เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 82: พี่สาว

บทที่ 82: พี่สาว

บทที่ 82: พี่สาว


"แกเก็บไว้ให้เธอกินเองนะ" เฉียวซางลูบหัวผีล่าสมบัติพร้อมพูดด้วยความเอ็ดดู

ผีล่าสมบัติลังเลเล็กน้อยหลังได้ยินเธอพูดแบบนั้น แต่มันก็ยังคงพยายามดันขวดนมมาทางเธออยู่ดี

"ซุน~"

"ถ้าแกให้ฉันกิน แล้วแกจะโตได้ยังไงกันล่ะ?" เฉียวซางหัวเราะเบาๆออกมา

เจ้าผีตัวน้อยชะงัก แล้วค่อยๆเงยหน้ามองเฉียวซางอย่างใสซื่อ ไม่มีแววความเจ้าเล่ห์แบบวันก่อนหลงเหลืออยู่เลยสักนิด

"ฉันจะซื้อให้ก่อนก็ได้ แต่แกต้องสัญญาก่อนว่าจะยอมเชื่อฟังกันดีๆ ดื่มนมให้ตรงเวลา แล้วถ้าเกิดชอบอะไรขึ้นมาก็บอกฉัน อย่าไปขโมยและเอาไปซ่อนในวงแหวนเองตามใจชอบ ถ้าชอบจริงๆเดี๋ยวฉันหาทางเอามาให้" เฉียวซางใช้โอกาสนี้ยื่นข้อเสนอ

ยังไงของมันก็ต้องซื้ออยู่แล้ว จะซื้อในตอนนี้หรือในอนาคตก็ไม่ได้ต่างกันสักเท่าไหร่ ยิ่งกว่านั้นถ้าสามารถทำให้มันเชื่อฟังได้ การซื้อให้ไปเลยย่อมดีกว่าเห็นๆ

นิสัยของเผ่าพันธุ์มันเปลี่ยนกันยากมา

แทนที่จะปล่อยให้ผีล่าสมบัติซ่อนของลับหลัง ทำไมไม่เข้าไปมีส่วนร่วมให้มันรู้ว่าของที่ชอบนอกจากขโมย ยังสามารถได้มาแบบตรงไปตรงมาด้วย

ผีล่าสมบัติมองเฉียวซางแบบนิ่งๆอยู่สักพัก แล้วจู่ๆก็โผเข้ากอดเธอแล้วร้องไห้โฮ

"ซุน!"

"ซุน!"

"แกร้องไห้ทำไมเนี่ย?" เฉียวซางทำอะไรไม่ถูกและสับสนไปหมด

แม้เธอจะถามออกไป แต่ผีล่าสมบัติก็ยังคงร้องไห้ไม่หยุด

มันก็ไม่รู้ว่าทำไมมันถึงมีน้ำตา อยู่ๆก็รู้สึกอยากร้องไห้ออกมาเฉยๆ

สุนัขเขี้ยวเพลิงที่กำลังดูทีวีและดื่มนมอยู่ข้างๆสะดุ้งเฮือกเพราะเสียงร้องไห้

มันมองผีล่าสมบัติที มองนมในมือที คิดถึงคำพูดของเจ้านายที่บอกมันว่าพวกเราเป็นครอบครัวเดียวกัน ลังเลอยู่พักหนึ่ง แต่สุดท้ายมันก็เดินเข้ามาพร้อมยื่นขวดนมที่ดื่มไปแล้วครึ่งหนึ่งให้

"ย่าห์"

"ย่าห์ ย่าห์"

เจ้าผีน้อยเมื่อเห็นการกระทำของเจ้าหมา เสียงร้องไห้ก็ค่อยๆ เบาลง

"ซุน ซุน"

"ย่าห์"

"ซุน"

"ย่าห์ ย่าห์"

ทั้งสองตัวเริ่มพูดกันอย่างกลมกลืน

เฉียวซางมองภาพตรงหน้าด้วยความโล่งใจ

ถ้าเป็นเมื่อก่อน หยาเป่าไม่มีทางยอมแบ่งของกินในปากให้ใครอื่นแน่ๆ

หลังจากที่ผีล่าสมบัติสงบลงแล้ว เฉียวซางก็ปล่อยให้มันเลือกรายการอุปกรณ์ที่คล้ายกับของเจ้าหมา

