เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 4: ขอลาหยุด

บทที่ 4: ขอลาหยุด

บทที่ 4: ขอลาหยุด


แม่เงียบไปพักหนึ่ง “สุนัขเขี้ยวเพลิงมันไม่ก้าวร้าวไปหน่อยเหรอ?”

เมื่อเลือกต้องเลือกสัตว์อสูร ผู้ฝึกสัตว์อสูรจะใช้คุณสมบัติ พรสวรรค์ และศักยภาพเป็นเกณฑ์พิจารณา

ทว่าสำหรับผู้ฝึกสัตว์อสูรมือใหม่นั้น อารมณ์ของสัตว์ร้ายถือเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด

สัตว์อสูร เช่น พิราบอวบ จิ้งจอกหางทะเลทรายขาว งูหางสั้น หนูโพรงทราย และเต่ามอส เป็นตัวเลือกยอดนิยมสำหรับมือใหม่เนื่องจากนิสัยอ่อนโยนเป็นหลัก

สัตว์อสูรบางตัวที่ถูกเลี้ยงในฐานเพาะเลี้ยงสัตว์อสูรจะมีนิสัยเชื่องและไม่ก้าวร้าว

หากผู้ฝึกสัตว์อสูรที่ไม่มีประสบการณ์ทำสัญญากับสัตว์อสูรที่มีอารมณ์แปรปรวนเป็นหลัก ไม่เพียงแต่จะต้องปัญหายามต้องออกคำสั่งเพื่อต่อสู้ แค่ฝึกฝนก็นับว่าเป็นงานช้างแล้ว

เมื่อปีที่แล้ว เด็กชายจากเมืองไค่หนานได้สอบเข้าสำเร็จและทำสัญญากับนกกระจอกเพลิง

เพียงแค่เวลาสั้นๆ เจ้านกกระจอกเพลิงพยายามอย่างหนักเพื่อหนีจากการเป็นคู่สัญญาของเด็กชายคนนั้น

โดเมนสมองของเด็กชายได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง เมื่อสามารถกลับไปเรียนได้ ผลการเรียนของเขาตามหลังเพื่อนคนอื่นๆอย่างชัดเจน

ต่อมาได้มีการเปิดเผยขึ้นว่า สาเหตุทั้งหมดเกิดจากการที่เด็กหนุ่มต้องการให้นกกระจอกเพลิงโพสต์ท่าลงโซลเชียวมีเดียกับเขาเพียงเท่านั้น....

เหตุการณ์นี้กลายเป็นหัวข้อข่าวมาแรงอยู่ระยะหนึ่ง

สัตว์อสูรประเภทไฟมักจะหยาบคายและอารมณ์ร้อน แน่นอนสุนัขเขี้ยวเพลิงเองก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น

ทว่าเฉียวซางไม่ได้คิดแบบนั้น เธอมองว่าไม่มีทางที่่ทั้งเผ่าพันธุ์จะมีนิสัยแบบนี้เหมือนกันหมด มันต้องมีตัวที่นิสัยดีน่ารักอยู่ในฝูงบ้าง

สิ่งมีชีวิตที่นิสัยเหมือนกันทั้งเผ่าไม่น่ามีจริง

“แม่บอกว่าหนูมีพรสวรรค์ด้านฝึกอสูรใช่ไหมล่ะ หนูเลยคิดว่าสุนัขเขี้ยวเพลิงน่าจะเข้ากันได้ดีกับหนู” เฉียวซางกล่าว

สุนัขเขี้ยวเพลิงเป็นสัตว์อสูรประเภทไฟที่มีพลังโจมตีที่แข็งแกร่ง และแน่นอนว่ามันจะตรงตามเกณฑ์สำหรับเธอที่จะกลายเป็นผู้ฝึกสัตว์อสูรระดับ E หลังจากการวิวัฒนาการครั้งที่หนึ่ง

แม้ว่าสุนัขเขี้ยวเพลิงจะไม่แพงเท่ากับสัตว์อสูรประเภทพลังจิตอย่างบับเบิ้ลเบลล์ แต่ก็ยังมีราคาแพงกว่าสัตว์อสูรอย่างพิราบอวบเป็นอย่างมาก

ในขณะที่พิราบอวบราคาประมาณ 30,000 ส่วนสุนัขเขี้ยวเพลิง ราคาประมาณ 100,000 เหรียญพันธมิตร

เฉียวซางเข้าใจลึกซึ้งถึงสถานทางการเงินของบ้าน ในราคาประมาณนี้ยังพอไหวอยู่

“เอาล่ะ พรุ่งนี้เช้าแม่จะพาลูกไปที่ฐานเพาะเลี้ยงสัตว์อสูร” แม่ของเธอเห็นด้วยโดยไม่ได้มีการโต้เถียงอะไรเกิดขึ้น

เช้าวันรุ่งขึ้น เฉียวซางถูกปลุกตั้งแต่เช้าตรู่

ภายใต้ความเร่งรีบของผู้เป็นแม่ เธอใช้เวลาอาบน้ำและกินข้าวรวมเพียงสิบนาที ก่อนจะออกจากบ้านตั้งแต่ 7.06 น.

