- หน้าแรก
- คู่มือตำราอสูร: ฉบับเริ่มต้นจากศูนย์
- บทที่ 76: ขีดจำกัดทางเผ่าพันธุ์
บทที่ 76: ขีดจำกัดทางเผ่าพันธุ์
บทที่ 76: ขีดจำกัดทางเผ่าพันธุ์
เมื่อนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมากมายจากสัตว์อสูรประเภทผีในอดีต…
เอาจริงไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่นหรอก แค่วันนี้ที่เจ้าผีล่าสมบัติพยายามหลอกขายของให้เธอ แถมยังสุมหัวกับสัตว์อสูรประเภทผีตัวอื่นๆเพื่อปกปิดหลักฐานจากกล้องวงจรปิด ก็เป็นเหตุผลที่เพียงพอแล้วที่เธอจะระแวง
เฉียวซางมองมันตาแข็ง กำลังจะเอ่ยปากปฏิเสธ ทว่าเจ้าผีตัวใหญ่เหมือนจะรับรู้ถึงเรื่องนั้นได้ก่อน
มันก้าวถอยหลัง ยกมือมาบีบแก้มตัวเอง ปากห้อยลงเหมือนเด็กกำลังจะงอแง ก่อนลอยเข้าหาเธอพร้อมหยดน้ำตาเม็ดโตที่ไหลรินจากเบ้าตา
คราวนี้มันไม่ได้ส่งเสียงดังออกมา เพียงแค่ปล่อยให้น้ำตาไหลออกมาไม่หยุด
เฉียวซางชะงัก ในใจคิดว่ามันต้องมีแผนการร้ายอะไรอีกแน่นอน
ทว่าเจ้าผีตัวใหญ่กลับไม่ได้ทำอะไรเพิ่มเติม มันเพียงแค่ยื่นมือมาอุ้มเจ้าตัวน้อยในอ้อมกอดของเฉียวซางกลับไป
เจ้าตัวน้อยจับเสื้อเธอแน่นพร้อมหันหน้าหนีด้วยความไม่ยินยอม มันไม่อยากออกจากตรงนี้
“ซุน ซุน!”
เจ้าตัวใหญ่ส่งเสียงร้องด้วยเสียงแหบแห้ง ฟังดูน่าเวทนา
พนักงานสองคนสบตากันอย่างรู้ใจ
“เจ้าตัวใหญ่นี่เป็นแม่ของเจ้าตัวน้อย ที่มันทำทั้งหมดนี่ก็เพราะไม่อยากให้ลูกของมันต้องจมปลักอยู่ที่ฐานเพาะเลี้ยงเหมือนกับมัน” พนักงานวัยกลางคนเริ่มพูดด้วยน้ำเสียงเศร้าๆ
เฉียวซางถามกลับ “แต่เมื่อกี้คุณพึ่งบอกว่าไข่ของมันถูกจองเอาไว้แล้วไม่ใช่เหรอ?”
เมื่อได้ยินชายวัยกลางคนก็ชะงักตอบอะไรกลับมาไม่ถูก “....”
พนังงานชายผมเหลืองรีบแทรกเพื่อแก้ตัว “คนที่จองเอาไว้อาจจะตั้งใจซื้อไปเพื่อมอบให้คนอื่นหรือเอาไปใช้งานด้านอื่น ดังนั้นในฐานะแม่ บางทีมันอาจจะไม่อยากส่งมอบลูกของมันให้คนที่ไม่เคยเห็นหน้าก็ได้”
แน่นอนว่าทั้งหมดนี้เป็นแค่เรื่องแต่ง เจ้าตัวใหญ่นี่ไม่ใช่แม่ของเจ้าตัวเล็ก แต่สาเหตุที่มันทำทั้งหมดนี่เป็นจริงอย่างที่ชายวัยกลางคนพูด มันไม่ต้องการให้เจ้าตัวน้อยนี่ต้องมานั่งติดแหง็กอยู่ที่นี่เหมือนมัน
เจ้าผีล่าสมบัติตัวผู้อายุห้าปี รีบบีบน้ำตารับบทแม่ที่คลอดไข่ออกมาเองด้วยท่าทีเศร้าสร้อย
เฉียวซางเหลือบมองมันนิ่งๆ “....”
