- หน้าแรก
- คู่มือตำราอสูร: ฉบับเริ่มต้นจากศูนย์
- บทที่ 268: หรือว่าเป็นฝีมือแก?
บทที่ 268: หรือว่าเป็นฝีมือแก?
บทที่ 268: หรือว่าเป็นฝีมือแก?
“ย่าห์”
หยาเป่าส่งสายตาสีฟ้าเข้มเป็นประกาย ใช้พลังจิตส่งอสูรล่าสมบัติให้ถอยกลับไป พร้อมส่งสัญญาณให้มันตั้งใจฝึกซ้อม อย่าแอบขี้เกียจ
“ซุน…”
อสูรล่าสมบัติทำหน้ามึนงง
ไหนบอกว่าจะเล่นละครกันไงล่ะ?
“ลูลู่!”
พรายน้ำครามชี้ไปที่กระเบื้องที่เพิ่งจัดเรียงเสร็จ พร้อมตะโกนเรียกอสูรล่าสมบัติให้กลับมาฝึกต่อ
อสูรล่าสมบัติ: “...”
เฉียวซางที่อยู่ไม่ไกลมองภาพนั้นเงียบๆ เธอไม่แน่ใจว่าเป็นความคิดไปเองหรือเปล่า แต่ทำไมบรรยากาศถึงให้ความรู้สึกเหมือนพ่อแม่กำลังบังคับลูกให้ตั้งใจเรียนกันนะ?
คืนนั้นเองอสูรล่าสมบัติทำตัวลับๆล่อๆ แอบมองนอกประตูเพื่อให้แน่ใจว่าพรายน้ำครามไม่อยู่ในห้องนั่งเล่น ก่อนจะหันกลับมาทำหน้ามุ่ย พร้อมถามหยาเป่าว่าทำไมถึงไม่ยอมเล่นละครด้วยกัน
“ย่าห์?”
หยาเป่าทำหน้างง
“ซุนซุน!”
อสูรล่าสมบัติโวยวายขึ้นมา
ก็เมื่อกี้ในสวนไงล่ะ!
“ย่าห์”
หยาเป่าเบิกตากว้าง อ๋อ...ที่แท้มันเป็นการเล่นละครเหรอ?
เฉียวซางที่เอนตัวอ่านหนังสืออยู่บนหัวเตียงวางหนังสือลง พร้อมพูดขึ้นเกือบจะพร้อมกับหยาเป่า “ที่แท้เมื่อกี้แกเล่นละครอยู่หรอกเหรอ?”
“ซุน…”
อสูรล่าสมบัติทำท่าเซไปเซมา เหมือนโดนกระแทกจิตใจเข้าอย่างแรง
ตอนนั้นเอง อสูรล่าสมบัติเริ่มสงสัยในฝีมือการแสดงของตัวเองอย่างหนัก
“จริงๆเราไม่ต้องรีบก็ได้” เฉียวซางพูด “เราต้องรอให้แสงแห่งการรักษาของพรายน้ำครามฝึกจนถึงขั้นไร้ที่ติก่อน แล้วค่อยแสดงละครให้มันดู ตอนนี้ยังเร็วเกินไปหน่อย อีกไม่กี่วันค่อยว่ากันใหม่”
พูดจบเธอเห็นว่าอสูรล่าสมบัติยังทำหน้าเศร้าหนักเลยปลอบว่า “ดีแล้วล่ะที่เมื่อกี้ไม่มีใครดูออกว่าแกเล่นละคร ไม่งั้นถ้าพรายน้ำครามวิวัฒนาการไปทั้งที่แสงแห่งการรักษายังไม่ถึงขั้นไร้ที่ติคงให้ผลลัพธ์ที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่”
“ย่าห์!”
หยาเป่าพยักหน้าเห็นด้วยเต็มที่
“ซุน…”
อสูรล่าสมบัติทำท่าเซอีกครั้ง
แล้วทำไมมันถึงยิ่งเศร้าหนักขึ้นอีกล่ะ?
.....
