- หน้าแรก
- คู่มือตำราอสูร: ฉบับเริ่มต้นจากศูนย์
- บทที่ 238: นายตามฉันมาทำไม?
บทที่ 238: นายตามฉันมาทำไม?
บทที่ 238: นายตามฉันมาทำไม?
การจะแจ้งตำรวจคงไม่ใช่ทางเลือกที่ดี ถ้าไปโรงพักแล้วกล้องวงจรปิดถูกเปิดตรวจสอบ ความลับเรื่องพรายน้ำครามของเธอคงถูกเปิดเผยออกมาเป็นแน่แท้
ในสถานการณ์ครั้งนี้เธอไม่ได้รับบาดเจ็บแม้แต่นิดเดียว กลับกันเป็นอีกฝ่ายเสียอีกที่นอนสลบเหมือด ต่อให้หลักฐานครบอีกฝ่ายก็คงไม่ได้โดนโทษร้ายแรงอะไรมาก
อย่างมากที่สุดก็คงโดนปรับเงินและกักขังแค่ไม่กี่วัน แต่หลังจากเขาพ้นโทษ เขาต้องมาคอยตามรังควานให้เธอปวดหัวอีกแน่ๆ
เฉียวซางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหยิบมือถือขึ้นมาส่งตำแหน่งปัจจุบันให้กับสวี่เจี๋ยพร้อมข้อความสั้นๆว่า [มาช่วยฉันหน่อย]
สวี่เจี๋ยตอบกลับแทบจะทันที [ฉันกำลังเรียนอยู่!]
เฉียวซางที่เห็นก็พิมพ์ตอบกลับด้วยความรวดเร็ว [นี่เธอพกมือถือในโรงเรียนได้ด้วยเหรอ?]
จากนั้นข้อความจากสวี่เจี๋ยก็ไหลเข้ามาเรื่อยๆ [โรงเรียนฉันไม่ได้เข้มงวดเหมือนโรงเรียนเธอสักหน่อย พวกแอบพกมือถือมีให้เห็นถมเถไป]
[อ๊ะ! ว่าแต่นี่มันในเวลาเรียนไม่ใช่เหรอ? แล้วเธอกำลังเล่นมือถือเนี่ยนะ!]
[อ๋อรู้แล้ว! เธออยากให้ภูติน้ำจิ๋วของฉันเข้าเรียนแทนใช่ไหม? ถึงได้ติดต่อหาฉันในเวลาแบบนี้]
[แต่พูดก็พูดนะ นี่พึ่งเปิดเทอมวันที่สามเองเธอแอบโดดเรียนแบบนี้มันไม่ดีเลยนะ]
[ฟังฉันนะ ฉันผ่านเรื่องพวกนี้มาก่อน สิ่งที่แย่ที่สุดในโรงเรียนคือการถูกอาจารย์จำหน้าได้ ถ้าอาจารย์จำเธอได้ ไม่ว่าจะเรื่องอะไร อาจารย์ก็จะนึกถึงแต่เธอ ถามคำถามตอนเรียน จ้องเขม็งด้วยสายตาพิฆาต หรือสุ่มตรวจท่องจำ เธออาจต้องเจอเรื่องพวกนี้ในทุกๆวัน!]
