- หน้าแรก
- คู่มือตำราอสูร: ฉบับเริ่มต้นจากศูนย์
- บทที่ 883: คำสาปของสัตว์อสูรระดับราชา
บทที่ 883: คำสาปของสัตว์อสูรระดับราชา
บทที่ 883: คำสาปของสัตว์อสูรระดับราชา
“แชะแชะ” เป็นเสียงร้องของม้าสายฟ้าพิโรธ … หรือว่ามันจะถูกอสูรหญ้าตะเกียงเล่นงานจนล้มลงแล้วจริงๆ…
ใจของเฉียวซางดิ่งลงไปทันที เธอกอดคอหยาเป่าเอาไว้แน่นเพื่อไม่ให้ตัวเองตกลงไป
แต่ทันใดนั้น เสียงของชายชราคนหนึ่งก็ดังขึ้นผ่านลำโพงมาจากภายนอก
“พายุทราย!”
“จ้งจ้ง!”
พร้อมเสียงคำรามอันเกรี้ยวกราดในความมืดมิด พลันเกิดพายุทรายขนาดมหึมาโหมกระหน่ำอย่างรุนแรง
พายุทรายลูกนี้ถาโถมกลืนกินทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ในความมืดเข้าไปจนหมดสิ้น
“ย่าห์ ย่าห์!”
หยาเป่ารีบรวบปีกเพลิงเข้ามาปิดล้อมตัวเฉียวซาง ลู่เป่า และซุนเป่าเอาไว้ภายใน
มันปักกรงเล็บลงพื้นดินอย่างสุดแรงเพื่อรักษาสมดุลของร่างกายเอาไว้
แต่พลังของพายุทรายกลับรุนแรงเกินไป เพียงแค่สามวินาทีร่างของหยาเป่าก็ถูกพัดลอยขึ้นไปราวกับฝุ่นผงในอากาศถูกดูดเข้าไปในพายุ
เฉียวซาง รู้สึกเวียนหัวไปหมด ร่างกายถูกหมุนเหวี่ยงไปมาจนมึนงงไปหมด
เม็ดทรายบางส่วนค่อยๆ เล็ดลอดผ่านช่องว่างของปีกเข้ามาข้างในได้เล็กน้อย
โชคดีที่หยาเป่าปกป้องทุกคนไว้อย่างแน่นหนา แม้ตัวเองจะหมุนคว้างอยู่ในพายุทราย แต่ปีกของมันยังคงล็อกแน่น ปกป้องทุกคนไว้ตลอดเวลา
ไม่นานหลังจากนั้น เฉียวซางก็สัมผัสได้ถึงแรงที่ดึงลงสู่เบื้องล่าง
เธอใจหายวาบ ตะโกนเสียงดัง
“ซุนเป่า!”
“ซุนซุน!”
ซุนเป่าที่เคยผ่านการฝึกต้านแรงหมุนเหวี่ยงมาก่อนยังพอมีสติหลงเหลืออยู่บ้าง มันได้ยินเสียงของผู้ฝึกตัวเองอย่างชัดเจน ดวงตาส่องประกายสีฟ้า
วินาทีต่อมา ความรู้สึกเหมือนกำลังร่วงหล่นก็พลันหายไป
ทันใดนั้น อัญมณีที่กลางหน้าผากของลู่เป่าก็เปล่งแสงสีฟ้าสว่างจ้าสาดส่องลงบนตัวหยาเป่า
“ย่าห์ ย่าห์!”
หยาเป่าส่งเสียงอย่างเต็มเปี่ยมด้วยพลังชีวิตอีกครั้ง พร้อมสยายปีกออก
สิ่งแรกที่เธอเห็นคือม่านสีเหลืองอันหนาทึบที่ยังปกคลุมทั่วทั้งฟ้า
แม้ท้องฟ้าจะยังมืดครึ้ม แต่ก็ไม่ได้จมอยู่ในความมืดสนิทอีกต่อไป
ไม่ไกลออกไป เธอมองเห็นร่างของอสูรหญ้าตะเกียงที่กำลังใช้มือปิดปากและจมูกของมันไว้ ข้างๆคือร่างของม้าสายฟ้าพิโรธที่กำลังดิ้นรนจะลุกขึ้นจากพื้น
หัวใจของเธอเต้นแรง เธอลืมไปชั่วขณะว่านี่คือโอกาสที่ดีที่สุดที่จะใช้การข้ามพิกัดมิติหนีไปได้
กลับตะโกนออกมาเสียงดังลั่นว่า
“อาณาเขต!”