ตอนตีสองครึ่ง ในคืนที่เงียบสงัด
อสูรล่าสมบัตินั่งในห้องนั่งเล่นที่ปิดไฟมืดสนิท พร้อมมองโทรศัพท์มือถือและทำหน้าท่าทางเลียนแบบนักแสดงในคลิปที่กำลังดู
พอดีกับที่หยางตูเดินออกมาจากห้องด้วยท่าทางง่วงงุนเพื่อจะเข้าห้องน้ำ เขาสังเกตเห็นแสงสลัวจากด้านล่างโดยไม่ตั้งใจ เลยเดินไปที่ราวระเบียงแล้วก้มมองลงไป สิ่งที่เห็นทำให้เขาสะดุ้งโหยงจนความง่วงหายเป็นปลิดทิ้ง
ในแสงจากหน้าจอโทรศัพท์สะท้อนให้เห็นใบหน้าของอสูรล่าสมบัติซึ่งตัวเล็กกว่าปกติหลายเท่า ให้บรรยากาศดูหลอนๆแบบแปลกประหลาด
ถ้ามีแค่เรื่องนี้อย่างเดียวก็คงไม่เป็นอะไร เพราะเขาเองก็เคยเจอสัตว์อสูรประเภทมานับไม่ถ้วน ใช่ว่าเขาจะตกใจกลัวอะไรง่ายๆ
แต่ปัญหาคือ อสูรล่าสมบัติตัวนี้เมื่อครู่ยังทำหน้าเศร้าหมองอยู่เลย แล้วจู่ๆก็เปลี่ยนเป็นยิ้มแสยะปากโดยไม่ส่งเสียงใดๆ ทำให้บรรยากาศเหมือนหนังสยองขวัญที่มีชีวิตแบบไม่มีผิดเพี้ยน
หยางตูรีบวิ่งกลับห้องทันที ความอยากเข้าห้องน้ำหายเกลี้ยงไปจนหมด
อสูรล่าสมบัติยังคงฝึกการแสดงสีหน้าต่อไปด้วยท่าทางจริงจัง ไม่รู้เลยว่าตัวเองเพิ่งทำให้คนคนหนึ่งหมดอารมณ์เข้าห้องน้ำไปโดยปริยาย
เช้าวันต่อมา
เฉียวซางมาที่ห้องเรียน เหล่าเด็กเทพทั้งหลายก็กำลังทำสมาธิกันตามปกติ
หลังช่วงอ่านหนังสือในตอนเช้า จู่ๆก็มีเสียงร้องดังขึ้นจากภายในห้อง
“เห้ย! ข้าวเช้าฉันหายไปไหน?!”
ทุกคนหันไปมอง “เกิดอะไรขึ้นเหรอ?”
“ข้าวเช้าที่ฉันซื้อมาวางไว้ในลิ้นชักหายไปน่ะสิ!”
พอเพื่อนร่วมชั้นได้ยินก็มองหน้ากันอย่างไม่เชื่อ
“เป็นไปไม่ได้ นายลองหาดูอีกทีสิ”
“หรือว่านายไม่ได้เอามาแต่แรกแล้ว?”
“จะเป็นไปได้ไหมว่านายจำผิด?”
มีเพียงเฉียวซางที่ยืนนิ่ง พร้อมกับรู้สึกถึงความไม่สบายใจขึ้นมาภายในใจ
เธอเหลือบมองด้านข้าง เอามือบังหน้าครึ่งหนึ่งแล้วกระซิบเบาๆ “อย่าบอกนะว่าเป็นฝีมือเธอ?”
เฉียวซางไม่ได้ตอบอะไรกลับไป หลังจากโหวกเหวกโวยวายไปกว่าครึ่งนาที เพื่อนที่บอกว่าข้าวเช้าหาย จู่ๆก็ร้องขึ้นอีกครั้ง “เจอผีแน่ๆ! ข้าวเช้าฉันกลับมาแล้ว!”
พูดจบ ขาก็ดึงถุงข้าวเช้าที่วางในลิ้นชักออกมาอย่างตื่นเต้น แต่พอเปิดดูสีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปทันที
เสียงโอดครวญดังสนั่นห้องเรียน “ใครมันกินข้าวเช้าฉันไปครึ่งหนึ่งเนี่ย!”
