐานะผู้ฝึกสัตว์อสูรที่มีสัตว์อสูรระดับราชา เขาเคยมั่นใจมาตลอดนะว่า ความต่างระหว่างเขากับผู้ฝึกสัตว์อสูรระดับ B มันแค่เรื่องโดเมนสมองเพียงเท่านั้นเอง
เขาคิดไว้ตลอดเลยว่าขอแค่เขาทะลุโดเมนสมองให้ได้ เดี๋ยวก็สอบเป็นผู้ฝึกสัตว์อสูรระดับ B ได้เหมือนกัน รอบนี้เขาก็วางเป้าไว้แล้วว่าขั้นต่ำจะต้องติดอันดับ 50 ให้ได้
ใครจะไปคิดล่ะ ว่าดวงจะซวยขนาดมาเจอผู้ฝึกสัตว์อสูรระดับ B ตั้งแต่รอบแรกๆ แถมยังเป็นระดับ B สุดเทพที่มีสัตว์อสูรระดับราชาที่ใช้ทักษะเหนือระดับได้อีก
แถมยัยเด็กนี่…ยังดูเหมือนจะตั้งใจจะจัดการสามตัวรวดใส่เขาต่อหน้าคนดูเป็นหมื่นอีกต่างหาก
ทันใดนั้นเอง ตัวเลขแสงบนสนามก็เริ่มนับถอยหลัง “8, 7, 6... 3, 2, 1”
พอถึง “1” แสงนับเวลาก็หายไป
ซือปิงยกมือขึ้นประกบ ท่าประสานมือเรียกสัตว์อสูรถูกปล่อยออกมา
แสงจากกลุ่มดาวสีส้มเหลืองก็สว่างขึ้นทันที
แล้วสัตว์อสูรตัวใหม่ก็ปรากฏตัวขึ้นกลางสนาม เป็นสัตว์อสูรร่างคนสูงประมาณสองเมตร ตัวทั้งตัวเป็นสีทองอร่าม มือเท้าครบสี่ แถมมีตาโตๆ สีดำสองข้าง ที่ข้างตายังมีลายเส้นแนวนอนเหมือนใส่กรอบแว่นอยู่
วิญญาณกวาดเงิน เป็นสัตว์อสูรประเภทผี ระดับนายพล
มีข่าวลือว่าร่างกายของมันสร้างจากทองคำทั้งก้อน ว่ากันว่าเกิดจากความหมกมุ่นกับเงินทองจนกลายร่างวิวัฒนาการ
นิสัยก็ถือว่าสดใส ร่าเริง เป็นสัตว์อสูรประเภทผีที่หาได้ยากมากที่เป็นมิตรกับมนุษย์
แต่มันจะเป็นมิตรก็ต่อเมื่อ—อีกฝ่ายรวย
เวลาสู้มันจะยิงก้อนทองออกมาเป็นอาวุธโจมตี เลยเป็นหนึ่งในไม่กี่สัตว์อสูรประเภทผีที่มนุษย์ชอบกัน
เฉียวซางมองสัตว์อสูรสีทองอร่ามแวววับภายใต้แสงแดด ก็อดนึกถึงข้อมูลของมันในหัวไม่ได้
แอบคิดในใจเบาๆ ว่า
หน้าตาแบบนี้ ความสามารถแบบนี้ ใครจะไม่ชอบกัน…
ในจังหวะเดียวกันนั้นเอง วิญญาณกวาดเงินก็หายวับไปจากจุดที่ยืนอยู่
เฉียวซางไม่ได้สั่งการอะไรออกมาเลย
ยังไงก็อีกฝ่ายแค่ระดับนายพล แค่ลู่เป่าตัวเดียวก็รับมือได้สบายๆ แล้ว
ลู่เป่ามองสนามเบื้องหน้าที่ว่างเปล่าก็จำได้ทันทีว่านี่คือเจ้าตัวที่ผู้ฝึกเคยเล่าให้ฟังตอนก่อนแข่ง
เป็นสัตว์อสูรประเภทผี
ซึ่ง…กับประเภทนี้น่ะ ลู่เป่าคือเชี่ยวชาญสุดๆแล้ว!