การออกแบบเหมือนกัน ต่างกันที่พลังงานที่สามารถดูดซับได้

ผีล่าสมบัติเป็นสัตว์อสูรสองคุณสมบัติ เป็นทั้งประเภทผีและประเภทพลังจิต

หลังจากคิดอยู่พักใหญ่ เฉียวซางก็เลือกลูกแก้วรวมพลังจิตที่ช่วยเร่งการดูดซับพลังจิตให้กับมัน

ด้วยนิ้วทองคำอันสุดแสนจะโกงของเธอ ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ที่ช่วยสะสมพลังประเภทไหน สุดท้ายแล้วมันก็สามารถช่วยให้เติบโตได้เร็วพอๆกัน

สิ่งที่ต่างกันจริงๆคือเรื่องความเร็วในการปล่อยทักษะ

ทุกคนต่างรู้กันดีว่าผีล่าสมบัติโดยทั่วไปแล้วเป็นอสูรประเภทผี แต่ถ้าเกิดจู่ๆเจ้าผีน้อยของเธอระเบิดพลังประเภทพลังจิตออกมา เหล่าศัตรูในอนาคตต้องตะลึงตาค้างกันแน่ๆ

และสำหรับการโจมตีแบบระเบิดพลังไม่ทันให้ศัตรูตั้งตัวนั้นต้องเน้นไปที่ความเร็วและแรง!

พอวิเคราะห์ไปทางนี้แล้ว ซื้อลูกแก้วรวมพลังจิตดูจะคุ้มกว่าค่อนข้างมาก

พอซื้อเสร็จ เฉียวซางก็รีบปิดมือถือทันที กลัวตัวเองจะเผลอซื้ออะไรเพิ่มเติมอีก

สัตว์อสูรที่มีประเภทหายาก ราคาค่าตัวมักจะสูงกว่าสัตว์อสูรสามัญทั่วไป

และแน่นอนว่าอุปกรณ์ของพวกมันราคาย่อมแพงเป็นพิเศษ

โชคดีที่เธอซื้อสินค้าจากร้านเดียวกัน แชทที่คุยไว้ก่อนหน้านี้ยังอยู่ ทางร้านค้าเห็นใจที่เฉียวซางซื้อสินค้าราคาแพงทีเดียวสองอย่างในวันเดียว เลยลดราคาชิ้นที่สองให้เหลือ 139,999 เหรียญพันธมิตร

เผลอช็อปปิ้งออนไลน์แค่แปบเดียว ล่อเงินในบัญชีหายไปเกือบครึ่ง ถึงกับทำเอาเฉียวซางใจสั่น

เงินมันช่างหมดง่ายเสียเหลือเกิน...

...

6 โมงเย็น โต๊ะอาหาร

ป้าสามหญิงวัยกลางคนที่มีนิสัยอย่างหนึ่งเหมือนกับแม่เธอแบบไม่มีผิดเพี้ยน...ชอบเม้าท์

ป้าสามมองเย่หลานหลานที่ก้มหน้าก้มตากินข้าว ก่อนเปิดประเด็นถามเรื่องนัดดูตัวในวันนี้ "ไปเจอเขามาเป็นไงบ้าง? ฝ่ายชายทำงานรัฐหรือเอกชนล่ะ"

เย่หลานหลานหันมามองเฉียวซางด้วยสายตาขอความช่วยเหลือ

เฉียวซางซึ่งกำลังแทะน่องไก่อยู่ แสร้งทำเป็นมองไม่เห็น

ช่วยไม่ได้เธอเองก็อยากรู้เรื่องเหมือนกัน...

