เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 76: ขีดจำกัดทางเผ่าพันธุ์

บทที่ 76: ขีดจำกัดทางเผ่าพันธุ์

บทที่ 76: ขีดจำกัดทางเผ่าพันธุ์


เมื่อนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมากมายจากสัตว์อสูรประเภทผีในอดีต…

เอาจริงไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่นหรอก แค่วันนี้ที่เจ้าผีล่าสมบัติพยายามหลอกขายของให้เธอ แถมยังสุมหัวกับสัตว์อสูรประเภทผีตัวอื่นๆเพื่อปกปิดหลักฐานจากกล้องวงจรปิด ก็เป็นเหตุผลที่เพียงพอแล้วที่เธอจะระแวง

เฉียวซางมองมันตาแข็ง กำลังจะเอ่ยปากปฏิเสธ ทว่าเจ้าผีตัวใหญ่เหมือนจะรับรู้ถึงเรื่องนั้นได้ก่อน

มันก้าวถอยหลัง ยกมือมาบีบแก้มตัวเอง ปากห้อยลงเหมือนเด็กกำลังจะงอแง ก่อนลอยเข้าหาเธอพร้อมหยดน้ำตาเม็ดโตที่ไหลรินจากเบ้าตา

คราวนี้มันไม่ได้ส่งเสียงดังออกมา เพียงแค่ปล่อยให้น้ำตาไหลออกมาไม่หยุด

เฉียวซางชะงัก ในใจคิดว่ามันต้องมีแผนการร้ายอะไรอีกแน่นอน

ทว่าเจ้าผีตัวใหญ่กลับไม่ได้ทำอะไรเพิ่มเติม มันเพียงแค่ยื่นมือมาอุ้มเจ้าตัวน้อยในอ้อมกอดของเฉียวซางกลับไป

เจ้าตัวน้อยจับเสื้อเธอแน่นพร้อมหันหน้าหนีด้วยความไม่ยินยอม มันไม่อยากออกจากตรงนี้

“ซุน ซุน!”

เจ้าตัวใหญ่ส่งเสียงร้องด้วยเสียงแหบแห้ง ฟังดูน่าเวทนา

พนักงานสองคนสบตากันอย่างรู้ใจ

“เจ้าตัวใหญ่นี่เป็นแม่ของเจ้าตัวน้อย ที่มันทำทั้งหมดนี่ก็เพราะไม่อยากให้ลูกของมันต้องจมปลักอยู่ที่ฐานเพาะเลี้ยงเหมือนกับมัน” พนักงานวัยกลางคนเริ่มพูดด้วยน้ำเสียงเศร้าๆ

เฉียวซางถามกลับ “แต่เมื่อกี้คุณพึ่งบอกว่าไข่ของมันถูกจองเอาไว้แล้วไม่ใช่เหรอ?”

เมื่อได้ยินชายวัยกลางคนก็ชะงักตอบอะไรกลับมาไม่ถูก “....”

พนังงานชายผมเหลืองรีบแทรกเพื่อแก้ตัว “คนที่จองเอาไว้อาจจะตั้งใจซื้อไปเพื่อมอบให้คนอื่นหรือเอาไปใช้งานด้านอื่น ดังนั้นในฐานะแม่ บางทีมันอาจจะไม่อยากส่งมอบลูกของมันให้คนที่ไม่เคยเห็นหน้าก็ได้”

แน่นอนว่าทั้งหมดนี้เป็นแค่เรื่องแต่ง เจ้าตัวใหญ่นี่ไม่ใช่แม่ของเจ้าตัวเล็ก แต่สาเหตุที่มันทำทั้งหมดนี่เป็นจริงอย่างที่ชายวัยกลางคนพูด มันไม่ต้องการให้เจ้าตัวน้อยนี่ต้องมานั่งติดแหง็กอยู่ที่นี่เหมือนมัน

เจ้าผีล่าสมบัติตัวผู้อายุห้าปี รีบบีบน้ำตารับบทแม่ที่คลอดไข่ออกมาเองด้วยท่าทีเศร้าสร้อย

เฉียวซางเหลือบมองมันนิ่งๆ “....”

ไม่รู้ทำไมเธอไม่ค่อยอยากจะเชื่อคำพูดของคนพวกนี้สักเท่าไหร่....