ลู่เป่ากระโดดลงจากหลังของหยาเป่าร่างกายขยายขนาดขึ้นอย่างรวดเร็ว จนกลับคืนสู่ร่างเดิมของมันในทันที!
เมื่อสัตว์อสูรหดขนาดร่างกายลงพลังที่แท้จริงก็ย่อมจะถูกจำกัดไว้ไม่มากก็น้อย มิเช่นนั้นการต่อสู้ในห้องรับรองก่อนหน้านี้ก็คงไม่ใช่แค่เพียงทำลายเพดานไปแค่เล็กน้อยเท่านั้นแน่
“ปิงอ้าย!”
ลู่เป่าส่งเสียงร้องก้องดัง ทันใดนั้นอุณหภูมิรอบๆพลันลดต่ำลงอย่างรวดเร็ว ทว่าแปลกที่พื้นที่โดยรอบกลับไม่มีน้ำแข็งเกาะตัวขึ้นมาเลยแม้แต่น้อย แต่กลับเป็นอสูรหญ้าตะเกียงที่อยู่ไม่ไกลนักที่ถูกน้ำแข็งหนาทึบเข้าปกคลุมร่างกายอย่างรวดเร็วในพริบตา
อาณาเขตสวรรค์นิรันดร์กาลคือทักษะที่หากสิ่งมีชีวิตอยู่ในระยะของการใช้ทักษะจะถูกแช่แข็งโดยทันที ส่วนพื้นที่อื่นๆจะถูกแช่แข็งด้วยหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับความต้องการของสัตว์อสูรที่ใช้ทักษะเองล้วนๆ
นี่… นี่มันทักษะอะไรกัน? แช่แข็งสัตว์อสูรระดับราชาได้ในพริบตาแบบนี้…
เจ้าหน้าที่สนามบินบางส่วนที่ยังพอมีสติหลังจากพายุทรายผ่านพ้นไป ต่างพากันมองดูเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยความตกตะลึงสุดขีด
“รีบโจมตีพร้อมกันเลย!” เฉียวซางคว้าโทรโข่งที่ลู่เป่าทำตกไว้บนตัวของหยาเป่าขึ้นมาแล้วตะโกนออกคำสั่งอย่างรวดเร็ว
อาณาเขตสวรรค์นิรันดร์กาลนั้นเป็นทักษะเหนือระดับก็จริง แต่ยิ่งสัตว์อสูรมีระดับสูงขึ้นเท่าไหร่ พลังของแต่ละระดับก็จะยิ่งแตกต่างกันมากขึ้นตามไปด้วย
ที่สัตว์อสูรระดับราชาถูกสัตว์อสูรระดับนายพลแช่แข็งไว้ได้ นั่นเป็นเพราะทักษะนี้เป็นทักษะเหนือระดับ อีกทั้งในตอนนี้พลังงานของลู่เป่ายังทรงพลังมากพอ
แต่ถึงแม้จะเป็นเช่นนั้นก็ตาม หากสัตว์อสูรระดับราชาออกแรงต่อต้านเพียงนิดเดียว ก็สามารถทำลายน้ำแข็งนี้ออกมาได้ทันที
จึงจำเป็นต้องใช้จังหวะที่มันถูกแช่แข็งอยู่นี้รีบระดมโจมตีให้เร็วที่สุด!
“โซ่สายฟ้า!” อาคีลสั่งการอย่างรวดเร็ว หลังจากที่บังคับสติที่ตะลึงกลับมาได้
เสียงชายชราอีกคนหนึ่งดังผ่านลำโพง
“พลังอัญมณี!”
ตามมาด้วยเสียงคำสั่งของเจ้าหน้าที่คนอื่นๆ ที่ทยอยกันออกคำสั่งอย่างต่อเนื่อง
“ไฟฟ้าแสนโวลต์!”