ไม่รู้ทำไมเธอไม่ค่อยอยากจะเชื่อคำพูดของคนพวกนี้สักเท่าไหร่....
เมื่อเห็นเธอยังนิ่ง พนักงานวัยกลางคนก็เปลี่ยนกลยุทธ์ในการขาย “เจ้าผีล่าสมบัติสามารถวิวัฒนาการได้ถึงระดับจักรพรรดิ ในขณะที่ต้นฝ้ายซากุระที่คุณลูกค้าสนใจสามารถวิวัฒนาการได้ถึงแค่ระดับราชาเพียงเท่านั้น ไม่ลองพิจารณาดูอีกสักรอบเหรอครับ?”
ต้องยอมรับว่าคราวนี้เขาพูดได้ตรงจุดจริงๆ
สัตว์อสูรระดับจักรพรรดิเป็นเงื่อนไขสำหรับการเป็นผู้ฝึกสัตว์อสูรระดับ A ของพันธมิตร ส่วนระดับราชานั้นเป็นเงื่อนไขของระดับ B
แต่ถึงต้นฝ้ายซากุระจะมีเส้นทางวิวัฒนาการสิ้นสุดอยู่แค่ระดับราชา แต่ก็ใช่ว่าทุกคนจะสามารถไปถึงระดับนั้นได้
ผู้ฝึกสัตว์อสูรแต่ละคนย่อมมีทรัพยากรและเวลาที่แตกต่างกันออกไป และความสามารถของสัตว์อสูรก็ไม่ได้เท่ากันทุกตัว
พูดกันตามตรง ถ้าสมมุตมีคนเลี้ยงต้นฝ้ายซากุระอยู่หมื่นคน จะมีแค่หยิบมือในนั้นที่สามารถวิวัฒนาการมันจนถึงระดับราชาได้ ดังนั้นมันจึงไม่ใช่ปัจจัยในการเลือกสัตว์อสูรของคนส่วนใหญ่
แต่เฉียวซางเองก็ต้องนำเรื่องนี้มาพิจารณาด้วย เพราะเธอมี “นิ้วทองคำ”
ด้วยเจ้านี่เองจะทำให้เฉียวซางสามารถรับเลี้ยงสัตว์อสูรที่มีพรสวรรค์ไม่ได้สูงนัก ไปจนถึงขีดจำกัดของสายพันธุ์ได้
แต่จะทำให้มันทะลุขีดจำกัดได้รึเปล่านั้น เธอเองก็ยังตอบไม่ได้
ท้ายที่สุดแล้ว การก้าวข้ามขีดจำกัดของสายพันธุ์และการก้าวไปสู่วิวัฒนาการที่สูงขึ้นเป็นหัวข้อที่ได้รับความสนใจในการวิจัยของพันธมิตรมานานหลายปี มันไม่ใช่สิ่งที่จะสามารถทำสำเร็จได้โดยง่าย
ที่เธอเลือกต้นฝ้ายซากุระก็เพราะมันสามารถเรียนทักษะรักษาได้ มันเป็นหลักประกันชั้นดีในการเอาชีวิตรอดในป่า
ทว่าเป้าหมายที่สำคัญที่สุดของเธอคือการเพิ่มพลังให้ตัวเองให้มากเท่าที่จะเป็นไปได้
เมื่อวานตอนเลือกสัตว์อสูร เธอลืมเอาปัจจัยนี้มาคำนวณด้วย....
“แล้วเจ้าจระเข้าโคมไฟน้ำล่ะ?” เธอถาม
ชายวัยกลางคนได้แต่ถอนหายใจ “....”
เขานึกในใจว่าเด็กสาวตรงหน้าเขาต้องมีเป้าหมายในใจและคิดอย่างถี่ถ้วนไว้ก่อนแล้วแน่ๆ....ครั้งนี้เจ้าล่าสมบัติหาเหยื่อผิดคนจริงๆ
“ระดับราชาเหมือนกันครับ” ชายวัยกลางคนตอบ
“แล้วนกขนปุยล่ะ?”
“นั่นก็ระดับราชาเหมือนกัน”
เฉียวซางเริ่มครุ่นคิดในหัวอีกรอบ
เหมือนการเลือกเมื่อวานเธอจะตัดสินใจเร็วเกินไปหน่อย กลับไปพิจารณาดูใหม่อีกสักรอบดีไหม....
