- หน้าแรก
- คู่มือตำราอสูร: ฉบับเริ่มต้นจากศูนย์
- บทที่ 811: พวกเขายังมีอะไรต้องกลัวอีก
บทที่ 811: พวกเขายังมีอะไรต้องกลัวอีก
บทที่ 811: พวกเขายังมีอะไรต้องกลัวอีก
ฟื้นตัวเต็มที่แล้วงั้นเหรอ?
บนอัฒจันทร์
บางคนมองหน้ากันด้วยสายตางุนงง ขณะที่อีกบางส่วนยังคงตกอยู่ในความโหดเหี้ยมของพรายผืนฟ้านิรันดร์เมื่อครู่
"ตอนแรกฉันนึกว่า พอคางคกน้ำพิษโดนผนึกด้วยบุปผาเยือกแข็งแล้ว การแข่งขันจะจบลงแค่นั้น ที่ไหนได้...หลังจากนั้นพรายผืนฟ้านิรันดร์ยังซัดด้วยหอกน้ำแข็งยักษ์อีกตั้งหลายครั้ง!"
"นี่แหละที่เรียกว่ารอบคอบ"
"พรายผืนฟ้านิรันดร์ตัวนี้ดูโหดเอาเรื่องนะ การแข่งขันดาราผู้ฝึกสัตว์อสูรรอบนี้คงมีแค่อาโปหลง โนวิตสกีเท่านั้นแหละมั้งที่พอสู้กับเฉียวซางได้"
"นายบ้าไปแล้วรึเปล่า? จะไปสู้ได้ยังไง? ลืมไปแล้วเหรอว่าพรายผืนฟ้านิรันดร์มีทักษะเหนือระดับอาณาเขตสวรรค์นิรันดร์กาลน่ะ?"
"เอ่อ... ฉันหมายถึงอาณาเขตสวรรค์นิรันดร์กาลของพรายผืนฟ้านิรันดร์อย่างมากก็ใช้ได้แค่ครั้งเดียว พอชนะไปหนึ่งรอบอาโปหลงอาจมีโอกาสพลิกกลับมาชนะก็ได้"
"ฉันว่ายากนะ สัตว์อสูรระดับนายพลอีกสองตัวของเฉียวซางก็ดูไม่ใช่พวกที่จัดการง่ายๆ"
"ว่าแต่ทักษะฟื้นฟูของพรายผืนฟ้านิรันดร์นี่คืออะไรกัน? ผลลัพธ์ดูเหมือนจะดีมากเลยนะ"
"ไม่ค่อยแน่ใจ น่าจะเป็นทักษะพิเศษติดตัวมั้ง?"
คนพูดว่าพลางหยิบวิดีโอที่บันทึกไว้ตอนแข่งขึ้นมาตัดต่อ เหลือไว้แค่ช่วงที่พรายผืนฟ้านิรันดร์ปล่อยแสงสีฟ้าสว่างไสวไปทั่วร่าง ก่อนที่แสงจะจางหายและร่างกายของมันกลับมาสมบูรณ์ดังเดิม จากนั้นจึงอัปโหลดขึ้นอินเทอร์เน็ต พร้อมกับแนบข้อความว่า
[มีใครรู้บ้างว่านี่เป็นทักษะฟื้นฟูอะไร?]
ครึ่งชั่วโมงต่อมา
ระหว่างทางกลับ
"ไม่คิดเลยว่าผนึกบุปผาเยือกแข็งของพรายผืนฟ้านิรันดร์ของเธอจะฝึกจนถึงขั้นไร้ที่ติแล้ว" พิลิทพูดด้วยน้ำเสียงที่พยายามคงความสงบนิ่งไว้
ต้องบอกเลยว่า เขาเคยพบเจอคนอัจฉริยะมามากมาย รวมถึงพวกอัจฉริยะระดับสุดยอด แต่เด็กที่เก่งกว่าระดับสุดยอดขึ้นไปอีกขั้นแบบเฉียวซางนี่ เขาเพิ่งเคยเจอเป็นครั้งแรก
ยังไม่นับเรื่องที่ว่าเธอฝึกสัตว์อสูรได้ถึงระดับนายพลตั้งแต่อายุยังน้อย และให้มันเรียนรู้ทักษะเหนือระดับอีกหลายทักษะ แค่การฝึกทักษะระดับสูงจนถึงระดับไร้ที่ติภายในหนึ่งปี ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อสุดๆแล้ว
"มันใช้เวลาฝึกทักษะนี้อยู่นานพอสมควรเลยล่ะค่ะ" เฉียวซางตอบ
นาน? นานแค่ไหนกัน? เธอเพิ่งเป็นผู้ฝึกสัตว์อสูรได้แค่ปีเดียวเองนะ!