ตลอดกระบวนการนี้ เปลือกตาของเฉียวซางพร้อมที่จะปิดทำการอยู่ตลอดเวลาเป็นสัญญาณบอกว่าเธอยังไม่ตื่นดี

เมื่อมาถึงฐานเพาะเลี้ยงสัตว์อสูรฮันกัง ก็เป็นเวลา 8:31 น. ซึ่งเป็นช่วงที่ศูนย์เปิดอย่างพอดิบพอดี

เนื่องจากยังเช้า พวกเธอจึงเป็นคนกลุ่มเดียวที่มาซื้อสัตว์อสูร

ไม่จำเป็นต้องนัดล่วงหน้าและไม่มีการรอคิว

พวกเธอได้รับการบริการจากหญิงสาวอายุราวๆสามสิบปีทันที

“มีอะไรให้ช่วยไหมค่ะ” เธอถามด้วยรอยยิ้มอย่างมืออาชีพ

“เราต้องการซื้อสุนัขเขี้ยวเพลิง” แม่ของเธอพูดเข้าประเด็นทันที

“ได้ค่ะ ตามฉันมาได้เลยค่ะ” พนักงานเดินนำทาง

เห็นได้ชัดว่าเธอมีประสบการณ์อย่างดี โดยคอยให้คำอธิบายอย่างต่อเนื่องตลอดการเดิน ซึ่งช่วยหลีกเลี่ยงความอึดอัดใจใดๆ ก็ตามที่อาจจะเกิดขึ้น

“ปัจจุบัน พวกเรามีสุนัขเขี้ยวเพลิงอยู่ทั้งหมด 27 ตัว ทุกตัวอยู่ในสภาพดีเยี่ยม มีสองตัวที่จวนจะวิวัฒนาการแล้ว ในบรรดา 25 ตัวที่เหลือ มีทั้งหมด 19 ตัวที่ได้เรียนรู้เพลิงปะทุแล้ว”

“และมีอีก 7 ตัวที่ชำนาญการใช้เพลิงปะทุ พวกมันตัวสูงกว่าพวกเดียวกันประมาณ 5 เซนติเมตรได้…”

ในระหว่างการแนะนำ ในที่สุดพวกเธอก็มาถึงพื้นที่ดูแลสุนัขเขี้ยวเพลิง

ก่อนที่เฉียวซางจะเข้าใกล้ จู่ๆ ก็เกิดเสียงระเบิดดังขึ้น เปลวเพลิงไหลทะลักไปทั่วโดยห่างออกไปจากเธอเพียงราวๆ 5 เมตรเพียงเท่านั้น

เฉียวซางกระโดดถอยหลังด้วยความตื่นตระหนก สายตาหันไปมองยังแหล่งกำเนิดไฟ

เห็นเป็นสุนัขเขี้ยวเพลิงสองตัวที่ขนาดใหญ่กว่าพวกพ้องอย่างชัดเจนกำลังเผชิญหน้ากันอยู่

ฟันที่ลุกท่วมไปด้วยเปลวเพลิงหรือเขี้ยวเพลิง ทักษะประจำเผ่าพันธุ์ของพวกมันที่ฝังแน่นอยู่ในพันธุกรรม

พนักงานยังคงสงบและอธิบายต่อไปว่า “สองตัวนี้เป็นสุนัขเขี้ยวเพลิงที่ใกล้จะวิวัฒนาการแล้ว พวกมันต่อสู้อย่างต่อเนื่องเพื่อพิสูจน์ว่าพวกมันนั้นแข็งแกร่งที่สุด แต่ผลลัพธ์มักจะจบลงที่การเสมออยู่ตลอด”

ขณะที่เธอพูด เปลวเพลิงอีกระลอกก็พุ่งออกมาและพุ่งออกไปห่างจากเฉียวซางประมาณสี่เมตร

เฉียวซางหนาวสั่นไปยันไขสันหลัง

พนักงานชี้ไปที่พุ่มไม้ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากซ้ายมือของเธอนัก

“เพลิงปะทุที่คุณเห็นก่อนหน้านี้ถูกปล่อยออกมาโดยสุนัขเขี้ยวเพลิงตัวนั้น พลังของมันค่อนข้างน่าประทับใจ”

เฉียวซางหันไปมองและพบสุนัขเขี้ยวเพลิงสองตัวกำลังเผชิญหน้ากัน บรรยากาศเต็มไปด้วยความตึงเครียด

ไม่นานนักทั้งสองตัวก็เริ่มฟัดและใส่นัวกันเอง

พนักงานหญิงอธิบายต่อว่า “พวกมันเป็นคู่แข่งกันที่ต่อสู้เพื่อแย่งชิงความรักจากสุนัขเขี้ยวเพลิงตัวเมีย น่าเสียดายเพราะต่อให้ชนะไปก็ไม่มีรางวัลจะให้ เพราะตัวเมียตัวนั้นมีตัวผู้ที่มันแอบชอบอยู่แล้ว”

เฉียวซาง: “…”

หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เธอก็ถามว่า “สุนัขเขี้ยวเพลิงตัวเมียนั่นอยู่ตรงไหนคะ?”

