- หน้าแรก
- คู่มือตำราอสูร: ฉบับเริ่มต้นจากศูนย์
- บทที่ 859: ความไว้ใจ
บทที่ 859: ความไว้ใจ
บทที่ 859: ความไว้ใจ
ทุกครั้งที่มีข่าวลือเกี่ยวกับสัตว์อสูรมายาแพร่ออกไป ก็มักจะมีพวกที่พยายามจะจับมันอยู่เสมอซึ่งเฉียวซางก็ไม่แปลกใจเลยสักนิด
เพราะสัตว์อสูรที่หายากเป็นพิเศษนั้น เป็นสิ่งที่ผู้ฝึกสัตว์อสูรล้วนแสวงหา
ก่อนหน้านี้ตอนที่เธอเคยเจอวิญญาณประทานโชคก็ไม่มีใครรู้จักมันนอกจากอู๋ซาง เธอและจางหรงถัง ไม่อย่างนั้นจะมีโอกาสให้ผู้ฝึกสัตว์อสูรระดับ C อย่างจางหรงถังได้มาหมายตาได้ยังไงกัน
เฉียวซางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ราวกับนึกอะไรขึ้นมาได้ “เราลองไปถามข่าวจากสัตว์อสูรป่าดูดีไหมคะ?”
อาจารย์พิลิทไม่ต้องการใช้วิธีเดิมที่เคยวางแผนไว้ นั่นคือการเข้าไปสอบถามข่าวเกี่ยวกับภูติขลุ่ยประกายแสงในแหล่งซื้อขายข้อมูลโดยตรง เพราะจะเสี่ยงให้พวกกลุ่มที่กำลังตามหาภูติขลุ่ยประกายแสงจับตามองได้
ถ้าหากถูกเพ่งเล็ง ต่อให้พวกเขาโชคดีจนหาภูติขลุ่ยประกายแสงเจอจริงๆ คนพวกนั้นก็คงจะเข้ามาสร้างปัญหา ทำให้สถานการณ์วุ่นวายจนควบคุมไม่ได้
ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดก็คือพยายามหาข้อมูลโดยไม่ให้เป็นที่สังเกต
และถ้าหากอยากไม่ให้เป็นที่สังเกตแต่ยังต้องสืบข่าวอยู่ล่ะก็ สิ่งแรกที่เฉียวซางนึกถึงก็คือ—สัตว์อสูรป่า
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลังจากเหตุการณ์เมื่อคืนที่ผ่านมา เธอยิ่งมั่นใจว่าการพูดคุยกับสัตว์อสูรป่าเป็นเรื่องที่เป็นไปได้
พิลิทถอนหายใจ “ก็คงต้องทำแบบนั้นแล้ว”
พูดตามตรง เขามองว่าการสื่อสารกับสัตว์อสูรป่าเป็นเรื่องที่มีอุปสรรคมาก ไม่ใช่เพราะปัญหาด้านภาษา แต่เป็นเพราะระดับสติปัญญาของพวกมันนั้นแตกต่างกันมาก
สัตว์อสูรบางตัวฉลาดแค่ระดับเด็กทารกเพียงไม่กี่เดือน ต่อให้ตอบอะไรออกมาก็ไม่รู้ว่าสิ่งที่พูดนั้นถูกต้องหรือไม่ อาจต้องหลงไปกับข้อมูลผิดๆ และเสียเวลาไปเปล่าๆ
ขณะที่สัตว์อสูรบางตัวยิ่งฉลาดก็ยิ่งเจ้าเล่ห์ราวกับภูตผี พวกมันจงใจให้ข้อมูลผิดเพื่อเล่นสนุกกับมนุษย์
ถ้าหากเป็นที่โลกบลูสตาร์ เขายังพอใช้ข้อมูลและความรู้ในหัวช่วยประเมินว่าสัตว์อสูรตัวไหนน่าเชื่อถือได้บ้าง
แต่สำหรับสัตว์อสูรที่อยู่บนอัลติเมทสตาร์ เขาไม่ได้มีความรู้มากนัก
อย่างไรก็ตาม ตอนนี้วิธีนี้ก็ดูจะเป็นทางเดียวที่ดีที่สุดในการหาข่าวแล้ว...