เย่หลานหลานหันไปมองเย่จิ่งเหวินที่นั่งข้างๆ แต่ก็พบว่าอีกฝ่ายนั้นอ่านหนังสือไปกินข้าวไปและไม่ได้สังเกตุเห็นท่าทีของเธอเลยสักนิด

"ทำงานรัฐ เป็นอาจารย์ค่ะ" เย่หลานหลานที่ไม่มีทางเลือกตอบออกมาตรงๆ

"เป็นอาจารย์ก็ถือว่าไม่เลวเลย สอนที่โรงเรียนไหนล่ะ สอนวิชาอะไร?" ป้าสามถาม

เฉียวซางฟังแล้วก็รับรู้ถึงความนัยที่ป้าเธอจะสื่อได้ในทันที

ในสังคมนี้ เวลาใครจะสร้างครอบครัว ส่วนใหญ่พวกเขามักจะเลือกจากการที่อีกฝ่ายเป็นผู้ฝึกสัตว์ก่อน ส่วนอาชีพคือเรื่องรอง

คำถามของป้าสามนั้น เป็นการหว่านแหทางอ้อมเพื่อถามว่าอีกฝ่ายเป็นผู้ฝึกสัตว์รึเปล่า

เย่หลานหลานยกซุปขึ้นซดแล้วตอบว่า "สอนวิชาอะไรก็ช่างเถอะค่ะป้า แต่ฉันว่าเราน่าจะไปด้วยกันไม่รอด"

ป้าสามขมวดคิ้ว "ไปกันไม่รอด? เจอแค่ครั้งเดียวเอง ยังไม่ได้ลองคุยหรือปรับตัวเข้าหากันเลย ถ้าแม่เธอรู้เข้า มีหวังต้องเครียดลมจับอีกแน่"

เย่หลานหลานเป็นลูกสาวคนโตของป้าสอง

ถึงป้าสามจะเป็นคนธรรมดา แต่เธอก็อัธยาศัยดีเป็นพิเศษ แถมรู้วิธีผูกมิตรกับญาติพี่น้องเป็นอย่างดี ทำให้เธอสนิทกับคนในบ้านเกือบทุกคน

"คู่สัญญาของเขาคือกระต่ายหิมะ ส่วนของฉันคืออินทรีลม ทั้งสองตัวเป็นศัตรูตามธรรมชาติ แล้วพวกเราจะเข้ากันได้ยังไงล่ะคะป้า?" เย่หลานหลานอธิบาย

พอได้ยินแบบนี้ป้าสามถึงกับเงียบไปทันที

ในสังคมตอนนี้ หากคู่ผู้ฝึกสัตว์อสูรต้องการจะคบและสร้างครอบครัวกัน สัตว์อสูรคู่สัญญาของพวกเขาเป็นปัจจัยหนึ่งที่ต้องเอามาคำนวณในความสัมพันธ์

ถ้าแค่คบกันก็อาจจะมีบ้างที่พอจะหยวนๆกันได้ แต่ถ้าคิดจะแต่งงานกันมันจะเป็นปัญหาเอาได้้หากสัตว์อสูรพวกเขาเอาแต่ทะเลาะกันตลอดเวลา

เพราะหลังใช้ชีวิตร่วมกัน สัตว์อสูรของทั้งสองคนจะต้องเจอหน้ากันตลอด ถ้ามันเจอกันแล้วกัดกันทุกวัน คงกระทบความสัมพันธ์ของคู่สามีภรรยาแน่

และในเมื่อเป็นผู้ฝึกสัตว์อสูรพวกเขาย่อมรักและให้ความสำคัญกับสัตว์อสูรเป็นลำดับแรกๆอย่างแน่นอน

เดี๋ยวนี้ไม่มีใครถามแล้วว่า "ระหว่างแม่ของคุณกับฉัน ใครสำคัญกว่ากัน?"

แต่จะถามว่า "ระหว่างฉันกับเจ้าอสูรนั่น ใครสำคัญกว่ากัน?" เพื่อลองใจฝ่ายชายแทน...

หลังมื้อเย็นเฉียวซางเดินมาที่แม่น้ำหลิวกานซี

ตอนนี้พลังงานของสุนัขเขี้ยวเพลิงกลับมาเต็มเปี่ยมแล้ว

ไม่นานนัก หลังจากใช้แยกเงาไป 10 ครั้งถ้วน และปล่อยเพลิงปะทุไปอีกกว่า 80 ครั้ง ในท้ายที่สุดมันก็หมดแรง