พิลิทแทบจะอยากคำรามออกมา แต่เขาก็อดกลั้นอารมณ์ไว้ได้
เพราะเขารู้ดีว่า เด็กสาวตรงหน้านี้ไม่สามารถใช้ตรรกะของคนทั่วไปมาตัดสินได้ ไม่อย่างนั้นเธอคงไม่มีทางถูกส่งเข้าชั้นเรียนพิเศษของจัสถาบันผู้ฝึกสัตว์อสูรแห่งจักรวรรดิในวัยเพียง 16 ปีหรอก
"การแข่งสองรอบวันนี้ เธอมีอะไรอยากถามไหม?" พิลิทถามขึ้น ขณะนึกถึงหน้าที่ของตนเอง
เฉียวซางคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะถามว่า
"เถาจวิ้นเป็นช่างสลักอสูร ถ้าตามปกติแล้วสัตว์อสูรของเธอทั้งสองตัวก็ควรมีลายสลักติดอยู่ด้วย แต่ฉันไม่เห็นลายสลักบนตัวคางคกน้ำพิษเลยมันไม่มีลายสลักงั้นเหรอคะ?"
ตอนสู้กับคางคกน้ำพิษ เธอตั้งใจจะโจมตีทำลายลายสลักก่อน แต่กลับหาไม่เจอเลย
"ลายสลักของมันถูกเขียนไว้ที่ลิ้นน่ะ" พิลิทตอบ
เขาได้รับพลังจากสัญญาย้อนกลับมาหลายครั้งแล้ว ทำให้สายตาและการมองเห็นทำได้ดีกว่าคนปกติมาก พอตอนที่คางคกน้ำพิษอ้าปากพ่นพิษออกมา เขาก็สังเกตเห็นความผิดปกติของลิ้นมันทันที
อ๋อ... เขียนไว้ที่ลิ้นเองหรอกเหรอ?
แบบนี้ถึงจะรู้ก็ทำลายไม่ได้อยู่ดีสินะ ถ้าต้องการทำลายจริงๆไม่ใช่ว่าต้องตัดลิ้นสัตว์อสูรเลยเหรอ? … นี่เป็นตำแหน่งที่เหมาะกับการสลักลายจริงๆ
เฉียวซางถามต่อ "แล้วลายสลักนี้มีผลอะไรเหรอคะ?"
พิลิทเงียบไปชั่วครู่ก่อนตอบว่า
"ถ้าฉันเดาไม่ผิด มันน่าจะทำให้ต่อมน้ำลายในลิ้นของมันทำงานอัตโนมัติ…"
เขาหยุดไปครู่หนึ่งก่อนจะเสริมว่า
"แต่เงื่อนไขก็คือลายสลักนี้จะทำงานก็ต่อเมื่อสัตว์อสูรได้รับความเสียหายเท่านั้น"
พูดจบพิลิทหันมาจ้องเฉียวซาง
"น้ำลายของคางคกน้ำพิษมีพิษร้ายแรง แม้ว่าจะถูกแช่แข็ง มันก็สามารถใช้น้ำลายละลายบุปผาเยือกแข็งได้ ทว่าพรายผืนฟ้านิรันดร์ของเธอซัดหอกน้ำแข็งยักษ์ลงไปเพิ่มหลายครั้งในตอนท้าย นั่นช่วยป้องกันไม่ให้เรื่องแบบนั้นเกิดขึ้น"
หา? อะไรนะ? มีเรื่องแบบนี้ด้วยเหรอ…?