ขามันก้าวไปข้างหน้าข้างหนึ่ง
ทันใดนั้น ร่างทั้งร่างก็ปล่อยไอเย็นออกมาจนเห็นได้ด้วยตาเปล่า
พรึ่บ! โลกทั้งใบกลายเป็นดินแดนน้ำแข็งทันที
พื้นสนามกลายเป็นเปลือกน้ำแข็งหนาทึบ
ในอากาศเหนือกลางสนาม…
วิญญาณกวาดเงินที่เคยหายไปเมื่อกี้ ถูกแช่แข็งกลางอากาศ!
ในน้ำแข็งหนานั้น มันกำลังยกนิ้วมือเล็กๆของมันขึ้น แล้วก็มีลูกกลมๆ สีทองโผล่ขึ้นมาบนนิ้ว
“ซุนซุน…”
ซุนเป่าที่อยู่ในตำราอสูรก็เบิกตากว้าง
พอมันเห็นสัตว์อสูรประเภทเดียวกับตัวเองโดนแช่แข็งแบบนั้น ก็อดนึกถึงตอนฝึกกับลู่เป่าไม่ได้
ถึงขั้นยกอุ้งมือปิดตาตัวเองเลย แต่ก็ยังแอบแง้มระหว่างนิ้วดูอยู่ดี
“โกลด์!”
ซือปิงที่เห็นถึงกับร้องเสียงหลง แต่ก็ยังไม่ยอมแพ้ ตะโกนเรียกออกมาเสียงดัง
แล้วพอเสียงเขาดังขึ้น...
พรึ่บ!
หอกน้ำแข็งยักษ์ขนาดใหญ่เท่าภูเขาก็พุ่งลงมาจากท้องฟ้าสูงหลายสิบเมตร
โครมมมม!!!
ทิ้งตัวลงใส่วิญญาณกวาดเงินแบบไม่ปรานีเลยแม้แต่นิดเดียว!
น้ำแข็งแตกกระจาย…
ไอเย็นมลายหายไปกับอากาศ...
พอหันไปมองดูวิญญาณกวาดเงินอีกที…
เจ้าตัวตอนนี้ก็หลับปุ๋ย สลบเหมือดไปเรียบร้อยแล้ว
แค่สัตว์อสูรระดับนายพลแท้ๆ …ยังจะเล่นใหญ่ใช้ทักษะอาณาเขตสวรรค์นิรันดร์กาลใส่อีก…
ซือปิงถึงกับหมดกำลังใจในการสู้ต่อ
กรรมการจักรกลโผล่มาตรงข้างๆ วิญญาณกวาดเงิน มองดูอยู่สองสามวิ ก่อนจะชูธงสีเขียวขึ้นมาแล้วโบกไปทางฝั่งเฉียวซาง
ทันใดนั้น หน้าจอเสมือนตรงสนามก็ลอยขึ้นมา
ใต้ชื่อของซือปิง รูปของวิญญาณกวาดเงินที่เคยเป็นภาพสี ก็เปลี่ยนกลายเป็นขาวดำไปทันที
รอบที่สองจบลงเร็วมาก จนคนดูยังงงๆ ตามไม่ทัน
พอกรรมการประกาศผลเสร็จเท่านั้นแหละ เสียงในสนามก็แตกดังเปรี้ยง
“เฮ้ย แข่งไวเกิน ฉันยังไม่ได้กินน้ำเลยเว้ย…”
“สัตว์อสูรระดับราชาสู้กับระดับนายพล โดนจัดการในพริบตาก็ไม่แปลกหรอก”
“เล่นปล่อยอาณาเขตสวรรค์นิรันดร์กาลใส่สัตว์อสูรระดับนายพล พรายศีตละอำพันนี่คือไม่อยากเสียเวลาแม้แต่วินาทีเดียวเลยจริงๆ”
“ถึงยังไงเจ้าวิญญาณกวาดเงินมันก็เป็นประเภทผี ถ้าไม่ใช้อาณาเขตสวรรค์นิรันดร์กาลจัดการแช่แข็งให้มันโผล่ตัวออกมา มันล่องหนลอยไปลอยมาเดี๋ยวก็คงน่าปวดหัวอยู่เหมือนกันนั่นแหละ”
“ฆ่าไก่ใช้มีดฟันวัวชัดๆ …”
“แต่เฉียวซางก็คงไม่แคร์อะไรมากหรอก พอเคลียร์ตัวนี้เสร็จ อีกฝ่ายก็เหลือแค่สัตว์อสูรระดับนายพลอีกตัวเอง จะปิดเกมก็แค่แป๊บเดียว”
“ว่าแต่…พวกนายว่าเฉียวซางจะปิดเกมรอบสามแบบเร็วปรื๊ดเหมือนรอบนี้อีกป่ะ?”