เฉียวซางอ่านถึงข้อความสุดท้ายแล้วรู้สึกเหมือนหัวใจหล่นวูบไป เธอสูดหายใจลึกก่อนจะพิมพ์ตอบกลับ [ฉันไม่ได้โดดเรียน ฉันแค่ลาป่วย และสิ่งที่อยากให้เธอช่วยก็ไม่ใช่เรื่องให้ภูติน้ำจิ๋วไปเรียนแทน แต่เป็นเรื่องอื่น ฉันยินดีจ่ายเพิ่มให้ด้วย]
สวี่เจี๋ยตอบกลับมาอย่างรวดเร็ว [พูดเรื่องเงินมันฟังดูห่างเหินกันไปหน่อยนะ แต่ช่างเถอะเดี๋ยวฉันจะส่งภูติน้ำจิ๋วไปช่วยเดี๋ยวนี้แหละ]
หลังจากติดต่อกับสวี่เจี๋ยเสร็จ เฉียวซางเปิดสมุดรายชื่อในโทรศัพท์แล้วโทรหารองผู้อำนวยการโรงเรียนหลิวเหยา
“มีอะไรงั้นเหรอ?” เสียงของหลิวเหยาดังขึ้นจากลำโพง
“รองผู้อำนวยการคะ พอดีฉันไม่มีเบอร์ของอาจารย์ประจำชั้นค่ะ ท่านช่วยลาอาจารย์ให้ฉันหน่อยได้ไหมคะ? แค่วันเดียวเท่านั้นค่ะ” เฉียวซางพูดขึ้น
“ได้สิ แต่เธอจะลาเพราะอะไร?” หลิวเหยาถามกลับ
“เช้านี้ฉันรู้สึกไม่ค่อยสบายค่ะ เหมือนจะมีไข้ อยากนอนพักอยู่ที่บ้าน” เธอให้เหตุผลที่ดูน่าเชื่อถือ
“เป็นไข้เหรอ? แล้วคนที่บ้านเธอล่ะ ทำไมไม่ไปโรงพยาบาล?” หลิวเหยาเอ่ยถาม น้ำเสียงแฝงด้วยความกังวล
“ไม่เป็นไรค่ะ ฉันขอพักอยู่บ้านก่อน ถ้าบ่ายแล้วยังไม่ดีขึ้นเดี๋ยวจะไปโรงพยาบาลเองค่ะ” เฉียวซางทำเสียงอ่อนเหมือนคนป่วย
ขณะนั้นชายวัยกลางคนคนหนึ่งที่ถือกระเป๋าเอกสารเดินผ่านมา เขาเหลือบมองหลี่ซงไห่ที่นอนอยู่บนพื้นและสัตว์อสูรสองตัวที่สลบอยู่ใกล้ๆก่อนจะเดินเข้ามาถามด้วยความหวังดี
“นี่แม่หนูต้องการความช่วยเหลือไหม?”
เฉียวซางรีบเอามือปิดไมโครโฟนของโทรศัพท์ พร้อมส่ายหน้าแล้วทำปากบอกว่า “ไม่เป็นไรค่ะ”
หลังจากชายคนนั้นเดินผ่านไป เธอยกโทรศัพท์กลับมาแนบหูแล้วพูดเสียงอ่อนอีกครั้ง “เรื่องลาขอฝากท่านรองด้วยนะคะ”
หลิวเหยาซึ่งมีประสาทการได้ยินที่ดีเยี่ยมเพราะได้รับพลังจากสัญญาย้อนกลับ: “...”
แต่เขาไม่ได้พูดอะไรให้เธอขายหน้า น้ำเสียงยังคงราบเรียบเหมือนเดิม “พักผ่อนให้เต็มที่ แล้วอีกเรื่อง ถ้าอาจารย์ใหญ่ขอให้เธอไปการแข่งขันผู้ฝึกสัตว์อสูรระดับมัธยมปลายแห่งชาติให้ปฏิเสธไปซะ เราไม่จำเป็นต้องเสี่ยงโดยไม่จำเป็น ฉันมั่นใจว่าด้วยความสามารถของเธอ การคว้าแชมป์ระดับมณฑลในกลุ่มปีหนึ่งสามารถทำได้ง่ายๆและไม่มีปัญหาแน่นอน”
หลังจากเว้นจังหวะเล็กน้อย เขาก็พูดต่อ “ถ้าเธอสามารถผ่านรอบแบ่งกลุ่มจนไปถึงรอบชิงระดับประเทศได้ คะแนนวิชาการพวกนั้นก็จะไม่สำคัญอีกต่อไป”
เฉียวซางพยักหน้ากับตัวเองอย่างหนักแน่น “เข้าใจแล้วค่ะ”
หลังจากวางสายโทรศัพท์ ภายใต้พลังจิตของหยาเป่า หลี่ซงไห่และสัตว์อสูรทั้งสองของเขาถูกย้ายไปยังตรอกเล็กๆใกล้ๆ
ครึ่งชั่วโมงต่อมา ข้อความจากสวี่เจี๋ยส่งมา [ภูติน้ำจิ๋วไปถึงตำแหน่งที่เธอให้ไว้แล้ว]
เฉียวซางออกไปดู และพบว่าภูติน้ำจิ๋วแขวนเครื่องนำทางขนาดเล็กไว้ที่คอ มันยืนอยู่ริมถนนด้วยสีหน้างุนงงพลางมองซ้ายมองขวา
“ตรงนี้!” เฉียวซางโบกมือเรียก
“ฟุ้งฟิ้ง!”
