เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 2: ไม่ตบไม่ตีไม่ดีขึ้นเลย

บทที่ 2: ไม่ตบไม่ตีไม่ดีขึ้นเลย

บทที่ 2: ไม่ตบไม่ตีไม่ดีขึ้นเลย


ชิงเฉิง เจียหยวน อาคาร C ห้อง 606

เมื่อเฉียวซางกลับบ้านพร้อมแม่ ในหัวของเธอยังเต็มไปด้วยความอื้ออึง

เธอต้องทนกับการถูกทำร้ายทางวาจาที่โรงเรียนเป็นเวลาเกือบสองชั่วโมง ถ้าไม่ใช่เพราะท้องของอาจารย์ร้อง เขาอาจจะต่อเวลาไปอีกนาน

เฉียวซางควักน้ำล้างหน้าในห้องน้ำ

เธอมองดูตัวเองในกระจก ใบหน้าของเธอบอบบางเหมือนกับในชาติที่แล้วทุกประการ

ตอนนี้เธอดูเด็กลงมาก แถมแก้มยังย้วยอุดมไปด้วยคอลลาเจน

"มากินข้าวเย็นได้แล้ว" เสียงเรียกของแม่ดังมาจากห้องนั่งเล่น

"มาแล้วค่ะๆ"

เฉียวซางตอบและล้างหน้าของเธออีกครั้งอย่างเงียบ ๆ

เมื่อเธอเข้าไปในห้องนั่งเล่น แม่ของเธอ เย่เซียงถิง ก็มองเธอด้วยสายตาทิ่มแทง “อาหารยังร้อนๆอยู่รีบกินได้แล้ว”

จริงๆ แล้ว ครอบครัวของเฉียวซางค่อนข้างคล้ายกับเธอในโลกก่อน พ่อแม่ของเธอไม่เพียงแต่มีหน้าตาเหมือนกันเท่านั้น แต่เธอยังเป็นครอบครัวแม่เลี้ยงเดี่ยวอีกด้วย

พ่อของเฉียวซางไม่ได้หายตัวไปหรือตายตั้งแต่ยังเด็ก พวกเขาแค่หย่ากัน

พวกเขาหย่ากันเมื่อเฉียวซางอายุสามขวบ พ่อของเธอ เฉียวหวังหยาง แต่งงานใหม่ในปีนั้นและมีลูกสาวอีกคน ซึ่งตอนนี้อายุ 14 ปี

เป็นสถานการณ์ที่ค่อนข้างน่าสนใจ...

บางทีอาจเพราะรู้สึกผิดต่อแม่ของเธอ เขาจึงทิ้งลูกและบ้านไว้กับเธอเมื่อพวกเขาหย่ากัน

แม่ของเธอ เย่เซียงถิง ไม่เคยแต่งงานใหม่ เธอทำงานอย่างหนักเพื่อหาเงินและเลี้ยงดูเฉียวซางด้วยตัวเธอเอง

โชคดีที่แม่ของเธอเป็นผู้ฝึกสัตว์อสูรระดับ E พร้อมด้วยนกฮูกผู้ศรัทธาและพิราบอ้วน

เธอหาเลี้ยงชีพด้วยการบริการทัวร์ทางอากาศ ชีวิตของเธอจึงค่อนข้างสบายและมั่งคั่ง

ชีวิตแม่เลี้ยงเดี่ยวไม่ได้ทำให้เธอกลายเป็นหญิงชราทรุดโทรม แต่เปลี่ยนเธอให้เป็นผู้หญิงยุคใหม่ที่ภายนอกอ่อนโยนและภายในแข็งแกร่ง

และเฉียวซางเองก็รับรู้ได้เป็นอย่างดีเกี่ยวกับเรื่องนี้

แม่ของเธอต้องอดทนต่อคำดุด่าจากอาจารย์พร้อมกับเธอถึงสองชั่วโมง และยังอดทนอดกลั้นไม่ฟาดเธอสักเปรี้ยงได้เมื่อกลับถึงบ้าน

เธอแข็งแกร่งมาก!