“ดูจากทรงแล้ว...เป็นไปได้มากเลย”
ทางฝั่งถ่ายทอดสดก็เดือดไม่แพ้กันเลยตอนนี้
“เฉียวซางสุดยอดดด! เฉียวซางโคตรเท่เลย! รักเฉียวซางที่สุด!”
“อ๊ากกก! พรายศีตละอำพันสวยมากกกกก!!”
“เจอสัตว์อสูรระดับนายพลตัวเดียว พรายศีตละอำพันจัดการได้แบบสบายๆเลย”
“เร็วเกินไปแล้ว!”
“ชาวภูมิภาคจงคงทั้งหลาย! รู้สึกถึงความแข็งแกร่งของพรายศีตละอำพันกันรึยัง!”
“หรือว่ามีแค่ฉันที่รู้สึกว่าเอาทักษะอาณาเขตสวรรค์นิรันดร์กาลไปใส่สัตว์อสูรระดับนายพลมันดูเว่อร์ไปหน่อย?”
“จะใช้ทักษะอะไร มันเรื่องของพรายศีตละอำพันปะ! ถ้ามีปัญหา นายก็ไปฝึกให้สัตว์อสูรของนายใช้ทักษะนี้ให้ได้ก่อนเหอะ”
“ผ่านมาแถวนี้จากภูมิภาคเหลียนโป เพิ่งเปิดไลฟ์เข้ามา อยากถามหน่อยว่า เฉียวซางสู้กับใครอยู่เหรอ? ทำไมสัตว์อสูรอีกฝ่ายดูเหมือนทำมาจากทองทั้งตัวเลยล่ะ?”
ยังไม่ทันที่ชาวเน็ตในไลฟ์จะตอบ
เสียงพากย์จากสนามก็ดังแทรกขึ้นมาโดยเถียนอี้ว่าน
“วิญญาณกวาดเงินล้มลงแล้ว! ขอแสดงความยินดีกับเฉียวซางที่คว้าชัยชนะรอบที่สองไปแบบรวดเร็วครับ!”
ถังเสวี่ยหรานก็พูดด้วยน้ำเสียงประทับใจว่า
“อาณาเขตสวรรค์นิรันดร์กาลพ่วงด้วยหอกน้ำแข็งยักษ์ เป็นการผสานทักษะที่มีประสิทธิภาพมากทีเดียวค่ะ”
เถียนอี้ว่านก็พูดเสริมตาม
“เป็นรอบที่เร็วที่สุดของการแข่งขันระดับภูมิภาคปีนี้เลยครับ เฉียวซางดูเหมือนว่า—”
พูดไปได้ครึ่งเดียว เขาก็เงียบไปครู่นึง แล้วจ้องไปที่สนามอย่างตื่นตะลึง
“เฉียวซางเรียกพรายศีตละอำพันกลับไปแล้ว! แบบนี้เธอกำลังจะเปลี่ยนสัตว์อสูรสำหรับรอบสามเหรอครับเนี่ย!”
ถังเสวี่ยหรานก็ตกใจไม่แพ้กัน
“ห๊ะ?! ทั้งที่สถานการณ์ได้เปรียบสุดๆแบบนี้ เฉียวซางยังเก็บพรายศีตละอำพันกลับไปเฉยเลย เธอจะไม่จัดการรวดเดียวสามตัวงั้นเหรอคะเนี่ย?”