วันนั้นข่าวลือแพร่ไปทั่วโรงเรียน ว่าสัตว์อสูรที่เคยแอบกินขนมของพวกพี่ปีสามเมื่อวานนี้ อาจย้ายเป้าหมายมาที่พวกเด็กปีหนึ่งแล้ว!
.....
6 โมง 57 นาที
เฉียวซางนั่งทำการบ้านในห้องของตัวเองอย่างขะมักเขม้น
“ลูลู่” พรายน้ำครามไหลเข้ามาทางรอยแยกของประตู ก่อนจะคืนร่างเดิมใช้กรงเล็บเขี่ยเฉียวซางเบา ๆ
เฉียวซางหันไปมองอย่างงุนงง “แกอยากจะบอกว่าแกอยากเรียนทักษะเรียกฝนใช่ไหม?”
“ลูลู่!”
พรายน้ำครามพยักหน้ารับ มันนั่งลงครึ่งตัวบนพื้น ใช้กรงเล็บนับนิ้วอย่างจริงจัง
นี่เธอรับปากมันมาตั้งหลายวันแล้วนะ!
“อืม อันที่จริงฉันก็แอบคิดไว้คร่าวๆแล้วเหมือนกัน แต่ถึงยังไงตอนนี้เรายังต้องใช้เวลาส่วนใหญ่มุ่งเน้นการฝึกแสงแห่งการรักษาไปก่อนนะ” เฉียวซางพูดขึ้น
“ลูลู่!”
พรายน้ำครามลดกรงเล็บที่กำลังนับลงแล้วพยักหน้า เหมือนกำลังจะบอกเธอว่าไม่มีปัญหา
เฉียวซางวางปากกาลง พาพรายน้ำครามไปยังพื้นที่ในสวนที่ไม่ได้โดนผลกระทบจากฝนดาวตก ก่อนจะพูดอย่างจริงจังว่า “การปลุกทักษะเรียกฝนต้องเริ่มจากการเปลี่ยนเมฆธรรมดาให้เป็นเมฆฝน และเมฆฝนก็คือละอองน้ำที่จับตัวกันแน่น ดังนั้นสิ่งแรกทีแกต้องทำคือพยายามเปลี่ยนหมอกไอน้ำหรือก็คือละอองน้ำเล็กๆให้กลายเป็นละอองน้ำควบแน่นให้ได้เสียก่อน”
“ลูลู่?”
พรายน้ำครามส่งเสียงถาม ละอองน้ำคืออะไร?
“ละอองน้ำก็คือหยดน้ำเล็กๆที่เมื่อรวมตัวกันแล้วก็จะกลายเป็นเมฆฝน” เฉียวซางอธิบาย “แกมีทักษะที่ใช้ทำหมอกไอน้ำได้ใช่ไหมล่ะ? นั่นก็เป็นเหมือนกันนั่นแหละ แค่มีลักษณะความเข้มข้นต่างกันนิดหน่อยๆเฉยๆ ก่อนอื่นแกลองพยายามรวมพลังของทักษะหมอกไอน้ำให้เข้มข้นขึ้น แล้วดูว่าจะเปลี่ยนเป็นละอองน้ำควบแน่นแล้วพัฒนาต่อไปให้กลายเป็นเมฆฝนได้ไหม?”
“ลูลู่!”
พรายน้ำครามพยักหน้ารับและเริ่มปรับพลังงานภายในทันที
ไม่นาน บริเวณรอบๆก็ถูกปกคลุมด้วยหมอกสีขาวบางๆคล้ายผ้าคลุมอ่อนๆบรรยากาศเริ่มชื้นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
“ลูลู่...” พรายน้ำครามพยายามรวมหมอกไอน้ำให้หนาแน่นขึ้น
ทีละน้อย หมอกเริ่มมีสีเข้มขึ้น และความชื้นในอากาศก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
แต่ไม่นาน หมอกก็สลายตัวไป
“ไม่เลวเลย ดูเหมือนว่าทิศทางการฝึกจะถูกต้อง แค่ฝึกให้มากขึ้นก็น่าจะเปลี่ยนสภาพได้สำเร็จแล้วล่ะ” เฉียวซางยิ้มพร้อมให้กำลังใจ
“ลูลู่!” พรายน้ำครามพยักหน้าอย่างมุ่งมั่น มันก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน!