ผีล่าสมบัติที่เตรียมนมไว้พร้อมอยู่แล้ว รีบลอยไปหามันและยื่นนมให้อย่างรวดเร็ว

คราวนี้ สุนัขเขี้ยวเพลิงลังเลอยู่นิดหน่อย แต่ก็รับมาดื่มแต่โดยดี

เฉียวซางก้มหน้าและจดบันทึกผลฝึกลงในโทรศัพท์

ถึงแม้ว่า เขี้ยวเพลิง กับ เพลิงปะทุ จะอยู่ในระดับสูงทั้งคู่ แต่พลังที่ใช้ของทักษะระดับกลางกับระดับต่ำนั้นแตกต่างกันอย่างชัดเจน

พอเฉียวซางบันทึกเสร็จและเตรียมจะกลับไปที่บ้าน ทันใดนั้นก็มีเสียงทักขึ้นจากทางด้านหลังอย่างกระทันหัน “นี่น้องสาว....”

เธอสะดุ้งตัวโหยงจนแทบจะเผลอกระโดดหนีลงน้ำ

พอหันไปดู พบว่าคนที่พูดขึ้นสวมชุดกระโปรงสีขาวผมยาวรุงรัง ท่าทางเหมือนผีผู้หญิงยามวิกาลหลุดออกมาจากหนังสือแบบไม่มีผิดเพี้ยน

แต่โชคดีที่ตอนนี้ยังไม่ทันจะได้มืดสนิท แถมสาวผมยาวในชุดขาวยังใส่แว่นกรอบหนาสีดำอีกด้วย

อันที่จริงแทนที่จะบอกว่าอีกฝ่ายดูเหมือนผีสาวผู้แสนน่ากลัว เธอดูเหมือนเด็กเนิร์ดที่อุทิศชีวิตไปกับการเรียนเสียมากกว่า

“ทำฉันตกใจหมด!” เฉียวซางจับหน้าอกตัวเองพลางหายใจเข้าลึกๆพยายามทำให้ตัวเองสงบ

“เธอนี่นะ ทั้งๆทำสัญญากับสัตว์อสูรประเภทไฟกับผี ไหงถึงขี้กลัวขนาดนี้กัน?” เย่จิ่งเหวินถาม

เฉียวซาง: "..."

การจัดการกับหยาเป่าที่เอาแต่ขอขนมกับเจ้าผีน้อยที่เอาแต่ขอนม ต้องใช้ความกล้าด้วยเหรอ?

“แล้วเธอมาทำอะไรที่นี่?” เฉียวซางถามกลับ

“ฉันตั้งใจมาหาเธอนั่นแหละ” เย่จิ่งเหวินพูดไปแล้วก็ชะงัก เว้นจังหวะไปพักใหญ่ก่อนจะพูดต่อว่า “นี่น้องสาว...ช่วยพี่สาวคนนี้หน่อยสิ”

“อย่าใช้คำพูดแบบนั้น เรียกฉันด้วยชื่อ” เฉียวซางพูด

เมื่อกี้เผลอตกใจเลยไม่ทันได้ตั้งตัว แต่เธอทำใจเรียกอีกฝ่ายว่า “พี่สาว” ไม่ลงจริงๆ

พวกเธออายุใกล้กันและมักจะคุยกันโดยเรียกชื่อมาโดยตลอด แถมตอนนี้หากรวมชีวิตในชาติที่แล้วเข้าไปด้วย เธอนับว่าอายุเยอะกว่าจิ่งเหวินมาก

“ซาง ข่วยพี่สาวคนนี้หน่อยนะ” เย่จิ่งเหวินเปลี่ยนคำเรียกตามที่เธอร้องขอ

“ให้ช่วยอะไร?” เฉียวซางถาม

เธอเริ่มเกิดความสงสัยขึ้นในหัวเล็กๆ ถ้ามีเรื่องขอให้ช่วยทำไมไม่พูดกันที่บ้าน ทำไมต้องแอบมาหากันถึงที่นี่

ในหัวเฉียวซางหมุนอย่างเร็วจี๋ จู่ก็มีคิดหนึ่งแวบขึ้นมาในหัว ทำให้เธอเผลอเดินถอยหลังไปก้าวนึง

หรือว่ายัยนี่จะมาขอยืมเงิน?!

จบบทที่ บทที่ 82: พี่สาว

คัดลอกลิงก์แล้ว