เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 811: พวกเขายังมีอะไรต้องกลัวอีก

บทที่ 811: พวกเขายังมีอะไรต้องกลัวอีก

บทที่ 811: พวกเขายังมีอะไรต้องกลัวอีก


ฟื้นตัวเต็มที่แล้วงั้นเหรอ?

บนอัฒจันทร์

บางคนมองหน้ากันด้วยสายตางุนงง ขณะที่อีกบางส่วนยังคงตกอยู่ในความโหดเหี้ยมของพรายผืนฟ้านิรันดร์เมื่อครู่

"ตอนแรกฉันนึกว่า พอคางคกน้ำพิษโดนผนึกด้วยบุปผาเยือกแข็งแล้ว การแข่งขันจะจบลงแค่นั้น ที่ไหนได้...หลังจากนั้นพรายผืนฟ้านิรันดร์ยังซัดด้วยหอกน้ำแข็งยักษ์อีกตั้งหลายครั้ง!"

"นี่แหละที่เรียกว่ารอบคอบ"

"พรายผืนฟ้านิรันดร์ตัวนี้ดูโหดเอาเรื่องนะ การแข่งขันดาราผู้ฝึกสัตว์อสูรรอบนี้คงมีแค่อาโปหลง โนวิตสกีเท่านั้นแหละมั้งที่พอสู้กับเฉียวซางได้"

"นายบ้าไปแล้วรึเปล่า? จะไปสู้ได้ยังไง? ลืมไปแล้วเหรอว่าพรายผืนฟ้านิรันดร์มีทักษะเหนือระดับอาณาเขตสวรรค์นิรันดร์กาลน่ะ?"

"เอ่อ... ฉันหมายถึงอาณาเขตสวรรค์นิรันดร์กาลของพรายผืนฟ้านิรันดร์อย่างมากก็ใช้ได้แค่ครั้งเดียว พอชนะไปหนึ่งรอบอาโปหลงอาจมีโอกาสพลิกกลับมาชนะก็ได้"

"ฉันว่ายากนะ สัตว์อสูรระดับนายพลอีกสองตัวของเฉียวซางก็ดูไม่ใช่พวกที่จัดการง่ายๆ"

"ว่าแต่ทักษะฟื้นฟูของพรายผืนฟ้านิรันดร์นี่คืออะไรกัน? ผลลัพธ์ดูเหมือนจะดีมากเลยนะ"

"ไม่ค่อยแน่ใจ น่าจะเป็นทักษะพิเศษติดตัวมั้ง?"

คนพูดว่าพลางหยิบวิดีโอที่บันทึกไว้ตอนแข่งขึ้นมาตัดต่อ เหลือไว้แค่ช่วงที่พรายผืนฟ้านิรันดร์ปล่อยแสงสีฟ้าสว่างไสวไปทั่วร่าง ก่อนที่แสงจะจางหายและร่างกายของมันกลับมาสมบูรณ์ดังเดิม จากนั้นจึงอัปโหลดขึ้นอินเทอร์เน็ต พร้อมกับแนบข้อความว่า

[มีใครรู้บ้างว่านี่เป็นทักษะฟื้นฟูอะไร?]

ครึ่งชั่วโมงต่อมา

ระหว่างทางกลับ

"ไม่คิดเลยว่าผนึกบุปผาเยือกแข็งของพรายผืนฟ้านิรันดร์ของเธอจะฝึกจนถึงขั้นไร้ที่ติแล้ว" พิลิทพูดด้วยน้ำเสียงที่พยายามคงความสงบนิ่งไว้

ต้องบอกเลยว่า เขาเคยพบเจอคนอัจฉริยะมามากมาย รวมถึงพวกอัจฉริยะระดับสุดยอด แต่เด็กที่เก่งกว่าระดับสุดยอดขึ้นไปอีกขั้นแบบเฉียวซางนี่ เขาเพิ่งเคยเจอเป็นครั้งแรก

ยังไม่นับเรื่องที่ว่าเธอฝึกสัตว์อสูรได้ถึงระดับนายพลตั้งแต่อายุยังน้อย และให้มันเรียนรู้ทักษะเหนือระดับอีกหลายทักษะ แค่การฝึกทักษะระดับสูงจนถึงระดับไร้ที่ติภายในหนึ่งปี ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อสุดๆแล้ว

"มันใช้เวลาฝึกทักษะนี้อยู่นานพอสมควรเลยล่ะค่ะ" เฉียวซางตอบ

นาน? นานแค่ไหนกัน? เธอเพิ่งเป็นผู้ฝึกสัตว์อสูรได้แค่ปีเดียวเองนะ!