เถียนอี้ว่านก็เริ่มคิดตาม แล้วพูดเสียงเชิงวิเคราะห์ว่า
“หรือว่าเธอจะคิดว่าการใช้พรายศีตละอำพันสู้กับสัตว์อสูรระดับนายพล มันฟุ่มเฟือยเกินไป?”
ถังเสวี่ยหรานพยักหน้ารัวๆ
“ใช่เลยค่ะ! ในเมื่อมั่นใจอยู่แล้วว่าจะชนะ เฉียวซางอาจจะอยากให้การแข่งขันสุดท้ายมันสูสีตื่นเต้นขึ้นมาหน่อย”
คนดูในสนามพากันแตกฮือ เสียงซุบซิบดังระงม ทุกคนก็รู้สึกว่าที่พากย์พูดมาก็มีเหตุผลอยู่
ส่วนทางฝั่งการถ่ายทอดสด ตอนนี้เสียงคร่ำครวญกำลังร้องระงมผ่านทางข้อความกันเต็มไปหมด
[ไม่เอาน้าาาาา! พรายศีตละอำพันของฉันนน!!]
[ไม่ใช่แล้ว! คือฉันแกล้งป่วยลาป่วยมาก็เพื่อจะมาดูพรายศีตละอำพันแข่งเลยนะ! เพิ่งแข่งไปแค่สองรอบเอง แล้วการแข่งขันที่สองนี่คือยังไม่ถึงสิบวิด้วยซ้ำ! อยู่ๆ ก็เรียกพรายศีตละอำพันกลับเฉยเลยเหรอ?!]
[เฉียวซาง! การแข่งขันที่สามก็ขอเห็นพรายศีตละอำพันอีกทีเถอะนะ!]
[อ๊ากกก! แล้วเธอเอาพรายศีตละอำพันเก็บเข้าตำราอสูรทำไมเนี่ยยย!]
[ก็เฉียวซางไม่ได้มีแค่พรายศีตละอำพันตัวเดียวนี่นา อยากส่งตัวไหนก็เรื่องของเธอป่ะ]
[โอ้มายก็อดด! แม่งงง พรายศีตละอำพันของฉันนน ขอเถอะ ขอเห็นหน้าอีกแว้บก็ยังดี!]
[ใครจะเข้าใจหัวใจฉันบ้างวะ เมื่อกี้ยังอินจัดเหมือนไฟลุกพรึ่บอยู่เลย อยู่ดีๆก็ ปั้ง! พังไม่เป็นท่า…]
[พี่ชายคนนี้เข้าใจนายมากเลยเว้ย!]
[คือก็เข้าใจแหละว่าพรายศีตละอำพันมันออกจะดูเหมือนรังแกกันเกินไปหน่อยถ้าใช้กับสัตว์อสูรระดับนายพล แต่ว่าฉันก็อยากเห็นมันอีก ขออีกนิดก็ยังดี]
ภายในสนามแข่ง
ซือปิงเห็นเฉียวซางเก็บพรายศีตละอำพันกลับไปก็แบบชะงักไปเล็กน้อย แต่พอรู้ตัวอีกที รอยยิ้มก็ผุดขึ้นบนใบหน้า
ท่าทางอีกฝ่ายจะเตรียมส่งสัตว์อสูรระดับนายพลมาแทนแล้วล่ะ!
ดีเหมือนกันจะให้เขาไปสู้กับสัตว์อสูรระดับราชาที่ใช้ทักษะเหนือระดับได้ก็คงเกินไปหน่อย
แต่กับสัตว์อสูรระดับเดียวกัน เขาน่าจะพอแสดงฝีมืออย่างสมน้ำสมเนื้อขึ้นมาได้แล้ว!