แต่มันไม่ใช่ความผิดของเธอจริงๆ เนื่องจากเธอไม่สามารถดึงตำราอสูรออกมาจากจิตใจของเธอได้ และไม่เคยทำสัญญากับสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติ จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะพิสูจน์ว่าเธอได้ปลุกพลังขึ้นแล้วด้วยตัวเองโดยไม่ได้ไปที่ศูนย์รับรองผู้ฝึกสัตรอสูรเพื่อตรวจสุขภาพ

เฉียวซางกินอาหารของเธออย่างเงียบๆ

แม้ว่าแม่ของเธอจะเป็นหญิงแกร่งยุคใหม่ แต่ก็ไม่มีอะไรรับประกันว่าเธอจะเป็นเช่นนั้นตลอดไป

“พรุ่งนี้หยุดเรียนสักวัน แม่จะพาลูกไปที่ศูนย์รับรองผู้ฝึกสัตว์อสูร” แม่ของเธอพูดพร้อมกับมองไปที่เฉียวซาง

เฉียวซางนิ่งค้างไปทันที “ทำไมเราต้องไปที่ศูนย์รับรองผู้ฝึกสัตรอสูรกันคะแม่?”

“ลูกบอกว่าลูกปลุกพลังขึ้นเองแล้วใช่ไหม? เราจำเป็นต้องได้รับการตรวจร่างกายและใบรับรองก่อน ถึงจะสามารถไปที่ฐานเพาะเลี้ยงสัตว์อสูรเพื่อเลือกอสูรได้” แม่ของเธออธิบาย

เนื่องจากเธอปลุกพลังแล้ว วิธีที่ดีที่สุดคือการทำสัญญากับอสูรให้เร็วที่สุด

เฉียวซางตกตะลึงไปในทันที “แม่เชื่อหนูเหรอ?”

ดวงตาของแม่ของเธอเปล่งประกายปะปนไปด้วยความขบขัน

“เราเป็นลูกของแม่ ไม่ให้เชื่อลูกแล้วจะเชื่อใคร แล้วแม่ก็รู้จักลูกตัวเองเป็นอย่างดี แม้ว่าเราจะหัวช้าสักหน่อย แต่ลูกก็ไม่ใช่คนที่โกหกไปเรื่อย”

ความรู้สึกของเฉียวซางอัดแน่นผสมปนเปอยู่ภายในใจเต็มไปหมด เธอไม่รู้ว่าควรจะแสดงสีหน้ายังไงออกมาดี อันที่จริงแม่ของเธอในโลกนี้ไม่เพียงแต่หน้าตาเหมือนแบบเดิมเป๊ะ แต่นิสัยก็ยังคล้ายกันทุกประการอีก

“แม่ ในเมื่อแม่เชื่อหนู ทำไมแม่ถึงยอมทนให้อาจารย์หนูบ่นตั้งสองชั่วโมงโดยไม่แย้งอะไรสักคำเลยล่ะ”

แม่ของเธอยิ้ม ทว่าคราวนี้ความรู้สึกที่ได้กลับชวนขนหัวลุก

“ปลุกพลังด้วยตัวเองได้ก็เรื่องหนึ่ง แต่ได้ 0 คะแนนในการสอบก็เป็นอีกเรื่อง จะว่าไปแม่ยังไม่ได้ถามลูกเลยว่าทำไมการสอบครั้งนี้ถึงได้ 0 คะแนน”

เฉียวซาง: "…"

เช้าวันรุ่งขึ้น

ที่ทางเข้าศูนย์รับรองผู้ฝึกสัตว์อสูรฮันกัง

สิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติลำตัวสีน้ำตาลรูปร่างอ้วนท้วนยาวกว่าสามเมตรพร้อมขนหางสีแดงบินโฉบลงมาจากท้องฟ้า

เฉียวซางลงจากตัวของพิราบอ้วนด้วยทีท่าตื่นเต้น

นี่เป็นครั้งแรกที่เธอใกล้ชิดกับท้องฟ้าขนาดนี้ มันให้ความรู้สึกตื่นเต้นอย่างน่าเหลือเชื่อ

เธอตัดสินใจแล้ว เธอต้องทำสัญญากับสัตว์อสูรประเภทบินให้ได้ในอนาคต!

“พิราบอ้วน ขอบใจนะที่มาส่ง” แม่ของเธอตบพร้อมลูบมันอย่างเอ็นดู

"คุก~คู~"

พิราบอ้วนส่ายปีก พร้อมดันหัวอันใหญ่โตของมันเข้าหาแม่ของเธอและคลอเคลียอย่างน่าเอ็นดู

แม่ของเธอโบกมือ ทันใดนั้นมีละอองแสงฉายบนตัวพิราบอ้วนก่อนมันจะหายไปในพริบตา

ไม่ว่าเธอจะเห็นมันกี่ครั้ง เฉียวซางก็พบว่ามันอัศจรรย์

สิ่งเหล่านี้อยู่นอกเหนือจากกฎวิทยาศาสตร์ที่เธอเคยเรียนรู้โดยสิ้นเชิง พวกเธอเดินเข้าไปในศูนย์รับรองผู้ฝึกสัตรอสูรฮันกังด้วยกัน ก่อนแม่จะพาเธอไปที่เคาน์เตอร์ 37

ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะได้พูดอะไร “สวัสดีค่ะ เรามาที่นี่เพื่อขอเข้ารับการตรวจการปลุกโดเมนสมอง”

เธอบอกให้เฉียวซางหยิบบัตรข้อมูลของเธอออกมา

เฉียวซางยื่นบัตรให้พนักงานอย่างเชื่อฟัง

หลังจากสแกนแล้ว พนักงานก็พูดว่า "ค่าธรรมเนียม 500 เหรียญพันธมิตรค่ะ"

มีผู้ฝึกสัตว์อสูรได้ออกจากบลูสตาร์และไปตั้งอาณานิคมใหม่บนดวงดาวอีกสามดวง จึงทำให้เกิดสกุลเงินร่วมกันขึ้น ซึ่งสกุลนั้นก็คือเหรียญพันธมิตร

หลังจากที่แม่ชำระเงินแล้ว พนักงานก็ลงทะเบียนเสร็จสิ้นและส่งคืนบัตรข้อมูล

“เพียงตามเจ้าพฤกษานำโชคเข้าไปข้างใน”

พฤกษานำโชคมีลำตัวเขียวขนาดเล็ก สูงไม่ถึงหนึ่งเมตร ปรากฏตัวขึ้นด้านหลังพนักงาน

หัวของมันกลมโต มีเถาวัลย์สีเขียวคู่หนึ่งบริเวณปลายเป็นสีเหลือง และสวมตราพนักงานไว้รอบลำคอ

เนื่องจากเป็นสัตว์อสูรประเภทพืช พฤกษานำโชคจึงมีนิสัยอ่อนโยนและเป็นที่รัก โดยเฉพาะจากเหล่าสาวๆ

"ลิกัว~"

มันเข้าหาเฉียวซางและทำท่าทางต้อนรับด้วยเถาวัลย์ ท่าทางแสดงถึงความเป็นมืออาชีพ

ในฐานะเมืองหลวงของมณฑลเจ้อไห่ เมืองฮันกังจึงมีศูนย์รับรองผู้ฝึกสัตรอสูรที่ใหญ่เป็นอันดับหนึ่งของมณฑล

เฉียวซางติดตามพฤกษานำโชคกว่าสิบนาทีก่อนจะไปถึงพื้นที่ทดสอบโดเมนสมอง

พฤกษานำโชคสแกนป้ายพนักงานบนเครื่องอ่านบัตรประจำตัวที่ประตู

"ลิกัว~"

เมื่อประตูเปิดออก มันก็ร้องเรียกเฉียวซาง

แม่เย่พูดกับเฉียวซางอย่างใจเย็นว่า "เข้าไปข้างในกันเถอะ"

แม้ว่าใบหน้าของแม่เธอจะสงบ แต่ดวงตาของเธอก็แสดงถึงความคาดหวัง

แม้ว่าเธอจะเชื่อลูกสาว แต่ความกังวลก็ยังอัดแน่นอยู่ในใจ

เฉียวซางติดตามพฤกษานำโชคเข้าไปข้างใน

สิ่งแรกที่เธอเห็นคือนักวิจัยหญิงผมสั้นในชุดแล็บสีขาวและบับเบิ้ลเบลล์ที่ลอยอยู่

เฉียวซางเพิ่งอ่านเรื่องบับเบิ้ลเบลล์เมื่อวันก่อน ไม่คิดมาก่อนว่าจะได้เจอตัวจริงเร็วขนาดนี้

บับเบิ้ลเบลล์เป็นสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติประเภทพลังจิต ตัวมันนั้นไม่มีการแบ่งเพศ ถือเป็นอสูรที่พบเห็นได้ยากมาก

ในความเป็นจริงแล้วสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติประเภทพลังจิตนั้นล้วนแล้วแต่พิเศษ

ฐานเพาะเลี้ยงสัตว์อสูรมักจะมีสิ่งมีชีวิตดังกล่าวเพียงห้าหรือหกตัวต่อปี โดยราคาเริ่มต้นคือสองถึงสามล้านเหรียญพันธมิตร ครอบครัวธรรมดาส่วนใหญ่ไม่ซื้อมันได้