“ลำแสงเยือกแข็ง!”
“ชาโดว์บอล!”
“ปืนกลเมล็ดพันธุ์!”
เฉียวซางรีบประสานมือเป็นสัญลักษณ์อัญเชิญ
กลุ่มดาวสีเหลืองส้มสว่างขึ้น
กงเป่าพลันปรากฏตัวออกมาจากกลุ่มดาวในทันที
“โจมตีพร้อมกัน!” เธอตะโกนเสียงดัง
หยาเป่าอ้าปากทันทีโดยไม่ลังเล ลูกไฟสีแดงทองพุ่งทะลุอากาศตรงไปยังเป้าหมายอย่างรวดเร็ว
“ซุนซุน!”
ซุนเป่ารวบรวมพลังสีขาวที่ศีรษะ หมายจะใช้ทักษะค้อนพลังจิต แต่เมื่อเห็นทักษะหลากสีสันที่ต่างพุ่งไปยังจุดเดียวกัน มันก็ล้มเลิกความคิดนั้นทันที ค่อยๆ สลายแสงสีขาวออกจากศีรษะของตน แล้วเปลี่ยนมาใช้กรงเล็บยกขึ้นสร้างบอลเงาขนาดใหญ่แล้วขว้างออกไปแทน
“กงเป่าใช้คมมีดปีกเหล็ก!”
แม้ว่ากงเป่าจะเพิ่งออกมาได้ไม่นาน แต่กลับรับรู้สถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว มันบินขึ้นสู่ฟ้า ร่างกายขยายขนาดใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็ว จากนั้นขนทั่วร่างก็พลันเปล่งแสงสีม่วงเข้ม ก่อนที่ขนจำนวนครึ่งหนึ่งจะยิงตรงไปยังตำแหน่งของอสูรหญ้าตะเกียง พร้อมๆกัน
โซ่สายฟ้าหลายสิบเส้นพุ่งเข้ามารัดร่างอสูรหญ้าตะเกียงที่ยังถูกแช่แข็งอยู่จนแน่นหนา
อัญมณีเปล่งแสงเจิดจรัสนับร้อยลูกระเบิดออกมาจากร่างของจระเข้สะพานแขวน
เปลวไฟสายฟ้า ลำแสงเยือกแข็ง แสงเลเซอร์สีเขียว อัญมณีระยิบระยับ…
ตู้ม! ตู้ม! ตู้ม!
สารพัดทักษะหลากสีระเบิดกระแทกเข้าใส่ร่างของอสูรหญ้าตะเกียงอย่างพร้อมเพรียง
เปลือกน้ำแข็งที่หุ้มร่างของมันไว้แตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ ในชั่วพริบตา!
“แคะแคะ!”
อสูรหญ้าตะเกียงส่งเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดอย่างถึงที่สุด
เสียงระเบิดต่อเนื่องดังกึกก้องไปทั่วพื้นที่
คลื่นพลังโจมตีสายแล้วสายเล่ากระหน่ำซ้ำๆ เข้าใส่ร่างของมันอย่างไร้ความปรานี
ท้องฟ้าเหนือบริเวณลานจอดเครื่องบินทั้งหมดพลันถูกปกคลุมไปด้วยแสงอันเจิดจ้าจากทักษะที่ยิงปะทะเข้าหากัน
ทักษะนับไม่ถ้วนที่ประสานกันโจมตีจนเกิดคลื่นกระแทกอันรุนแรง เขย่าพื้นที่โดยรอบจนเกิดแรงสั่นสะเทือนที่สะท้านสะเทือนไปทั่วทุกทิศทุกทาง!
