- หน้าแรก
- คู่มือตำราอสูร: ฉบับเริ่มต้นจากศูนย์
- บทที่ 82: พี่สาว
บทที่ 82: พี่สาว
บทที่ 82: พี่สาว
"แกเก็บไว้ให้เธอกินเองนะ" เฉียวซางลูบหัวผีล่าสมบัติพร้อมพูดด้วยความเอ็ดดู
ผีล่าสมบัติลังเลเล็กน้อยหลังได้ยินเธอพูดแบบนั้น แต่มันก็ยังคงพยายามดันขวดนมมาทางเธออยู่ดี
"ซุน~"
"ถ้าแกให้ฉันกิน แล้วแกจะโตได้ยังไงกันล่ะ?" เฉียวซางหัวเราะเบาๆออกมา
เจ้าผีตัวน้อยชะงัก แล้วค่อยๆเงยหน้ามองเฉียวซางอย่างใสซื่อ ไม่มีแววความเจ้าเล่ห์แบบวันก่อนหลงเหลืออยู่เลยสักนิด
"ฉันจะซื้อให้ก่อนก็ได้ แต่แกต้องสัญญาก่อนว่าจะยอมเชื่อฟังกันดีๆ ดื่มนมให้ตรงเวลา แล้วถ้าเกิดชอบอะไรขึ้นมาก็บอกฉัน อย่าไปขโมยและเอาไปซ่อนในวงแหวนเองตามใจชอบ ถ้าชอบจริงๆเดี๋ยวฉันหาทางเอามาให้" เฉียวซางใช้โอกาสนี้ยื่นข้อเสนอ
ยังไงของมันก็ต้องซื้ออยู่แล้ว จะซื้อในตอนนี้หรือในอนาคตก็ไม่ได้ต่างกันสักเท่าไหร่ ยิ่งกว่านั้นถ้าสามารถทำให้มันเชื่อฟังได้ การซื้อให้ไปเลยย่อมดีกว่าเห็นๆ
นิสัยของเผ่าพันธุ์มันเปลี่ยนกันยากมา
แทนที่จะปล่อยให้ผีล่าสมบัติซ่อนของลับหลัง ทำไมไม่เข้าไปมีส่วนร่วมให้มันรู้ว่าของที่ชอบนอกจากขโมย ยังสามารถได้มาแบบตรงไปตรงมาด้วย
ผีล่าสมบัติมองเฉียวซางแบบนิ่งๆอยู่สักพัก แล้วจู่ๆก็โผเข้ากอดเธอแล้วร้องไห้โฮ
"ซุน!"
"ซุน!"
"แกร้องไห้ทำไมเนี่ย?" เฉียวซางทำอะไรไม่ถูกและสับสนไปหมด
แม้เธอจะถามออกไป แต่ผีล่าสมบัติก็ยังคงร้องไห้ไม่หยุด
มันก็ไม่รู้ว่าทำไมมันถึงมีน้ำตา อยู่ๆก็รู้สึกอยากร้องไห้ออกมาเฉยๆ
สุนัขเขี้ยวเพลิงที่กำลังดูทีวีและดื่มนมอยู่ข้างๆสะดุ้งเฮือกเพราะเสียงร้องไห้
มันมองผีล่าสมบัติที มองนมในมือที คิดถึงคำพูดของเจ้านายที่บอกมันว่าพวกเราเป็นครอบครัวเดียวกัน ลังเลอยู่พักหนึ่ง แต่สุดท้ายมันก็เดินเข้ามาพร้อมยื่นขวดนมที่ดื่มไปแล้วครึ่งหนึ่งให้
"ย่าห์"
"ย่าห์ ย่าห์"
เจ้าผีน้อยเมื่อเห็นการกระทำของเจ้าหมา เสียงร้องไห้ก็ค่อยๆ เบาลง
"ซุน ซุน"
"ย่าห์"
"ซุน"
"ย่าห์ ย่าห์"
ทั้งสองตัวเริ่มพูดกันอย่างกลมกลืน
เฉียวซางมองภาพตรงหน้าด้วยความโล่งใจ
ถ้าเป็นเมื่อก่อน หยาเป่าไม่มีทางยอมแบ่งของกินในปากให้ใครอื่นแน่ๆ