พิลิทแทบจะอยากคำรามออกมา แต่เขาก็อดกลั้นอารมณ์ไว้ได้

เพราะเขารู้ดีว่า เด็กสาวตรงหน้านี้ไม่สามารถใช้ตรรกะของคนทั่วไปมาตัดสินได้ ไม่อย่างนั้นเธอคงไม่มีทางถูกส่งเข้าชั้นเรียนพิเศษของจัสถาบันผู้ฝึกสัตว์อสูรแห่งจักรวรรดิในวัยเพียง 16 ปีหรอก

"การแข่งสองรอบวันนี้ เธอมีอะไรอยากถามไหม?" พิลิทถามขึ้น ขณะนึกถึงหน้าที่ของตนเอง

เฉียวซางคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะถามว่า

"เถาจวิ้นเป็นช่างสลักอสูร ถ้าตามปกติแล้วสัตว์อสูรของเธอทั้งสองตัวก็ควรมีลายสลักติดอยู่ด้วย แต่ฉันไม่เห็นลายสลักบนตัวคางคกน้ำพิษเลยมันไม่มีลายสลักงั้นเหรอคะ?"

ตอนสู้กับคางคกน้ำพิษ เธอตั้งใจจะโจมตีทำลายลายสลักก่อน แต่กลับหาไม่เจอเลย

"ลายสลักของมันถูกเขียนไว้ที่ลิ้นน่ะ" พิลิทตอบ

เขาได้รับพลังจากสัญญาย้อนกลับมาหลายครั้งแล้ว ทำให้สายตาและการมองเห็นทำได้ดีกว่าคนปกติมาก พอตอนที่คางคกน้ำพิษอ้าปากพ่นพิษออกมา เขาก็สังเกตเห็นความผิดปกติของลิ้นมันทันที

อ๋อ... เขียนไว้ที่ลิ้นเองหรอกเหรอ?

แบบนี้ถึงจะรู้ก็ทำลายไม่ได้อยู่ดีสินะ ถ้าต้องการทำลายจริงๆไม่ใช่ว่าต้องตัดลิ้นสัตว์อสูรเลยเหรอ? … นี่เป็นตำแหน่งที่เหมาะกับการสลักลายจริงๆ

เฉียวซางถามต่อ "แล้วลายสลักนี้มีผลอะไรเหรอคะ?"

พิลิทเงียบไปชั่วครู่ก่อนตอบว่า

"ถ้าฉันเดาไม่ผิด มันน่าจะทำให้ต่อมน้ำลายในลิ้นของมันทำงานอัตโนมัติ…"

เขาหยุดไปครู่หนึ่งก่อนจะเสริมว่า

"แต่เงื่อนไขก็คือลายสลักนี้จะทำงานก็ต่อเมื่อสัตว์อสูรได้รับความเสียหายเท่านั้น"

พูดจบพิลิทหันมาจ้องเฉียวซาง

"น้ำลายของคางคกน้ำพิษมีพิษร้ายแรง แม้ว่าจะถูกแช่แข็ง มันก็สามารถใช้น้ำลายละลายบุปผาเยือกแข็งได้ ทว่าพรายผืนฟ้านิรันดร์ของเธอซัดหอกน้ำแข็งยักษ์ลงไปเพิ่มหลายครั้งในตอนท้าย นั่นช่วยป้องกันไม่ให้เรื่องแบบนั้นเกิดขึ้น"

หา? อะไรนะ? มีเรื่องแบบนี้ด้วยเหรอ…?