ม่านทรายสีเหลืองที่ยังค้างคาอยู่บนฟ้าและเมฆดำหนาทึบถูกแรงระเบิดสลายออก แต่กลับรวมตัวกลายเป็นม่านฝุ่นที่หนาทึบยิ่งกว่าเดิม ปกคลุมทั่วทั้งลานจอดเครื่องบินจนมองแทบไม่เห็นอะไรเลย
ภายในห้องโถงผู้โดยสาร
นักเดินทางทั้งหมดต่างมองออกไปยังฉากข้างนอกด้วยดวงตาเบิกกว้าง หลังจากนิ่งค้างไปครู่หนึ่งก็เริ่มหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเปิดกล้องถ่ายรูป บันทึกภาพเหตุการณ์ที่น่าตกตะลึงนี้เอาไว้ด้วยความตื่นเต้น
บนลานจอดเครื่องบิน
เสียงระเบิดยังคงดังก้องอยู่นาน จนในที่สุดทุกอย่างก็ค่อยๆ เงียบสงบลง
ร่างของอสูรหญ้าตะเกียงนอนแน่นิ่งอยู่บนพื้น ลำตัวไหม้เกรียมเป็นสีดำสนิท ดวงตาปิดสนิท ไม่ขยับแม้แต่น้อย
ทุกคนที่อยู่ตรงนั้นถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
แต่ในขณะที่ทุกคนกำลังจะผ่อนคลายลง จู่ๆ อสูรหญ้าตะเกียงซึ่งได้รับบาดเจ็บอย่างหนักก็ลืมตาขึ้นมาอย่างยากลำบาก ดวงตาของมันฉายแววไม่ยินยอมอย่างที่สุด มันค่อยๆอ้าปากออก แล้วเริ่มร้องเพลงออกมาอย่างกะทันหัน
“แคะแคะ~ แคะแคะ~ แคะ…”
“ทุกคนปิดหูไว้!” เสียงของชายชรารีบตะโกนเตือนผ่านโทรโข่งดังลั่น
แต่เสียงร้องเพลงกลับหยุดลงกลางคันเสียก่อน
อสูรหญ้าตะเกียง ค่อยๆหลับตาลงอีกครั้ง
เจ้าหน้าที่ที่เพิ่งรู้สึกดีใจไปหมาดๆ ใจของพวกเขากลับรู้สึกเย็นเฉียบขึ้นมาอีกครั้ง
บรรยากาศรอบด้านพลันกลายเป็นหนักอึ้งไปชั่วขณะ
อสูรหญ้าตะเกียงชอบร้องเพลงในขณะที่ลอยวนเวียนไปมาในตอนกลางคืน หากใครได้ยินเสียงเพลงนี้จะต้องถูกคำสาป… เฉียวซางนึกถึงข้อมูลที่เคยอ่านเกี่ยวกับมัน จู่ๆ ใจของเธอก็ร่วงหล่นลงไปอีกครั้ง
หรือว่า…เราจะโดนคำสาปไปแล้วจริงๆ?
เจ้าหน้าที่โดยรอบเองก็กังวลกับเรื่องนี้เช่นเดียวกัน
หลังจากที่ทุกคนตกอยู่ในความเงียบได้ไม่นานนัก ก็เริ่มมีคนเอ่ยปากถามขึ้นด้วยสีหน้าตื่นตระหนก
“พวกเราโดนคำสาปหรือยัง?”
“ไม่น่ามั้ง…มันร้องยังไม่ทันจบประโยคเลยนะ…”
“อย่าทำให้ฉันกลัวสิ! คำสาปจากสัตว์อสูรระดับราชา ฉันรับไม่ไหวแน่ๆ ยังหนุ่มยังแน่นอยู่นะ!”
“ถ้าแบบนี้ก็ถือว่าเป็นอุบัติเหตุระหว่างปฏิบัติงานสินะ! ที่ทำงานน่าจะหาสัตว์อสูรที่มีความสามารถถอนคำสาปมาช่วยเราได้ใช่ไหมเนี่ย?”
“ขอถามหน่อย ใครรู้บ้างว่าคำสาปของอสูรหญ้าตะเกียงเป็นประเภทไหน?”
“ไม่รู้เหมือนกัน! ฉันไม่เคยเห็นในหนังสือเลย!”
“หรือว่าคนที่โดนคำสาปจากอสูรหญ้าตะเกียงจะตายหมดแล้วเลยไม่มีข้อมูลบันทึกไว้…”
“เห้ย! อย่าทำให้ฉันตกใจสิ!”