หลังจากที่ผีล่าสมบัติสงบลงแล้ว เฉียวซางก็ปล่อยให้มันเลือกรายการอุปกรณ์ที่คล้ายกับของเจ้าหมา
การออกแบบเหมือนกัน ต่างกันที่พลังงานที่สามารถดูดซับได้
ผีล่าสมบัติเป็นสัตว์อสูรสองคุณสมบัติ เป็นทั้งประเภทผีและประเภทพลังจิต
หลังจากคิดอยู่พักใหญ่ เฉียวซางก็เลือกลูกแก้วรวมพลังจิตที่ช่วยเร่งการดูดซับพลังจิตให้กับมัน
ด้วยนิ้วทองคำอันสุดแสนจะโกงของเธอ ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ที่ช่วยสะสมพลังประเภทไหน สุดท้ายแล้วมันก็สามารถช่วยให้เติบโตได้เร็วพอๆกัน
สิ่งที่ต่างกันจริงๆคือเรื่องความเร็วในการปล่อยทักษะ
ทุกคนต่างรู้กันดีว่าผีล่าสมบัติโดยทั่วไปแล้วเป็นอสูรประเภทผี แต่ถ้าเกิดจู่ๆเจ้าผีน้อยของเธอระเบิดพลังประเภทพลังจิตออกมา เหล่าศัตรูในอนาคตต้องตะลึงตาค้างกันแน่ๆ
และสำหรับการโจมตีแบบระเบิดพลังไม่ทันให้ศัตรูตั้งตัวนั้นต้องเน้นไปที่ความเร็วและแรง!
พอวิเคราะห์ไปทางนี้แล้ว ซื้อลูกแก้วรวมพลังจิตดูจะคุ้มกว่าค่อนข้างมาก
พอซื้อเสร็จ เฉียวซางก็รีบปิดมือถือทันที กลัวตัวเองจะเผลอซื้ออะไรเพิ่มเติมอีก
สัตว์อสูรที่มีประเภทหายาก ราคาค่าตัวมักจะสูงกว่าสัตว์อสูรสามัญทั่วไป
และแน่นอนว่าอุปกรณ์ของพวกมันราคาย่อมแพงเป็นพิเศษ
โชคดีที่เธอซื้อสินค้าจากร้านเดียวกัน แชทที่คุยไว้ก่อนหน้านี้ยังอยู่ ทางร้านค้าเห็นใจที่เฉียวซางซื้อสินค้าราคาแพงทีเดียวสองอย่างในวันเดียว เลยลดราคาชิ้นที่สองให้เหลือ 139,999 เหรียญพันธมิตร
เผลอช็อปปิ้งออนไลน์แค่แปบเดียว ล่อเงินในบัญชีหายไปเกือบครึ่ง ถึงกับทำเอาเฉียวซางใจสั่น
เงินมันช่างหมดง่ายเสียเหลือเกิน...
...
6 โมงเย็น โต๊ะอาหาร
ป้าสามหญิงวัยกลางคนที่มีนิสัยอย่างหนึ่งเหมือนกับแม่เธอแบบไม่มีผิดเพี้ยน...ชอบเม้าท์
ป้าสามมองเย่หลานหลานที่ก้มหน้าก้มตากินข้าว ก่อนเปิดประเด็นถามเรื่องนัดดูตัวในวันนี้ "ไปเจอเขามาเป็นไงบ้าง? ฝ่ายชายทำงานรัฐหรือเอกชนล่ะ"
เย่หลานหลานหันมามองเฉียวซางด้วยสายตาขอความช่วยเหลือ
เฉียวซางซึ่งกำลังแทะน่องไก่อยู่ แสร้งทำเป็นมองไม่เห็น
ช่วยไม่ได้เธอเองก็อยากรู้เรื่องเหมือนกัน...