เขาจำได้ว่าเฉียวซางมีสัตว์อสูรระดับนายพลอยู่สองตัวได้แก่ เหยี่ยวคมดาบเหล็กกับราชาผีวงแหวน สองตัวนี้ก็ไม่ได้ธรรมดาเลยสักนิด ทั้งคู่เป็นพวกที่รับมือยากสุดๆ ในหมู่สัตว์อสูรระดับนายพลเลยด้วยซ้ำ
แต่ยังไง๊ยังไง…ก็ยังดีกว่าต้องเจอพรายศีตละอำพันอยู่ดีนั่นแหะ
คิดแล้วซือปิงก็เริ่มมีความหวัง สีหน้ากลับมามั่นใจอีกครั้ง
ตัวเลขแสง "10" ปรากฏขึ้นกลางสนาม
เสียงนับถอยหลังพร้อมเสียงกลไกดังขึ้น
“9, 8, 7… 3, 2, 1”
เฉียวซางกับซือปิงทำท่าประสานมือเรียกสัตว์อสูรออกมาพร้อมกัน
กลุ่มดาวสีแดงสดกับสีส้มเหลืองสว่างวาบขึ้นมาบนพื้นสนาม
จากนั้น—
สัตว์อสูรสองตัวก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าทุกคน!
“เป็นเหยี่ยวคมดาบเหล็กกับกิ้งก่าดอกตูมครับ!”
เสียงพากย์จากเถียนอี้ว่านตะโกนออกมาทันที “ดูท่ารอบนี้จะเป็นศึกดุเดือดแน่นอนครับ!”
เฉียงซางมองดูกงเป่าในสนามด้วยสายตาคาดหวัง
ลู่เป่าเป็นสัตว์อสูรระดับราชา ไม่ว่าทักษะไหนก็จัดการอีกฝ่ายได้หมด ผลคือบางทีคู่ต่อสู้ก็โดนจัดการทันทีในพริบตาหรือไม่ก็เจ็บหนักจนชิงเป่าไม่มีโอกาสได้แสดงฝีมือ
ตอนแรกเธอตั้งใจจะส่งซุนเป่าลงสนามเพื่อรีดพลังงานของคู่ต่อสู้
แต่เจ้าหมอนั่นคือปฏิเสธทันทีเลย บอกว่าไม่มีทางจะออกไปหน้าแตกกลางสนามแบบนั้นเด็ดขาด!
โชคดีที่กงเป่าเสนอตัวช่วยออกมาสู้แทน
เฉียวซางนึกถึงตอนนั้นแล้วยังขำ
“แกชนะรวดในรอบแรกมาแล้วนะ ถ้าการแข่งขันนี้แพ้ขึ้นมา ไม่เสียดายแย่เหรอ?” เธอเคยถามไปแบบนั้น
แต่กงเป่าก็แค่ตอบสั้นๆว่า
“กงเจี่ยน”
คนที่ดูการแข่งยังไงก็คงดูออกว่ามันจงใจแพ้ ไม่ได้น่าเสียหน้าเลยสักนิดเดียว
“วางกับดัก!”
ฝั่งซือปิงเริ่มออกคำสั่งก่อน
“เล่ย์!”
ตาของกิ้งก่าดอกตูมเปล่งแสงสีเขียวออกมา
จากพื้นสนามรอบๆ รากไม้จำนวนมหาศาลก็พุ่งทะลุขึ้นมา พันกันไปมาจนกลายเป็นตาข่ายยักษ์กลางอากาศ ก่อนจะพุ่งลงมาครอบเหยี่ยวคมดาบเหล็กทันที
แต่กงเป่าแค่ยกปีกซ้ายขึ้น ปีกที่คมเหมือนมีดก็สะบัดฟันขึ้นไปทีเดียว
ฉัวะ!!
ตาข่ายรากไม้นั่นโดนฟันขาดกลาง!