ห้าชั่วโมงต่อมา
ในตรอกเล็กๆ ริมถนน
เฉียวซางถือโทรศัพท์มือถือ ยื่นให้สัตว์อสูรรูปร่างคล้ายหนูตัวหนึ่งดู มันมีขนสีเขียวอ่อนและมีหางสามเส้น
“แกเคยเห็นตัวนี้ที่ไหนไหม?”
สัตว์อสูรหนูสามหางมองภาพในหน้าจอเพียงแวบเดียว ก่อนจะเงียบสนิท
เฉียวซางเข้าใจทันที ก่อนจะหยิบขนมปังที่เตรียมมาไว้ล่วงหน้ายื่นให้มัน
“เว่ยเว่ย”
สัตว์อสูรหนูรับขนมปังไป ก่อนจะทำหน้าตาประหนึ่งว่า “อ้อ! ฉันนึกออกแล้ว!”
หลังจากผ่านการถูกหลอกมานับครั้งไม่ถ้วนตลอดห้าชั่วโมงที่ผ่านมา เฉียวซางไม่มีอาการตื่นเต้นเลยแม้แต่น้อย เธอถามต่ออย่างเรียบเฉย “อยู่ที่ไหน?”
“เว่ยเว่ย”
สัตว์อสูรหนูชี้ไปทางซ้าย แสดงให้เห็นว่ามันเคยเห็นในทิศทางนั้น
พูดจบ มันก็กำลังจะหอบขนมปังจากไป
“เดี๋ยวก่อน” เฉียวซางเรียกหยุดมันไว้
สัตว์อสูรหนูหันกลับมา พร้อมทำหน้าตาเหมือนจะถามว่า “ยังมีอะไรอีกเหรอ?”
“เมื่อกี้แกโดนสาปไปแล้ว ถ้าโกหกล่ะก็ต่อจากนี้แกจะโชคร้ายไปเรื่อยๆ” เฉียวซางพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “แกมั่นใจนะว่าเห็นมันอยู่ตรงนั้นจริงๆ?”
“เจี๊ยก เจี๊ยก เจี๊ยก...”
พอเสียงของเธอดังจบลง ซุนเป่าก็ปรากฏตัวออกมาทันที พร้อมหัวเราะเหมือนตัวร้ายในละคร
“เว่ยเว่ย!!”
สัตว์อสูรหนูชะงักไปชั่วขณะ ก่อนที่หางของมันจะกระตุกเกร็ง แสดงท่าทีตื่นตระหนก พลางส่งเสียงร้องออกมา
“ย่าห์ ย่าห์”
หยาเป่าช่วยแปลให้
มันบอกว่า จริงๆ แล้วมันไม่เคยเห็นเลย แค่พูดไปส่งๆเท่านั้นเอง
...ก็ว่าแล้วเชียว
เฉียวซางถอนหายใจอย่างปลงๆโบกมือ “ไปเถอะ ไม่มีคำสาปอะไรหรอก”
“เว่ยเว่ย...”