เธอน่าจะรวยน่าดู

เฉียวซางตราหน้านักวิจัยผมสั้นในชุดคลุมสีขาวทันทีว่ารวย

นักวิจัยผมสั้นกำลังพิมพ์ลงบนคอมพิวเตอร์ของเธอ ดูเหมือนยุ่งมาก

ดูเหมือนเธอจะไม่แปลกใจที่เห็นพฤกษานำโชคและเฉียวซาง โดยระบุว่าเธอได้รับข้อมูลการลงทะเบียนของเฉียวซางมาล่วงหน้าแล้ว

"ไปนั่งตรงนั้น" เธอชี้ไปที่โซฟาเดี่ยวใกล้ๆ

เฉียวซางนั่งลงในจุดที่อีกฝ่ายชี้

มันเป็นเพียงโซฟาธรรมดาๆ ไม่มีอะไรพิเศษ

“บับเบิ้ลเบลล์” นักวิจัยผมสั้นตะโกนเรียกคู่หูของเธอโดยไม่แม้แต่เงยหน้ามอง

"เบลล์~"

ทันใดนั้นร่างของบับเบิ้ลเบลล์ก็เรืองแสงเป็นสีฟ้าโปร่งใส

ก่อนที่เฉียวซางจะรู้ตัวว่าเกิดอะไรขึ้น หมวกสีเงินที่เชื่อมต่อกับสายเคเบิลและอุปกรณ์จำนวนมากก็ลอยมาจากหลายเมตรและวางแนบลงบนหัวของเธอ

ภาพที่เห็นทำให้เฉียวซางตกตะลึง

ความสามารถนี้สะดวกสบายอย่างเหลือเชื่อ นี่มันสิ่งมีชีวิตที่เกิดขึ้นมาเพื่อคนขี้เกียจ!

“อย่าขยับ”

นักวิจัยผมสั้นยังคงไม่เงยหน้าขึ้นมอง แต่เฉียวซางเองก็รู้ดีว่าคำสั่งนี้นั้นส่งตรงถึงเธอ

หมวกสีเงินไม่ได้ขัดขวางการมองเห็นของเฉียวซาง และเธอสามารถเห็นใบหน้าของนักวิจัยขมวดคิ้วได้อย่างชัดเจนในขณะที่เธอสังเกตข้อมูลและภาพที่ส่งจากอุปกรณ์

เฉียวซางเกร็งขึ้นทันที คงไม่มีปัญหาอะไรใช่ไหม?

ใบหน้าของนักวิจัยผมสั้นเริ่มจริงจัง คล้ายกับความเข้มงวดของอาจารย์ห้องปกครองในโรงเรียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับบทบาทและสถานการณ์ปัจจุบันของเธอ

สิ่งนี้ทำให้หัวใจของเฉียวซางเต้นแรงมากยิ่งขึ้น

“นี่เธอปลุกพลังขึ้นเองงั้นเหรอ?” จู่ๆ นักวิจัยสาวก็ถามขึ้น

“เอ่อ มีปัญหาอะไรรึเปล่าคะ?” เฉียวซางถามอย่างกังวลใจ

“ไม่ ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง” นักวิจัยสังเกตเห็นความกังวลของเฉียวซาง จึงฝืนยิ้มที่ไม่เป็นธรรมชาติเพื่อให้เด็กสาวเชื่อมั่น

มันค่อนข้างน่ากลัว…

ความกังวลของเฉียวซางเพิ่มขึ้นสูง

“ปีนี้ มีเด็กเพียงหกคนเท่านั้นที่ปลุกพลังขึ้นเองรวมทั้งเธอด้วย เธอคงเกรดดีใช้ได้เลยใช่ไหมล่ะ?” นักวิจัยผมสั้นถาม

การเป็นนักเรียนที่เก่งไม่ได้เป็นตัวการันตีเสมอไปว่าจะสามารถปลุกพลังขึ้นเองได้ แต่คนที่ปลุกพลังขึ้นได้ส่วนใหญ่จะเป็นนักเรียนที่ฉลาดด้านวิชาการ

เฉียวซาง: “…”ทำไมไม่ชมว่าฉลาดหรือเก่งกาจกัน พี่สาวจะเอาเกรดฉันมาพูดทำไม?

เฉียวซางรู้ดีว่านักวิจัยกำลังพยายามคลายความกังวลของเธอ แต่การยกเรื่องเกรดมาพูดนั้น มันไม่ได้ช่วยอะไรเลยสักนิด...