“เอาล่ะๆ ทุกคน ใจเย็นกันก่อน แล้วรีบไปจัดการงานที่เหลือให้เรียบร้อย” อาคีลเอ่ยปากขึ้น น้ำเสียงของเขาเปี่ยมไปด้วยอำนาจในฐานะผู้ฝึกสัตว์อสูรระดับราชา
เมื่อได้ยินเช่นนี้ เจ้าหน้าที่ทั้งหลายก็หยุดพูดคุยกันแล้วรีบไปทำงานที่อยู่ตรงหน้าทันที
อาคีลมองไปรอบๆ ก่อนสายตาจะไปหยุดที่เด็กสาวผมดำที่อยู่ไม่ไกลออกไปนัก เขายิ้มออกมาเล็กน้อย ก่อนจะก้าวเดินเข้าไปหา
“แคร่ก...”
แต่ในจังหวะนั้นเอง กลับมีเสียงบางอย่างแตกหักดังขึ้นมาจากบนท้องฟ้า
ทุกคนได้ยินเสียงนั้น ต่างเงยหน้าขึ้นไปมอง ก่อนใบหน้าจะกลายเป็นซีดเผือด เต็มไปด้วยความสิ้นหวังในทันที
เพราะสิ่งที่พวกเขาเห็นคือม่านพลังป้องกันที่อยู่บนท้องฟ้า—ได้แตกออกอีกแล้ว!
ในชั่วพริบตา สัตว์อสูรประเภทบินนานาชนิด ต่างแสดงอาการตื่นเต้นและพุ่งทะยานดิ่งลงมาจากท้องฟ้าทันที
ใบหน้าของอาคีลตึงเครียด เขาจำต้องหยุดเดินทันทีอย่างไม่เต็มใจนัก
บ้าเอ๊ย เกิดอะไรขึ้นกันแน่! หรือว่าจะเป็นพลังของคำสาปจริงๆ? สีหน้าของเฉียวซางเปลี่ยนไปในทันที
“ย่าห์ ย่าห์!”
หยาเป่า พ่นเปลวเพลิงออกไปไม่หยุดใส่สัตว์อสูรที่พุ่งเข้ามา
“ซุนซุน!”
ซุนเป่า ใช้ทักษะควบคุมเงาสามมิติอย่างต่อเนื่อง พันธนาการสัตว์อสูรที่บุกเข้ามาทีละตัว ทีละตัว อย่างไม่หยุดหย่อน
“ปิงอ้าย…”
ทักษะอาณาเขตสวรรค์นิรันดร์กาลก่อนหน้านี้สูบพลังงานของลู่เป่าไปมากจนพลังของมันลดลงอย่างมาก ทำให้มันเลือกที่จะประหยัดพลังงานโดยสัญชาตญาณ มันจึงเลือกใช้ทักษะปืนฉีดน้ำที่ใช้พลังงานน้อยกว่าในการต่อสู้แทน
“กงเป่าใช้คมมีดปีกเหล็ก!”
เมื่อเทียบกับหยาเป่าและตัวอื่นๆแล้ว กงเป่าค่อนข้างลำบากกว่าพอสมควร มันต้องใช้ขนนกของตนเป็นใบมีด คอยโจมตีอย่างหนักหน่วง
ขนนกสีม่วงที่เหมือนใบมีดหลายร้อยเส้น ถูกยิงออกไปต่อเนื่องไม่หยุดหย่อน เพื่อโจมตีสัตว์อสูรป่าที่พุ่งเข้ามาอย่างบ้าคลั่งอย่างไม่หยุดยั้ง
ในช่วงแรกกงเป่ายังพอรับมือได้ไหว แต่พอผ่านไปสักพัก สัตว์อสูรป่าหลายตัวก็เริ่มทะลวงผ่านใบมีดขนนกสีม่วงเข้ามาได้เรื่อยๆ ก่อนจะพุ่งเข้ามาโจมตีต่ออย่างไม่หยุดหย่อน
กงเป่าจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเปลี่ยนทั้งตัวให้กลายเป็นสีเทาเหล็กเข้มที่ส่องประกาย แล้วใช้ทักษะกำแพงเหล็กในการป้องกันตัวเองแทน
อาการเจ็บปวดที่เกิดขึ้นเป็นระยะๆ ผ่านมายังร่างของเธอ ทำให้เฉียวซางนึกบางอย่างขึ้นมาได้ เธอหันมองไปยังทิศทางของกงเป่า ก่อนจะถามผ่านจิตใจว่า
‘อยากกลับเข้าตำราอสูรก่อนไหม’
‘กงจั้น’
กงเป่าตอบกลับผ่านทางจิตใจอย่างมั่นคง
ไม่กลับ
มันไม่ต้องการกลับไปอยู่ในที่ที่ปลอดภัยเพียงเพราะเจอความกดดันเพียงเล็กน้อย
ในขณะที่หยาเป่าและทุกตัวกำลังต่อสู้อยู่ แล้วทำไมมันต้องกลับไปก่อนด้วยล่ะ?