สัตว์อสูรหนูกอดขนมปังในมือแน่น รู้สึกโล่งใจเมื่อเห็นว่ามนุษย์ตรงหน้าไม่ได้ต้องการเอาขนมปังคืนไป
จากนั้นมันก็หมุนตัวอย่างรวดเร็ว พุ่งทะยานขึ้นไปบนกำแพงราวกับสายฟ้าใช้ท่าพุ่งประกายสายฟ้าวิ่งหายไปในตรอกอย่างว่องไว
ซุนเป่าเปลี่ยนสีหน้าอย่างรวดเร็ว ถอนท่าทางเหมือนตัวร้ายออกไป ก่อนจะซ่อนตัวหายไปในเงามืด ปล่อยให้คุณงามความดีของมันเป็นเพียงตำนานที่ไร้ชื่อ
ขณะนั้นเอง พิลิทก็เดินเข้ามา
ที่ปากตรอกมอธขนพิศดารก็ยืนรออยู่ มันแบกสัมภาระใบใหญ่เต็มหลัง ข้างในเต็มไปด้วยเครื่องดนตรีและเสบียงอาหารหลายชนิด
“ได้ข่าวอะไรมาบ้างไหม?” พิลิทถาม
เฉียวซางถอนหายใจ “ไม่เลยค่ะ”
“ก็ไม่น่าแปลกใจ” พิลิทกล่าว “ในเมื่อถามอะไรไม่ได้ งั้นก็กลับไปที่เดิมเมื่อวาน แล้วหาสัตว์อสูรป่าที่เสียงดีให้มันร้องเพลงกันต่อ”
เขต 30 กว้างเกินไป ถ้าหากใช้วิธีนี้แค่อย่างเดียวจะมีทางหาภูติขลุ่ยประกายแสงเจอได้จริงๆไหมนะ… เฉียวซางเริ่มไม่แน่ใจ เธอคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะถามขึ้นมา
“มีสัตว์อสูรที่มีทักษะแบบกล้องวงจรปิดที่สามารถเฝ้าดูทุกซอกทุกมุมของเขต 30 ได้เลยไหมคะ?”
เดี๋ยวก่อนนะ! เธอนึกอะไรขึ้นมาได้ทันที ดวงตาทอประกายสว่างวาบ
“เราลองหาเถาวัลย์มารลึกลับกันดีไหมคะ!?”
....
ศูนย์รับรองผู้ฝึกสัตว์อสูร
ห้องชุดสุดหรู
“ผู้ฝึกสัตว์อสูรที่รับภารกิจมาครบแล้วครับ” ชายหนุ่มผมสีน้ำตาลกล่าวด้วยท่าทีเคารพ
ชายชรานั่งพิงโซฟานุ่ม สายตามองกวาดไปยังผู้ฝึกสัตว์อสูรกว่ายี่สิบคนที่ยืนเรียงอยู่ตรงหน้าโดยไม่กล่าวอะไร
ด้านข้างของเขา ชายหนุ่มผมดำรูปร่างสง่างามกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“เรียกอสูรเถาวัลย์ปีศาจออกมาให้หมด”
ทันทีที่สิ้นเสียง ผู้ฝึกสัตว์อสูรทั้งยี่สิบกว่าคนก็ร่ายสัญลักษณ์มืออัญเชิญออกมาพร้อมกัน
ห้องชุดสุดหรูของศูนย์รับรองผู้ฝึกสัตว์อสูรกว้างพอที่จะรองรับอสูรเถาวัลย์ปีศาจได้มากขนาดนี้โดยไม่รู้สึกอึดอัด
ชายหนุ่มผมดำผลักภาพถ่ายที่อยู่บนโต๊ะน้ำชาไปข้างหน้า
“หาตัวสัตว์อสูรในภาพนี้ให้เจอ ใครหาเจอก่อนจะได้สิทธิ์ลงหลักปักฐานในสิบเขตบน”
พอได้ยินเงื่อนไขนี้ บรรดาผู้ฝึกสัตว์อสูรก็พากันฮึกเหิมขึ้นมาทันที คล้ายกับได้รับสารกระตุ้น พวกเขาพร้อมกับอสูรเถาวัลย์ปีศาจพากันวิ่งออกจากห้องไปทันที เตรียมตัวกระจายดวงตาลึกลับให้ได้มากที่สุด
หลังจากที่คนเหล่านั้นออกไปแล้ว ชายชราบนโซฟากล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ยังน้อยเกินไป ไปจับอสูรเถาวัลย์ปีศาจป่ามาเพิ่มอีก”
“รับทราบครับ” ชายหนุ่มผมสีน้ำตาลตอบรับอย่างนอบน้อม ก่อนจะออกจากห้องไป
....
พิลิทถอนหายใจ “ในเขต 30 ผู้ฝึกสัตว์อสูรที่มีอสูรเถาวัลย์ปีศาจล้วนรับภารกิจเดียวกันหมดแล้ว”
เฉียวซางชะงักไป “เป็นพวกที่กำลังตามหาภูติขลุ่ยประกายแสงงั้นเหรอคะ?”