เหยี่ยวคมดาบเหล็กบินพุ่งทะยานขึ้นไปบนฟ้าด้วยความเร็วสูง ท่ามกลางเสียงคนดูที่เริ่มกรี๊ดกร๊าดอีกรอบ…
กิ้งก่าดอกตูม สัตว์อสูรประเภทพืชระดับนายพล ว่ากันว่ามันสามารถปล่อยกลิ่นที่ช่วย ลดความอยากสู้ ของฝ่ายตรงข้ามได้
เวลาเข้าสู้ มันจะปล่อยกลิ่นหอมออกมาคลุ้งสนามเพื่อลดแรงฮึดของศัตรู
แถมลมหายใจของมันยังมีพลังพิเศษที่สามารถฟื้นฟูต้นไม้ใบหญ้าที่เหี่ยวเฉาให้กลับมาสดชื่นได้อีกด้วย…
เฉียวซางมองเจ้าตัวที่อยู่ไกลลิบๆ สูงเกือบหกเมตร บนหัวมีหนวดแหลมๆ ที่ปลายดอกบานเป็นดอกไม้สีแดงสดสองดอก ข้อมูลของมันก็ผุดขึ้นมาในหัวของเฉียวซางแบบอัตโนมัติ
“พ่นผง!”
ความคิดยังไม่ทันจบดี ซือปิงก็ออกคำสั่งต่อทันที
“เล่ย์!”
กิ้งก่าดอกตูมส่งเสียงร้องสั้นๆ
สองดอกไม้ที่อยู่บนหนวดมันสั่นนิดหน่อย แล้วทันใดนั้น
ละอองสีเหลืองก็ปลิวออกมาจากดอกไม้ กระจายเต็มอากาศทั่วสนาม!
แต่กงเป่ากระพือปีกทันที
แรงลมกรรโชกขึ้นมาเหมือนพายุ ละอองสีเหลืองที่ลอยอยู่กลางอากาศก็โดนพัดกระจายหายวับไปกับสายลมทันที
หนวดของกิ้งก่าดอกตูมก็ยืดยาวออก แทงทะลุลงพื้นเพื่อยึดตัวมันให้มั่นคงไม่ปลิวไปตามแรงลม
ทันใดนั้น กงเป่าก็สั่นตัวเบาๆ
ขนนกสีม่วงเรืองแสงนับร้อยเส้นค่อยๆ หลุดออกจากร่างแล้วเปลี่ยนร่างเป็นใบมีดแหลม พุ่งทะลุสายลมเข้าใส่กิ้งก่าดอกตูมแบบไม่มีอะไรขวางได้เลย
“ป้องกันไว้!”
ซือปิงสั่งเสียงดังทันที
กิ้งก่าดอกตูมตาสว่างวาบเป็นสีเขียว
แล้วเกราะพลังงานสีเขียวที่ประกอบจากหกเหลี่ยมคล้ายรวงผึ้งก็ห่อหุ้มรอบตัวมันไว้ทันที
ขนนกเรียวแหลมดั่งดาบเป็นร้อยเส้นกระแทกใส่เกราะป้องกันดัง ตึงๆๆ ถึงแม้เกราะจะกันไว้ได้เกือบหมด แต่ก็มีบางส่วนที่ทะลุเข้ามาได้
บางเล่มกรีดเกราะจนขาด แล้วพุ่งใส่ตัวกิ้งก่าดอกตูมจนมันกรีดร้อง
“เล่ย์!”
“ทนเอาไว้!” ซือปิงเรียกเสียงดังอีกครั้ง
เจ้ากิ้งก่าดอกตูมพยายามอดทนต่อความเจ็บ แล้วก็รีบซ่อมเกราะที่แตกร้าวทันที
กงเป่าไม่ได้โจมตีซ้ำต่อ
แต่กลับควบคุมให้ขนนกสีม่วงนั่นลอยกลับขึ้นไปเสียบคืนเข้าร่างอย่างเรียบร้อย
“พายุใบไม้!” ซือปิงสั่งการอย่างต่อเนื่อง
“เล่ย์!”
ลมที่พัดอยู่เงียบลงแล้ว
กิ้งก่าดอกตูมดึงหนวดกลับ เก็บเกราะพลังงาน แล้วสะบัดหัวแรงๆ หนึ่งที
พรึ่บ!