เมื่อเห็นเธอยังนิ่ง พนักงานวัยกลางคนก็เปลี่ยนกลยุทธ์ในการขาย “เจ้าผีล่าสมบัติสามารถวิวัฒนาการได้ถึงระดับจักรพรรดิ ในขณะที่ต้นฝ้ายซากุระที่คุณลูกค้าสนใจสามารถวิวัฒนาการได้ถึงแค่ระดับราชาเพียงเท่านั้น ไม่ลองพิจารณาดูอีกสักรอบเหรอครับ?”

ต้องยอมรับว่าคราวนี้เขาพูดได้ตรงจุดจริงๆ

สัตว์อสูรระดับจักรพรรดิเป็นเงื่อนไขสำหรับการเป็นผู้ฝึกสัตว์อสูรระดับ A ของพันธมิตร ส่วนระดับราชานั้นเป็นเงื่อนไขของระดับ B

แต่ถึงต้นฝ้ายซากุระจะมีเส้นทางวิวัฒนาการสิ้นสุดอยู่แค่ระดับราชา แต่ก็ใช่ว่าทุกคนจะสามารถไปถึงระดับนั้นได้

ผู้ฝึกสัตว์อสูรแต่ละคนย่อมมีทรัพยากรและเวลาที่แตกต่างกันออกไป และความสามารถของสัตว์อสูรก็ไม่ได้เท่ากันทุกตัว

พูดกันตามตรง ถ้าสมมุตมีคนเลี้ยงต้นฝ้ายซากุระอยู่หมื่นคน จะมีแค่หยิบมือในนั้นที่สามารถวิวัฒนาการมันจนถึงระดับราชาได้ ดังนั้นมันจึงไม่ใช่ปัจจัยในการเลือกสัตว์อสูรของคนส่วนใหญ่

แต่เฉียวซางเองก็ต้องนำเรื่องนี้มาพิจารณาด้วย เพราะเธอมี “นิ้วทองคำ”

ด้วยเจ้านี่เองจะทำให้เฉียวซางสามารถรับเลี้ยงสัตว์อสูรที่มีพรสวรรค์ไม่ได้สูงนัก ไปจนถึงขีดจำกัดของสายพันธุ์ได้

แต่จะทำให้มันทะลุขีดจำกัดได้รึเปล่านั้น เธอเองก็ยังตอบไม่ได้

ท้ายที่สุดแล้ว การก้าวข้ามขีดจำกัดของสายพันธุ์และการก้าวไปสู่วิวัฒนาการที่สูงขึ้นเป็นหัวข้อที่ได้รับความสนใจในการวิจัยของพันธมิตรมานานหลายปี มันไม่ใช่สิ่งที่จะสามารถทำสำเร็จได้โดยง่าย

ที่เธอเลือกต้นฝ้ายซากุระก็เพราะมันสามารถเรียนทักษะรักษาได้ มันเป็นหลักประกันชั้นดีในการเอาชีวิตรอดในป่า

ทว่าเป้าหมายที่สำคัญที่สุดของเธอคือการเพิ่มพลังให้ตัวเองให้มากเท่าที่จะเป็นไปได้

เมื่อวานตอนเลือกสัตว์อสูร เธอลืมเอาปัจจัยนี้มาคำนวณด้วย....

“แล้วเจ้าจระเข้าโคมไฟน้ำล่ะ?” เธอถาม

ชายวัยกลางคนได้แต่ถอนหายใจ “....”

เขานึกในใจว่าเด็กสาวตรงหน้าเขาต้องมีเป้าหมายในใจและคิดอย่างถี่ถ้วนไว้ก่อนแล้วแน่ๆ....ครั้งนี้เจ้าล่าสมบัติหาเหยื่อผิดคนจริงๆ

“ระดับราชาเหมือนกันครับ” ชายวัยกลางคนตอบ

“แล้วนกขนปุยล่ะ?”

“นั่นก็ระดับราชาเหมือนกัน”

เฉียวซางเริ่มครุ่นคิดในหัวอีกรอบ

เหมือนการเลือกเมื่อวานเธอจะตัดสินใจเร็วเกินไปหน่อย กลับไปพิจารณาดูใหม่อีกสักรอบดีไหม....