เจ้าผีล่าสมบัติตัวน้อยเหมือนเริ่มรู้ตัวแล้วว่ามันน่าจะไม่ถูกเลือก มันจึงเริ่มหน้ามุ่ยและร้องไห้ฟูมฟายออกมา ทำเอาเจ้าตัวใหญ่ตกใจจนลืมแสดงต่อ และรีบเข้าไปปลอบเจ้าตัวเล็ก
เฉียงซางมองดูพวกมันด้วยความประหลาดใจ
แม้สัตว์ประเภทผีส่วนใหญ่จะไม่น่ากลัวก็จริง แต่ด้วยความที่ว่าพวกมันชอบเล่นพิศดารก็มักจะทำให้มันถูกตัดออกจากตัวเลือกของใครหลายๆคน
ดังนั้นพอได้เห็นเจ้าตัวที่ออดอ้อนน่ารักแบบนี้....เลยรู้สึกแปลกตา
เมื่อเธอคิดแบบนั้น เจ้าตัวเล็กก็หยุดชะงัก เสียงร้องเงียบลง มันมองเธอตาแป๋วก่อนยิ้มหวาน
“ซุน~”
เธอมองมันด้วยความประหลาดใจ เหมือนกับว่าเจ้าตัวน้อยนี่อ่านใจเธอออกเลย...
หลังจากส่งเสียงร้องออดอ้อน เจ้าผีตัวน้อยก็มองออกไปที่ประตูราวกับกำลังมองดูอะไรสักอย่าง
เฉียวซางรู้สึกเหมือนหัวใจตัวเองเต้นแรงขึ้น
เธอรู้สึกเหมือนว่าพฤติกรรมของเจ้าตัวน้อยนี้มันแปลกๆ แต่พอเธอมองตามสายตาของมันไปแล้วเธอกลับไม่พบอะไร
“คุณลูกค้าหากคุณสนใจมองหาสัตว์อสูรที่มีขีดจำกัดสายพันธุ์สูงตัวอื่นๆ เดี๋ยวผมจะให้เสี่ยวหลิวคอยแนะนำให้” ชายวัยกลางคนกล่าว
พนักงานชายผมเหลืองที่ชื่อเสี่ยวหลิวเองก็พยักหน้า
ผีล่าสมบัติที่รู้ตัวแล้วว่ามันไม่ได้รับแรงสนับสนุนจากพวกพนักงานอีกต่อไป มันจึงทำสีหน้าบูดบึ้งและพยายามจะอุ้มเจ้าตัวน้อยออกไป
คราวนี้เจ้าตัวน้อยไม่ได้ขัดขืน เพราะเหมือนกับว่าความสนใจของมันกำลังอยู่ที่ประตูทางเข้า
ทว่าพอมันถูกอุ้มออกจากตัวของเฉียวซาง มันก็เริ่มตอบสนอง ริมฝีปากของมันกระตุกสั่นเตรียมจะร้องไห้ออกมาอีกครั้ง
ทันใดนั้นเองประตูก็เปิดออก
“คุณลูกค้ามาทำอะไรที่นี่เหรอคะ?” พนักงานหญิงที่เข้ามาทักเฉียวซางเป็นคนแรกเดินเข้ามาและมองตรงมาที่เฉียวซาง
"เยวี่ย~”
ผีเสื้อครามที่เงียบมาตลอด บินไปหาพนักงานหญิงด้วยท่าทางยินดี
เฉียวซางจ้องมองหญิงสาวผู้เข้ามาใหม่ด้วยสายตาว่างเปล่าและไม่ได้พูดอะไรกลับไป
สายตาเธอกำลังมองไปยังเจ้าผีตัวใหญ่ซึ่งกำลังอุ้มเจ้าตัวน้อยที่น้ำตาคลอเบ้าลอยไปที่หน้าประตูทางเข้า
“รอก่อน!” เฉียวซางตะโกนขึ้นมา
ผีล่าสมบัติหยุดชะงัก พร้อมหันกลับมาและชี้ไปที่ตัวเองอย่างไม่แน่ใจ
“ซุน?”