มันอาจจะอ่อนแอกว่าทุกตัวก็จริง แต่หากต้องการแข็งแกร่งขึ้น ก็ย่อมหลีกเลี่ยงการบาดเจ็บไม่ได้ คนที่แข็งแกร่งอย่างแท้จริง ไม่อาจเติบโตได้ในพื้นที่ปลอดภัย
ดีที่ช่วงที่ผ่านมา เราฝึกเรื่องการป้องกันมาตลอด…
เฉียวซางมองดูเงาด้านหลังที่ดูแน่วแน่ของกงเป่ารู้สึกดีใจพร้อมกับโล่งใจไปพร้อมๆกัน
การที่สัตว์อสูรมีความกระตือรือร้นถือเป็นเรื่องดี
ถ้าเธอกับกงเป่าได้ผ่านการต่อสู้แบบนี้อีกสักหลายๆครั้ง ไม่แน่บางทีในอนาคตเธออาจจะมีร่างกายที่แข็งแกร่งแบบไร้ที่ติได้จริงๆก็ได้…
แต่จู่ๆ สายตาของเธอก็มองเห็นอะไรบางอย่างเข้า ทำให้ความคิดทั้งหมดหยุดชะงักลงในทันที ก่อนจะรีบตะโกนออกไปสุดเสียง
“รีบหลบเร็ว!”
จากบนท้องฟ้า มีเงาสีเขียวพุ่งลงมาด้วยความเร็วราวกับดาวตก พร้อมกับแรงกดดันอันมหาศาลพุ่งตรงเข้าหากงเป่าอย่างดุดัน
เพียงแค่แวบแรกที่มองเห็น เฉียวซางก็สามารถประเมินได้ทันทีจากพลังที่แผ่ออกมาและขนาดร่างกายของมันว่า เจ้าสัตว์อสูรตัวนี้คือระดับนายพลอย่างแน่นอน
หากเป็นหยาเป่าหรือพวกซุนเป่าคงไม่จำเป็นต้องกลัวสัตว์อสูรระดับนายพลแน่ๆ แต่สำหรับกงเป่าแล้วต้องหลบเลี่ยงการปะทะโดยตรงเท่านั้น ไม่มีทางสู้ประจัญหน้าได้แน่
แต่เพียงพริบตาเดียว ร่างสีเขียวก็เข้าปะทะกับร่างของกงเป่าเข้าเต็มๆ
เร็วมากจนแทบไม่อาจหลบพ้นได้ทัน
หัวใจของเฉียวซางพลันเย็นวาบลงในทันที
ทว่าอาการเจ็บปวดที่คาดการณ์ไว้กลับไม่ได้เกิดขึ้นกับเธอ
เธอสัมผัสได้ถึงความผิดปกติ จึงรีบมองขึ้นไปบนท้องฟ้าอีกครั้ง
แล้วภาพที่เธอเห็นก็ทำให้เธอตะลึงไปชั่วขณะ
บนฟ้าปรากฏร่างของกงเป่าสองตัวที่ดูเหมือนกันเป๊ะ
เฉียวซางงุนงงไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกลายเป็นดีใจอย่างสุดขีด
แยกเงา!
กงเป่าในที่สุดก็เรียนรู้ทักษะแยกเงาได้แล้ว!