เฉียวซางชะงักไปชั่วขณะ

ไม่น่าแปลกใจที่ลู่เป่าใช้หอกน้ำแข็งยักษ์รัวขนาดนั้น ตอนแรกเธอนึกว่ามันแค่กำลังลองใช้ทักษะโจมตีอันใหม่เยอะๆซะอีก…

ตอนนี้ดูเหมือนว่าลู่เป่าคงสังเกตเห็นบางอย่างผิดปกติสินะ...

หรือว่ามันเห็นฉากที่น้ำลายของคางคกน้ำพิษหยดลงไป แล้วทำให้บุปผาเยือกแข็งละลายกันนะ?

มันก็อาจเป็นไปได้…

ลู่เป่าเคยใช้น้ำยาที่สกัดมาจากคริสตัลน้ำค้างสีฟ้ามาก่อน สายตาของมันเลยดีมากๆ มันมองเห็นเส้นทางที่เคลื่อนที่เร็วแค่ไหนก็ได้…

แต่ว่าตอนนั้นยังมีม่านหมอกพิษสีม่วงอยู่ มันอยู่ไกลขนาดนั้นยังจะเห็นได้อีกเหรอ? แบบนี้มันเวอร์เกินไปหน่อยไหม…

ระหว่างที่เธอกำลังคิด ก็ได้ยินเสียงของพิลิทดังขึ้นอีกครั้ง

"พรายผืนฟ้านิรันดร์ของเธอเพิ่งใช้แสงแห่งการรักษาไปกลางการถ่ายทอดสดของทั้งเครือข่าย ต่อจากนี้คงมีคนมากมายมาตามหาเธอ อย่ารับปากไปช่วยรักษาใครแบบส่งเดชล่ะ ถ้าจำเป็นต้องรักษาจริงๆให้บอกฉัน ฉันจะตามไปด้วย"

เฉียวซางนิ่งไปชั่วครู่ก่อนถามว่า "ทำไมล่ะคะ? ฉันก็ช่วยรักษาคนทุกคืนอยู่แล้วนะคะ"

พิลิทพูดเสียงหนักแน่น

"คนที่เธอรักษาตอนนี้ล้วนเป็นคนที่คณบดีของสาขาแพทยศาสต์ของยูเลียนทันแนะนำมาให้ มีเธอคนนั้นเป็นตัวกลางจึงมีหลักประกันด้านความปลอดภัย แต่ถ้าเธอไปรักษาให้ใครแบบไม่ดูตาม้าตาเรือนั่นก็อีกเรื่อง"

"นี่เป็นทักษะเหนือระดับที่รักษาโรคร้ายแรงได้ คนที่ป่วยหนักขนาดนั้น พวกเขาจะกลัวอะไรอีก? พวกเขาสามารถทำได้ทุกอย่างเพื่อให้ได้รับการรักษา"

เฉียวซางพยักหน้า "เข้าใจแล้วค่ะ"

นั่นสินะ... คนที่ถึงขั้นป่วยเป็นโรคร้ายแรง พวกเขายังมีอะไรให้ต้องกลัวอีก?

วันรุ่งขึ้น

เวลาเที่ยงตรง

มหาวิทยาลัยยูเลียนทัน

เฉียวซางอุ้มหยาเป่าไว้ในอ้อมแขน ขณะที่ยืนรออยู่ใต้หนึ่งในอาคารสัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัยตามข้อความที่ลามาร์ สกอรีว่าส่งมาให้

นักศึกษาที่เดินผ่านไปมาต่างหันมามองเป็นระยะ อัตราการเหลียวหลังเรียกได้ว่าสูงจนน่าตกใจ

แต่เฉียวซางยังคงสีหน้าราบเรียบ รับมือกับสายตาพวกนี้ได้อย่างนิ่งสงบ

ทันใดนั้นหญิงสาวผมยาวสีน้ำตาลเข้ม ปลายผมเป็นลอนเล็กน้อย ดูแล้วอายุราวๆ 20 ปี ก็รีบวิ่งเข้ามาด้วยสีหน้าตื่นเต้น

"ขอโทษทีนะ อาจารย์รั้งฉันไว้หลังเลิกเรียนเพื่อถามอะไรบางอย่าง" หญิงสาวกล่าวขณะหยุดตรงหน้า มือทั้งสองวางบนเข่าเล็กน้อย หายใจหอบเบาๆก่อนจะอธิบาย

"ลามาร์ สกอรีว่าใช่ไหม?" เฉียวซางเอ่ยถามเพื่อยืนยัน

"ใช่ ฉันเองแหละ" ลามาร์ยืดตัวขึ้น พร้อมรอยยิ้มสดใส

พูดจบ เธอก็หันไปมองหยาเป่า "นี่คืออสูรเพลิงพิศวงสินะ?"