ภูติน้ำจิ๋วได้ยินเสียงเรียกก็หันมาทันที ดวงตาสว่างวาบเมื่อเห็นเฉียวซาง ดูเหมือนว่ามันจำเธอได้
......
เมื่อหลี่ซงไห่ลืมตาขึ้นสิ่งแรกที่เขาเห็นคือสัตว์อสูรประเภทผีตัวหนึ่งแลบลิ้นยื่นหน้าเข้ามาใกล้จนแทบจะแนบไปกับใบหน้าของเขา
“อ๊ากกกก!!!”
เมื่อเห็นลิ้นนั้นใกล้จะสัมผัสหน้า หลี่ซงไห่ก็ตกใจจนร้องลั่น พยายามดิ้นรนถอยหลังด้วยมือและเท้า แต่กลับพบว่ามือทั้งสองถูกมัดไว้
เมื่อไม่มีทางเลือก เขาจึงใช้ความดิ้นรนทั้งหมดที่มีพยายามขยับตัวด้วยการใช้สะโพกไถลถอยหลังแทน
เมื่อผีล่าสมบัติเห็นว่าเขาตื่นแล้ว มันก็ลอยตัวกลับไปหาเฉียวซางด้วยท่าทีสบายๆ
หลี่ซงไห่เริ่มสำรวจรอบตัวและพบว่าเขาอยู่ในตรอกแคบๆ ซึ่งเขารู้จักดี มันคือตรอกที่เขาเคยแอบซ่อนตัวเมื่อคืนและเกือบหมดสติจากการถูกยุงดูดเลือดจนแทบจะเป็นโรคโลหิตจาง
“ตื่นแล้วเหรอ?”
“อ๊ากกก!!!”
เสียงของเฉียวซางทำให้หลี่ซงไห่สะดุ้งสุดตัวอีกครั้ง พลางร้องลั่นออกมา
ตอนนี้เขาอยู่ในสภาพอ่อนล้าทางจิตใจจากการพักผ่อนไม่เพียงพอ เมื่อเห็นสัตว์อสูรประเภทผีใกล้ๆตอนตื่น และพบว่ามือของตัวเองถูกมัด แถมยังอยู่ในสถานที่ที่สร้างความหวาดกลัวให้เขาเมื่อคืน เขาจึงตกใจไปกับทุกสิ่งรอบตัว
เขามองไปยังต้นเสียง และพบหญิงสาวหน้าตาสะสวยยืนอยู่ในเงามืด เธอกำลังมองมาที่เขาด้วยรอยยิ้มที่ดูเหมือนจะเป็นมิตร
ข้างๆเธอมีสัตว์อสูรประเภทพลังจิตและผีล่าสมบัติที่เพิ่งทำให้เขาเกือบหัวใจวายยืนอยู่
“คุณจับตัวผมไว้แบบนี้ ต้องการอะไรกันแน่?” หลี่ซงไห่เริ่มตั้งสติและถามอย่างระแวดระวังด้วยคำสุภาพ
เมื่อหลี่ซงไห่สังเกตเห็นว่าหญิงสาวตรงหน้าเป็นเด็กสาวที่พักอยู่ในห้อง 1075 ความกลัวในใจของเขาก็เริ่มหายไป เด็กผู้หญิงที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะคนหนึ่งจะทำอะไรได้?