“ปกติแล้วเกรดฉันนับเป็นอันดับสามของโรงเรียน” เฉียวซางตอบด้วยสีหน้าตายด้าน

“อันดับสามในโรงเรียนก็ยังถือว่าใช้ได้ มีหลายคนที่เป็นที่หนึ่งหรือสองแต่ไม่สามาถแม้แต่จะปลุกพลังได้” แม้รอยยิ้มเธอจะแข็งเกร็งและแปลกประหลาด แต่น้ำเสียงก็ยังเต็มไปด้วยความอ่อนโยน

“คราวนี้ฉันได้อันดับหนึ่งในการสอบจำลอง” เฉียวซางเสริม ตอนนี้กังวลเริ่มลดลงแล้ว

“หลังจากปลุกพลัง โดเมนสมองจะพัฒนา 2% ผู้ที่พลังตื่นด้วยตัวเองมักจะมีพัฒนาการประมาณ 5% ดังนั้นการที่ผลการเรียนของเธอจะดีขึ้นจึงเป็นเรื่องปกติ” ผู้วิจัยอธิบายพร้อมกล่าวชมเฉียวซางที่ได้ที่หนึ่ง

เฉียวซาง: …

ประมาณสองนาทีต่อมา นักวิจัยผมสั้นเงยหน้าขึ้นมองและร้องเรียก “บับเบิ้ลเบลล์”

"เบลล์~"

บับเบิ้ลเบลล์ ใช้พลังจิตเพื่อนำอุปกรณ์กลับไปยังตำแหน่งเดิมของมัน

“ขอแสดงความยินดีกับการปลุกพลังที่ประสบความสำเร็จ ไม่มีปัญหาอื่นๆ เกี่ยวกับโดเมนสมองของเธอ แต่ยังมีความผันผวนอยู่บ้าง พักผ่อนให้เพียงพอและกินของจำพวกผลไม้แห้งมากขึ้นหน่อย” นักวิจัยกล่าวและมอบใบรับรองพร้อมลายเซ็นต์และตราประทับให้กับเฉียวซาง

"ขอบคุณมากค่ะ"

เฉียวซางรับใบรับรอง รู้สึกได้ถึงน้ำหนักที่ถูกยกออกจากอก

“เป็นไงบ้าง?”

ทันทีที่พวกเขาก้าวออกนอกห้อง แม่ของเธอเดินเข้ามาอย่างรวดเร็วด้วยความประหม่า

เฉียวซางถอนหายใจแรงและยื่นผลการทดสอบให้กับแม่ของเธอ

ใบหน้าของแม่ซีดลงทันที มือของเธอสั่นเทาไม่กล้ารับใบรับรองจากผู้เป็นลูก

“ลองดูก่อนสิแม่” เฉียวซางกล่าวพร้อมยื่นใบรับรองเข้าใกล้แม่มากขึ้น

เย่เซียงถิงรู้สึกหนาวสั่นไปทั้งหัวใจ ลูกสาวอันเป็นที่รักของเธอนอกจากจะได้ 0 คะแนนแล้ว ยังปลุกพลังล้มเหลวอีก...

แม้ว่าเธอจะไม่ได้ 0 คะแนน แต่ดูจากประวัติผลการเรียน ไม่ว่ายังไงก็เป็นไปไม่ได้เลยที่ลูกเธอจะสามารถเข้าโรงเรียนมัธยมฝึกอสูรได้

หากต้องการเข้าเรียนในโรงเรียนมัธยมฝึกอสูร ขั้นแรกต้องทำสัญญากับสัตว์อสูรผ่านตำราอสูรที่ผ่านตื่นขึ้นจากการกระตุ้นคลื่นแม่เหล็ก จากนั้นค่อยเริ่มคิดจากเกณฑ์คะแนน

การสอบเข้ามีคะแนนเต็ม 650 คะแนน โดยค่าเฉลี่ยขั้นต่ำของปีที่แล้วอยู่ที่ 332 คะแนน

ถ้าหากลูกสาวของเธอพยายามอย่างหนักแต่ไม่สำเร็จก็ไม่เป็นไร เพราะถึงยังไงเธอก็พยายามอย่างเต็มที่แล้ว แต่ถ้าเธอโกหกเรื่องทั้งหมดนี้เพียงเพราะขี้เกียจเรียนละก็....

เย่เซียงถิงเริ่มสงสัยถึงวิธีการเลี้ยงลูกของตัวเอง

จำเป็นต้องตีให้หลาบ

เด็กคนนี้ต้องเข้าที่เข้าทางได้แล้ว

เมื่อเห็นแม่รับใบรับรองไปและอ่านผลทดสอบ แผ่นหลังของเฉียงเซียวก็ยืดตรงขึ้นทันที

เปรี๊ยะ

เฉียวซางแข็งค้างไปทันที

จบบทที่ บทที่ 2: ไม่ตบไม่ตีไม่ดีขึ้นเลย

คัดลอกลิงก์แล้ว