บางทีสุนัขเขี้ยวเพลิงตัวเมียอาจจะนิสัยดีกว่าพวกตัวผู้

พนักงานยิ้มรับ.. “ตัวที่คอยส่งเสียงเชียร์พวกมันระหว่างสู้กันนั่นแหละค่ะ ตัวเมีย”

เฉียวซางผงะไป เธอมองอีกครั้งและเห็นสุนัขเขี้ยวเพลิงซึ่งมีขนที่สะอาด นุ่มสลวยกว่าอีกสองตัว กำลังเห่าอย่างตื่นเต้นจากพุ่มไม้ใกล้ๆนั้น

"ย่าห์!"

"ย่าห์!"

พนักงานแปลความหมายเสียงร้องของมัน “มันน่าจะกำลังส่งเสียงเชียร์อยู่ ถึงเจ้าตัวนี้จะไม่ชอบสู้ แต่มันชอบดูตัวผู้สู้กันเพื่อเรียกร้องความสนใจจากมันมาก”

เฉียวซาง: “…”

เฉียวซางรู้สึกสับสน ขณะที่พนักงานสังเกตเห็นคนเป็นแม่ไม่ได้พูดอะไรจึงถามขึ้นว่า “คุณมีสุนัขเขี้ยวเพลิงที่ชอบไหมคะ? ให้ฉันเอามันมาให้ดูใกล้ๆไหม?”

แม่ของเธอส่ายหัว “ฉันแค่มาเป็นเพื่อนลูกสาว คนที่ต้องการทำสัญญากับสุนัขเขี้ยวเพลิงคือเธอ”

ตอนนั้นเองพนักงานหญิงก็รับรู้เรื่องราวทั้งหมด “แสดงว่าคุณลูกสาวต้องเป็นอัจฉริยะที่ปลุกพลังขึ้นมาได้เองสินะคะเนี่ย”

สีหน้าของแม่เต็มไปด้วยความพอใจในพริบตา “รู้ได้ยังไงกัน”

พนักงานอธิบาย “ก็วันนี้เป็นวันศุกร์ และลูกสาวของคุณยังคงสวมชุดนักเรียนมัธยมต้นเหวินเฉิงของเธออยู่เลย เธอน่าจะอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 นะคะ”

“ช่วงเวลาการปลุกพลังในรอบปีตามที่พันธมิตรฝึกอสูรยังไม่ถึงกำหนด แถมช่วงนี้ก็เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการสอบเข้าเป็นไปไม่ได้เลยที่จะขอลาเรียนในช่วงเวลาสำคัญแบบนี้ เว้นแต่จะสามารถปลุกพลังขึ้นเองได้สำเร็จ”

แน่นอนทั้งหมดนี้เป็นเพียงการคาดเดา

เธอตั้งสมมุติฐานจากลูกค้าเมื่อไม่กี่วันก่อนที่สวมชุดมัธยมต้นเหวินเฉิงและมาซื้อสัตว์อสูรกับพ่อแม่ของเธอ

มันบังเอิญว่าเธอเป็นคนให้บริการลูกค้ากลุ่มนั้น

ยังไงก็ตาม โรงเรียนมัธยมต้นเหวินเฉิงนี่มันอะไรกัน? มีเด็กถึงสองคนที่สามารถปลุกพลังได้ในปีเดียวกัน?

เธอจะต้องไปปรึกษากับสามีเพื่อกูู้เงินซื้อบ้านใกล้กับโรงเรียนนั้นอย่างแน่นอน เพราะตอนนี้ลูกเธอเข้าเรียนชั้นประถม 4 แล้ว

รอยยิ้มของแม่เธอแข็งค้างไปในทันที

เฉียวซางกลับมามีสติและถามว่า “แม่คะ วันนี้แม่ได้โทรบอกอาจารย์เพื่อขอลาให้หนูแล้วใช่ไหม?”

เย่เซียงถิงหัวเราะออกมาอย่างแข็งทื่อ “ฮ่าฮ่า แม่คนนี้จะลืมได้ยังไงกัน”

“หนูจำได้ว่าเมื่อวานแม่ขอลาให้หนู แล้ววันนี้…” เฉียวซางถาม

“เมื่อวานแม่ขอลาหยุดให้ลูกสองวันเลย!” เสียงของเย่เซียงถิงดังขึ้นโดยไม่รู้ตัว

เฉียวซางกล่าวว่า “งั้นก็โอเคค่ะแม่”

เธอลอบถอนหายใจเบาๆ

แม่เธอไม่ได้สังเกตเลยสักนิดว่าเวลาตัวเองโกหกมักจะชอบขึ้นเสียงโดยไม่่รู้ตัว

จบบทที่ บทที่ 4: ขอลาหยุด

คัดลอกลิงก์แล้ว