หยาเป่าที่ถูกจำได้แบอุ้งมือออกอย่างเป็นธรรมชาติ

"ซุนซุน~"

ทันใดนั้น ร่างของซุนเป่าก็ปรากฏขึ้นมันถอดวงแหวนออก ก่อนจะใช้กรงเล็บขุดคุ้ยอะไรบางอย่างในนั้น ไม่นานก็หยิบแว่นกันแดดทรงสามเหลี่ยมสีเขียวเข้มออกมา วางลงบนอุ้งมือของหยาเป่าอย่างกับเป็นลูกน้องคนสนิท จากนั้นจึงหายตัวไปอีกครั้ง

"ย่าห์"

หยาเป่าสวมแว่นกันแดดอย่างหล่อเหลา ก่อนจะร้องออกมาหนึ่งเสียง เป็นการยืนยันตัวตน

เฉียวซาง: "……"

ลามาร์เห็นดังนั้น ดวงตาเป็นประกายทันที ก่อนจะเอ่ยชมว่า

"อสูรเพลิงพิศวงของเธอเหมาะกับการใส่แว่นกันแดดมาก!"

… เกือบลืมไปเลยว่าเธอเป็นนักเรียนสาขาผู้ประสานงาน...

เฉียวซางแอบบ่นในใจ ก่อนจะเข้าสู่ประเด็นโดยตรง

"เธอมีสัตว์อสูรที่ใช้คลื่นเสียงสันติภาพได้ใช่ไหม?"

"มี!" ลามาร์พูดพลางประสานมือเป็นสัญลักษณ์เรียกสัตว์อสูรตัวหนึ่งออกมา

ทันใดนั้น กลุ่มดาวสีส้มเหลืองก็พลันส่องแสงสว่างขึ้น

ไม่นาน ร่างของสัตว์อสูรที่ดูคุ้นตาก็ปรากฏขึ้นกลางกลุ่มดาว

"ผีเสื้อพิทักษ์สมบัติ?" เฉียวซางเอ่ยเสียงแปลกใจเล็กน้อย

"ย่าห์..."

เมื่อเห็นสัตว์อสูรตรงหน้า หยาเป่าก็เปลี่ยนสีหน้าทันที กลายเป็นระแวดระวังขึ้นมาในพริบตา

"ใช่แล้ว ผีเสื้อพิทักษ์สมบัติ" ลามาร์พูดพร้อมรอยยิ้ม "แต่ของฉันเป็นตัวเมียนะ ไม่เหมือนของโกร็อตหรอก"

"เซียนเป่า~"

ผีเสื้อพิทักษ์สมบัติร้องเรียกเบาๆเหมือนเป็นการทักทาย

เฉียวซางพิจารณาผีเสื้อพิทักษ์สมบัติอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปมองลามาร์ "ฉันอยากฝึกกับคลื่นเสียงสันติภาพทุกวัน วันละหนึ่งชั่วโมง รุ่นพี่ว่างช่วงไหนบ้างงั้นเหรอ?"

ระยะเวลาฝึกวันละหนึ่งชั่วโมงถูกระบุไว้ในภารกิจที่ประกาศไปแล้ว ลามาร์แทบไม่ต้องคิดเลย ตอบกลับมาทันทีว่า

"ช่วงกลางวันทุกวันโอเคไหม? เห็นว่าช่วงนี้เธอมีแข่งตอนกลางคืน คงไม่มีเวลาว่างช่วงนั้นแล้วใช่ไหมล่ะ?"

เอาใจใส่กันดีจริงๆ…

จบบทที่ บทที่ 811: พวกเขายังมีอะไรต้องกลัวอีก

คัดลอกลิงก์แล้ว