เย่หลานหลานหันไปมองเย่จิ่งเหวินที่นั่งข้างๆ แต่ก็พบว่าอีกฝ่ายนั้นอ่านหนังสือไปกินข้าวไปและไม่ได้สังเกตุเห็นท่าทีของเธอเลยสักนิด
"ทำงานรัฐ เป็นอาจารย์ค่ะ" เย่หลานหลานที่ไม่มีทางเลือกตอบออกมาตรงๆ
"เป็นอาจารย์ก็ถือว่าไม่เลวเลย สอนที่โรงเรียนไหนล่ะ สอนวิชาอะไร?" ป้าสามถาม
เฉียวซางฟังแล้วก็รับรู้ถึงความนัยที่ป้าเธอจะสื่อได้ในทันที
ในสังคมนี้ เวลาใครจะสร้างครอบครัว ส่วนใหญ่พวกเขามักจะเลือกจากการที่อีกฝ่ายเป็นผู้ฝึกสัตว์ก่อน ส่วนอาชีพคือเรื่องรอง
คำถามของป้าสามนั้น เป็นการหว่านแหทางอ้อมเพื่อถามว่าอีกฝ่ายเป็นผู้ฝึกสัตว์รึเปล่า
เย่หลานหลานยกซุปขึ้นซดแล้วตอบว่า "สอนวิชาอะไรก็ช่างเถอะค่ะป้า แต่ฉันว่าเราน่าจะไปด้วยกันไม่รอด"
ป้าสามขมวดคิ้ว "ไปกันไม่รอด? เจอแค่ครั้งเดียวเอง ยังไม่ได้ลองคุยหรือปรับตัวเข้าหากันเลย ถ้าแม่เธอรู้เข้า มีหวังต้องเครียดลมจับอีกแน่"
เย่หลานหลานเป็นลูกสาวคนโตของป้าสอง
ถึงป้าสามจะเป็นคนธรรมดา แต่เธอก็อัธยาศัยดีเป็นพิเศษ แถมรู้วิธีผูกมิตรกับญาติพี่น้องเป็นอย่างดี ทำให้เธอสนิทกับคนในบ้านเกือบทุกคน
"คู่สัญญาของเขาคือกระต่ายหิมะ ส่วนของฉันคืออินทรีลม ทั้งสองตัวเป็นศัตรูตามธรรมชาติ แล้วพวกเราจะเข้ากันได้ยังไงล่ะคะป้า?" เย่หลานหลานอธิบาย
พอได้ยินแบบนี้ป้าสามถึงกับเงียบไปทันที
ในสังคมตอนนี้ หากคู่ผู้ฝึกสัตว์อสูรต้องการจะคบและสร้างครอบครัวกัน สัตว์อสูรคู่สัญญาของพวกเขาเป็นปัจจัยหนึ่งที่ต้องเอามาคำนวณในความสัมพันธ์
ถ้าแค่คบกันก็อาจจะมีบ้างที่พอจะหยวนๆกันได้ แต่ถ้าคิดจะแต่งงานกันมันจะเป็นปัญหาเอาได้้หากสัตว์อสูรพวกเขาเอาแต่ทะเลาะกันตลอดเวลา
เพราะหลังใช้ชีวิตร่วมกัน สัตว์อสูรของทั้งสองคนจะต้องเจอหน้ากันตลอด ถ้ามันเจอกันแล้วกัดกันทุกวัน คงกระทบความสัมพันธ์ของคู่สามีภรรยาแน่
และในเมื่อเป็นผู้ฝึกสัตว์อสูรพวกเขาย่อมรักและให้ความสำคัญกับสัตว์อสูรเป็นลำดับแรกๆอย่างแน่นอน
เดี๋ยวนี้ไม่มีใครถามแล้วว่า "ระหว่างแม่ของคุณกับฉัน ใครสำคัญกว่ากัน?"
แต่จะถามว่า "ระหว่างฉันกับเจ้าอสูรนั่น ใครสำคัญกว่ากัน?" เพื่อลองใจฝ่ายชายแทน...