“แต่ตอนนี้สิ่งสำคัญที่สุดคือฝึกแสงแห่งการรักษา ถ้าแกอยากฝึกเรียกฝนก็คงต้องรอให้อสูรล่าสมบัติเลิกยุ่งกับการฝึกฟาดกระเบื้องก่อน” เฉียวซางเตือน
ในใจเธอเสริมขึ้นว่า จริงๆถ้าแกวิวัฒนาการแล้วก็ฝึกได้เลย... แต่คำนี้เธอไม่กล้าพูดออกมาต่อหน้าพรายน้ำคราม เพราะกลัวมันจะนึกถึงเงื่อนไขการวิวัฒนาการที่แสนโหดของตัวเองได้
“ลูลู่!” พรายน้ำครามทำหน้าตาว่า ไม่มีปัญหา
.......
ช่วงหกวันต่อมาหยาเป่า อสูรล่าสมบัติ และพรายน้ำครามต่างก็ฝึกซ้อมอย่างต่อเนื่อง
แต่ในระหว่างนี้มีกิจกรรมเพิ่มมาอีกหนึ่งอย่างนั่นคือการฝึกต่อสู้จริง
ตามตารางเวลาปกติ เธอแทบจะหาเวลาฝึกต่อสู้จริงในวันธรรมดาไม่ได้เลย ทำได้ก็แค่ในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์
แต่เพื่อให้คะแนนของพรายน้ำครามเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เฉียวซางจึงเร่งทำการบ้านจนเสร็จเร็วกว่าเดิมไปอีกชั่วโมง
ไม่มีทางเลือกอื่นเพราะตามความเร็วการฝึกของพรายน้ำครามในตอนนี้ ถ้าไม่มีินิ้วทองคำ การฝึกแสงแห่งการรักษาให้ถึงขั้นไร้ที่ติก่อนวิวัฒนาการถือเป็นเรื่องที่ยากมาก
ที่ห้องฝึกซ้อมในสโมสรต่อสู้สัตว์อสูรหงอิง
เมื่อใกล้ถึงเวลาครบกำหนดสำหรับหน้าที่คู่ซ้อม เฉียวซางมองดูเวลาแล้วพูดขึ้นว่า “ใช้สายน้ำโรมรันเลย”
พอพูดจบพรายน้ำครามก็ทำตามคำสั่งและใช้ทักษะทันที ส่งผลให้พิราบอวบหมดสภาพและล้มลงกระแทกเข้ากับพื้น
“ลูลู่”
พรายน้ำครามสะบัดหางด้วยความภาคภูมิใจ ก่อนเดินกลับไปหาเฉียวซาง
“พิราบอ้วนของเธอมีความเร็วที่ใช้ได้อยู่นะ แต่เส้นทางการบินดูซ้ำซากไปหน่อย เลยเดาทางได้ง่าย” เฉียวซางเริ่มชี้แจงจุดอ่อนของอีกฝ่ายออกมาเป็นข้อๆ
สาวน้อยวัยราวๆ 16 ปีชะงักไป ก่อนจะแสดงสีหน้าตื่นเต้น “พิราบอ้วนของฉันความเร็วใช้ได้จริงๆเหรอ?!”
เฉียวซางนิ่งไปพักหนึ่งก่อนพูดว่า “ถ้านับแค่ในบรรดาเผ่าพันธุ์เดียวกัน ก็ถือว่าใช้ได้เลยทีเดียวแหละ”
เด็กสาว: “...”
คืนนั้นหลังจากเฉียวซางอาบน้ำเสร็จ เธอกลับเข้าห้องนอนและเอนตัวลงบนเตียง จิตสำนึกของเธอเข้าไปในตำราอสูรเลื่อนหน้าไปยังหน้าของพรายน้ำคราม และเหมือนกับวันก่อนๆเธอเพิ่มแต้มไปที่ทักษะแสงแห่งการรักษา
ไม่นาน ข้อมูลตรงหน้าก็แปรเปลี่ยนไป
[แสงแห่งการรักษา (ไร้ที่ติ 10001/20000) +]