เฉียวซางยิ้มเล็กน้อยโดยไม่ตอบคำถาม แต่กลับก้มลงไปแก้มัดเชือกรองเท้าที่มัดมือเขาไว้พร้อมพูดว่า “เรียกสัตว์อสูรของนายกลับเข้าตำราไปก่อน แล้วเราค่อยเริ่มคุยกัน”
เรียกสัตว์อสูรกลับ?
หลี่ซงไห่ชะงักไปครู่หนึ่ง สมองเขาเหมือนมีหมอกปกคลุม
อสูรเกราะเหล็กและเหยี่ยวสายฝนถูกเจอตัวแล้วงั้นเหรอ?
เออจริงสิ! พวกมันยังไม่ได้ถูกเรียกกลับนี่หว่า แล้วนี่ทำไมเขาถึงถูกมัดและถูกพามาที่นี่ได้?
“ถ้านายไม่ยอมเรียกกลับไปดีๆ ฉันคงต้องใช้วิธีอื่นแล้วล่ะ” เฉียวซางพูดขึ้น
“ย่าห์!”
“ซุน ซุน ซุน!!!!”
หยาเป่าและผีล่าสมบัติทำหน้าเหมือนตัวร้ายในละคร พร้อมทั้งแสดงท่าทางพร้อมจะลงมืออย่างเต็มที่
“ผมจะเรียกมันกลับเข้าตำราเดี๋ยวนี้แหละ!”
แม้ปากของหลี่ซ่งไห่จะพูดไปแบบนั้น แต่มือกลับไม่ยอมขยับ เขาเริ่มใช้พลังจากสัญญาสัมผัสหาตำแหน่งของอสูรเกราะเหล็กและเหยี่ยวสายฝนแทน
จากนั้นเขาก็เหมือนจะรู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่าง ชายวัยกลางคนค่อยๆหันหัวที่แข็งทื่อไปทางมุมลึกของตรอก ก่อนที่สายตาจะจับจ้องไปทางนั้นพร้อมเบิกตากว้าง
ดวงตานั้นนิ่งค้างอยู่นานราวกับโดนคำสาปแช่แข็ง
“ฉันจะนับถึงสาม”
ยังไม่ทันที่เฉียวซางจะเริ่มนับ หลี่ซงไห่ก็สะดุ้งสุดตัวด้วยความกลัว แล้วรีบโบกมือเรียกสัตว์อสูรของเขากลับมาโดยไม่ลังเล
“ผมเรียกกลับมาแล้วครับ!” เขาพูดด้วยเสียงสั่นเครือ
หลี่ซงไห่ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าหลังตื่นขึ้นมาจะพบว่าทั้งอสูรเกราะเหล็กและเหยี่ยวสายฝนของเขานอนสลบอยู่
ในชั่วพริบตา ในสายตาของเขาภาพลักษณ์ที่ดูน่ารักและอ่อนหวานของเฉียวซางก็พลันเปลี่ยนเป็นลึกลับและน่าหวาดกลัว
ครั้งนี้เมื่อมองรอยยิ้มบนใบหน้าของเด็กสาวตรงหน้า มันไม่ได้ดูเป็นมิตรอีกต่อไป แต่ดูเหมือนเป็นการข่มขู่และคุกคามเสียมากกว่า
เฉียวซางก้มตัวลงอีกครั้ง แต่คราวนี้เธอเริ่มกลับมามัดเขาอีกครั้งนึง
หลี่ซงไห่ไม่คิดจะขัดขืน เพราะในตำราอสูรของเขาตอนนี้เหลือเพียงแค่ทากน้ำเมือกที่ไร้พลังการต่อสู้ที่ยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์ ถ้าแม้แต่อสูรเกราะเหล็กยังถูกล้มได้ ไม่มีทางเลยที่ทากน้ำเมือกของเขาจะชนะอีกฝ่าย
“คราวนี้ก็ตอบคำถามของฉันมา นายตามฉันมาทำไม?” เฉียวซางที่มัดมือของชายวัยกลางคนเสร็จเรียบร้อยแล้วไม่รีรอและถามเข้าประเด็นหลักทันที