ลมหมุนพัดกระจายไปทั่วสนาม ใบไม้สีเขียวจำนวนมากก็ปรากฏออกมา หมุนเป็นพายุสีเขียวหมุนวน พุ่งขึ้นไปใส่กงเป่าที่อยู่กลางอากาศ
พายุใบไม้เป็นทักษะระดับสูงของประเภทพืช
ใช้ใบไม้สร้างพายุแล้วพุ่งใส่ศัตรู แต่ก็มีข้อเสียตรงที่หลังใช้แล้วจะทำให้ค่าพลังโจมตีพิเศษของตัวเองลดฮวบ แถมยังเปลืองพลังงานใช้ได้เลยทีเดียว
กงเป่าที่ตอนแรกตั้งใจจะรับก็เปลี่ยนใจทันที ปีกสะบัดแล้วก็เริ่มบินหลบ พยายามหักหลบพายุใบไม้
แต่เจ้ากิ้งก่าดอกตูมก็ไม่ยอมแพ้ ตาสีเขียวส่องประกายแล้วควบคุมพายุใบไม้ให้ไล่ตามไม่เลิก!
กงเป่าบินหลบแบบเร็วจี๋ เปลี่ยนระดับและเส้นทางกลางอากาศตลอดเวลา ส่วนพายุใบไม้ก็ตามติดแบบไม่ให้พัก
ไล่กันแบบนี้อยู่นานเกือบครึ่งนาที คนดูก็เริ่มคุยกันเสียงดัง
“เฮ้ย ยังไงวะ? ทำไมเหยี่ยวคมดาบเหล็กไม่สวนกลับเลยล่ะ?”
“จริง ถ้าเมื่อกี้มันใช้ทักษะคมมีดปีกเหล็กแบบตอนรอบคัดเลือกที่ทิ้งไว้แค่ขนเดียวล่ะก็…กิ้งก่าดอกตูมคงโดนยำเละไปแล้ว”
“พูดตรงๆนะ ต่อให้โดนใบไม้พายุนั่นเข้าไปตรงๆ ก็ไม่น่าจะเป็นไรหรอกมั้ง กงเป่าของเฉียวซางน่ะถึกจะตายไป”
“แต่ทำไมฉันรู้สึกเหมือนเหยี่ยวคมดาบเหล็กกำลังเล่นสนุกอยู่เลย? ตอนที่พายุใบไม้เกือบตามทัน มันก็เร่งหนีเฉย บางทีเหมือนจงใจชะลอให้โดนไล่ด้วยซ้ำ”
“นี่มันถ่วงเวลาเพื่อให้กิ้งก่าดอกตูมพลังงานหมดเหรอ?”
“ดูแล้วก็เป็นไปได้นะ…”
นี่มันถ่วงพลังงานของกิ้งก่าดอกตูมชัดๆ …ซือปิงมองสถานการณ์ในสนามแล้วก็เริ่มจับทางออก รีบสั่งต่อทันทีว่า
“ปล่อยผงเหน็บชา!”
พายุใบไม้ยังไล่ตามไม่เลิก
ส่วนกิ้งก่าดอกตูมก็กระตุกหนวดบนหัวนิดๆ แล้วจากดอกไม้ที่ปลายหนวดนั่นก็ฟุ้งออกมาด้วยผงสีขาวละอองละเอียดทันที
ผงเหน็บชาเป็นทักษะประเภทพืชระดับกลาง
มีผลทำให้ศัตรูติดสถานะชา มึนๆ เคลื่อนไหวลำบาก…
เฉียวซางมองภาพนั้นแล้วก็เหมือนจะคิดอะไรขึ้นมาได้ เธอสะบัดมือเบาๆ แล้วก็เรียกกงเป่ากลับเข้าตำราอสูรตรงกลางอากาศเฉยเลย!
ซือปิง: “ห๊ะ?????”
กิ้งก่าดอกตูม: “ห๊ะ?????”
ทั้งสนาม: “ห๊ะ?????”
ทุกคนล้วนพากันงงเป็นไก่ตาแตก
ส่วนฝั่งถ่ายทอดสดก็คือทั้งจอกลายเป็นเครื่องหมายคำถามเต็มไปหมด
เพราะถ้าเรียกสัตว์อสูรกลับระหว่างการต่อสู้แบบนี้ = แพ้ทันที!