“ใช่แกนั่นแหละ อย่าเพิ่งไป” เฉียวซางพูด
ดวงตาของผีล่าสมบัติเป็นประกาย และรีบบึ่งกลับมาในชั่วพริบตา
เจ้าตัวน้อยยังคงส่งสายตาแป๋วเป็นประกายมาที่เธอ
เฉียวซางรู้สึกได้ว่าหัวใจของเธอกำลังเต้นรัวแรง
ภายในใจของเธอทั้งกังวลและตื่นเต้น แต่เธอยังคงพยายามรักษาสีหน้าสงบนิ่งเอาไว้
“เจ้าตัวเล็กนี่ราคาเท่าไหร่เหรอคะ?”
ทั้งสามคนในห้องต่างเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ
"760,000" ชายวัยกลางคนกล่าวว่า
เฉียวซางไม่พูด แต่คิ้วของเธอขมวดเป็นปมเล็กน้อย
“ฉันให้ส่วนลดมากสุดได้ 20%” ชายวัยกลางคนกล่าวเสริมอย่างรวดเร็ว
"40%" เฉียวซางโต้กลับ
ชายวัยกลางคนทั้งประหลาดใจและพอใจ
แม้ว่าเขาจะไม่รู้ว่าอะไรเปลี่ยนใจเธอ แต่การที่เธอต่อราคาแบบนี้แสดงว่าเธอสนใจที่จะซื้อเจ้าตัวน้อยนี่อย่างจริงจัง
แต่การต่อราคานี่มันออกจะโหดร้ายไปสักหน่อย...
ก่อนที่เขาจะได้ตอบอะไร เฉียวซางก็หยิบบัตรกำนัลออกมาจากกระเป๋าของเธอและวางลงบนโต๊ะ
"นี่คือบัตรกำนัลไข่สัตว์อสูรมูลค่า 500,000 เหรียญ เจ้าตัวน้อยนี่ตอนแรกยังเป็นไข่อยู่ แต่เจ้าตัวใหญ่กลับใช้เล่ห์กลฟักมันต่อหน้าฉันเพื่อหลอกขาย แถมตอนแรกที่พวกคุณเรียกฉันมาที่นี่ก็เพราะอยากให้ฉันรับเลี้ยงมันใช่ไหมล่ะ?”
“สุนัขเขี้ยวเพลิงของฉันเองก็รับเลี้ยงจากที่นี่เหมือนกัน จะเรียกว่าฉันเป็นลูกค้าประจำก็ไม่ผิด การบริการครั้งนี้ทำให้ฉันผิดหวังมาก”
“อีกอย่างตอนที่เราตรวจกล้องวงจรปิดกัน ฉันเห็นว่ามีสัตว์อสูรประเภทผีสามตัวคอยช่วยกันปกปิดหลักฐาน ถ้าข่าวนี้เกิดหลุดไปคงไม่ดีต่อธุรกิจของพวกคุณแน่ แต่ถ้าพวกคุณตกลงยินยอมให้ฉันใช้บัตรกำนัลนี่ ฉันจะทำเป็นเหมือนกับว่าเรื่องพวกนี้ไม่เคยเกิดขึ้น”
“โอ๊ะลืมบอกไปเลยว่า ฉันได้รับบัตรกำนัลนี้มาจากการที่ได้ที่หนึ่งในการแข่งขันหน้าใหม่นับร้อยซึ่งเพิ่งจบลงเมื่อวาน พวกคุณเองก็น่าจะเคยได้ยินใช่ไหม? ถ้าฉันปล่อยข่าวเรื่องนี้ออกไป ต้องมีบางสำนักข่าวยอมจ่ายราคางามๆแน่นอน”
เจ้าผีตัวใหญ่ที่ได้ฟังก็ถึงกับงุนงง
ชายวัยกลางคน: “...!”
พวกเขาคือคนที่พยายามจะยัดเยียดขายเจ้าผีน้อยให้เธอไม่ใช่เหรอ?
แต่ทำไมไปๆมาๆมันเหมือนกับว่าพวกเขาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องขายมัน...?
ยี่สิบนาทีต่อมา
เฉียวซางออกจากฐานเพาะเลี้ยงสัตว์อสูรฮันกัง โดยมีสุนัขเขี้ยวเพลิงในอ้อมกอดและมีผีล่าสมบัติเกาะอยู่บนหัว