เจ้าผีล่าสมบัติตัวน้อยเหมือนเริ่มรู้ตัวแล้วว่ามันน่าจะไม่ถูกเลือก มันจึงเริ่มหน้ามุ่ยและร้องไห้ฟูมฟายออกมา ทำเอาเจ้าตัวใหญ่ตกใจจนลืมแสดงต่อ และรีบเข้าไปปลอบเจ้าตัวเล็ก

เฉียงซางมองดูพวกมันด้วยความประหลาดใจ

แม้สัตว์ประเภทผีส่วนใหญ่จะไม่น่ากลัวก็จริง แต่ด้วยความที่ว่าพวกมันชอบเล่นพิศดารก็มักจะทำให้มันถูกตัดออกจากตัวเลือกของใครหลายๆคน

ดังนั้นพอได้เห็นเจ้าตัวที่ออดอ้อนน่ารักแบบนี้....เลยรู้สึกแปลกตา

เมื่อเธอคิดแบบนั้น เจ้าตัวเล็กก็หยุดชะงัก เสียงร้องเงียบลง มันมองเธอตาแป๋วก่อนยิ้มหวาน

“ซุน~”

เธอมองมันด้วยความประหลาดใจ เหมือนกับว่าเจ้าตัวน้อยนี่อ่านใจเธอออกเลย...

หลังจากส่งเสียงร้องออดอ้อน เจ้าผีตัวน้อยก็มองออกไปที่ประตูราวกับกำลังมองดูอะไรสักอย่าง

เฉียวซางรู้สึกเหมือนหัวใจตัวเองเต้นแรงขึ้น

เธอรู้สึกเหมือนว่าพฤติกรรมของเจ้าตัวน้อยนี้มันแปลกๆ แต่พอเธอมองตามสายตาของมันไปแล้วเธอกลับไม่พบอะไร

“คุณลูกค้าหากคุณสนใจมองหาสัตว์อสูรที่มีขีดจำกัดสายพันธุ์สูงตัวอื่นๆ เดี๋ยวผมจะให้เสี่ยวหลิวคอยแนะนำให้” ชายวัยกลางคนกล่าว

พนักงานชายผมเหลืองที่ชื่อเสี่ยวหลิวเองก็พยักหน้า

ผีล่าสมบัติที่รู้ตัวแล้วว่ามันไม่ได้รับแรงสนับสนุนจากพวกพนักงานอีกต่อไป มันจึงทำสีหน้าบูดบึ้งและพยายามจะอุ้มเจ้าตัวน้อยออกไป

คราวนี้เจ้าตัวน้อยไม่ได้ขัดขืน เพราะเหมือนกับว่าความสนใจของมันกำลังอยู่ที่ประตูทางเข้า

ทว่าพอมันถูกอุ้มออกจากตัวของเฉียวซาง มันก็เริ่มตอบสนอง ริมฝีปากของมันกระตุกสั่นเตรียมจะร้องไห้ออกมาอีกครั้ง

ทันใดนั้นเองประตูก็เปิดออก

“คุณลูกค้ามาทำอะไรที่นี่เหรอคะ?” พนักงานหญิงที่เข้ามาทักเฉียวซางเป็นคนแรกเดินเข้ามาและมองตรงมาที่เฉียวซาง

"เยวี่ย~”

ผีเสื้อครามที่เงียบมาตลอด บินไปหาพนักงานหญิงด้วยท่าทางยินดี

เฉียวซางจ้องมองหญิงสาวผู้เข้ามาใหม่ด้วยสายตาว่างเปล่าและไม่ได้พูดอะไรกลับไป

สายตาเธอกำลังมองไปยังเจ้าผีตัวใหญ่ซึ่งกำลังอุ้มเจ้าตัวน้อยที่น้ำตาคลอเบ้าลอยไปที่หน้าประตูทางเข้า

“รอก่อน!” เฉียวซางตะโกนขึ้นมา

ผีล่าสมบัติหยุดชะงัก พร้อมหันกลับมาและชี้ไปที่ตัวเองอย่างไม่แน่ใจ

“ซุน?”