พิลิทพยักหน้า “อืม”
แต่เฉียวซางยังไม่หมดหวัง “แล้วถ้าสมมติว่ายังมีบางคนที่มีอสูรเถาวัลย์ปีศาจแต่ไม่ได้รับภารกิจนี้ล่ะคะ?”
พิลิทหันมามองเธอ “ค่าตอบแทนของภารกิจนี้สูงมาก ผู้ฝึกสัตว์อสูรที่อยู่ในสิบเขตล่างไม่มีทางปฏิเสธได้หรอก”
เฉียวซางขมวดคิ้ว “อาจารย์รู้เรื่องนี้ละเอียดขนาดนี้เลยเหรอคะ?”
พิลิทหัวเราะ “สถาบันผู้ฝึกสัตว์อสูรแห่งจักรวรรดิของเรามีสัตว์อสูรประเภทจักรกลที่รวบรวมข่าวสารได้เร็วที่สุด กลับไปเมื่อไหร่ เธอก็จะได้เห็นเองนั่นแหละ”
พอได้ยินแบบนี้ เฉียวซางก็อดนึกถึงตอนที่เธอได้รับจดหมายตอบรับจากโรงเรียนผ่านกรงเล็บจักรกลที่ยื่นออกมาจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ไม่ได้
ในเมื่อพิลิทยืนยันเรื่องข่าวกรองแล้ว เฉียวซางก็ไม่พูดอะไรต่อ
ทั้งสองเดินทางกลับไปยังซากปรักหักพังที่พวกเขาเคยไปเมื่อคืน
แต่ครั้งนี้ไม่เหมือนกับเมื่อคืนที่ผ่านมา—เมื่อคืนเต็มไปด้วยสัตว์อสูรที่หลับใหลอยู่ทุกหนแห่ง
แต่ตอนนี้ ลมเย็นพัดผ่านเศษซากหิน พัดยอดหญ้าสีเขียวที่งอกขึ้นจากรอยแยกของซากปรักหักพังให้ไหวเอื่อยๆ
รอบตัวเงียบสงัด มีเพียงสัตว์อสูรป่าบางตัวที่บินผ่านไปบ้างเป็นครั้งคราว
พิลิทเห็นสภาพตรงหน้าแล้วก็ถอนหายใจหนักๆ “ก็บอกแล้วไงว่าหลังจากเหตุการณ์เมื่อคืนนี้ สัตว์อสูรป่าพวกนั้นต้องคิดว่าสถานที่นี้ไม่ปลอดภัยแน่ๆ”
เขาคิดว่าในฐานะอาจารย์เขาควรจะยืนยันในความเห็นของตัวเองมากกว่านี้ เพราะเฉียวซางแม้จะเป็นอัจฉริยะเหนืออัจฉริยะ แต่ยังไงก็ยังเด็กอยู่ ประสบการณ์ออกไปพบปะสัตว์อสูรป่ายังไม่มากพอ...
แต่เมื่อคืนฉันก็ไม่ได้ทำอะไรเลยนะ… ถึงกับต้องกลัวขนาดเปลี่ยนที่อยู่เลยเหรอ? นี่นึกว่าพวกมันเองก็สนุกกับการร้องเพลงเมื่อคืนนี้ซะอีก…
เฉียวซางนึกถึงภาพสัตว์อสูรทั้งหมดที่ร้องรำทำเพลงกันอย่างสนุกสนานเมื่อคืนนี้แล้วก็อดรู้สึกเสียดายไม่ได้
“ชิงเลี่ย?”
จู่ๆ ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้น
เฉียวซางหันไปตามเสียง ก็เห็นว่ามีสัตว์อสูรตัวหนึ่งเดินออกมาจากซากกำแพงที่พังทลาย
เป็นลิ้นสีอ่อน!
“กงจั้น”
กงเป่าเหลือบมองลิ้นสีอ่อนที่เพิ่งเดินออกมา สายตาสะท้อนแสงเล็กน้อย ก่อนจะอธิบายออกมา
มันถามว่า วันนี้มีอะไรกินไหม
เฉียวซางชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้าหนักแน่น “แน่นอนอยู่แล้ว!”
“ชิงเลี่ย!”