เฉียวซางชะงักไปชั่วขณะ
ไม่น่าแปลกใจที่ลู่เป่าใช้หอกน้ำแข็งยักษ์รัวขนาดนั้น ตอนแรกเธอนึกว่ามันแค่กำลังลองใช้ทักษะโจมตีอันใหม่เยอะๆซะอีก…
ตอนนี้ดูเหมือนว่าลู่เป่าคงสังเกตเห็นบางอย่างผิดปกติสินะ...
หรือว่ามันเห็นฉากที่น้ำลายของคางคกน้ำพิษหยดลงไป แล้วทำให้บุปผาเยือกแข็งละลายกันนะ?
มันก็อาจเป็นไปได้…
ลู่เป่าเคยใช้น้ำยาที่สกัดมาจากคริสตัลน้ำค้างสีฟ้ามาก่อน สายตาของมันเลยดีมากๆ มันมองเห็นเส้นทางที่เคลื่อนที่เร็วแค่ไหนก็ได้…
แต่ว่าตอนนั้นยังมีม่านหมอกพิษสีม่วงอยู่ มันอยู่ไกลขนาดนั้นยังจะเห็นได้อีกเหรอ? แบบนี้มันเวอร์เกินไปหน่อยไหม…
ระหว่างที่เธอกำลังคิด ก็ได้ยินเสียงของพิลิทดังขึ้นอีกครั้ง
"พรายผืนฟ้านิรันดร์ของเธอเพิ่งใช้แสงแห่งการรักษาไปกลางการถ่ายทอดสดของทั้งเครือข่าย ต่อจากนี้คงมีคนมากมายมาตามหาเธอ อย่ารับปากไปช่วยรักษาใครแบบส่งเดชล่ะ ถ้าจำเป็นต้องรักษาจริงๆให้บอกฉัน ฉันจะตามไปด้วย"
เฉียวซางนิ่งไปชั่วครู่ก่อนถามว่า "ทำไมล่ะคะ? ฉันก็ช่วยรักษาคนทุกคืนอยู่แล้วนะคะ"
พิลิทพูดเสียงหนักแน่น
"คนที่เธอรักษาตอนนี้ล้วนเป็นคนที่คณบดีของสาขาแพทยศาสต์ของยูเลียนทันแนะนำมาให้ มีเธอคนนั้นเป็นตัวกลางจึงมีหลักประกันด้านความปลอดภัย แต่ถ้าเธอไปรักษาให้ใครแบบไม่ดูตาม้าตาเรือนั่นก็อีกเรื่อง"
"นี่เป็นทักษะเหนือระดับที่รักษาโรคร้ายแรงได้ คนที่ป่วยหนักขนาดนั้น พวกเขาจะกลัวอะไรอีก? พวกเขาสามารถทำได้ทุกอย่างเพื่อให้ได้รับการรักษา"
เฉียวซางพยักหน้า "เข้าใจแล้วค่ะ"
นั่นสินะ... คนที่ถึงขั้นป่วยเป็นโรคร้ายแรง พวกเขายังมีอะไรให้ต้องกลัวอีก?
วันรุ่งขึ้น
เวลาเที่ยงตรง
มหาวิทยาลัยยูเลียนทัน
เฉียวซางอุ้มหยาเป่าไว้ในอ้อมแขน ขณะที่ยืนรออยู่ใต้หนึ่งในอาคารสัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัยตามข้อความที่ลามาร์ สกอรีว่าส่งมาให้
นักศึกษาที่เดินผ่านไปมาต่างหันมามองเป็นระยะ อัตราการเหลียวหลังเรียกได้ว่าสูงจนน่าตกใจ
แต่เฉียวซางยังคงสีหน้าราบเรียบ รับมือกับสายตาพวกนี้ได้อย่างนิ่งสงบ
ทันใดนั้นหญิงสาวผมยาวสีน้ำตาลเข้ม ปลายผมเป็นลอนเล็กน้อย ดูแล้วอายุราวๆ 20 ปี ก็รีบวิ่งเข้ามาด้วยสีหน้าตื่นเต้น
"ขอโทษทีนะ อาจารย์รั้งฉันไว้หลังเลิกเรียนเพื่อถามอะไรบางอย่าง" หญิงสาวกล่าวขณะหยุดตรงหน้า มือทั้งสองวางบนเข่าเล็กน้อย หายใจหอบเบาๆก่อนจะอธิบาย
"ลามาร์ สกอรีว่าใช่ไหม?" เฉียวซางเอ่ยถามเพื่อยืนยัน
"ใช่ ฉันเองแหละ" ลามาร์ยืดตัวขึ้น พร้อมรอยยิ้มสดใส
พูดจบ เธอก็หันไปมองหยาเป่า "นี่คืออสูรเพลิงพิศวงสินะ?"