“ใช่แกนั่นแหละ อย่าเพิ่งไป” เฉียวซางพูด

ดวงตาของผีล่าสมบัติเป็นประกาย และรีบบึ่งกลับมาในชั่วพริบตา

เจ้าตัวน้อยยังคงส่งสายตาแป๋วเป็นประกายมาที่เธอ

เฉียวซางรู้สึกได้ว่าหัวใจของเธอกำลังเต้นรัวแรง

ภายในใจของเธอทั้งกังวลและตื่นเต้น แต่เธอยังคงพยายามรักษาสีหน้าสงบนิ่งเอาไว้

“เจ้าตัวเล็กนี่ราคาเท่าไหร่เหรอคะ?”

ทั้งสามคนในห้องต่างเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ

"760,000" ชายวัยกลางคนกล่าวว่า

เฉียวซางไม่พูด แต่คิ้วของเธอขมวดเป็นปมเล็กน้อย

“ฉันให้ส่วนลดมากสุดได้ 20%” ชายวัยกลางคนกล่าวเสริมอย่างรวดเร็ว

"40%" เฉียวซางโต้กลับ

ชายวัยกลางคนทั้งประหลาดใจและพอใจ

แม้ว่าเขาจะไม่รู้ว่าอะไรเปลี่ยนใจเธอ แต่การที่เธอต่อราคาแบบนี้แสดงว่าเธอสนใจที่จะซื้อเจ้าตัวน้อยนี่อย่างจริงจัง

แต่การต่อราคานี่มันออกจะโหดร้ายไปสักหน่อย...

ก่อนที่เขาจะได้ตอบอะไร เฉียวซางก็หยิบบัตรกำนัลออกมาจากกระเป๋าของเธอและวางลงบนโต๊ะ

"นี่คือบัตรกำนัลไข่สัตว์อสูรมูลค่า 500,000 เหรียญ เจ้าตัวน้อยนี่ตอนแรกยังเป็นไข่อยู่ แต่เจ้าตัวใหญ่กลับใช้เล่ห์กลฟักมันต่อหน้าฉันเพื่อหลอกขาย แถมตอนแรกที่พวกคุณเรียกฉันมาที่นี่ก็เพราะอยากให้ฉันรับเลี้ยงมันใช่ไหมล่ะ?”

“สุนัขเขี้ยวเพลิงของฉันเองก็รับเลี้ยงจากที่นี่เหมือนกัน จะเรียกว่าฉันเป็นลูกค้าประจำก็ไม่ผิด การบริการครั้งนี้ทำให้ฉันผิดหวังมาก”

“อีกอย่างตอนที่เราตรวจกล้องวงจรปิดกัน ฉันเห็นว่ามีสัตว์อสูรประเภทผีสามตัวคอยช่วยกันปกปิดหลักฐาน ถ้าข่าวนี้เกิดหลุดไปคงไม่ดีต่อธุรกิจของพวกคุณแน่ แต่ถ้าพวกคุณตกลงยินยอมให้ฉันใช้บัตรกำนัลนี่ ฉันจะทำเป็นเหมือนกับว่าเรื่องพวกนี้ไม่เคยเกิดขึ้น”

“โอ๊ะลืมบอกไปเลยว่า ฉันได้รับบัตรกำนัลนี้มาจากการที่ได้ที่หนึ่งในการแข่งขันหน้าใหม่นับร้อยซึ่งเพิ่งจบลงเมื่อวาน พวกคุณเองก็น่าจะเคยได้ยินใช่ไหม? ถ้าฉันปล่อยข่าวเรื่องนี้ออกไป ต้องมีบางสำนักข่าวยอมจ่ายราคางามๆแน่นอน”

เจ้าผีตัวใหญ่ที่ได้ฟังก็ถึงกับงุนงง

ชายวัยกลางคน: “...!”

พวกเขาคือคนที่พยายามจะยัดเยียดขายเจ้าผีน้อยให้เธอไม่ใช่เหรอ?

แต่ทำไมไปๆมาๆมันเหมือนกับว่าพวกเขาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องขายมัน...?

ยี่สิบนาทีต่อมา

เฉียวซางออกจากฐานเพาะเลี้ยงสัตว์อสูรฮันกัง โดยมีสุนัขเขี้ยวเพลิงในอ้อมกอดและมีผีล่าสมบัติเกาะอยู่บนหัว

จบบทที่ บทที่ 76: ขีดจำกัดทางเผ่าพันธุ์

คัดลอกลิงก์แล้ว