พอลิ้นสีอ่อนได้ยินดังนั้น มันก็เปล่งเสียงร้องที่มีพลังสะท้อนกระจายไปทั่ว
คลื่นเสียงกระจายออกไปไร้รูปแบบ
วินาทีต่อมา อสูรประเภทงูตัวหนึ่งก็โผล่พรวดขึ้นมาจากใต้ดิน
ต่อจากนั้นก็ตัวที่สอง ตัวที่สาม…
จากพุ่มไม้ในป่าทึบ บนพื้นดิน บนอากาศ สัตว์อสูรป่าจำนวนมากพากันปรากฏตัวและมารวมตัวกัน
นี่มัน... พิลิทมองไปรอบๆ อย่างไม่อยากเชื่อสายตา
ทั้งสัตว์อสูรที่เคยอยู่เมื่อคืนนี้ และยังมีตัวที่เมื่อคืนไม่ได้อยู่ที่นี่ด้วย…
เฉียวซางยิ้มกว้างจนห้ามตัวเองไม่ได้ ก่อนจะตะโกนออกไปเสียงดัง
“มาเริ่มกันเลย!”
....
ลำโพงถูกตั้งให้เรียบร้อย
อุปกรณ์พร้อมใช้งาน
อาหารเตรียมพร้อมเสิร์ฟ
สัตว์อสูรทั้งร้องเพลง ทั้งเต้นรำ ทั้งเพลิดเพลินไปกับขนมอร่อยๆ
พิลิทมองภาพตรงหน้าอย่างซับซ้อน เขาถึงกับลืมจุดประสงค์เดิมของตัวเองไปชั่วขณะ
“พวกมันไว้ใจเธอมากขนาดนี้เลยเหรอ…”
เฉียวซางหัวเราะ “ต้องบอกว่า”ไว้ใจพวกเรา“ต่างหากล่ะคะ”
ไว้ใจพวกเรา…
พิลิทเงียบไป
เขารู้สึกว่าตัวเองก็ไม่ได้ทำอะไรให้สัตว์อสูรป่าเหล่านี้รู้สึกไว้ใจขนาดนั้นเลยแท้ๆ…
“โดซี…”
จู่ๆ ลากตะวันตัวหนึ่งก็เดินเข้ามาหาเฉียวซาง ดูเหมือนจะรวบรวมความกล้าก่อนจะเปล่งเสียงออกมา
“ย่าห์ ย่าห์”
หยาเป่าช่วยแปล
มันบอกว่า อาหารที่ได้เมื่อเช้าโดนพวกตัวร้ายแย่งไปหมด ขอเพิ่มได้ไหม?
“ย่าห์ย่าห์!”
พอแปลเสร็จ หยาเป่าก็แสดงท่าทีโกรธแทน
แย่งอาหารกันเนี่ยนะ!? เกินไปแล้ว!
เฉียวซางจำได้ทันทีว่าลากตะวันตัวนี้เป็นตัวสุดท้ายที่ออกไปจากที่นี่เมื่อเช้า
เธอหยิบขนมปังจากกองบนพื้น ยื่นให้มัน “แน่นอน กินให้อิ่มแล้วค่อยร้องก็ได้นะ”
“โดซี!”
ลากตะวันรับขนมปังไป ดวงตาของมันหรี่ลงเป็นพระจันทร์เสี้ยวอย่างดีใจ
มันไม่ได้เดินออกไปไหน แต่กลับนั่งลงตรงนั้นเลย แกะถุงขนมปังออกแล้วเริ่มกินตรงข้างๆ เฉียวซาง
เฉียวซางนั่งไขว่ห้าง มองบรรยากาศรอบตัว ฟังเสียงเพลงของสัตว์อสูร ขณะที่เพลิดเพลินกับท่วงท่าการเต้นรำของพวกมัน
แต่แล้ว เธอก็คิดอะไรขึ้นมาได้
เธอหยิบโทรศัพท์มือถือออกมา เปิดภาพของภูติขลุ่ยประกายแสง แล้วยื่นไปตรงหน้าลากตะวัน
“แกเคยเห็นเจ้าตัวนี้ที่ไหนบ้างไหม?”