หยาเป่าที่ถูกจำได้แบอุ้งมือออกอย่างเป็นธรรมชาติ
"ซุนซุน~"
ทันใดนั้น ร่างของซุนเป่าก็ปรากฏขึ้นมันถอดวงแหวนออก ก่อนจะใช้กรงเล็บขุดคุ้ยอะไรบางอย่างในนั้น ไม่นานก็หยิบแว่นกันแดดทรงสามเหลี่ยมสีเขียวเข้มออกมา วางลงบนอุ้งมือของหยาเป่าอย่างกับเป็นลูกน้องคนสนิท จากนั้นจึงหายตัวไปอีกครั้ง
"ย่าห์"
หยาเป่าสวมแว่นกันแดดอย่างหล่อเหลา ก่อนจะร้องออกมาหนึ่งเสียง เป็นการยืนยันตัวตน
เฉียวซาง: "……"
ลามาร์เห็นดังนั้น ดวงตาเป็นประกายทันที ก่อนจะเอ่ยชมว่า
"อสูรเพลิงพิศวงของเธอเหมาะกับการใส่แว่นกันแดดมาก!"
… เกือบลืมไปเลยว่าเธอเป็นนักเรียนสาขาผู้ประสานงาน...
เฉียวซางแอบบ่นในใจ ก่อนจะเข้าสู่ประเด็นโดยตรง
"เธอมีสัตว์อสูรที่ใช้คลื่นเสียงสันติภาพได้ใช่ไหม?"
"มี!" ลามาร์พูดพลางประสานมือเป็นสัญลักษณ์เรียกสัตว์อสูรตัวหนึ่งออกมา
ทันใดนั้น กลุ่มดาวสีส้มเหลืองก็พลันส่องแสงสว่างขึ้น
ไม่นาน ร่างของสัตว์อสูรที่ดูคุ้นตาก็ปรากฏขึ้นกลางกลุ่มดาว
"ผีเสื้อพิทักษ์สมบัติ?" เฉียวซางเอ่ยเสียงแปลกใจเล็กน้อย
"ย่าห์..."
เมื่อเห็นสัตว์อสูรตรงหน้า หยาเป่าก็เปลี่ยนสีหน้าทันที กลายเป็นระแวดระวังขึ้นมาในพริบตา
"ใช่แล้ว ผีเสื้อพิทักษ์สมบัติ" ลามาร์พูดพร้อมรอยยิ้ม "แต่ของฉันเป็นตัวเมียนะ ไม่เหมือนของโกร็อตหรอก"
"เซียนเป่า~"
ผีเสื้อพิทักษ์สมบัติร้องเรียกเบาๆเหมือนเป็นการทักทาย
เฉียวซางพิจารณาผีเสื้อพิทักษ์สมบัติอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปมองลามาร์ "ฉันอยากฝึกกับคลื่นเสียงสันติภาพทุกวัน วันละหนึ่งชั่วโมง รุ่นพี่ว่างช่วงไหนบ้างงั้นเหรอ?"
ระยะเวลาฝึกวันละหนึ่งชั่วโมงถูกระบุไว้ในภารกิจที่ประกาศไปแล้ว ลามาร์แทบไม่ต้องคิดเลย ตอบกลับมาทันทีว่า
"ช่วงกลางวันทุกวันโอเคไหม? เห็นว่าช่วงนี้เธอมีแข่งตอนกลางคืน คงไม่มีเวลาว่างช่วงนั้นแล้วใช่ไหมล่ะ?"
เอาใจใส่กันดีจริงๆ…