หลังมื้อเย็นเฉียวซางเดินมาที่แม่น้ำหลิวกานซี
ตอนนี้พลังงานของสุนัขเขี้ยวเพลิงกลับมาเต็มเปี่ยมแล้ว
ไม่นานนัก หลังจากใช้แยกเงาไป 10 ครั้งถ้วน และปล่อยเพลิงปะทุไปอีกกว่า 80 ครั้ง ในท้ายที่สุดมันก็หมดแรง
ผีล่าสมบัติที่เตรียมนมไว้พร้อมอยู่แล้ว รีบลอยไปหามันและยื่นนมให้อย่างรวดเร็ว
คราวนี้ สุนัขเขี้ยวเพลิงลังเลอยู่นิดหน่อย แต่ก็รับมาดื่มแต่โดยดี
เฉียวซางก้มหน้าและจดบันทึกผลฝึกลงในโทรศัพท์
ถึงแม้ว่า เขี้ยวเพลิง กับ เพลิงปะทุ จะอยู่ในระดับสูงทั้งคู่ แต่พลังที่ใช้ของทักษะระดับกลางกับระดับต่ำนั้นแตกต่างกันอย่างชัดเจน
พอเฉียวซางบันทึกเสร็จและเตรียมจะกลับไปที่บ้าน ทันใดนั้นก็มีเสียงทักขึ้นจากทางด้านหลังอย่างกระทันหัน “นี่น้องสาว....”
เธอสะดุ้งตัวโหยงจนแทบจะเผลอกระโดดหนีลงน้ำ
พอหันไปดู พบว่าคนที่พูดขึ้นสวมชุดกระโปรงสีขาวผมยาวรุงรัง ท่าทางเหมือนผีผู้หญิงยามวิกาลหลุดออกมาจากหนังสือแบบไม่มีผิดเพี้ยน
แต่โชคดีที่ตอนนี้ยังไม่ทันจะได้มืดสนิท แถมสาวผมยาวในชุดขาวยังใส่แว่นกรอบหนาสีดำอีกด้วย
อันที่จริงแทนที่จะบอกว่าอีกฝ่ายดูเหมือนผีสาวผู้แสนน่ากลัว เธอดูเหมือนเด็กเนิร์ดที่อุทิศชีวิตไปกับการเรียนเสียมากกว่า
“ทำฉันตกใจหมด!” เฉียวซางจับหน้าอกตัวเองพลางหายใจเข้าลึกๆพยายามทำให้ตัวเองสงบ
“เธอนี่นะ ทั้งๆทำสัญญากับสัตว์อสูรประเภทไฟกับผี ไหงถึงขี้กลัวขนาดนี้กัน?” เย่จิ่งเหวินถาม
เฉียวซาง: "..."
การจัดการกับหยาเป่าที่เอาแต่ขอขนมกับเจ้าผีน้อยที่เอาแต่ขอนม ต้องใช้ความกล้าด้วยเหรอ?
“แล้วเธอมาทำอะไรที่นี่?” เฉียวซางถามกลับ
“ฉันตั้งใจมาหาเธอนั่นแหละ” เย่จิ่งเหวินพูดไปแล้วก็ชะงัก เว้นจังหวะไปพักใหญ่ก่อนจะพูดต่อว่า “นี่น้องสาว...ช่วยพี่สาวคนนี้หน่อยสิ”
“อย่าใช้คำพูดแบบนั้น เรียกฉันด้วยชื่อ” เฉียวซางพูด
เมื่อกี้เผลอตกใจเลยไม่ทันได้ตั้งตัว แต่เธอทำใจเรียกอีกฝ่ายว่า “พี่สาว” ไม่ลงจริงๆ
พวกเธออายุใกล้กันและมักจะคุยกันโดยเรียกชื่อมาโดยตลอด แถมตอนนี้หากรวมชีวิตในชาติที่แล้วเข้าไปด้วย เธอนับว่าอายุเยอะกว่าจิ่งเหวินมาก
“ซาง ข่วยพี่สาวคนนี้หน่อยนะ” เย่จิ่งเหวินเปลี่ยนคำเรียกตามที่เธอร้องขอ
“ให้ช่วยอะไร?” เฉียวซางถาม
เธอเริ่มเกิดความสงสัยขึ้นในหัวเล็กๆ ถ้ามีเรื่องขอให้ช่วยทำไมไม่พูดกันที่บ้าน ทำไมต้องแอบมาหากันถึงที่นี่
ในหัวเฉียวซางหมุนอย่างเร็วจี๋ จู่ก็มีคิดหนึ่งแวบขึ้นมาในหัว ทำให้เธอเผลอเดินถอยหลังไปก้าวนึง
หรือว่ายัยนี่จะมาขอยืมเงิน?!